ธรรมะเพื่อประชาชน Dhamma for people

 วิธีให้ทานที่มีผลมาก

Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

TD%200706_01.jpg

 วิธีให้ทานที่มีผลมาก 

                ความดีเป็นของคู่กับคนดี คู่กับบัณฑิตนักปราชญ์ ซึ่งเป็นผู้ฉลาดในเรื่อง ความเป็นจริงของชีวิต เรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่งความไม่ดีเป็นของคู่กับคนพาล ผู้ไม่ขวนขวายและไม่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม เหตุนี้เองจึงเป็นธรรมดาว่า  กรรมดีคนดีทำง่ายแต่คนพาลทำยาก เพราะคนพาลทั้งหลาย จะข้องเกี่ยวอยู่กับอบายมุข อยู่กับปากทางแห่งความเสื่อม ที่ไม่มีสาระ แก่นสารอะไร มีแต่ทำตามอำนาจ ความทะยานอยาก ทำตามอำเพอใจ ของตัวเองเท่านั้น

 

                ฉะนั้นในการทำความดี แม้จะเป็นความดีเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นสิ่งที่น่ายกย่องสรรเสริญ เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว มีโอกาสทำความดีอย่างสม่ำเสมอ แม้จะไม่มากมายอะไรก็ถื่อว่าโชคดีแล้ว เพราะว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักวิธีการทำความดีที่ถูกต้องเลย ฉะนั้นความดีที่เราทำอย่างถูกหลักวิชชานั้นมีไม่น้อย แต่ใครที่ทำได้ไม่มาก เพราะเหตุที่เรามีกำลังอยู่อย่างจำกัดนั้น ก็อย่าได้น้อยเนื้อตำใจ แต่การให้ทานนี้ เราต้องทำให้เต็มกำลัง แล้วเราก็รักษาศีล และเจริญภาวนาให้มากๆ การทำความดีของเราอย่างนี้ ก็นับว่าสมบูรณ์แล้ว

 

                    มีพระบาลีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในทุทททชาดกความว่า

                                “ทุทฺททํ ททมานานํ  ทุกฺกรํ กมฺมกุพฺพตํ
                                    อสนฺโต นานุกุพฺพนฺติ  สตํ ธมฺโม ทุรนฺวโย
                                    ตสฺมา สตญฺจ อสตญฺจ  นานา โหติ อิโต คติ
                                    อสนฺโต นิรยํ ยนฺติ   สนฺโต สคฺคปรายนา"

 

                เมื่อบัณฑิตทั้งหลายย่อมให้สิ่งที่ให้ได้โดยยากทำกรรมที่ทำได้ยาก คนพาลทั้งหลายย่อมทำตามไม่ได้ เพราะว่าธรรมของบัณฑิต คนพาลรู้ได้ยาก เพราะเหตุนั้น คติจากโลกนี้ของบัณฑิตและคนพาลจึงต่างกัน คนพาลย่อมไปสู่นรก บัณฑิตย่อมมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า

 

                วันนี้ก็มีตัวอย่างของหมู่คณะ คณะหนึ่งที่ได้ตั้งใจทำความดี และมีบางคนถวายทานได้ไม่มากเหมือนคนอื่นๆ จึงมีความสงสัยในผล ที่จะได้รับว่าต่างกันอย่างไรในเรื่องนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสไว้อย่างไร และเราจะได้คติธรรมอะไรจากเรื่องนี้นั้น ให้เราติดตามรับฟังกันเลย

 

                มีอยู่สมัยหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี  ได้มีลูกชายกุฎุมพี ๒ คนซึ่งเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก ทั้ง ๒ มีความคิดตรงกันที่จะถวายทาน จึงได้จัดแจงภัตตาหาร และได้จัดเตรียมเครื่องไทยธรรมอย่างมากมาย และนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้มาฉันที่บ้าน เป็นเวลาถึง ๗ วัน วันสุดท้ายได้ถวายไทยธรรมที่เหมาะที่ควรแก่สมณบริโภค ทุกอย่างกับคณะสงฆ์ทั้งหมด 

 

                หลังจากถวายไทยธรรมเสร็จ กุฎุมพีผู้เป็นหัวหน้าคณะ ก็ได้ถวายบังคมพระพุทธองค์ จากนั้นก็นั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วก็ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในการถวายทานครั้งนี้ ได้มีทั้งผู้ถวายทานมากและถวายทานน้อย ดังนั้นขอการถวายทานในครั้งนี้ จงมีผลมากแก่ทุกๆ คนทั่วถึงกันเถิดพระเจ้าข้า 

 

                พุทธองค์ตรัสตอบว่า อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พวกท่านถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขอย่างนี้ เป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่แล้ว แม้บัณฑิตในกาลก่อน ก็ได้ทำอย่างนี้เช่นกัน เมื่อท่านทานบดีกราบอาราธนา  ให้พระพุทธองค์ตรัสเล่าถึงการกระทำของบัณฑิต ในกาลก่อนมาเล่าให้ฟัง เมื่อมีผู้อาราธนาเช่นนั้น พุทธองค์จึงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่าว่า

 

                ในอดีตกาลครั้งที่พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ ณ กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์  ในแคว้นกาสี พอถึงวัยเรียน ก็ได้เรียนสรรพวิชาทุกอย่างที่มีอยู่ในสมัยนั้น จนหมดความรู้ของครูบาอาจารย์ แต่ธรรมดาวิสัยของบัณฑิต เมื่อเรียนรู้อะไรแล้ว ก็จะตัดสินด้วยสติปัญญา และได้พิจารณาด้วยตัวของท่านเองว่า สิ่งที่ได้ศึกษาเรียนรู้มานั้น ดีพอสำหรับชีวิตแล้วหรือยัง ถ้ายังก็จะแสวงหาความรู้ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อพระโพธิสัตว์เรียนรู้ทุกอย่างแล้วก็รู้สึกว่า ความรู้ที่ได้เล่าเรียนมานั้น ยังไม่เพียงพอต่อการดับทุกข์ได้เลย จึงตัดสินใจออกบวชเป็นพระฤๅษี เพื่อแสวงหาความรู้ที่ยิ่งขึ้นกว่านั้นไปอีก

 

                และต่อมาก็ได้เป็นครู เป็นผู้นำของหมู่พระฤๅษีทั้งหลาย โดยมีถิ่นพำนักอยู่ในป่าหิมพานต์ ต่อมาก็ได้มีโอกาสจาริกเข้าไปในหมู่บ้านต่างๆ เพื่อภิกขาจารย์  ครั้นไปถึงเมืองพาราณสี ก็พักอยู่ในพระราชอุทยาน พอตอนเช้าก็พาเหล่าพระฤๅษีออกบิณฑบาต ชาวบ้านต่างก็พากันมาถวายอาหารตามกำลังของตัว

 

                มีอยู่เช้าวันหนึ่ง ขณะที่หมู่พระฤๅษีกำลังเดินบิณฑบาต ในเมืองพาราณสีนั้น ชาวเมืองก็ได้เห็นกิริยาอันสงบสำรวมของหมู่พระฤๅษี ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ครั้นถวายอาหารเช้าแล้ว จึงร่วมกันเป็นคณะได้จัดเตรียมมหาทาน เพื่อถวายแก่คณะพระฤๅษี 

 

                เมื่อหมู่พระฤๅษี ได้ขบฉันเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หัวหน้าคณะก็ได้กล่าวต่อคณะพระฤๅษีว่า การถวายทานครั้งนี้ บางคนทำมากบางคนก็ทำน้อย แต่ก็อยากให้ทุกคนที่ร่วมกันทำบุญในครั้งนี้ได้บุญมากเท่า ๆ กัน พอฤๅษีโพธิสัตว์กล่าวตอบว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อพวกท่านมีจิตเลื่อมใสแล้ว ทานที่ชื่อว่าเล็กน้อยนั้นย่อมไม่มี เพราะทานที่ถวายด้วยจิตที่เลื่อมใสในผู้ปฏิบัติชอบ ย่อมมีผลมาก เมื่อจะทำการอนุโมทนาทาน เพื่อให้บันเทิงในบุญยิ่งๆ ขึ้นไป แก่ผู้ถวายทานแล้ว พระฤๅษีโพธิสัตว์ก็กล่าวว่า เมื่อบัณฑิตทั้งหลาย ให้สิ่งที่ให้ได้ยาก ทำกรรมที่ทำได้ยาก คนพาลทั้งหลายย่อมทำตามไม่ได้ เพราะว่าธรรมของบัณฑิตคนพาลรู้ได้ยาก

 

                   เพราะเหตุนั้น คติของบัณฑิตและคนพาลจึงต่างกัน คนพาลย่อมไปสู่นรก บัณฑิตย่อมไปสู่สวรรค์ ท่านทั้งหลายได้ทำสิ่งที่ทำได้ยาก จึงควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ โดยทั่วกัน 

 

                เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอนุโมทนา เพื่อยังใจมหาชนที่ได้ถวายมหาทาน ให้ปลื้มปีติในบุญอย่างนี้แล้ว ก็นำหมู่พระฤๅษี ปรารภความเพียรในหมู่บ้านนั้น จนตลอดฤดูฝน เพื่อเป็นเนื้อนาบุญแก่มหาชน หลังจากพ้นฤดูฝนแล้ว ก็ได้กลับไปยังป่าหิมพานต์ เสวยสุขอยู่ในฌานสมาบัติจนตลอดชีวิต เมื่อละโลกแล้วก็ไปบังเกิดในพรหมโลก ส่วนมหาชนที่ได้ทำบุญก็มีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไปกัน

 

                เห็นไหมจ๊ะว่าการทำทานสิ่งสำคัญอยู่ที่สภาพใจที่ผ่องใส และการมีจิตที่เลื่อมใสในเนื้อนาบุญจึงจะได้บุญมาก ดังนั้นพุทธองค์จึงตรัสว่า เมื่อจิตเลื่อมใสมีที่ใด พึงให้ทำทานในที่นั้น และพระองค์ก็ทรงยกย่องว่า สังฆทานหรือการถวายทานแก่ผู้ประพฤติธรรมย่อมมีอานิสงส์มาก เพราะไม่เจาะจงบุคคล และก็อย่าไปคิดว่า เรามีปัจจัยน้อยหรือมีไทยธรรมเศร้าหมอง เพราะเมื่อจิตเลื่อมใสแล้ว สิ่งที่มีมูลค่าน้อยก็มีคุณค่ามาก และเกิดบุญใหญ่ได้ทั้งนั้น 

 

                ฉะนั้น เราจะต้องรู้จักยกใจของเราให้สูงขึ้น ให้ใจผ่องใสเข้าไว้ เพราะใจที่ใสๆ จะทำให้ได้บุญมาก ดังนั้นเวลาทำทานจะต้องทำใจของเราให้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย และก็ให้ถวายเป็นสังฆทาน เพราะการทำได้อย่างนี้ นับว่าเป็นการให้ทานอย่างชาญฉลาด และเป็นสิ่งที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะรู้หลักวิชชา มักจะไปยึดติดกับตัวบุคคลกัน แต่ถ้าจะให้ดีก็ต้องตัดความตระหนี่ออกจากใจของเรา แล้วน้อมถวายด้วยใจที่เลื่อมใส เป็นกลางๆ กับเนื้อนาบุญที่มารับ การทำได้อย่างนี้ จึงจะได้อานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาลทีเดียว 

 

                นอกจากจะรู้หลักวิชชาในการให้ทานแล้ว ก็ต้องรู้จักรักษาศีลให้บริสุทธิ์ด้วย อย่างน้อยก็มีศีล ๕ เป็นปกติ วันโกนวันพระก็รักษาศีล ๘ อย่างนี้จึงจะเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี และที่สำคัญก็ต้องหมั่นเจริญสมาธิภาวนา เพราะเป็นหัวใจในการสร้างความดีและเป็นยอดแห่งความดี ดังนั้นชาวพุทธที่ดีต้องขยันปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายในกันให้ได้ทุกๆ คนนะจ๊ะ

 

พระธรรมเทศนาโดย : พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล