
Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

เจริญด้วยความเพียรและบุญกุศล
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในอุฏฐานสูตรว่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก
๑.บุคคลจำพวกดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความขยัน มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งกรรม
๒.บุคคลจำพวกดำรงชีพอยู่ด้วยผลของกรรม มิใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความขยัน
๓.บุคคลจำพวกดำรงชีพอยู่ด้วยผลแห่งความขยันบ้าง ด้วยผลของกรรมบ้าง
๔.บุคคลจำพวกดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความขยันก็ไม่ใช่ ด้วยผลของกรรมก็ไม่ใช่
นี้แลคือบุคคล ๔ จำพวกที่มีปรากฏอยู่ในโลกนี้"

บุคคลประเภทแรก ใช้ความขยันหมั่นเพียรเป็นหลัก ไม่เกียจคล้านในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชนชั้นกลาง คือพวกพ่อค้านักธุรกิจหรือมหาเศรษฐีทั้งหลาย เพราะคนเหล่านี้มักเริ่มต้นชีวิตจากศูนย์ หรือเริ่มต้นจากความยากลำบากมาก่อน แต่มีความขยันหมั่นเพียรใช้สติปัญญา คิดหาหนทางสู่ความสำเร็จ ในธุรกิจหน้าที่การงาน เมื่อประสบความสำเร็จก็บอกกับทุกๆ คนว่านี่คือผลของความเพียร ที่เกิดจาก ๑ สมองสองมือ ซึ่งนี่ก็เป็นเพียงตัวอย่าง ของผู้ที่ได้ชื่อว่า ดำรงชีพอยู่ด้วยความขยัน แต่ไม่ได้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของกรรม

สำหรับประเภทที่ ๒ คือผู้ที่ทำบุญเอาไว้ดี พอเกิดมาก็มีทุกอย่างพร้อม เพราะกุศลกรรม ทำให้สมบูรณ์ด้วยสมบัติทุกอย่าง หรือพวกเทวดาทั้งหลาย ตั้งแต่เทวดาฉันจตุมหาราชิกาเป็นต้นไป จนถึงสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ชาวสวรรค์เขาก็จะเสวยทิพยสมบัติ ซึ่งเกิดจากผลบุญอย่างเดียว ไม่ต้องมีการทำมาหากิน ไม่มีการศึกษาเล่าเรียนเหมือนโลกมนุษย์ ทิพยสมบัติทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นผลของกุศลกรรมทั้งสิ้น เมื่อไม่ต้องทำมาหากิน มีแต่ความเพลิดเพลินบันเทิงใจ เสวยสมบัติที่ตนเองได้ทำเอาไว้ จนกว่าจะหมดอายุขัย

ประเภทที่ ๓ ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความขยัน และผลของกรรมรวมกัน ซึ่งหมายเอาเหล่าอิสรชล ผู้มีศักดิ์ใหญ่ในแผ่นดิน ตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์ อำมาตย์และข้าราชการเป็นต้น การจะได้ยศถาบรรดาศักดิ์ มีหน้าที่ตำแหน่งใหญ่โตในทางสังคมนั้น ต้องอาศัยความเพียรพยายาม ต้องอาศัยสติปัญญา พิจารณาหาหนทางสู่ความรุ่งโรจน์ แล้วสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ ต้องอาศัยบุญเก่าด้วย
ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า บุญนั้น อำนวยผลที่น่าปรารถนาทุกอย่างแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ปรารถนาอิฐผล ใดๆ ก็สำเร็จดั่งใจหวังเพราะพลังแห่งบุญ การได้รูปสมบัติที่งดงาม มีวรรณะเปล่งปลั่ง มีเสียงไพเราะ มีทรวดทรงดี มีบริวารที่อยู่ในโอวาท ผลทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากบุญ การจะได้เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เป็นพระราชามหากษัตริย์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ต้องอาศัยบุญเป็นที่ตั้ง
เหมือนดังเรื่องของชายหนุ่ม ผู้พลิกผันชีวิตจากคนเลี้ยงช้าง กลายมาเป็นพระราชา เรื่องนี้ก็มีอยู่ว่าในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ พอเจริญวัยแล้วก็ได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาทุกชนิดในเมืองตักศิลา เมื่อบิดามารดาเสียชีวิตลง ท่านจึงออกบวชเป็นดาบสอยู่ในป่าหิมพานต์ เป็นผู้ทรงอภิญญา ๕

หลังจากที่บำเพ็ญพรตอยู่ในป่า เป็นเวลานานแล้ว ก็ได้ออกจากป่าเข้าไปบิณฑบาตในเมือง ได้พำนักอยู่ในพระราชอุทยานของพระเจ้ากรุงพาราณสี นายหัตถาจารย์หรือคนฝึกช้าง เห็นพระดาบสก็บังเกิดความเลื่อมใส ได้ชักชวนภรรยาไปคอยอุปัฏฐาก ดูแลเป็นอย่างดีเป็นเวลาแรมปี ทำให้พระดาบสไม่ลำบากในเรื่องอาหารการขบฉัน สามารถเอาเวลาที่มีอยู่ ไปทำความบริสุทธิ์ได้เต็มที่
อยู่มาวันหนึ่ง นายหัตถาจารย์และบริวาร ได้พาช้างไปอาบน้ำในแม่น้ำ ก็ได้เห็นถาดอาหารลอยมา เมื่อเปิดออกดูก็เห็นเป็นเนื้อไก่ปิ้งอย่างดี จึงนำกลับบ้านให้ภรรยาจัดเป็นสำรับไว้สำหรับถวายพระดาบสในวันรุ่งขึ้น พอรุ่งเช้าพระดาบสมาฉันภัตตาหาร ที่บ้านข้างในหัตถาจารย์ตามปกติ ก่อนฉันท่านพิจารณาเห็นด้วยตาทิพย์ว่า เนื้อไก่นี้เป็นเนื้อไก่ของไก่ที่มีบุญ ใครได้รับประทานเนื้อล่ำจะได้เป็นพระราชา
ท่านจึงแบ่งเนื้อล่ำของไก่ให้นายหัตถาจารย์รับประทาน ส่วนเนื้อด้านนอกได้มอบให้ภรรยาของนายหัตถาจารย์ ส่วนตัวท่านฉันแต่เนื้อติดกระดูกเท่านั้น เมื่อฉันเสร็จก็ให้พรแล้วก็ได้บอกว่า จากนี้ไปอีก ๓ วันท่านจะได้เป็นพระราชา ให้รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี จากนั้นก็กลับอาศรมไป

ผ่านไป ๓ วัน พระเจ้าสามัญตราชยกทัพมาล้อมเมืองพาราณสี เนื่องจากพระราชาไม่ชำนาญการรบ จึงรับสั่งให้นายหัตถาจารย์ปลอมตัวเป็นพระราชา แล้วส่งไปทำการลบแทน ส่วนพระองค์เองปลอมเป็นราชบุรุษออกรบ บังเอิญว่าโชคร้าย ถูกลูกศรของฝ่ายข้าศึกยิงเข้า ทำให้เสด็จสวรรคตทันที ขณะอยู่ในช่วงวิกฤตนั้น นายหัตถาจารย์ก็คิดจะพลิกสถานการณ์ เอาชนะปัจจามิตร จึงสั่งให้คนขนกหาปณะจำนวนมากมาย ออกมาจากท้องพระคลัง แล้วให้ป่าวประกาศไปว่า ผู้ที่ออกรบแนวหน้าจะได้ทรัพย์เหล่านี้เป็นรางวัล
พอเหล่าทหารและชาวพระนครเห็นเงินทองมากมาย ก็เกิดฮึกเหิมอยากได้รางวัล จะอาสาออกรบกัน จนสามารถปลงพระชนม์พระราชาฝ่ายตรงข้ามได้ เมื่ออำมาตย์และชาวเมืองถวายพระเพลิงพระศพของพระราชาแล้ว จึงปรึกษากันว่า การศึกครั้งนี้มีนายหัตถาจารย์เป็นผู้ทุ่มเทในการรบจนได้ชัยชนะ อีกทั้งยังได้รับการไว้วางใจจากพระราชา ให้เป็นผู้แทนพระองค์ ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ อภิเษกนายหัตถาจารย์ให้ขึ้นครองราชย์สืบต่อไป แล้วก็อภิเษกภรรยาเป็นมเหสี
นี่คือตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จ เพราะอาศัยความเพียร อาศัยสติปัญญาและกำลังบุญในอดีตนะจ๊ะ เนื่องจากการที่จะได้เป็นผู้นำหรือเป็นผู้ปกครองประเทศนั้น จะอาศัยกำลังความเพียรอย่างเดียวนั้นไม่พอ แต่ต้องอาศัยกำลังบุญด้วย จึงจะประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง

สำหรับประเภทสุดท้าย ที่พุทธองค์ตรัสว่า บุคคลจำพวกหนึ่ง ไม่ได้ดำรงชีพอยู่ด้วยความขยัน แล้วไม่ต้องอาศัยผลแห่งกุศลกรรม แต่หมายเอาพวกที่เกิดในอบาย เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกายเป็นต้น ซึ่งดำรงอยู่เพราะอกุศลกรรมที่ทำมาไว้ในอดีต การที่สัตว์เหล่านั้นสามารถทนทุกข์ทรมานในนรกเป็นเวลายาวนานได้ ท่านกล่าวว่าไม่ใช่เพราะความเพียรหรือผลบุญอะไรเลย แต่เป็นเพราะวิบากกรรม กรรมนี่แหละเป็นตัวบังคับ ให้สัตว์ต้องเสวยทุกข์จนกว่าจะหมดกรรม ถ้าวิบากกรรมยังไม่หมดก็ต้องเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอยู่อย่างนั้นเป็นระยะเวลานานมากทีเดียวนะจ๊ะ
ทั้งหมดนี้ก็คือความจริงของชีวิต ที่เราควรศึกษากันเอาไว้ เพื่อเราจะได้ไม่ประมาทพลาดพลั้ง เราเองก็ควรตระหนักไว้เสมอว่า ชีวิตที่จะประสบความสุขและความสำเร็จอย่างแท้จริงนั้น ต้องอาศัยทั้งบุญและความเพียรควบคู่กันไป บุญที่ทำเอาไว้ดีแล้วจะเกื้อหนุนให้ความเพียรที่เราทุ่มเทลงไป ประสบความสำเร็จอย่างเป็นอัศจรรย์ เกิดมาในภพชาตินี้นอกจากจะขยันหมั่นเพียรในการทำมาหากินแล้ว ก็อย่าลืมสั่งสมบุญใหม่ควบคู่กันไปด้วย เพราะบุญจะได้อำนวยผล ให้เราประสบความสำเร็จไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)