นางปฏาจารา

วันที่ 02 พค. พ.ศ.2560

นางปฏาจารา,วาไรตี้,บทความประจำวัน

 

เรื่องนางปฏาจารา ตอนที่๑ (ครอบครัวตายหมดเลยเป็นบ้า บวชบรรลุพระอรหันต์) 

 

สถานที่ตรัส พระเชตวัน

         เล่ากันว่า นางปฏาจารานั้นได้เป็นธิดาของเศรษฐีผู้มี สมบัติ ๔๐ โกฏิ ในกรุงสาวัตถี มี รู ปงาม. ในเวลานางมีอายุ ๑๖ ปี มารดา บิดาเมื่อจะรักษา จึงให้นางอยู่บน ชั้นบนปราสาท ๗ ชั้น. ถึงเมื่อเป็นเช่นนั้น นางก็ยังสมคบ กับคนรับใช้คนหนึ่งของตน.

        ครั้งนั้นมารดาบิดาของนางจะยกให้แก่ชายหนุ่ม คนหนึ่ง ในสกุลที่มีชาติเสมอกันแล้วกหนดวันวิวาหะ. เมื่อวันวิวาหะนั้นใกล้เข้ามา, นางจึงพูดกับคนรับใช้ผู้นั้นว่า “ได้ยินว่า มารดาบิดาจะยกฉันให้แก่สกุลโน้น, ในกาลที่ฉัน ไปสู่สกุลผัว ท่านแม้ถือบรรณาการเพื่อฉันมาแล้ว ก็จะไม่ได้เข้าไปในที่นั้น, ถ้าท่านมีความรักในฉัน, ก็จงพาฉัน หนีไปโดยทางใดทางหนึ่งในบัดนี้.”

        คนรับใช้นั้นรับว่า “ดีละ นางผู้เจริญ” แล้วกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะยืนอยู่ในที่โน้นแห่งประตูเมืองแต่เวลา เช้าตรู่พรุ่งนี้, หล่อนพึงออกไปด้วยอุบายอย่างหนึ่งแล้ว มาในที่นั้น”

          ในวันที่๒ก็ได้ยืนอยู่ในที่นัดหมายกันไว้. ฝ่ายธิดา เศรษฐีนั้นนุ่งผ้าปอนๆ สยายผม เอารำทาสรีระถือหม้อน้ำ ออกจากเรือนเหมือนเดินไปกับพวกทาสี ได้ไปยังที่นั้น แต่เช้าตรู่.ชายคนรับใช้นั้นพานางไปไกลแล้ว สำเร็จการอาศัยอยู่ในบ้านแห่งหนึ่ง ไถนาในป่าแล้ว ได้นำฟืนและผัก เป็นต้นมา. ธิดาเศรษฐีนี้เอาหม้อน้ำมาแล้ว ทำกิจมีการตำข้าวและหุงต้มเป็นต้นด้วยมือตนเอง เสวยผลแห่งกรรมชั่วของตน.

         ครั้งนั้น สัตว์เกิดในครรภ์ตั้งขึ้นในท้องของนางแล้ว.นางมีครรภ์แก่แล้วจึงอ้อนวอนสามีว่า “ใครๆผู้อุปการะของเราไม่มีในที่นี้, ธรรมดามารดาบิดา เป็นผู้มีใจอ่อนโยน ในบุตรทั้งหลาย, ท่านจงนำฉันไปยังสำนักของท่านเถิด, ฉันจะคลอดบุตรในที่นั้น.”

      สามีนั้นคัดค้านว่า “นางผู้เจริญ เจ้าพูดอะไร? มารดา บิดาของเจ้าเห็นฉันแล้วพึงทำกรรมกรณ์ (การลงโทษ)มีอย่างต่างๆ ฉันไม่อาจไปในที่นั้นได้. “นางแม้อ้อนวอนแล้ว อ้อนวอนเล่า เมื่อไม่ได้ความยินยอม

          ในเวลาที่สามีนั้นไปป่า จึงเรียกคนผู้คุ้นเคยมาสั่งว่า “ถ้าเขามา ไม่เห็นฉัน จะถามว่า ‘ฉันไปไหน?’ พวกท่าน พึงบอกความที่ฉันไปสู่เรือนแห่งตระกูลของตน” ดังนี้แล้วก็ปิดประตูเรือนหลีกไป.

          ฝ่ายสามีนั้นมาแล้ว ไม่เห็นภรรยานั้นจึงถามคน คุ้นเคย ฟังเรื่องนั้นแล้ว ก็ติดตามไปด้วยคิดว่า ‘จะให้นางกลับ’ พบนางแล้วแม้ จะอ้อนวอนมีประการต่างๆ ก็ มิอาจให้นางกลับได้.

        ทีนั้น ลมกัมมัชวาตของนางปั่นป่วนแล้วในที่แห่งหนึ่ง. นางเข้าไปในระหว่างพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง พูดว่า “นาย ลมกัมมัชวาต (ลมเบ่ง เวลาคลอดลูก) ของฉันปั่นป่วนแล้ว” นอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นดิน คลอดเด็กโดยยากแล้วคิดว่า ‘เราพึงไปสู่เรือนแห่งตระกูลเพื่อประโยชน์ใด, ประโยชน์ นั้นสำเร็จแล้ว’ จึงกลับมาสู่เรือนกับสามี อยู่ร่วมกันอีก.

       ต่อมา ครรภ์ของนางตั้งขึ้นอีก. นางเป็นผู้มีครรภ์ แก่แล้ว จึงอ้อนวอนสามีโดยนัยก่อน เมื่อไม่ได้ความ ยินยอม จึงอุ้มบุตรด้วยสะเอวหลีกไปอย่างนั้น แม้ถูก สามีนั้นติดตามไปพบแล้ว ก็ไม่ปรารถนาจะกลับ.

        ครั้งนั้น เมื่อคนเหล่านั้นเดินไปอยู่, มหาเมฆอันมิใช่ ฤดูกาลเกิดขึ้น. ท้องฟ้าได้มีท่อธารตกลงมาอย่างหนัก ดังสายฟ้าแผดเผาอยู่โดยรอบดังจะทำลายลงด้วยเสียงแผด แห่งเมฆ.

      ในขณะนั้น ลมกัมมัชวาตของนางปั่นป่วนแล้ว. นางเรียกสามีมากล่าวว่า “นาย ลมกัมมัชวาตของฉัน ปั่นป่วนแล้ว, ฉันไม่อาจจะทนได้, ท่านจงรู้สถานที่ฝน ไม่สาดฉันเถิด.”

      สามีนั้นมีมีดอยู่ในมือ ตรวจดูข้างโน้นข้างนี้ เห็นพุ่ม ไม้ซึ่งเกิดอยู่บนจอมปลวกแห่งหนึ่ง เริ่มจะตัด, อสรพิษ มีพิษร้ายกาจเลื้อยออกมาจากจอมปลวก กัดเขาในขณะนั้น นั่นแล สรีระของเขามีสีเขียวดังถูกเปลวไฟอันตั้งขึ้นในภายในไหม้อยู่ ล้มลงในที่นั้นนั่นเอง.

    ฝ่ายภรรยาเสวยทุกข์อย่างมหันต์ แม้มองดูทางมา ของเขาอยู่ ก็มิได้เห็นเขาเลยจึงคลอดบุตรคนอื่นอีก. ทารกทั้ง ๒ ทนกำลังแห่งลมและฝนไม่ได้ ก็ร้องไห้ลั่น. นางเอาบุตรทั้ง ๒ คนนั้นไว้ที่ระหว่างอุทร ยืนเท้าแผ่นดิน ด้วยเข่าและมือทั้ง ๒ ให้ราตรีล่วงไปแล้ว. สรีระทั้งสิ้น ได้เป็นดังสีใบไม้เหลือง เหมือนไม่มีโลหิต.

     เมื่ออรุณขึ้นนางอุ้มทารกคนหนึ่งซึ่งมีสีดังชิ้นเนื้อ ด้วยสะเอว จูงบุตรอีกคนด้วยนิ้วมือกล่าวว่า “มาเถิดพ่อหนู, บิดาเจ้าไปโดยทางนี้” ดังนี้แล้ว ก็เดินไปตาม ทางที่สามีไป เห็นสามีนั้นล้มตายบนจอมปลวกมีสีเขียว ตัวกระด้างร้องไห้รำพันว่า “เพราะอาศัยเรา สามีของเรา จึงตายที่หนทางเปลี่ยว” ดังนี้แล้ว ก็เดินไป.

      นางเห็นแม่น้ำอจิรวดี เต็มเปี่ยมด้วยน้ำมีประมาณ เพียงหัวเข่า มีประมาณเพียงนม เพราะฝนตกตลอดคืน ยังรุ่ง ไม่อาจลงน้ำพร้อมด้วยทารก ๒ คนได้ เพราะตนมีความรู้น้อย จึงให้บุตรคนโตไว้ที่ฝั่งนี้ อุ้มทารกคนเล็ก ไปฝั่งโน้น ลาดกิ่งไม้ไว้ให้ทารกนอนแล้ว คิดว่า ‘จะไปรับ บุตรอีกคน’ ไม่อาจละสายตาจากทารกน้อยได้ กลับแลดูแล้ว ดูเล่า เดินไป.

       ครั้นในเวลาที่นางถึงกลางแม่น้ำเหยี่ยวตัวหนึ่ง เห็นทารกนั้น จึงโฉบลงมาจากอากาศ ด้วยสำคัญว่า ‘เป็นชิ้นเนื้อ.’

          นางเห็นมันโฉบลงเพื่อต้องการทารก จึงยกมือทั้งสอง ขึ้น ร้องเสียงดัง ๓ ครั้งว่า “สู สู” เหยี่ยวไม่ได้ยินเสียง นั้นเลยเพราะไกลกัน จึงเฉี่ยวทารกบินขึ้นสู่เวหาไปแล้ว. แม้บุตรผู้ยืนอยู่ที่ฝั่งนี้ เห็นมารดายกมือทั้งสองขึ้น ร้อง เสียงดังที่ท่ามกลางแม่น้ำ จึงกระโดดลงในแม่น้ำโดยเร็ว ด้วยสำคัญว่า ‘มารดาเรียกเรา.’ เหยี่ยวเฉี่ยวทารกน้อย ของนางไป บุตรคนโตถูกน้ำพัดไป ด้วยประการฉะนี้.

         นางเดินร้องไห้รำพันว่า “บุตรของเราคนหนึ่งถูก เหยี่ยวเฉี่ยวไป, คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป, สามีก็ตายเสียในที่ เปลี่ยว,” พบบุรุษผู้หนึ่งเดินมาแต่กรุงสาวัตถี

จึงถามว่า “พ่อคุณ ท่านอยู่ที่ไหน?”

บุรุษ. “ฉันอยู่ในกรุงสาวัตถี แม่นาง.”

ธิดาเศรษฐี. “ตระกูลชื่อโน้นเห็นปานนี้ใกล้ถนนโน้น ในกรุง สาวัตถีมีอยู่, ทราบไหม? พ่อคุณ.”

บุรุษ. “ฉันทราบ แม่นาง, แต่อย่าถามถึงตระกูล นั้นเลย; ถ้าท่านรู้จักตระกูลอื่น, ก็จงถามเถิด.”

ธิดาเศรษฐี. “กิจด้วยตระกูลอื่นของฉันไม่มี, ฉันถามถึง ตระกูลนั้นเท่านั้นแหละ พ่อคุณ.”

บุรุษ. “แม่นาง ฉันบอกก็ไม่ควร.”

ธิดาเศรษฐี. “บอกฉันเถิด พ่อคุณ.”

บุรุษ. “วันนี้ แม่นางเห็นฝนตกเมื่อคืนยันรุ่งไหม?”

ธิดาเศรษฐี. “ฉันเห็น พ่อคุณ, ฝนนั้นตกเมื่อคืนยันรุ่ง เพื่อฉันเท่านั้น ไม่ตกเพื่อคนอื่น, แต่ฉันจะ บอกเหตุที่ฝนตกเพื่อฉันแก่ท่านภายหลัง, โปรดบอกความเป็นไปในเรือนเศรษฐีนั้นแก่ ฉันก่อน.”

                  บุรุษ. “แม่นาง วานนี้ ในเวลากลางคืน เรือนล้ม ทับคนแม้ทั้ง ๓ คือ เศรษฐี ๑ ภรรยาเศรษฐี ๑

บุตรเศรษฐี ๑, คนทั้ง ๓ นั้น ถูกเผาบน เชิงตะกอนเดียวกัน, แม่นางเอ๋ย ควันนั่น ยังปรากฏอยู่.”

 

             ในขณะนั้น นางไม่รู้สึกถึงผ้าที่นุ่งซึ่งได้หลุดลง ถึง ความเป็นคนวิกลจริตยืนตะลึงอยู่ ร้องไห้รำพันบ่นเพ้อ เซซวนไปว่า :-

“บุตร ๒ คน ตายเสียแล้ว,

สามีของเราก็ตายเสียที่ทางเปลี่ยว,

มารดาบิดาและพี่ชายก็ถูกเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน.”

           คนทั้งหลายเห็นนางแล้ว เข้าใจว่า ‘หญิงบ้าๆ’ จึงถือ เอาหยากเยื่อ กอบฝุ่นโปรยลงบนศีรษะ ขว้างด้วยก้อนดิน.

           พระศาสดาประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ในท่ามกลาง บริษัท ๔ ในพระเชตวันมหาวิหาร ได้ทอดระเนตรห็น นางผู้บำเพ็ญบารมีมาแสนกัลป์สมบูรณ์ด้วยอภินิหารเดิน มาอยู่.

          ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ‘ปทุมุตตระ’ นางปฏาจารานั้น เห็นพระเถรีผู้ทรงวินัยรูปหนึ่ง ที่พระ- ปทุ มุตตรศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ (ดังท้าวสักกะจับที่แขน ตั้งไว้ในสวนนันทวัน)จึงทำคุณความ ดีแล้ว ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ‘แม้หม่อมฉันพึงได้ตำแหน่ง เลิศกว่าพระเถรีผู้ทรงวินัยทั้งหลายในสำนักพระพุทธเจ้า เช่นกับด้วยพระองค์.

       พระปทุมุตตรพุทธเจ้าทรงเล็งอนาคตังสญาณไป ก็ทรงทราบว่าความปรารถนาจะสำเร็จจึงทรงพยากรณ์ ว่า“ในอนาคตกาล หญิงผู้นี้จะเป็นผู้เลิศกว่าพระเถรีผู้ทรง วินัยทั้งหลาย มีนามว่า ‘ปฏาจารา’ ในศาสนาของพระโคดม พุทธเจ้า.

       พระศาสดา ทรงเห็นนางผู้มีความปรารถนาตั้งไว้แล้ว อย่างนั้นผู้สมบูรณ์ด้วยอภินิหาร กำลังเดินมาแต่ที่ไกลเทียว ทรงดำริว่า ‘เว้นเราเสีย ผู้อื่นชื่อว่าสามารถจะเป็นที่พึ่งของ หญิงผู้นี้ได้ ไม่มี’ จึงได้ทรงทำนางโดยประการที่นางจะ บ่ายหน้าสู่วิหารเดินมา.

        พุทธบริษัทเห็นนางแล้วจึงกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย อย่าให้หญิงบ้านี้มาที่นี้เลย.”

        พระศาสดาตรัสว่า “พวกท่านจงหลีกไป, อย่าห้าม เธอ” ในเวลานางมาใกล้ จึงตรัสว่า “จงกลับได้สติเถิด น้องหญิง.”

        นางกลับได้สติด้วยพุทธานุภาพในขณะนั้นเอง. ใน เวลานั้น นางกำหนดความที่ผ้านุ่งหลุดได้แล้ว ให้เกิดหิริ โอตตัปปะขึ้น จึงนั่งกระโหย่ง.

       ชายผู้หนึ่งจึงโยนผ้าห่มไปให้นาง นางนุ่งผ้านั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดา  ถวายบังคมด้วยเบญจางค-ประดิษฐ์พระบาททั้งสองซึ่งมีวรรณะดังทองคำแล้ว ทูลว่า “ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พึ่งแก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า, เพราะว่าเหยี่ยวเฉี่ยวเอาทารกคนหนึ่งของหม่อมฉันไป; คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป, สามีตายที่ทางเปลี่ยว, มารดาบิดา และพี่ชายถูกเรือนทับตาย เขาเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน.”

     พระศาสดาทรงสดับคำของนางจึงตรัสว่า “อย่าคิด เลยปฏาจารา, เธอมาสู่สำนักของผู้สามารถจะเป็นที่พึ่ง พำนักอาศัยของเธอได้แล้ว; เหมือนอย่างว่า บัดนี้ ทารก คนหนึ่งของเธอถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไป, คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป, สามีตายแล้วที่ทางเปลี่ยว, มารดาบิดาและพี่ชายถูกเรือน ทับฉันใด; น้ำตาที่ไหลออกของเธอผู้ร้องไห้อยู่ในสงสารนี้ ในเวลาที่ปิยชนมีบุตรเป็นต้นตาย ยังมากกว่าน้ำแห่ง มหาสมุทรทั้ง ๔ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน” แล้วจึงตรัสพระคาถา นี้ว่า :-

“น้ำในสมุทรทั้ง ๔ มีประมาณน้อย,

น้ำตาของคนผู้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว

เศร้าโศกไม่ใช่น้อย มากกว่าน้ำในมหาสมุทรนั้น;

เหตุไร เธอจึงประมาทอยู่เล่า? แม่น้อง.”

       เมื่อพระศาสดาตรัสอนมตัคคปริยายสูตรอยู่อย่างนั้น, ความโศกในสรีระของนางได้ถึงความเบาบางแล้ว

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00092565218607585 Mins