
Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

อานิสงส์การทำทานด้วยความเคารพ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อสัปปุริสทานสูตรความว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสัปปุริสทาน ๕ ประการคือ อสัตบุรุษ ให้โดยไม่เคารพ ให้โดยไม่อ่อนน้อม ไม่ให้ด้วยมือตนเอง ให้ของที่เป็นเดน และไม่เห็นผลที่จะพึงมาถึงแล้วให้ทาน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัปปุริสทาน ๕ ประการนี้คือ สัตบุรุษ ให้โดยความเคารพ ให้ด้วยความอ่อนน้อม ให้ด้วยมือตนเอง ให้ของไม่เป็นเดนและเห็นผลที่จะมาถึงจึงให้ทาน"
จากพุทธพจน์บทนี้ ได้กล่าวเปรียบเทียบการทำทานของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ ซึ่งหลวงพ่อมีตัวอย่างบุคคลระหว่างการให้ทานด้วยความเคารพกับไม่เคารพ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เรามารับฟังกันเลยนะจ๊ะ
ในสมัยพุทธกาล ท่านพระกุมารกัสสปะ พร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูป ได้จาริกไปเผยแผ่ธรรมที่เมืองเสตัพยนคร ท่านพำนักอยู่ที่ป่าสีสปาวัน สมัยนั้นพระเจ้าปายาสิ เจ้าเมืองเสตัพยะเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความคิดว่า ผลของการทำชั่วทำดีไม่มี โลกนี้โลกหน้าไม่มี เพราะได้ทดลองทางวิทยาศาสตร์ด้วยพระองค์เองมาหมดแล้ว ครั้นได้ฟังว่า พระเถระเดินทางมาพำนักที่ป่าสีสปาวัน พร้อมได้ทราบกิตติศัพท์ของท่านว่า เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูจน์ กล่าวธรรมได้วิจิตร มีปฏิภาณดี เป็นพระอรหันต์ การพบเห็นพระอรหันต์เป็นการดี พระองค์จึงเสด็จเข้าไปหาพระเถระ แล้วประกาศทิฏฐิของตนว่า โลกหน้าไม่มีจริงเป็นต้น
พระเถระผู้เรืองปัญญาได้แสดงธรรมโดยวิจิตรด้วยนัยต่างๆ ประกอบด้วยเหตุผลและอุปมาหลายอย่าง เพื่อเปลื้องทิฏฐิ ทำให้พระเจ้าปายาสิกลายมาเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ พระเจ้าปายาสินั้นแม้จะเริ่มหันมานับถือพระพุทธศาสนา มีศรัทธาในการบริจาคทาน เพราะมีความเชื่อในเรื่องโลกนี้โลกหน้า เชื่อเรื่องนรกสวรรค์แต่ก็ไม่เข้าใจหลักในการอธิษฐานที่ถูกหลักวิชชา พระองค์จึงให้ทานอย่างอสัตบุรุษคือ เมื่อให้ทานแก่สมณะพราหมณ์ คนยากไร้ คนเดินทางไกลเป็นต้น ก็ให้แต่ของปอนๆ คือข้าวปลายเกรียนกับน้ำต้มผักและผ้าเนื้อหยาบ แม้จะเชื่อเรื่องกฎแห่งการกระทำ แต่พระองค์ก็ยังมีความตระหนี่อยู่
พระเจ้าปายาสิทรงมีรับสั่งให้มาณพชื่ออุตตร เป็นผู้จัดการในการบริจาคทาน เวลาอุตตรมาณพทำทานแล้ว มักจะอธิษฐานว่า ด้วยทานนี้ขอข้าพเจ้าได้พบกับพระเจ้าปายาสิเฉพาะในโลกนี้เท่านั้น อย่าพบกันในโลกอื่นอีกเลย พระเจ้าปายาสิได้ยินคำอธิษฐานจิตเช่นนั้นจึงเรียกอุตตรมาณพมาสอบถาม อุตตรมาณพก็ทูลยอมรับความจริงโดยให้เหตุผลว่า พระองค์ให้ทานด้วยของที่ไม่ประณีต เช่นให้น้ำผักกาดดอง ซึ่งแม้พระองค์เองก็ไม่ปรารถนาจะลิ้มรส ผ้าก็เนื้อหยาบเอาไปใช้สอยไม่ได้ แม้พระองค์เองก็ยังไม่ปรารถนาจะนุ่งห่ม เป็นเหมือนของเหลือเดน
พระเจ้าปายาสิทรงเห็นว่า อุตตมาณพมีความปรารถนาดี จึงรับสั่งให้มาณพบริจาคอาหารที่ประณีต แล้วบริจาคเสื้อผ้าเหมือนที่พระองค์ได้สวมใส่ แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็ไม่ได้ให้ทานด้วยความเคารพ ไม่ได้ให้ทานด้วยพระหัถของพระองค์เอง ให้ทานโดยไม่นอบน้อม ให้ทานแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ครั้นสวรรคตแล้ว จึงได้เข้าถึงความเป็นสหายของเหล่าเทพชั้นจาตุมหาราชิกา มีเสรีสุขวิมานอันว่างเปล่า ส่วนอุตตรมาณพ ผู้จัดการทานของพระเจ้าปายาสินั้น ให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตนเอง ให้ทานด้วยความนอบน้อม ให้ทานไม่ใช่แบบทิ้งๆ ขว้างๆ ชีวิตหลังความตายจึงได้ไปเป็นสหายของทวยเทพชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองสูง ๑๒ โยชน์
เมื่อพระโมคคัลลานเถระ เห็นวิมานที่สว่างไสวของอุตตรเทพบุตร จึงถ่ายถามว่า สภาใดของท้าวสักกเทวราชชื่อ สุธรรมา หมู่เทพนั่งกันอย่างพร้อมเพรียงในสภาใด วิมานของท่านนี้ก็อุปมาด้วยสภานั้น ย่อมส่องแสงสว่างอยู่ในอากาศ ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้นเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ แล้ววรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ
เทพบุตรครั้นถูกพระเถระถามก็ดีใจ ได้มีเทววิสัชนาว่า ครั้งเป็นมนุษย์ข้าพเจ้าเป็นมาณพรับใช้ของพระเจ้าปายาสิ ได้ทรัพย์มาแล้วก็ทำการแจกจ่ายทาน แด่ท่านผู้มีศีลทั้งหลาย ซึ่งเป็นที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส เมื่อบริจาคทานและน้ำ ได้ถวายทานอันไพบูรณ์ ด้วยความเคารพ เพราะบุญนั้นข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ
สมัยต่อมาพระควัมปติเถระ ได้เหาะขึ้นไปพักกลางวัน ณ เสรีสักกวิมานอันว่างเปล่า เห็นปายาสิเทพบุตรเข้ามาแสดงความเคารพ จึงถามปายาสิเทพบุตรว่า ผู้มีอายุท่านเป็นใคร ครั้นทราบว่าเป็นปายาสิเทพบุตรจึงถามสืบต่อไปว่า ท่านคือผู้ที่มีความเห็นว่า โลกอื่นไม่มี สัตว์ผุดเกิดไม่มี วิบากกรรมของสัตว์ผู้ทำดีทำชั่วไม่มี แล้วมาเกิดในเสรีสักวิมานนี้ได้อย่างไร ปายาสิเทพบุตรจึงเล่าเรื่องราวการพลิกผันชีวิต จากมิจฉาทิฏฐิบุคคลกลายมาเป็นสัมมาทิฏฐิบุคคล เพราะมหากรุณาของท่านพระกุมารกัสสปเถระ ที่มาช่วยปิดอบายให้
ครั้นพระเถระรับทราบแล้ว จึงถามต่อไปว่า แล้วอุตตรมาณพผู้จัดการในทานของท่าน เขาไปเกิดที่ไหนล่ะ ปายาสิเทพบุตรบอกว่า อุตตรมาณพผู้จัดการทานของข้าพเจ้า ได้ให้ทานโดยความเคารพ ให้ทานโดยมือของตนเอง ให้ทานโดยนอบน้อม ให้ทานโดยไม่ทิ้งๆ ขว้างๆ ครั้นตายแล้วก็เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นสหายของเหล่าเทพชั้นดาวดึงส์ ซึ่งข้าพเจ้าให้ทานโดยไม่เคารพ ไม่ได้ทานด้วยมือของตนเอง ให้ทานโดยไม่นอบน้อม ให้ทานแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ครั้นตายไปจึงเข้าถึงความเป็นสหายของเหล่าเทพชั้นจาตุมหาราชิกา มีเสรีสักกวิมานอันว่างเปล่า
บัดนี้ปายาสิเทพบุตร ได้เห็นผลของการทำทานที่ถูกหลักวิชชาชัดเจนแล้ว จึงได้เรียนพระเถระว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ หากพระคุณเจ้ากลับลงไปมนุษยโลกแล้ว โปรดบอกกล่าวกับมนุษย์ทั้งหลายว่า พวกท่านจงให้ทานโดยเคารพ จงให้ทานโดยมือของตนเอง จงให้ทานด้วยความนอบน้อม อย่าให้ทำแบบทิ้งๆ ขว้างๆ เหมือนพระเจ้าปายาสิ มิฉะนั้นก็จะต้องมาเกิดในวิมานอันว่างเปล่า
เห็นไหมจ๊ะว่า การให้ทานอย่างสัตบุรุษและอสัตบุรุษ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พระราชาผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ ทรงทำทานไม่ถูกหลักวิชชา จึงไปเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา แต่อุตตรมาณพผู้เป็นเพียงข้าราชบริพาร มีหน้าที่ถวายทานตามสั่ง แต่ทำด้วยใจทำด้วยจิตที่เลื่อมใส มีความเคารพในทาน จึงได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งสูงกว่าปราณีตกว่าสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาจะสั่งสมบุญกุศลอะไรก็แล้วแต่ต้องตั้งใจทำ เราประกอบเหตุอย่างไร ผลก็จะออกมาอย่างนั้นแหละ สมดังพุทธพจน์ที่ว่า ผู้ให้ของพอใจ ย่อมได้ของพอใจ ผู้ให้ของเลิศย่อมได้ของที่เลิศ ผู้ให้ของที่ดีย่อมได้ของดี และผู้ให้เขาที่ประเสริฐย่อเขาถึงสถานที่อันประเสริฐ นรชนใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดีและให้ของที่ประเสริฐ นรชนนั้นจะบังเกิด ณ ที่ใดย่อมมีอายุยืนมียศในที่นั้นๆ ดังนั้นเมื่อลูกๆ ทุกคนตั้งใจจะทำทานหรือประกอบกองการกุศลอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ต้องทำให้ถูกหลักวิชชา อย่างที่สัตบุรุษได้ประพฤติปฏิบัติกันมาดีแล้ว เมื่อบุญส่งผลเราจะได้สมหวังดังใจปรารถนากันถ้วนหน้าทุกๆ คนนะจ๊ะ
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)