ธรรมะเพื่อประชาชน Dhamma for people

บุญนำพาสู่สวรรค์นิพพาน

Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

TD%200722_01.jpg

 บุญนำพาสู่สวรรค์นิพพาน

                วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป อีกทั้งได้นำพาความเสื่อม ความชรามาสู่ตัวเราทั้งขณะหลับและตื่น พร้อมกับบั่นทอนความแข็งแรงจากเราไป เหมือนกับสนิมที่ค่อยๆ กัดกินเหล็กทีละเล็กทีละน้อย ทำให้เหล็กผุกล่อนเปราะบางไปในที่สุด เราจะมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้อีกไม่นานเท่าไร จึงควรใช้เวลาที่เหลืออยู่น้อยนี้ ให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างบารมีให้ได้มากที่สุด โดยสมมุติว่าหากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตเรา เราจะเตรียมตัวเดินทางไปสู่ปรโลกอย่างไร ให้เราหมั่นคิดว่าวันพรุ่งนี้ จะมีสำหรับเราหรือไม่ก็ไม่รู้ จะทำให้เราไม่ประมาทในการทำความดี หมั่นทำกาย วาจา ใจของเราให้ผ่องใสอยู่เสมอ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน เมื่อกาย วาจา ใจของเราผ่องใสเต็มที่แล้ว เราก็จะได้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน แม้ถึงคราจะหลับตาลาโลก เราก็จะจากโลกนี้ไปอย่างปลอดภัยและมีชัยชนะกันนะจ๊ะ


                พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ปิยสูตร ความว่า
             "ถ้าบุคคลพึงรู้ว่าตนเป็นที่รัก ไม่พึงทำบาปอกุศล เพราะว่าความสุขนั้น บุคคลผู้มักทำชั่วจะไม่ได้โดยง่าย เมื่อบุคคลถูกความตายครอบงำก็ต้องละทิ้งภพมนุษย์ไป ก็อะไรเล่าเป็นสมบัติของเขา แล้วเขาจะนำเอาอะไรไปได้ อนึ่ง อะไรเล่าจะติดตามเขาไปประดุจเงาติดตามตัวไปฉะนั้น 
ผู้ที่เกิดมาแล้วจะต้องตายในโลกนี้ ทำกรรมอันใดไว้ คือบุญและบาปสองประการ บุญและบาปนั้นแลเป็นสมบัติของเขา ทั้งเขาจะพาบุญและบาปไปสู่ปรโลกได้ อนึ่ง บุญและบาปนั้นย่อมเป็นของติดตามเขาไป ประดุจเงาติดตามตัวไปฉะนั้น"

 


                เพราะฉะนั้นบุคคลพึงทำกรรมดี สะสมไว้เป็นสมบัติในปรโลก เพราะว่าบุญเป็นที่พึ่งของสัติทั้งหลายในปรโลก ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก วันคืนล่วงไปล่วงไป จากวันเป็นเดือน จากเดือนเคลื่อนไปเป็นปี กาลเวลาได้กลืนกินอายุของเรา ให้เหลือน้อยลงไปทุกที  ชีวิตในวันหนึ่งวันหนึ่ง ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาของชีวิตเรานั้นสั้นนัก ยังไม่ทันจะทำอะไรก็หมดเวลาเสียแล้ว บางคนหมดเวลาในปฐมวัยบ้าง มัชฌิมบ้าง นอกนั้นก็ต้องตายในปัจฉิมวัยบ้าง ตายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย ยกเว้นบุญและบาปที่เราได้ทำเอาไว้ 

 


                คนโบราณถึงได้กล่าวเป็นข้อคิด ในการเดินทางไปสู่ปรโลกเอาไว้ว่า ๔ คนหาม ๓ คนแห่  ๑ คนนั่งแคร่  ๒ คนพาไป หมายความว่าสังขารร่างกายของเรานี้ แยกออกเป็น ๒ ส่วน คือส่วนของร่างกายและจิตใจ ส่วนที่เป็นกายท่านใช้คำว่า ๔ คนหาม หมายถึงสังขารร่างกายของเรานี้ ประกอบไปด้วยธาตุ ๔  คือธาตุดิน-น้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม 


                   -ธาตุดินมีลักษณะแค่นแข็ง เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกเป็นต้น
        
          -ธาตุน้ำมีลักษณะเป็นของเหลวเอิบอาบไปมาได้ เช่น น้ำลาย น้ำมูก น้ำตา น้ำหนอง เลือดเป็นต้น
        
          -ธาตุไฟมีลักษณะร้อน ช่วยเผาผลาญ เช่น ธาตุไฟช่วยทำความอบอุ่นให้กับร่างกาย ไฟที่ช่วยย่อยอาหารที่ดื่มกินเข้าไปเป็นต้น
        
          -ธาตุลมมีลักษณะกระพือพัดไปมาเช่นลมพัดขึ้นเบื้องบนลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก


                ธาตุทั้งสี่ที่เรียก ๔ คนหามนี้ เมื่อตายแล้วก็เหมือนท่อนไม้ ไม่มีใครปรารถนาอยากนำไปเป็นเจ้าของ แม้ให้ฟรีๆ ก็ไม่มีใครเอา ทิ้งไว้นานก็มีกลิ่นเหม็นเป็นที่น่ารังเกียจ ต้องถูกนำไปฝังหรือเผาอย่างเดียว 

 


               คำว่า ๓ คนแห่ หมายถึงสังขารร่างกายนี้ ตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ มีลักษณะไม่เที่ยงแปรปรวนไปอยู่ตลอดเวลา เป็นทุกข์ เพราะว่าเป็นรังแห่งโรคสามารถป่วยเป็นโรคได้ ตั่งแต่ปลายผมจรดปลายเท้าและเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ยังไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

 


                   คำว่า ๑ คนนั่งแคร่ หมายถึงใจของเรานั่นเอง ใจเพียง ๑ เดียวนี่แหละสำคัญนัก ที่ท่านสมมุติว่านั่งอยู่บนแคร่ อันมีธาตุ ๔ คือดินน้ำ ไฟ ลม ห่ออุ้มเอาไว้ เมื่อธาตุทั้ง ๔ แตกสลาย ใช้การไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ใจดวงนี้จะไปแสวงหาที่อยู่ใหม่ ไปสุคติหรือทุคติ ก็ขึ้นอยู่กับ ๒ คนจะพาเราไปเท่านั้น ๒ คนที่ว่านี้คือบุญและบาปที่เราได้ทำเอาไว้นั่นเอง

 


                จิตเต  อสังกิลิฏเฐ  สุคติปาฏิกังขา ถ้าจิตผ่องใส ไม่เศร้าหมอง เพราะสั้งสมบุญเอาไว้มาก บุญก็จะนำพาเราไปสู่สุคติโลกสวรรค์ แต่ถ้าหากทำบาปเอาไว้มาก บาปส่งผลก่อน จิตเต  สังกิลิฏเฐ จิตเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส บาปก็ฉุดใจดวงนี้ไปเกิดในอบาย ที่เรียกว่ากายของสัตว์นรกใหญ่โตเท่าภูเขาเลากา ต้องชดใช้วิบากกรรมในมหานรกเป็นเวลายาวนานหลายๆ ล้านปี

 


                 นี่คือปริษณาธรรมที่เราควรนำมาคิด จะได้กำหนดเข็มทิศชีวิตได้ถูกต้อง ว่าจะลิขิตชีวิตไปในทิศทางใด เพราะเราคือผู้ออกแบบชีวิต ชีวิตหลังความตายจะไปสู่สุคติหรือทุคติ ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในปัจจุบันเป็นหลัก และอีกไม่นานก็จะเป็นอดีตของอนาคต อนาคตได้ถูกกำหนดเอาไว้ที่ปัจจุบัน ดังนั้นเราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด เหมือนดังเรื่องของพระสุจินติตเถระ ที่หลวงพ่อจะได้นำมาเล่าให้ลูกๆ ได้รับฟังกันในวันนี้นะจ๊ะ

 


                    พระสุจินติตเถระ เคยสร้างบารมีผ่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาหลายพระองค์ ชีวิตของท่านก็มีขึ้นๆ ลงๆ เหมือนปุถุชนทั่วไป คือภพชาติไหนประมาทก็ไปเกิดในอบาย ถ้าชาติไหนไม่ประมาทก็ได้ไปเสวยสุขในสุคติโลกสวรรค์ พอถึงยุคของพระอัตถทัสสีพุทธเจ้า บาปอกุศลที่เคยทำไว้ ทำให้ท่านต้องไปเกิดในตระกูลพราหมณ์ บริเวณเชิงป่าหิมพานต์ ต้องมีอาชีพล่าเนื้อสัตว์ขาย ทั้งชีวิตจึงต้องเวียนวนอยู่กับการทำปาณาติบาต 

 


                บังเอินว่ามีวันหนึ่ง ท่านได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จมาที่ป่าหิมพานต์ เห็นพุทธรัศมีสว่างไสวไปทั่วทั้งป่า จึงบังเกิดความเลื่อมใสในพุทธรัศมี ได้นำเนื้อล่ำที่มีรสอร่อย น้อมนำไปถวายแด่พระพุทธองค์ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังไม่ได้ทานอาหารกลางวันเลย เพราะออกจากป่าตั้งแต่เช้าตรู่ พรานสอนตัวเองได้ว่าถ้าเราตระหนี่หรือหวงแหนเอาไว้เพื่อกินเอง อาหารนี้ก็ประทังชีวิตไปได้เพียงวันเดียว แต่การถวายอาหารที่มีรสเลิศนี้ แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาหารนี้จะปรนเปรอเราให้พ้นจากทุกข์ภัยในอบาย เพราะตัวเราได้ทำปาณาติบาต สร้างบาปอกุศลเอาไว้ไม่น้อย ขอบุญนี้จงเป็นพลวปัจจัย ให้เราพ้นจากอัตภาพของพรานล่าเนื้อด้วยเถิด ว่าแล้วก็น้อมนำเนื้อล่ำ ที่พึ่งย่างมาร้อนๆ เข้าไปถวายด้วยความเลื่อมใสอย่างท่วมท้น

 


                 พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว เพื่อจะอนุเคราะห์นายพราน จึงทรงเสวยเนื้อนั้นให้นายพรานได้ปลื้มปีติในทาน แล้วจึงค่อยเสด็จขึ้นสู่เวหาษกลับไปยังพระวิหารดังเดิม นายพรานได้เห็นปาฏิหาริย์ดังนั้น ก็ยิ่งเพิ่มพูนความเลื่อมใสหนักขึ้นไปอีก แม้จะเป็นการถวายทานเพียงครั้งเดียว แต่หลังจากนั้นท่านก็ยังตามตรึกระลึกนึกถึงบุญได้ นึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นการเจริญพุทธานุสติ ใจของท่านจึงเบิกบานผ่องใส 

 


                เมื่อละจากอัตภาพนั้น ท่านได้ท่องเที่ยวไปในสุคติภพ เสวยสมบัติในสวรรค์ ๖ ชั้นติดต่อกันเป็นเวลายาวนานตลอด ๑,๕๐๐ กัป ไม่เคยพลัดไปเกิดในอบายภูมิเลย ในกัปที่ ๓๘ นับจากภัทรกัปนี้ ท่านได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้งมีพระนามว่าทีฆายุ และในกัปที่ ๖,๐๐๐ นับจากภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒ ครั้ง พระนามว่าสรณะ ครั้นมาถึงสมัยพุทธกาลท่านได้เกิดเป็น บุตรคฤหบดีผู้มั่งคั่งในกรุงสาวัตถี และได้ออกบวชสร้างบารมีกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ท่านใช้เวลาบำเพ็ญสมณธรรมไม่นานนัก ก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เข้าถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิต

 


                 เห็นไหมจ๊ะ ว่าการตัดสินใจในการทำความดีแม้เพียงครั้งเดียว มีผลต่อการเวียนว่ายตายเกิด ในสุคติภพและในสังสารวัฏเป็นอย่างมาก การยอมอดอาหาร ๑ มื้อเพื่อแลกกับการได้บุญใหญ่ ถือเป็นการฉลาดอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการได้มีโอกาสได้ถวายทานกับพระพุทธองค์ บุญนั้นจึงส่งผลยิ่งใหญ่ไพศาล สามารถปิดอบายไปสวรรค์ได้ เพราะการทำบุญถูกเนื้อนาบุญมีอานิสงส์ไม่มีประมาณ

 


                ปัจจุบันแม้เราจะไม่มีโอกาสทำบุญกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่นับว่ายังโชคดีที่มีพระภิกษุเพื่อเป็นเนื้อนาบุญของโลกอยู่ เรามีโอกาสได้ถวายสังฆทานกับพระทีละกว่าหมื่นวัด และเคยถวายกว่า ๓๐,๐๐๐ วัดมาแล้ว แม้ว่าจะไม่ใช่อสทิสทาน แต่ก็ใกล้เคียงทีเดียวน๊ะจ๊ะ ดังนั้นในขณะที่เรากำลังนั่งอยู่บนแคร่ชีวิต ที่มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ยังคงทำงานพอไหวอยู่นี้ ก็ให้รีบสั่งสมบุญกุศล โดยการให้ทาน รักษาศีลและเจริญภาวนากันให้เต็มที่ บุญจะได้นำพาชีวิตของเราไปสู่สุคติ ที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไปนะจ๊ะ

 

พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)  

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -
 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล