ธรรมะเพื่อประชาชน Dhamma for people

แม้ทำน้อยก็ได้ผลมาก

 Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน
TD_0707_01.jpg
แม้ทำน้อยก็ได้ผลมาก
             การเจริญสมาธิภาวนา ทำใจหยุดใจนิ่ง เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง  เพราะนั่นคือการเดินเข้าไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน หนทางที่จะเดินเข้าไปถึงได้  มีเพียงทางเดียวคือทางสายกลางภายใน เข้ากลางของกลางไปเรื่อยๆ ไม่มีถอนถอย ทำกันอย่างนี้ จึงจะได้ชื่อว่า เดินตามรอยของพระอริยเจ้าทั้งหลาย แล้วเมื่อนั้นเราจะรู้ว่า ชีวิตเกิดมาทำไม มีอะไรเป็นเป้าหมายที่แท้จริง แจะได้มุ่งไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ที่สุดแห่งธรรม  สามารถปลดเปลื้องพันธนาการของชีวิต เข้าถึงความสุขที่แท้จริงเยี่ยงพระอริยเจ้าทั้งหลาย
 
 
TD%200707_02.jpg
 
                   มีวาระแห่งภาษิตที่ปรากฏอยู่ใน อัฑฒเจลกเถราปทาน ความว่า
 
                 “เราเป็นคนเข็ญใจ สมควรจะได้รับความการุญอย่างยิ่ง  ได้ถวายผ้าครึ่งท่อนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ติสสะ  ครั้นถวายผ้าครึ่งท่อนนั้นแล้ว ได้บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัปหนึ่ง  และเราได้ทำกุศลในกัปทั้งหลายที่เหลือ ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้  เราได้ถวายผ้าใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย  นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้าเพียงครึ่งท่อนเท่านั้น”
 
 
 TD_0707_01.jpg
 
               พระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่เราทั้งหลายต่างตระหนักและซาบซึ้งกันอย่างดี พระองค์ทรงเป็นพระศาสดาที่สมบูรณ์พร้อมในทุกๆเรื่อง ทรงเป็นเนื้อนาบุญที่ยอดเยี่ยมที่สุดในสากลโลก ทรงมีพระเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สิ้นสุด  บุคคลใดที่ได้เกิดมาพบพระพุทธองค์ นับว่าเป็นความโชคดีอย่างมหาศาล ไม่มีสิ่งใดจะเปรียบปาน ดังความโชคดีของพระอรหันต์องค์ที่มีนามว่า  พระอัฑฒเจลกเถระ
 
 
TD%200707_03.jpg 
               * ในอดีตท่านได้บำเพ็ญบุญกุศลในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆมาพอสมควร  แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ในภพชาตินั้นๆ  ถึงกระนั้น  ท่านก็ยังมีหัวใจที่มุ่งตรงต่อพระนิพพาน บุญที่ท่านได้สั่งสมเอาไว้ ได้ตามส่งผลมาทุกภพทุกชาติ คอยประคับประคองให้ชีวิตเข้าถึงความสุขอันควรในระหว่างที่เวียนว่ายตายเกิดในภพชาตินั้นๆ
 
 
TD%200707_04.jpg
               จนกระทั่งมาถึงสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ  ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่คนอายุยืนถึง ๑๐๐,๐๐๐ ปี  ท่านได้บังเกิดในเรือนของคนเข็ญใจ มีฐานะยากจน เนื่องจากบาปอกุศลที่เป็นผลของความตระหนี่ในอดีตชาติ ได้ตามมาให้ผลในชาตินั้นพอดี ทำให้มีชีวิตที่ค่อนข้างลำบากยากแค้น หาเช้ากินคํ่า  ถึงกระนั้นก็ตาม มารดาบิดาก็ได้ฟูมฟักเลี้ยงดูท่านจนเติบใหญ่  แม้ฐานะทางบ้านจะยากจนเกินจะเข็น แต่หัวใจไม่ยากเข็ญตามความจนเลย  เป็นดวงใจที่มีศรัทธาเป็นสัมมาทิฏฐิ เลี้ยงดูลูกน้อยจนเติบใหญ่
 
 
 TD%200707_05.jpg
               วันหนึ่ง  บุตรชายได้เดินตามมหาชนไปยังวิหาร ทำให้มีโอกาสได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา  ซึ่งในวันนั้นพระองค์ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับอานิสงส์ของการให้ทาน รักษาศีล พรรณนาถึงสวรรค์ โทษของกามและอานิสงส์ของเนกขัมมะ  กุลบุตรนั้นได้พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม  ฉุกคิดขึ้นมาว่า “การที่เราเกิดมายากจนเข็ญใจเช่นนี้ ก็เพราะความประมาทและความตระหนี่ เราไม่ได้ทำทานเอาไว้ ทำให้ต้องอยู่อย่างยากลำบาก เราจะขอลำบากเพียงแค่ชาตินี้เท่านั้น ชาติต่อๆ ไปเราจะไม่ยอมลำบากอีกแล้ว”  เพียงแค่คิด ใจก็เต็มตื้นด้วยมหาปีติและความเลื่อมใส ท่านจึงตัดใจนำผ้าที่มีเพียงครึ่งท่อนน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทำจีวร
 
 
TD%200707_06.jpg
               เหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้ท่านเกิดมหาปีติและความโสมนัสไปจนตลอดชีวิต เมื่อนึกถึงทีไรก็มีปีติแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ครั้นละจากโลก บุญก็ส่งให้ไปบังเกิดในสวรรค์ สมบูรณ์ด้วยทิพยสมบัติที่ละเอียดประณีต เวียนวนอยู่บนสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น  เมื่อจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ก็ลงมาเสวยจักรพรรดิสมบัติ อันเป็นสุดยอดแห่งมนุษย์สมบัติในมนุษยโลกหลายชาติทีเดียว
 
 
TD%200707_07.jpg
               จนมาถึงสมัยพุทธกาลของเราท่านได้ลงมาเกิดอีกครั้งหนึ่ง ในสกุลมั่งคั่งสกุลหนึ่ง เมื่อเติบใหญ่ท่านมีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา ทำให้เกิดความเลื่อมใสจึงออกบวช  บำเพ็ญเพียรไม่นานก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์  ต่อมาท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน ทำให้เกิดความปีติโสมนัสจึงกล่าวว่า
 
 
TD%200707_08.jpg
               “เราเป็นคนจนเข็ญใจ ได้รับความการุญอย่างยิ่งจากพระศาสดาผู้เป็นเนื้อนาบุญ ได้ถวายผ้าเพียงครึ่งท่อนแด่พระองค์ ด้วยอานิสงส์นั้น  ทำให้เราบันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดหนึ่งกัป และทำให้ได้มหาสมบัติใหญ่ไปทุกชาติ  เราได้ถวายผ้าใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยในกัปที่ ๙๒ กัป แต่กัปนี้  ในกัปที่ ๕๑ แต่กัปนี้ ได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่หลายครั้ง และมีพระนามว่า  สมันตาโอทนะ  ภพชาตินี้ก็สมบูรณ์ด้วยคุณวิเศษทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่งการถวายทานเพียงเล็กน้อย”
 
 
               นี่ก็เป็นเรื่องราวประวัติของพระอัฑฒเจลกเถระ ที่ท่านเกิดความโสมนัสถึงผลแห่งการถวายทานถูกเนื้อนาบุญ แล้วได้สมบัติใหญ่ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ วันนี้หลวงพ่อยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่าให้ฟังถึงอานิสงส์พิเศษ  ที่นักสร้างบารมีได้รับจากผลแห่งการทำความดี เป็นเรื่องราวคล้ายๆ เรื่องก่อนๆ  ที่หลวงพ่อเคยนำมาเล่า เพียงเป็นคนละบุคคลกัน และเกิดคนละยุคสมัย  แต่ด้วยบุญที่ทำคล้ายคลึงกัน จึงทำให้ท่านได้รับผลบุญที่คล้ายคลึงกัน
 
 
TD%200707_09.jpg
               พระเถระนี้มีชื่อว่า พระสูจิทายกเถระ ย้อนไปในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ท่านได้เกิดในตระกูลของช่างทอง  เมื่อเจริญวัยขึ้นก็ได้ศึกษาเล่าเรียนความรู้ทั้งหลายที่เกี่ยวกับอาชีพของตระกูล  จนมีฝีมือในเรื่องการทำทองเป็นรูปแบบต่างๆ  ท่านเป็นผู้ที่มีศรัทธาในพระศาสนามาก แม้ว่าจะมีงานมากมายเพียงใดก็ตาม  ท่านก็พยายามหาโอกาสปลีกตัวไปฟังธรรมอยู่เสมอๆ
 
TD%200707_10.jpg 
                  วันหนึ่ง ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เกิดความปีติมีใจเลื่อมใสอย่างยิ่ง ปรารถนาจะถวายทาน  แต่ยังนึกอะไรไม่ออกว่าจะถวายอะไร  ขณะนั้นเองมองไปข้างหน้า เห็นพระศาสดามีพระรัศมีแผ่ออกจากพระวรกายที่ห่อหุ้มด้วยผ้ากาสายะ ก็คิดว่า “จีวรของพระศาสดานี้เป็นสิ่งที่ใช้ห่อหุ้มร่างกาย เพื่อป้องกันอากาศหนาวและร้อน กันอันตรายต่างๆ  เราอยากจะมีส่วนบุญตรงนี้” จึงถวายเข็มสำหรับเย็บจีวรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า 
 
 
TD%200707_11.jpg
                  ด้วยผลบุญนั้นทำให้ท่านเสวยทิพยสมบัติอย่างยาวนาน ครั้นมาเกิดเป็นมนุษย์อีก  ก็เสวยสมบัติจักรพรรดิมีสมบัติตักไม่พร่อง  และทุกครั้งที่เกิดมา จะเป็นผู้ที่มีปัญญาหลักแหลม รู้ญาณแม่นยำในภพที่ตนเกิดอย่างน่าอัศจรรย์ใจ  ทั้งหมดนี้ก็ด้วยอานิสงส์จากการถวายเข็มเย็บจีวรกับพระศาสดา นี่เป็นเรื่องที่น่าทึ่งในผลแห่งบุญแม้จะทำเพียงเล็กน้อยก็ตาม
 
 
TD%200707_12.jpg
               จนมาถึงภพชาติสุดท้ายในพุทธกาลนี้ ท่านได้กลับมาเกิดในตระกูลที่มีทรัพย์มาก มีความศรัทธาในพระศาสนาอย่างยิ่ง และมีปัญญาหลักแหลมเกินกว่าคนทั่วๆไป  วันหนึ่ง ท่านได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา และส่งใจไปตามกระแสธรรม  ด้วยอำนาจบุญเก่าประกอบกับใจที่หยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์ ทำให้ท่านสามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตรงนั้นเอง
 
 
TD%200707_14.jpg
               หลังจากบรรลุธรรมแล้ว ท่านได้ระลึกชาติไปดูบุพกรรมของตนเองก็พบว่าเมื่อภพชาติก่อน ท่านเคยถวายเข็มแด่พระวิปัสสีพุทธเจ้า  ทำให้มีญาณดั่งแก้ววิเชียร สามารถรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง  ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันได้อย่างไม่มีอะไรมาปิดบังญาณทัสสนะของท่าน  และในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ก็ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง  ทรงพระนามว่า วชิราสมะ ภพชาติสุดท้ายก็สมบูรณ์ด้วยคุณวิเศษทั้งหลาย
 
 
 TD%200707_15.jpg
               เราจะเห็นว่า  การได้สร้างบุญแม้เพียงเล็กน้อยกับเนื้อนาบุญอันเลิศนั้น  ผลบุญที่เกิดขึ้นกลับเกินควรเกินคาด  เพราะแม้เราจะทำน้อยในสายตาของคนทั่วไป แต่หากทำด้วยใจที่เปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธาแล้ว  ผลที่ได้นั้นเกินความคาดหมาย เป็นอจินไตยทีเดียว  นี้เป็นหลักในการทำบุญที่ทุกคนควรตระหนักและจดจำเอาไว้ว่า  เราจะต้องทำด้วยใจที่เลื่อมใส มีมหาปีติที่เต็มเปี่ยม หมั่นระลึกนึกถึงบุญที่ทำไปแล้วนั้นจนตลอดอายุขัย  ให้มีมหาปีติในการประกอบเหตุแห่งบุญกุศลอย่างนี้กัน
 
 
พระธรรมเทศนาโดย: พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
 
* มก. เล่ม ๗๑ หน้า ๓๓๔, ๓๓๖
 
 
บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -
 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล