ธรรมะเพื่อประชาชน พร้อมภาพประกอบ คติธรรม ข้อคิดสอนใจ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร ท่านทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย เพราะคำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เราย่อมรู้ชัดผลแห่งบุญอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ที่เราเสวยแล้วตลอดกาลนาน

ชาดก : ธรรมะเพื่อประชาชน Dhamma for peopleรวมนิทานอีสปพร้อมภาพประกอบ  ข้อคิดสอนใจ

ธรรมะเพื่อประชาชน : มหาเทวสมาคม


ธรรมะเพื่อประชาชน : มหาเทวสมาคม

Dhamma for people
ธรรมะเพื่อประชาชน

TD%200423_01.jpg

มหาเทวสมาคม

               ในบทสรรเสริญพระพุทธคุณมีอยู่ตอนหนึ่งได้กล่าวว่า   สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ทรงเป็นครูขอมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้านอกจากพระองค์จะเป็นบรมศาสดา ผู้ทำการสั่งสอนเวไนยสัตว์ ผู้เป็นมนุษย์แล้ว ยังทรงสอนให้เทวดาทั้งหลาย ได้บรรลุมรรคผลตามมากมายนับไม่ถ้วน 

 

               ผู้ได้รับการเรียกขานว่าครูอาจารย์  ส่วนใหญ่แล้วก็สอนวิชาทางโลก  วิชาทำมาหากิน มีแต่พระพุทธองค์เท่านั้น ที่ทรงสอนวิชาทางธรรม ซึ่งเป็นทางรอดในสังสารวัฏ ให้รอดพ้นจากความทุกข์ และปลอดจากภัยทั้งในโลกนี้ และภายในสัมปรายภพนำหมู่สัตว์ ให้ข้ามถึงฝั่งพระนิพพาน อันเป็นแดนเกษมจากโยคะ คือกิเลศเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย

 

                ในวันนี้หลวงพ่อขอนำเรื่องราวตัวอย่างที่บ่งถึงว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นบรมครูของเหล่าทวยเทพมาเล่าสู่กันฟังว่า พระองค์สามารถเทศนาสั่งสอนให้เทวดาทั้งหลายซึ่งเป็นกายทิพย์ มีกายที่ละเอียดกว่ามนุษย์ได้อย่างไร เทวดาแม้เขาจะมีกายที่ละเอียดปราณีต แต่ความละเอียดของใจก็อยู่ในระดับของกายทิพย์ พวกพรหมก็ละเอียดขี้นไปอีกหน่อย แต่ถึงกระนั้นก็ละเอียดสู้กายธรรมอรหัตน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้

 

                พุทธองค์ทรงตรัสรู้ธรรมกายอรหัต หลุดพ้นจากกิเลศอาสวะทั้งปวง เป็นสัพพัญญู รู้แจ้งโลกทั้งสาม ไม่มีอะไรมาปิดบังธรรมจักขุของพระพุทธองค์ได้ ส่วนชาวสวรรค์แม้มีกายที่ละเอียดกว่าแต่ใจก็ยังไม่หลุดจากกิเลสอาสวะ ยังตกเป็นบ่าวเป็นธาตุของพยามาร ถูกอวิชชาครอบงำจิตใจอยู่ เมื่อหมดบุญ ถึงขีดถึงคราวก็ต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์เหมือนเดิม ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ ๓ จำเป็นต้องอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นกัลยาณมิตร ได้ฟังธรรมจากพระองค์จึงจะหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะไปได้ และความสว่างในใจของเทวดาก็สู้ ความสว่างไสวภายในของพระองค์ไม่ได้เลย ความยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ตรงนี้ ตรงที่มีใจบริสุทธิ์ที่สุด มีพระปัญญาบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกรอบแห่งอวิชชา และมีมหากรุณาไม่สิ้นสุด

 

                  เพราะฉะนั้นหนึ่งในพุทธกิจของพระพุทธเจ้าก็คือ อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ เวลาเที่ยงคืนทรงพยากรปัญหาแก่เทวดาอย่างหนึ่ง พระองค์จะให้โอกาสแก่ชาวสวรรค์ได้ฟังธรรม เหล่าทวยเทพก็จะลงจากเทวโลก มาไต่ถามปัญหาธรรมะ โดยอาศัยความเป็นผู้มีโชคตรงนี้ คือใจที่ละเอียดนี้แหละ มีกิเลสในตัวเบาบาง เพราะฉะนั้นเขาฟังธรรมเพียงครั้งเดียว ก็สามารถตรองตามและก็ได้บรรลุธรรมาพิศมัยกันเดี๋ยวนั้นเลย เหมือนประทีปที่มีไส้และน้ำมันพร้อมอยู่แล้ว เมื่อนำไฟมาจุดก็สว่างพึ่บขึ้นมาทันทีเลย

 


                  เหมือนในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าใหญ่ ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์กับหมู่ภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป  ทุกรูปล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ คืนนั้นเหล่าเทวดาในป่าใหญ่ต่างชักชวนกันว่า มาเถิดผู้เจริญทั้งหลาย ชื่อว่าการเห็นพระพุทธเจ้าเป็นมงคล การฟังธรรมก็เป็นมงคลอย่างยิ่ง การได้เห็นหมู่ภิกษุก็เป็นมงคลสำหรับพวกเรา ว่าแล้วก็พากันมานมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า และเหล่าพระขีณาสพผู้บรรลุพระอรหัต คืนนั้นเทวดาในแสนโกฏิจักรวาลได้มาประชุมกัน เพราะได้ยินเสียงเชิญชวนอันเป็นทิพย์ของเทวดาในป่าใหญ่แห่งนั้น คือเทวดาผู้อยู่ในสกลชมพูทวีป ปุพพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป อุตรกุรุทวีป ในทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ทวีป ได้แก่พวกเทวดาที่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ซึ่งกว้างประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์ได้ฟังเสียงทิพย์ของเทวดาที่บอกต่อๆ กันไป 

 

                 เทวดาในเทวนคร ๑๘๙,๐๐๐ นคร เทวดาที่อยู่ประตูหมู่บ้าน ๙,๙๐๐,๐๐๐ แห่ง เทวดาที่อยู่ตามท่าน้ำ ๙๖ แสนโกฏิ และอาศัยอยู่ตามท้องทะเล ๕๖ แห่งมาประชุมกันจากนั้นเทวดาในจักรวาลที่ ๒ ที่ ๓ รวมไปถึงหมื่นจักรวาลก็มาประชุมกันหมด ในจักรวาลทั้งสิ้น จนถึงพรหมโลก เต็มแน่นไปหมดด้วยพวกเทวดาที่มาประชุมกัน เหมือนกล่องที่เต็มแน่นไปด้วยผงธุลีดินไม่มีช่องว่าง เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ทีเดียว เวลาที่เทวดามาประชุมพร้อมกัน เขาจะเนรมิตร่างแม้ใหญ่โตเพียงไร ก็ย่อให้เล็กเท่ากับปรายเส้นผม

 

                 ได้ผู้มีรู้มีญาณท่านได้อุปมาเอาไว้ว่า ผู้ยืนอยู่ในพรหมโลก เอาก้อนหินก้อนใหญ่ เอาเรือนยอดเจ็ดชั้น โยนลงไปข้างล่าง ๔ เดือนจึงจะถึงแผ่นดิน แม้จะเป็นช่วงที่ใหญ่ขนาดนั้น ก็ยังมีเทวดาซึ่งยืนประชิดติดกันจนหาที่ว่างไม่ได้ ดอกไม้ที่คนยืนข้างล่างโยนขึ้นไป หรือควันไฟก็ไม่ได้ช่องเพื่อขึ้นไปเบื้องบน เมล็ดผักกาดที่คนยืนข้างบนโปรยไป ก็ไม่ได้ช่องลงไปข้างล่าง

 

                 มหาเทวสมาคมในคืนนั้นเนืองแน่น และมีความยิ่งใหญ่ขนาดนี้ทีเดียว มาเพื่อฟังธรรมจากบุคคลสำคัญคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นครู ของมนุษและเทวาทั้งหลาย ในคืนนั้นพวกพรหมที่เข้าสมาบัติแล้วออกตามกำหนด เมื่อมองดูที่อยู่ของพรหม ก็เห็นวิมานว่างเปล่า เหมือนโรงอาหารในเวลาหลังอาหาร จึงใคร่ครวญดูว่าพวกพรหมไปไหน ก็ทราบว่าไปที่ประชุมใหญ่ จึงแต่งคาถาองค์ละบท เพื่อนำไปกล่าวนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นการแสดงว่า ตัวเองก็ได้มาสู่มหาเทวสมาคมนี้เหมือนกัน เมื่อพรหมเหล่านั้นแต่งคาถาเสร็จแล้ว องค์หนึ่งลงที่ขอบจักรวาลด้านทิศตะวันออก องค์หนึ่งลงที่ขอบจักรวาลด้านทิศใต้ ทิศตะวันตกและทิศเหนือตามลำดับ

 

          ต่อจากนั้นพรหมที่ลงที่ขอบจักรวาลด้านตะวันออก ก็เข้านีรกศิลและปล่อยรัศมีเขียวเหมือนแก้วมณีสีเขียวกำลังเปล่งแสง พรหมที่ลงมาด้านทิศใต้ก็เข้ากศิลสีเหลือง ปล่อยรัศมีสีเหลืองทองเหมือนจักรวาล ห่อหุ้มด้วยผ้าทอง ส่วนพรหมที่ลงทางด้านทิศตะวันตกเข้ากศิลสีแดงเปล่งรัศมีสีแดง เหมือนห่มผ้าขนสัตว์ชั้นดีสีแดง พรหมที่ลงทางด้านทิศเหนือเข้ากศิลสีขาว เปล่งรัศมีขาวเหมือนห่มผ้าดอกมะลิ เพื่อให้เทวดาในหมื่นจักรวาลทราบว่าตนมาแล้ว เมื่อมาถึงก็ประกาศเกียรติคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าต่อเบื้อพระพักตร์

 

               เมื่อทวยเทพมาประชุมพร้อมกันแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงสำรวจดู ตั้งแต่พื้นแผ่นดินจนจรดขอบจักรวาล จากขอบปากจักรวาลจนจรดพรหมโลกทอดพระเนตร เห็นการประชุมของกายละเอียดเหล่านั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า นี่เป็นมหาเทวสันนิบาตที่มากมายกว่าที่พระองค์เคยทอดพระเนตรเห็น พระองค์ได้ประกาศสถานที่ซึ่งทวยเทพอยู่อาศัยให้กับเหล่าพระอรหันต์ทั้ง ๕๐๐ รูปได้รับฟังกัน จากนั้นพระองค์ก็ได้เนรมิต พระพุทธเนรมิตขึ้นมา ๑ องค์ แล้วตอบคำถามกันระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระพุทธเนรมิต เป็นปัญหาที่ละเอียดลึกซึ้งทีเดียว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมจบ เทวดาจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ ก็ได้บรรลุพระอรหัต ส่วนผู้ที่บรรลุผล ๓ ตั้งแต่พระอนาคามีผลลงมามีมากมายนับไม่ถ้วน

 

                 เห็นไหมจ๊ะว่าเทวดาเขารักในการฟังธรรมมาก เพราะบุญอย่างอื่นจะทำให้ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ ในสภาวะของความเป็นเทพนั้นทำได้ยากมาก ดังนั้นเมื่อรู้ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว พระองค์ผู้เป็นเทพผู้ยิ่งกว่าเทพ พระราชามหากษัตริย์ท่านเรียกว่า สมมุติเทพ ทวยเทพตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นต้นไปเรียกว่า อุปติเทพ ส่วนพระพุทธเจ้าของเราผู้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวงทรงเป็นวิสุทธิเทพ พระองค์เป็นเอกบุรุษอุบัติมาเพื่อขจัดความมืด คืออวิชชาในใจของหมู่สัตว์ให้หมดสิ้นไป เพราะฉะนั้นพวกเราเมื่อได้โอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นโอกาสที่ได้มาด้วยยาก ก็อย่าได้ประมาทในการสั่งสมบุญยิ่งๆ ขึ้นไปนะจ๊ะ

 

พระธรรมเทศนาโดย: พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล