ธรรมะเพื่อประชาชน Dhamma for people

ทำบุญถูกหลักวิชชา

Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

TD0606_01.jpg

ทำบุญถูกหลักวิชชา

               มีธรรมภาษิตที่ปรากฏในปรัมปรชาดกความว่า เมื่ออาตมาภาพยังขุดเผือกและมันมาบริโภค และยังมีความยึดมั่นถือมั่นอาตมายังมีการหุงต้มอยู่ ก็ควรถวายโภชนะนั้นแก่ท่านผู้ไม่มีการหุงต้ม อาตมายังมีความกังวลและความถือมั่น ก็ควรถวายโภชนะนั้นแก่ท่านผู้ไม่มีความกังวลและความถือมั่นแล้ว

 


                เนื่องจากชีวิตมนุษย์บนโลกนี้แสนสั้น และมีเวลาอย่างจำกัด เดี๋ยววันเดี๋ยวคืนเดี๋ยวก็หมดเวลาแล้ว ฉะนั้นเมื่อเราจะสั่งสมบุญก็ต้องรู้จักแสวงหาบุญเขต หรือบุคคลผู้เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ซึ่งถือเป็นการลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก หากลงทุนมากก็ยิ่งได้มากเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะว่าการเลือกให้นั้น พระสุคตเจ้าทรงสรรเสริญ เหมือนการหว่านพืชลงในนาดี เมื่อมีดินดี ปุ๋ยดี น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตที่ได้ก็ย่อมเจริญงอกงาม นำความปลื้มใจมาให้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของ ผลบุญที่เกิดจากการให้ในบุญเขตก็เช่นกัน ย่อมมีอานิสงส์อันไพบูลย์

 


                ในสมัยพุทธกาลมีอุบาสกท่านหนึ่งเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก ในแต่ละวันท่านจะต้องทำบุญตักบาตร สมาทานศีล ๕ ทำสักการะแด่พระบรมศาสดาและภิกษุสงฆ์ไม่เคยขาด ครั้นวันหนึ่งอุบาสกท่านนี้อยากทำสักการะแด่พระธรรมรัตนะบ้าง จึงเอาของหอมและไทยธรรมจำนวนมากไปวัดพระเชตวัน กราบทูลถึงความประสงค์ของตนเอง ให้พระบรมศาสดาทราบ

 


               พุทธองค์จึงตรัสบอกเขาว่า ถ้าเธอปรารถนาจะทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะก็จงทำสักการะแก่อานนท์ ผู้เป็นคลังแห่งพระธรรมเถิด อุบาสกทูลรับด้วยความร่าเริงเบิกบานใจ จึงเข้าไปหาพระอานนท์เถระ เมื่อนิมนต์ให้ท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็ทำการบูชาด้วยดอกไม้ของหอม แล้วก็ถวายโภชนะอันประณีต มีลดเลิศต่างๆ ทั้งยังได้ถวายผ้าจีวรราคาแพง พระเถระใคร่ครวญว่าสักการะนี้อุบาสกถวายเจาะจงแด่พระธรรมรัตนะไม่สมควรแก่เรา สมควรถวายแก่พระสารีบุตรผู้เป็นพระธรรมเสนาบดี จึงนำบิณฑบาตและผ้าจีวรไปถวายพระสารีบุตรเถระ ซึ่งกำลังนั่งพักอยู่ในวิหาร พระสารีบุตรเองก็คิดว่าสักการะนี้ เขาถวายแก่พระธรรมรัตนะ จึงควรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ท่านจึงถวายแด่พระบรมศาสดา 

 


                พระภิกษุสงฆ์ได้สนทนากันถึงเรื่องของอุบาสกรู้จักถวายไทยธรรม แก่พระทักขิไณยบุคคลอันเลิศ พระบรมศาสดาจึงนำอดีตนิทานมาตรัสเล่าให้ฟังว่า แม้ในการก่อนเ มื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงเสด็จอุบัติขึ้น เรื่องเช่นนี้ก็ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเหมือนกัน เรื่องมีอยู่ว่าในอดีตกาลพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี เมื่อพระองค์ตรวจดูจริยาวัตรของพระองค์เอง ก็ไม่ทรงเห็นโทษอะไรเลย วันหนึ่งจึงดำริว่าจะเสด็จไปฟังข่าวนอกเมืองเพื่อดูว่า จะมีใครกล่าวโทษอะไรพระองค์บ้างหรือไม่ 

 


                จึงทรงมอบพระราชอำนาจให้กับพวกเหล่าอำมาตย์ แล้วปลอมเป็นชาวบ้านธรรมดา เสด็จไปตามหมู่บ้านต่างๆ พร้อมกับพราหมณ์ปุโรหิต เนื่องจากพระราชาทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรมจึงไม่พบผู้ที่กล่าวถึงโทษของพระองค์เลย มีแต่คนกล่าวยกย่องสรรเสริญพระองค์เพียงอย่างเดียว

 


                ต่อมาวันหนึ่งเมื่อพระราชาเสด็จไปถึงชายแดน ประทับนั่งที่ศาลาริมทาง ขณะนั้นกุฎุมพีผู้มีทรัพย์มากคนหนึ่ง กำลังไปที่ท่าน้ำพร้อมกับพวกพ้องบริวาร มองเห็นพระราชามีผิวพรรณวรรณะผ่องใสกิริยามารยาทงดงามน่าเลื่อมใส จึงเข้าไปสนทนาปราศรัยด้วย เมื่อทราบว่าเป็นพระราชาจึงกลับไปบ้าน จัดแจงโภชนะมีลดเลิศหลายอย่าง เพื่อจะนำมาถวายแก่พระราชา 

 


                ขณะนั้นเองดาบสซึ่งอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ได้เหาะมาและแวะพักอยู่ที่ศาลาหลังนั้นเหมือนกัน ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เสด็จมาทางอากาศและได้เสด็จประทับนั่งอยู่ที่ศาลาแห่งนั้นอีกองค์หนึ่ง กุฎุมพีได้นำอาหารรสเลิศเข้าไปถวายพระราชา เมื่อทรงรับแล้วแทนที่จะเสวยเอง กับพระราชทานแก่ปุโรหิตแต่พราหมณ์ปุโรหิตก็ได้ถวายแด่พระดาบสต่ออีกทอดหนึ่ง ฝ่ายพระดาบสเมื่อรับแล้ว ก็ได้น้อมนำไปถวายแด่พระปัจเจกพระพุทธเจ้า 

 

                กุฏุมพีเห็นภัตของตนถูกส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ อย่างนี้ เลยเกิดความลังเลสงสัยขึ้นมาในใจ จึงเข้าไปทูลถามพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ เพราะเหตุใดพระองค์เมื่อรับอาหารมีรสเลิศแล้ว ทำไมไม่ทรงเสวยเองแต่กลับพราราชทานแก่พราหมณ์ปุโรหิตเล่า 

 


                พระราชาตรัสตอบว่า พราหมณ์เป็นอาจารย์ของฉัน เป็นผู้คอยตักเตือนฉันอยู่เป็นประจำ ดังนั้นจึงควรให้โภชนะนี้แก่ท่านอาจารย์ กุฎุมพีได้ถามพราหมณ์ปุโรหิตต่อว่า เมื่อพระราชาพระราชทานอาหารรสเลิศ ทำไมท่านถึงเอาไปถวายแก่พระดาบสเล่า ปุโรหิตตอบว่าข้าพเจ้ายังกำหนัดอยู่ ยังเป็นผู้ครองเรือนต้องเลี้ยงดูบุตรและภรรยา ข้าพเจ้าควรถวายโภชนะนั้นแก่ท่านฤาษี ผู้รุ่งเรืองด้วยตบะอบรมตนมาดีแล้ว 

 


