อย่าหมั่นไสั...หรืออิจฉาใคร

วันที่ 01 พค. พ.ศ.2560

อย่าหมั่นไสั...หรืออิจฉาใคร,วาไรตี้,บทความประจำวัน

 

เรื่องที่ ๕ อย่าหมั่นไสั...หรืออิจฉาใคร(ช่วงที่ ๔ หลุมพรางสำหรับปัญญาชน)

 

ขณะนี้ น้องๆ หลายคนก็คงรู้แล้วว่าผลการ

 เรียนของเทอมนี้เป็นอย่างไร ใครที่ผลการเรียนดี

ผมก็ขอแสดงความยินดีด้วย ก็ขอให้รักษาระดับ

 การเรียนให้ดีต่อไป ส่วนใครที่คะแนนไม่ดี ก็อย่า

เพิ่งท้อแท้ให้ลองกลับมาสำรวจตัวเราเองว่า เมื่อ

 เทอมที่ผ่านมา เราใช้เวลาไปกับอะไรบาง ให้เวลา

  อ่านหนังสือน้อยไปหรีอเปล่า เพราะจะแพ้หรีอชนะ

ข้อสอบก็อยู่ที่การบริหารเวลานี่เอง

        แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ใครที่ได้คะแนนดี ก็อย่าได้เที่ยวไปดูถูกชาวบ้าน ใครที่คะแนนน้อย ก็อย่าเที่ยวไปอิจฉาเขา เพราะเดี๋ยวมันจะเป็นนิสัยติดตัวไปตลอดชีวิต ฉบับนี้ผมก็จะขออนุญาตเขียนเรื่องนี้ในแนวพระพุทธศาสนาให้น้องๆ อ่านกันบ้างนะครับ

       ในทัศนะของพระพุทธศาสนากล่าวใวัว่า การที่ใครจะเป็นคนขี้อิจฉาริษยาชาวบ้านนั้น เพราะว่าทำอะไรก็เป็นรองเขาเรื่อยมา เหตุลึกๆที่ทำให้รู้สึกเป็นคนตํ่าต้อย น้อยหน้าเป็นรองคนอื่น เพราะมีบุญเก่าติดตัวมาน้อย อยากจะรวยก็รวยไม่ได้ เพราะให้ทานมาน้อย อยากฉลาดก็ฉลาดสู้เขาไม่ได้เพราะทำภาวนามาน้อย อยากจะเกิดในชาติตระกูลสูงก็ไม่ได้เพราะไม่เคยเคารพกราบไหวัผู้มีคุณธรรมมาก่อน

      เมื่อเป็นรองเขาเรื่อยมา แทนที่จะได้คิดว่าเป็นรองเขาเพราะสร้างบุญมาน้อย กลับปล่อยให้โมหะความหลงผิดเข้าครอบงำจิตใจ ไปอิจฉาริษยาเขาอีก เลยหาความสุขไม่ได้

     คนใดก็ตามถ้าเคยอิจฉาเขามาก่อน ไม่ว่าหญิงไม่ว่าชาย เกิดไปกี่ภพกี่ชาติ อานุภาพจะน้อย หรือ สักดาน้อย แม้ทำบุญอย่างอื่นมามากเวรขี้อิจฉาก็ตามมากดให้ตํ่า

      เช่นถ้าเกิดมาเป็นกษัตริย์ ก็ต้องเป็นกษัตริย์ประเทศราช เป็นเมืองขี้นเขา ถ้าไม่ได้เป็นกษัตริย์เป็นคนทั่วไปนี่แหละ ก็เป็นคนที่ไม่มีใครเขานับถือ ไปเป็นภรรยาของใครก็เป็นภรรยาน้อย ไปเป็นสามีเขาก็เป็นสามีอันดับ ๒ กรรมเวรที่อิจฉาชาวบ้านเป็นอย่างนี้

       เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าคนขี้อิจฉาคือคนที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี ความไม่อยากให้คนอื่นได้ดีก็คือไม่อยากให้คนอื่นทำความดีนั่นเอง เพราะกลัวว่าเขาจะได้ดี เพราะฉะนั้นมโนภาพที่อยู่ลึกๆในใจของเขาตลอดเวลา หรือความนึกคิดของเขาจึงเป็นในลักษณะที่นึกสร้างภาพความตํ่าต้อยความพินาศไว้ในใจตลอดเวลา

