
Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

อานิสงส์บูชาสิ่งแทนพระพุทธองค์
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเข้าถึงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายธรรมพระอรหัต เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วจากอาสวะกิเลส กิจที่จะทำยิ่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ในฐานะที่พวกเราเป็นสาวกของพระพุทธองค์ ก็จะต้องดำเนินรอยตามพระองค์ โดยการใช้วันเวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัดนี้ สร้างบารมีกันให้เต็มที่ ทำความบริสุทธิ์กายวาจาใจให้เกิดขึ้น เพราะเรายังมีกิจที่จะต้องทำให้รู้แจ้งให้ได้ว่า เราเกิดมาจากไหน มาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต แล้วก็จะไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างไร ดังนั้นเราจึงควรหมั่นฝึกฝน อบรมจิตใจของเราให้หยุดให้นิ่ง จนกระทั่งเข้าถึงผู้รู้แจ้งภายใน คือพระธรรมกายให้ได้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหาปรินิพพานสูตรว่า
“ดูก่อนอานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งเหล่านี้ เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาคือ สถานที่ประสูติของพระตถาคต สถานที่ตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้า สถานที่ยังธรรมจักรอันยิ่งยวดให้เป็นไป และสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน โดยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ดูก่อนอานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งเหล่านี้แล เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา เป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงมีพระชนชีพอยู่หรือดับขันธปรินิพพานแล้วก็ตาม หากบุคคลมีจิตเลื่อมใสเสมอเหมือนกับ ที่พระองค์ยังทรงพระชนอยู่ ผลนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกัน"
เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีอานุภาพอันไม่มีประมาณ ดังนั้นก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธองค์จึงตรัสบอกถึงสถานที่ที่ควรเคารพบูชาและเป็นทางมาแห่งมหากุศล ซึ่งในปัจจุบันนี้มีปรากฏอยู่ที่ประเทศอินเดีย เนปาลและปากีสถานเป็นต้น สาธุชนจากต่างประเทศทั่วโลก ผู้เลื่อมใสในพระพุทธองค์ต่างเดินทางไปแสวงบุญกัน เพื่อสักการะบูชาสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง บ้างก็ไปสวดมนต์ นั่งสมาธิ บ้างก็ไปเดินเวียนประทักษิณ เพื่อระลึกนึกถึงพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณและพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมศาสดา

ในสมัยพุทธกาล พระบรมศาสดาได้เสด็จไปตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อสงเคราะห์เหล่าเวไนยสัตว์ ชาวกรุงสาวัตถีต่างก็ถือของหอมระเบียบดอกไม้ไปที่วัดพระเชตวันเพื่อนอบน้อมพระพุทธองค์ แต่เมื่อไม่มีโอกาสกราบสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็พากันนำเครื่องสักการะไปวางไว้ที่ประตูพระคันธกุฎี

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้นำเรื่องนี้ไปบอก ท่านพระอานนท์ให้ช่วยกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคไม่ได้ประทับอยู่ที่พระวิหาร สาธุชนจะบูชาพระองค์ได้อย่างไรบ้าง พระบรมศาสดาทรงแนะนำให้บูชาพระเจดีย์ ซึ่งมี ๓ อย่างคือ พระธาตุเจดีย์ หมายถึงเจดีย์ที่ใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ บริโภคเจดีย์ หมายถึงเจดีย์หรือสถานที่ที่บรรจุสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงเคยใช้สอย เช่น บาตรจีวร เครื่องอัฐบริขาร และอุทเทสิกเจดีย์หมายถึง เจดีย์ที่สร้างถวายแด่พระพุทธองค์ เช่น พระพุทธรูป รวมถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วย

พระอานนท์ทูลถามว่า "เมื่อพระองค์เสด็จไปที่อื่น พุทธบริษัททั้ง ๔ จะสร้างเจดีย์ทั้ง ๓ นี้ เพื่อเป็นการเจริญพระพุทธคุณได้ไหมพระเจ้าข้า" พระพุทธองค์ทรงตอบว่า "สำหรับพระธาตุเจดีย์ยังไม่อาจทำได้ในตอนนี้ เพราะพระธาตุเจดีย์จะมีได้ ในกาลที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ส่วนต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พระพุทธองค์ทรงอาศัยเป็นที่ตรัสรู้ นับเข้าเป็นอุทเทสิกเจดีย์ สาธุชนสามารถกราบไหว้รำลึกถึงพระคุณและอานุภาพอันไม่มีประมาณของพระพุทธเจ้าได้"
เพราะฉะนั้น ในครั้งสมัยพุทธกาล พุทธศาสนิกชนจึงยังไม่ได้ทำการปั้นพระพุทธรูปหรือพุทธปฏิมากร เพราะทุกคนยังสามารถจดจำพระพักตร์อันผ่องใส หรือพระสุรเสียงอันไพเราะของพระพุทธองค์ในครั้งที่ทรงแสดงธรรมได้อยู่ ทั้งถ้อยคำและอากัปกิริยาที่ทรงแสดงออกมานั้น ยังตราตรึงอยู่ในใจของพุทธบริษัททั้งหลาย จึงยังไม่คิดที่จะทำรูปเหมือนของพระพุทธองค์ขึ้นมา ถ้าหากไม่สามารถกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกายเนื้อได้ ก็นิยมบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นโพธิสถานแห่งการตรัสรู้ธรรม ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์
เพราะฉะนั้น ท่านพระอานนท์จึงขออนุญาตที่จะนำต้นโพธิ์มาปลูกไว้ที่วัดพระเชตวัน เพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นได้รับพุทธานุญาตว่า ดีแล้วอานนท์เธอจงปลูกเถิด เมื่อเป็นเช่นนั้น ในวัดพระเชตวันก็จักเป็นดังพระตถาคตประทับอยู่เป็นนิจ ท่านพระอานนท์จึงขอร้องให้พระมหาโมคคัลลานะ เหาะไปนำเมล็ดโพธิ์มาจากโพธิสถาน เพื่อปลูกถวายเป็นพุทธบูชา พระมหาโมคคัลลานะก็เหาะไปยังโพธิสถาน โดยนำชายจีวรรองรับผลโพธิ์ที่สุก ซึ่งหล่นลงจากขั้ว แล้วนำมามอบให้พระอานนท์

พระอานนท์เถระได้นำบุญพิเศษนี้ไปบอกให้พระเจ้าปเสนทิโกศลและเจ้าภาพผู้อุปถัมภ์ ให้มาช่วยกันประกอบพิธีปลูกต้นโพธิ์ที่ใกล้ประตูวัดพระเชตวัน ครั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลได้สดับข่าวการปลูกต้นโพธิ์ ก็เสด็จมาเป็นประธานในการปลูกต้นโพธิ์พร้อมด้วยบริวาร ฝ่ายอนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาอุบาสิกาวิสาขาและผู้มีศรัทธาท่านอื่น ๆ ต่างพากันเดินทางมาร่วมปลูกต้นโพธิ์กันอย่างคับคั่ง
เมื่อถึงเวลาประกอบพิธี พระราชาทรงมอบหมายให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นผู้แทนในการปลูก เศรษฐีได้รวบรวมเปือกตมที่มีกลิ่นหอมแล้วฝังเมล็ดโพธิ์ไว้ในเปือกตม พอเมล็ดโพธิ์พ้นจากมือท่านมหาเศรษฐี เหตุอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นคือ สายตาทุกคู่ของมหาชนเห็นลำต้นโพธิ์ประมาณเท่างอนไถสูง ๕๐ ศอกแตกกิ่งใหญ่ ๕ กิ่ง ยื่นออกไปในทิศทั้งสี่และทิศเบื้องบน กิ่งละ ๕๐ ศอก อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ที่ใหญ่กว่าต้นไม้ทุกชนิดที่มีในวัดพระเชตวัน

พระราชารับสั่งให้นำหม้อทองคำและหม้อเงิน ๘๐๐ หม้อ ใส่น้ำหอมจนเต็ม ประดับด้วยดอกบัวเขียวสูงขึ้นมา ๑ ศอก ตั้งเป็นแถวล้อมรอบต้นมหาโพธิ์ แล้วรับสั่งให้ทำแท่นรัตนะ ๗ สร้างกำแพงล้อมรอบ ทำซุ้มประตูสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ จากนั้นมหาชนก็ทยอยกันมาสักการบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์กันมากมาย เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วมหาชนก็นำต้นโพธิ์ไปเพาะปลูกที่บ้านเกิดของตัวเอง มีการสืบทอดความเลื่อมใสมาถึงยุคปัจจุบันที่มีการสักการโพธิ์พฤกษ์กันทั่วโลก ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะปรารภต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้นด้วยจิตที่เลื่อมใส เมื่อละโลกไปแล้วทำให้มีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไปกันมากมาย

หลังจากพุทธปรินิพพานได้ไม่นาน พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัย นอกจากมีการบูชาต้นโพธิ์แล้ว ยังพร้อมใจกันสร้างพระธาตุเจดีย์หรือพระสถูปเจดีย์ขึ้น เพื่อเป็นการสักการบูชาพระพุทธองค์ พระสถูปเจดีย์ที่สร้างในแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้น ล้วนเป็นไปเพื่อให้บุคคลผู้มีศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเคารพสักการะ กราบไหว้บูชา จะได้เป็นทางมาแห่งมหากุศลอันยิ่งใหญ่ และถือว่าเป็นศูนย์รวมใจของพุทธศาสนิกชนอีกด้วย บ้านเมืองไหนมีพระสถูปเจดีย์ประดิษฐานอยู่ ความสงบร่มเย็นก็จะบังเกิดขึ้น เพราะพระเจดีย์เป็นสิ่งที่จะคอยยกใจให้สูงขึ้นจากอาสวกิเลส เป็นสิ่งเตือนใจไม่ให้คิด พูด ทำอกุศลทั้งหลาย
ความเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ นับเป็นสุดยอดของความเลื่อมใสทั้งมวล เพราะพระพุทธองค์ทรงมีอานุภาพไม่มีประมาณ เมื่อบุคคลเลื่อมใสในวัตถุที่ควรเลื่อมใส ผลบุญจึงส่งให้ไปสู่สุคติ ในยุคปัจจุบันนอกจากต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว เรายังมีพระธาตุเจดีย์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ตามพุทธสถานต่างๆ หลายแห่งทั่วโลก รวมถึงเจดีย์ในประเทศไทยของเราก็มีอยู่ทั่วไป เมื่อสาธุชนไปกราบไหว้ด้วยจิตที่เลื่อมใส ก็จะได้อานิสงส์เหมือนกัน ดังพุทธพจน์ที่กล่าวว่า "ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปยังเจดีย์ มีจิตเลื่อมใสในพระตถาคต ครั้นทำกาละแล้ว ชนเหล่านั้นทั้งหมด เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ "
ดังนั้นยามใดที่เราอยากกราบไหว้พระบรมศาสดา เราจะตรึกระลึกถึงพระในตัวหรือไปกราบนมัสการพระเจดีย์ก็ได้ พร้อมกับสวดสรรเสริญพุทธคุณ แล้วเจริญพุทธานุสติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ นี่ก็เป็นทางมาแห่งบุญใหญ่ของเรา
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)