                กุฏุมพีจึงถามพระฤาษีต่อไปว่า ท่านพระฤาษีผู้ซูบผอม ผู้สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ท่านอยู่ในป่าผู้เดียวยังมีความห่วงใยในชีวิต ภิกษุที่ท่านถวายโภชนาหารนั้นดีกว่าท่านอย่างไร เพราะเหตุใดท่านจึงไม่ฉันเสียเองเล่า พระดาบสทูลว่า อาตมาภาพยังขุดเผือกน้ำมันมาบริโภคและมีความยึดมั่นถือมั่น อาตมายังมีการหุงต้มอยู่ ก็ควรถวายโภชนะนั้นแก่ท่านผู้ไม่มีการหุงต้ม อาตมาภาพยังมีความกังวลและความถือมั่นอยู่ ก็ควรถวายโภชนะนั้นแก่ท่านผู้ไม่มีความกังวลและความถือมั่น

 


                กุฏุมพีถามพระปัจเจกพระพุทธเจ้าต่อไปว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระฤาษีถวายอาหารอันเลิศแก่ท่าน เมื่อท่านรับแล้วก็นั่งฉันเพียงลำพัง ขอนมัสการถามพระคุณเจ้าว่า อะไรเป็นธรรมอันประเสริฐในตัวท่าน พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า อาตมาไม่ได้หุงต้มเอง ไม่ได้ใช้ใครหุงต้ม ท่านฤาษีรู้ว่าเราเป็นผู้ไม่มีความกังวล เป็นผู้ห่างไกลจากบาปทั้งหลาย จึงถวายภัตตาหารที่มีลดเลิศนี้แก่เรา บุคคลเหล่านี้ยังมีความห่วงใยและความยึดถือ จึงให้ทานแก่เรา ผู้ไม่มีความถือมั่นในสังขารทั้งปวง กุฎุมพีฟังแล้วรู้สึกดีใจมากถึงกับเปล่งอุทานว่า วันนี้พระราชาทรงเสด็จมา เพื่อประโยชน์ของเราหนอ ข้าพเจ้าเพิ่งทราบชัดวันนี้เองว่า ทานที่ให้ในท่านผู้ใดแล้ว จักมีผลมาก

 


                  เห็นไหมจ๊ะว่าการทำทานในแต่ละครั้งนั้น ต้องฉลาดในการให้ด้วย ถึงจะได้ประโยชน์สูงสุดให้สมกับที่เราหาทรัพย์มาได้ด้วยความเหนื่อยยาก บุญที่เกิดขึ้นจากการทำถูกทักขิไณยบุคคลนั้น จะปรับปรุงกาย วาจา ใจของเราให้มีความบริสุทธิ์ผ่องใส อันจะเป็นต้นเหตุแห่งความสุขและความสำเร็จทุกระดับชั้น เนื้อนาบุญอันประเสริฐนั้นไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน เพราะมีอยู่แต่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ซึ่งก็คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเอง นับเป็นบุญลาภอันประเสริฐของพวกเรา ที่ยังมีพระสงฆ์เป็นมาเนื้อนาบุญให้เราได้มีโอกาสถวายทาน ฉะนั้นก็อย่าได้ประมาทชะล่าใจกันนะจ๊ะ 

 


                อย่าคิดว่าพระสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญจะหาได้ทั่วไป บางคนไปเกิดอยู่ในถิ่นที่ห่างไกล จากพระพุทธศาสนา พอคิดอยากจะทำทานก็ไม่รู้ว่า ต้องทำบุญกับใครจึงจะได้บุญมาก ทำให้พลาดโอกาสของการทำบุญอย่างถูกหลักวิชชา ยิ่งถ้าหากเกิดในยุคที่ไม่มีพุทธศาสนาอุบัติขึ้น โอกาสทำบุญกับเนื้อนาบุญกับหมดไป ดังนั้นให้ลูกๆ ทุกคนตระหนักในความเป็นผู้มีโชคของเราแล้ว แล้วหาโอกาสสั่งสมบุญกับพระสงฆ์ ด้วยการลุก รับ กราบไหว้ถวายอาสนะ แบ่งปันสิ่งของ น้อมถวายทานด้วยความเคารพ เข้าไปนั่งใกล้เพื่อฟังธรรม พิจารณาเนื้อความของธรรมะที่ได้รับฟัง แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติ ชีวิตของเราก็จะได้สว่างไสวไปทุกภพทุกชาติกันทุกคนนะจ๊ะ 

 

พระธรรมเทศนาโดย: ระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล