เมื่อเราปลูกมะม่วงจะอิ่มหรือจะรวย ล้วนอยู่ที่การออกผลของมัน ในช่วงแรกที่ปลูกมะม่วงจะมีเพียงลำต้น กิ่ง ใบ เป็นเพียงระยะเตรียมก่อนให้ผล ความรู้ทุกอย่างหรือความเป็นพหูสูตของคนเราก็เช่นกันเป็นเพียงช่วงเตรียมตัวก่อนจะใช้งานเท่านั้น ความรู้จะช่วยเราได้จริงต่อเมื่อเรามีศิลปะในการนำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวมเท่านั้น
คำว่า " ศิลปะ " ในเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาหมายถึง " ฉลาดทำ "
คนเรานั้นถึงแม้จะมีความรู้เป็นพหูสูตมากแค่ไหนก็ตามถ้าไม่ฉลาดทำ ก็ยากจะประสบความสำเร็จเข้าทำนองความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด คือเป็นผู้ที่มีความรู้แต่ยังไม่มีความสามารถ ความฉลาดทำ เกิดขึ้นจากความตั้งใจจริง คนที่จะมีศิลปะได้นั้น มีคุณสมบัติคือ
๑. ต้องศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองจะทำ
๒. ต้องเป็นผู้ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน
๓. ต้องไม่โอ้อวดเพราะจะปิดกั้นความรู้อื่น
๔. ต้องไม่เกียจคร้าน หมั่นเพียรฝึกฝน
๕. ต้องมีปัญญา นั่นคือต้องได้ครูอาจารย์ที่ฉลาดสอนและต้องช่างสังเกตพินิจพิจารณา
ข้อเตือนใจ คือ อย่าเอาแต่จับผิดผู้อื่น มิฉะนั้นเราจะกลายเป็น " ศิลปินนักติ " คือดีแต่ติผู้อื่นไปเรื่อย ติเอาไว้มากจนไม่กล้าแสดงฝีมือ เพราะกลัวเขาจะติคืนบ้าง เลยกลายเป็นคนไม่มีผลงาน และทำอะไรไม่เป็น
-----------------------------------------------------------------
หนังสือ " เปิดไปอ่านความสุข "
ส. ผ่องสวัสดิ์
ชมรมนักคิดนักเขียนเพื่อสันติภาพโลกและมูลนิธิพัฒนาเยาวชนต้นแบบศีลธรรม