      กรรมนี้จะติดตัวไปว่า เกิดอีกกี่ชาติก็ตาม ภาพความตํ่าต้อยในใจที่สะสมไว้มาก จะทำให้เป็นคนหย่อนอานุภาพ แม้จะเกิดเป็นกษัตริย์ก็เป็นได้แค่กษัตริย์ประเทศราชหรือประเทศที่เป็นเมืองขึ้น เขาเป็นได้แค่นั้น

     ถ้าจะเป็นภรรยาใครเขา ก็เป็นได้แค่ภรรยาน้อย ภรรยาลับเท่านั้นเป็นสามีเขาก็ได้ทำนองเดียวกันทั้งนั้นแหละ อานุภาพม้นหย่อนไปทุกสถานะ

     กรรมเก่าอะไรที่ทำให้ชาติก่อนนั้นเขามืนิสัยขึ้อิจฉา ตอบว่าเพราะภพในอดีตไปคบคนพาลเข้าทำให้มีวินิจฉัยผิด คิดว่าการทำลายล้างผลาญ หรือนึกให้คนอื่นเขาวินาศสันตะโรไปได้นั่นคือความสุขของตน ความเห็นเช่นนี้ เมื่อเกาะกินใจนานเข้าๆก็กลายเป็นนิล้ยที่ไม่ดีขึ้นมา

     เพราะฉะนั้น พระท่านจึงมักเตือนชาวพุทธในเรื่องนี้ว่า ฝึกใจให้ดีอย่าได้ไปอิจฉาใครทีเดียว คนขี้อิจฉา อานุภาพจะน้อย

        คนที่จะเลิกอิจฉาริษยาชาวบ้านได้ ต้องรู้จักพิจารณาให้ชัดเจนเสิยก่อนว่า ความอิจฉาริษยาทำให้เกิดความเสืยหายแก่เราอย่างไรบ้าง

            ๑.ทุกครั้งที่รู้ตัวว่าเรากำลังมีจิตคิดอิจฉาริษยาใครก็ตามต้องรีบเตือนสติตัวเอง ว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะคุณความดีในตัวเรามีน้อย มีบุญน้อยจึงได้น้อยหน้าไม่เท่าเทียมเขา เป็นความผิดของเราเอง ที่ภพในอดีตไม่ชอบสร้างบุญกศล ไม่ใช่ความผิดของคนอื่นเพราะฉะนั้นจะต้องริบเร่งสะสมความดีสร้างบุญกุศลให้มากๆ

      ๒.หมั่นฝึกสมาธิให้มากๆ เป็นประจำ แม้จะได้ผลข้ากว่าคนอื่นก็เพียรพยายามเรื่อยไป เมื่อใจผ่องใสละเอียดอ่อนขึ้นก็จะเห็น ช่องทางในการทำความดี แล้วตั้งใจทำความดีอย่างสุดกำลังความสามารถด้วยความไม่ประมาท บุญของเราก็จะสะสมมากขึ้นๆ ในที่สุด ก็เป็นคนดีที่มีความดีอยูในตัวมาก จนไม่จำเป็นต้องอิจฉาริษยาใครอีกต่อไป แต่แน่นอนว่ากว่าจะทำให้นิล้ยขึ้อิจฉาริษยานี้หมดไปต้องใช้เวลานานมาก ฉะนั้นขณะกำลังฝึกตัวก็ควรได้กัลยาณมิตรเช่นครูบาอาจารย์ ผู้ใหญ่ เพี่อนที่นิลัยดีๆ ฯลฯ เป็นพี่เลี้ยง

           ช่วยเตือนสติให้ก็จะดียิ่งขึ้น

           ถ้ากำจัดความริษยาให้สินไปจากใจได้เมื่อไร ก็จะพบความสงบ สุขเมื่อนั้น

        ทั้งหมดนี้ ก็เป็นข้อคิดจากพระพุทธศาสนาที่ผมขอเปลี่ยนบรรยากาศในฉบับนี้ ให้น้องๆมาฟังผมเทศน์บ้างแล้วกันนะครับ