ธรรมะเพื่อประชาชน Dhamma for people

หมดบุญก็หมดสิทธิ์

Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

TD0730_01.jpg
หมดบุญก็หมดสิทธิ์

                กิเลสที่มีอยู่ในใจของมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความแตกต่าง มีความเชื่อหลากหลาย และนำไปสู่ความขัดแย้งกัน เนื่องจากกิเลสในตัวของแต่ละคนทำให้คนเราคิด พูดและก็ทำผิดพลาดและความทุกข์ทรมานก็มาเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ อันที่จริงแล้วเรามีทางเลือกที่ดีกว่าคือ การหันหน้าเข้าหากันและร่วมกันแสวงหาหนทางที่ดีกว่า เป็นหนทางสันติ ที่ทุกคนต้องตั้งใจทำกันอย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้รับรางวันหรือผลตอบแทนใดๆ แต่เราจะต้องมีหัวใจเป็นดวงเดียวกัน ที่จะแสวงหาสันติสุขภายใน แล้วเราก็จะพบสันติสุขที่แท้จริงได้ นั่นคือเราทุกคนจะต้องละเว้นจากการทำบาปอกุศลทุกชนิด ทำจิตให้สงบนิ่งอยู่ภายใน ด้วยการเจริญสมาธิภาวนา ให้ใจบริสุทธิ์ผ่องใส จนกระทั่งเป็นอิสระจากอาสวกิเลสคือ โลภะ โทษะ โมหะ ที่ครอบงำใจมนุษย์มายาวนาน เมื่อมนุษย์ทุกคนหยุดใจได้ ความรักและปรารถนาดีที่แท้จริง ที่มีต่อกันก็จะบังเกิดขึ้น และสันติภาพที่ทุกคนไฝ่ฝันก็จะพลันเป็นจริงนะจ๊ะ

        
                        มีธรรมภาษิตที่ปรากฏใน สิริชาดก ความว่า 
                        "ยํ อุสฺสุกฺกา สงฺฆรนฺต        อลกฺขิกา พหุํ ธนํ
                           สิปฺปวนฺโต อสิปฺปา วา       ลกฺขิกา ตานิ ภุญฺชเร"

                   ผู้ไม่มีบุญจะเป็นผู้มีศิลปะหรือไม่มีก็ตาม ย่อมขวนขวายรวบรวมทรัพย์ไว้มากมาย ผู้มีบุญย่อมใช้สอยทรัพย์เหล่านั้น 


                ก่อนที่หลวงพ่อจะอธิบายธรรมะบทนี้ว่า มีความหมายลึกซึ้งเพียงไรและเราจะนำมาใช้เป็นหลักยึด ในชีวิตประจำวันเพื่อเตือนตัวเอง ให้เป็นผู้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตอย่างไรบ้างนั้น เรามารับฟังตัวอย่างดังต่อไปนี้กันก่อนนะจ๊ะ


                ในสมัยพุทธกาลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร มีหญิง ๔ คนในกรุงราชคฤห์ประกอบอาชีพค้าขายเนยใส น้ำผึ้ง น้ำมันและข้าวเปลือกเป็นต้น พวกนางเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ มักจะโกงลูกค้าด้วยการโกงตราชั่งบ้าง ขายแพงเกินกว่าราคากลางบ้าง แล้วรวบรวมเงินทองเอาไว้ด้วยการคดโกงคนอื่นอยู่บ่อยๆ ไม่มีจิตเมตตาต่อลูกค้า ใจของพวกนางถูกความโลภและความตระหนี่ผูกมัดเอาไว้ ทำให้ไม่เคยทำบุญกุศลอะไรเลย พวกพ่อค้าแม่ค้าแม่ขายด้วยกันต่างก็รู้จักชื่อเสียงของพวกนาง แต่ด้วยความตระหนี่ถี่เหนียวและเป็นแม่ค้าใจแคบ จึงไม่ค่อยมีผู้คน อยากจะคบหาสมาคมด้วย


                เมื่อพวกนางแก่ตัวลงแล้วเสียชีวิตด้วยโรคชลา ก็ได้ไปบังเกิดเป็นเปรตทีหลังคูนอกเมือง ส่วนทรัพย์สินเงินทองที่พวกนางรวบรวมมาได้ ก็ตกเป็นของลูกหลาน แต่เนื่องจากลูกหลานของนางไม่ได้ถูกปลูกฝังให้รักในการทำบุญ เมื่อได้รับมรดกไปแล้ว ก็นำไปเที่ยวกินดื่มหาความสุขเป็นชาวโลกทั่วไป ไม่มีใครเกิดความกตัญญูคิดจะนำทรัพย์มรดกเหล่านี้ ไปทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลให้กับพวกนางเลย 


                 ในเวลากลางคืนเปรตถูกความทุกข์เข้าครอบงำ เพราะความหิวกระหายจึงร้องบ่นเพ้อด้วยเสียงน่าสะพรึงกลัวว่า พวกเรารวบรวมโภคทรัพย์ไว้โดยชอบธรรมบ้าง โดยไม่ชอบธรรมบ้างคนอื่นๆ พากันใช้สอยโภคทรัพย์เหล่านั้น แต่พวกเรากลับประสบความทุกข์เข็ญไม่ได้โอกาสเสวยสุขจากการได้รวบรวมทรัพย์เอาไว้เลย พวกชาวบ้านฟังเสียงร้องโหยหวนของเปรตที่กำลังทุกข์ทรมาน ก็บังเกิดความกลัวสะดุ้ง เนื่องจากเป็นเสียงโหยหวนที่หวีดร้องมาแต่ไกล เจือด้วยความทุกข์ทรมาน ทำให้จับใจความไม่ได้ว่าพวกเปรตร้องว่าอะไรบ้าง


                เมื่อราตรีสว่างชาวบ้านได้ตระเตรียมอาหารหวานคาวไปวัด เพื่อถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นประธาน ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตตาหารเสร็จแล้ว พวกชาวบ้านจึงขอโอกาสทูลเล่าเรื่อง ที่ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของเปรตให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพุทธพยากรณ์ แล้วทรงปลอบใจพุทธบริษัทว่าเสียงนั้นทำอันตรายพวกท่านไม่ได้หลอก เพียงแต่ว่าพวกเปรต ๔ ตนกำลังถูกความทุกข์ครอบงำ จึงสารภาพบาปที่ตนทำเอาไว้ว่า พวกเรารวบรวมโภคทรัพย์ไว้ โดยชอบทำบ้างโดยไม่ชอบธรรมบ้าง คนอื่นๆ พากันใช้สอยโภคทรัพย์เหล่านั้น แต่พวกเรากลับเป็นผู้มีส่วนแห่งทุกข์


                จากนั้นทรงเล่าเรื่องบุพกรรมที่พวกนางได้ทำเอาไว้ว่า ได้ประกอบมิจฉาอาชีวะอย่างไรบ้าง จึงทำให้ต้องมาบังเกิดเป็นเปรตผู้หิวโหย ทรงปรารภเรื่องที่ชาวบ้านได้ยินเสียงเปรตนั้น จึงตรัสสอนเรื่องโทษถึงความตระหนี่เอาไว้ว่า การที่บุคคลให้ทานไม่ได้เพราะความตระหนี่และความประมาท คนผู้ตระหนี่กลัวยากจนย่อมไม่ให้อะไรๆ แก่ผู้ใดเลย ความกลัวจนนั่นแหละจะเป็นภัยแก่คนผู้ไม่ให้ คนตระหนี่ย่อมกลัวความอยากข้าวอยากน้ำ ความกลัวนั่นแหละจะกลับมาถูกต้องคนพาล ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เหมือนดังพวกเปรตที่กำลังประสบทุกข์เพราะความกลัวอด จึงอดที่จะได้เสวยสุขในปรโลก 


                    ส่วนผู้เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ฉลาดในการดำเนินชีวิต เชื่อมั่นในปรโลกจึงไม่ตระหนี่และไม่ประมาท มองเห็นชีวิตเหมือนเรือนที่ถูกไฟไหม้แล้ว เจ้าของเรือนรีบขนเอาภาชนะใดออกไปได้ ภาชนะนั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนสิ่งของที่ไม่ได้ขนออกไปย่อมไหม้ในกองไฟนั้น โลกคือหมู่สัตว์ที่เราเป็นอยู่นี้นับวันจะถูกชราและมรณะเผาลนอยู่ตลอดเวลา ผู้ฉลาดจึงควรนำสมบัติที่หามาได้นำออกด้วยการให้ทาน เพราะทานวัตถุที่บุคคลให้แล้วได้ชื่อว่านำออกดีแล้ว ทานวัตถุที่ให้ดีแล้วย่อมมีสุขเป็นผล ที่ยังมิได้ให้ก็เป็นเหมือนทรัพย์ทุกพลภาพ ทรัพย์พิการไม่สามารถช่วยเหลือเราได้ในปรโลก อีกทั้งทรัพย์เหล่านี้โจรยยังปล้นได้ พระราชายังริบได้ เพลิงยังไหม้ได้หรือสูญหายไปได้ 


                อนึ่ง มนุษย์ทุกคนจำต้องละทิ้งสังขารร่างกาย พร้อมด้วยเครื่องอาศัย ผู้มีปัญญารู้ความจริงของชีวิตอย่างนี้แล้ว ควรใช้สอยและให้ทานไม่ควรประมาทไม่ได้ให้ทานและใช้สอยตามควรแล้ว ย่อมไม่ถูกติเตียนแล้วจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์


                จากนั้นทรงแสดงทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร แล้วทรงแสดงอริยมรรคมีองค์ ๘ หนทางสู่การได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เมื่อพุทธบริษัทได้ฟังแล้วบางส่วนก็ได้บรรลุเป็นพระอริยเจ้า บางส่วนถึงไตรสรณคมน์ จากนั้นได้มีศรัทธาปสาทะ และเกิดความอุสาหัสในการที่จะบำเพ็ญทานให้ยิ่งๆ ขึ้นไป


                เราจะเห็นได้ว่าผู้ไม่มีบุญ แม้จะเป็นผู้มีศิลปะหรือไม่มีก็ตาม แม้จะขวนขวายรวบรวมทรัพย์ไว้มากมายก็ตาม แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ทรัพย์นั้น ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าไม่มีบุญพอที่จะได้ใช้ทรัพย์ อีกทั้งตนเองก็หาทรัพย์มาได้ในทางที่ไม่ชอบ เพราะโกงเขามาบ้าง ลักขโมยหรือจี้ปล้นเขามาบ้าง เมื่อได้มาเพราะมิจฉาชีพทรัพย์นั้นจึงกลายเป็นทุกขลาบ ในที่สุดก็นำความวิบัติมาให้ คนอื่นที่มีบุญก็ได้มาใช้สอยทรัพย์นั้นแทน ส่วนตัวเองต้องไปรับผลกรรมที่เกิดจากการประกอบมิจฉาชีพหรือประกอบมิจฉาวนิชชาในอบายภูมิ ไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสูรกายเป็นต้น 


                เมื่อกลับมาเป็นมนุษย์อีกจะเป็นคนยากจนอนาถา เป็นคนชั้นต่ำไร้ที่พึ่ง มีชีวิตอยู่ด้วยความอัตคัดขัดสน ในชีวิตจริงเรามีความจำเป็นต้องประกอบอาชีพการงานหาทรัพย์มาเลี้ยงชีพ แต่เราก็ต้องรู้จักแสวงหาทรัพย์ที่ได้มาโดยสุจริตด้วยนะจ๊ะ เราต้องรู้จักศึกษาวิชาชีวิต ที่จะเป็นเหตุให้ไม่พลัดไปเกิดในอบายเช่น เมื่อจะทำมาค้าขายก็ต้องไม่ประกอบมิจฉาวณิชชาคือการค้าขายศาสตราวุธทุกชนิด ค้าขายมนุษย์ ค้าขายสัตว์เพื่อให้เขานำไปฆ่า ค้าขายน้ำเมาและค้าขายยาพิษ เพราะเป็นการสร้างความเดือดร้อน ให้กับตัวเองและผู้อื่นอย่างไร้ความเมตตา 


                เมื่อผู้บริโภคนำสินค้าเหล่านั้นไป ก็ไปก่อบาปอกุศล เช่นเขาซื้อเหล้าจากเไปดื่ม เขาก็ต้องเมาเป็นเหตุต้องให้ประพฤติผิดศีลธรรมพูดผิดศีลธรรม ครอบครัวมีปัญหา ผู้ขายก็ต้องได้รับวิบากกรรมนั้นด้วย ถ้าหากประกอบมิจฉาวณิชชาอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๕ อย่างนั้น หากทำเป็นอาจินก็ต้องไปเกิดในมหานรก เสวยทุกข์ทรมานเป็นเวลายาวนานทีเดียวนะจ๊ะ หรือแม้เป็นพ่อค้าแม่ค้า ค้าขายสินค้าที่ถูกต้องทั้งกฎหมายและถูกศีลธรรม ก็ต้องค้าขายไม่เอากำไรเกินควรไม่คดโกง มีความซื่อสัตย์สุจริต เพราะเป็นการสอดคล้องอทินนาทานและแสดงถึงความโลภ เป็นการเบียดเบียนกัน ดังนั้นจะประกอบการทำมาค้าขายอะไร ซึ่งเป็นทางมาแห่งการได้ทรัพย์ก็ให้ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ได้รู้จักสะสมอริยทรัพย์คือบุญกุศล ที่จะหนุนนำให้เราประสบความสุขความสำเร็จในชีวิตยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยน๊ะจ๊ะ

 

พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) 

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -
 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล