อินทรกำเนิด (ตอนที่ 3)

วันที่ 28 เมย. พ.ศ.2563

อินทรกำเนิด (ตอนที่ 3)


                 “เอ๊ะ นั่นช้าง! มีเทพองค์หนึ่งประทับอยู่ ณ มณฑป กลางกระพองช้าง มีเทพบริวารแห่ห้อมมากมาย ดิรัจฉานก็ถือกำเนิดบนสวรรค์ได้ด้วยหรือหนอ?” เทพาสูรองค์หนึ่งรำพึงด้วยความประหลาดใจ

 

                   “หามิได้ นั่นคือ เทพบุตรเอราวัณ1 เคยมีชาติเป็นช้างในมนุษยโลก ได้รับใช้ในการกุศลของมฆมานพด้วยความยินดีเสมอมา  เมื่อสิ้นชีวิตแล้วจึงได้มาเกิดเป็นเทพบุตร ต่อเมื่อมัฆวานจะเสด็จไปที่ใด จึงนิรมิตกายเป็นช้างพาหนะของท่าน”

 

                  “ผู้ที่ประทับเหนือกระพองช้างนั้นน่ะหรือ มัฆวาน2?”

 

                  “ถูกแล้ว โดยเหตุที่ท่านและสหายรวม ๓๓ คน ได้ประกอบกุศลร่วมกัน ร่วมกับช้างนี้ด้วย ช้างจึงนิรมิตกายให้มี ๓๓ เศียร เพื่อว่าเพื่อนทั้ง ๓๒ ของมัฆวานจะได้ประทับเหนือกระพองนั้น ๆ”

 

                   “โอ นั่น ๆ ช้างมีเศียรเพิ่มขึ้นเป็น ๓๓ แล้ว” เทพเหล่านั้นอุทานอย่างตื่นเต้นอัศจรรย์ใจ เอกเทพแย้มสรวลพลางกล่าวว่า

 

                    “เราเห็นจะต้องไปละ” พลางเลื่อนลอยไปเข้าหมู่ เคลื่อนไปประทับเหนือกระพองทั้ง ๓๒ ของเอราวัณ เหล่าเทพบริวารที่เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในจริยาวัตรของเทพบดีพระองค์ใหม่ ต่างพากันเข้าไป
แวดล้อมแซ่ซร้องสาธุการด้วยเสียงอันดัง จนดาวดึงส์สวรรค์สะเทือนเลื่อนลั่นไปด้วยเสียงเหล่านั้น เทพบดีองค์เดิมยังคงประทับอยู่ในสวรรค์ ดำรัสถามบริวารด้วยความพิศวงว่า

 

                    “เอ๊ะ เสียงอะไรนะนั่น ? ” ขณะเดียวกับที่บริวารที่มิได้มีเลื่อมใสในเทพบดีพระองค์ใหม่รีบพากันกระหืดกระหอบไปเฝ้าละล่ำ ละลักกราบทูลว่า

 

                   “ได้โปรดพระเจ้าข้า เทพบดีพระองค์ใหม่อุบัติแล้ว ดาวดึงส์สวรรค์ทั้งพิภพสั่นสะเทือนด้วยแรงบุญแห่งเทพพระองค์นั้น”

 

                     “หือ! เจ้าว่าอะไรนะ?” ตรัสถามด้วยความไม่แน่พระทัย

 

                     “เทพบดีพระองค์ใหม่พระเจ้าข้า ทรงอุบัติแล้ว พร้อมด้วยเทพบริวารมากมายในสวรรค์พิภพของเรา”

 

                   “เขากับเราไหนจะมีฤทธิ์กว่ากัน?”

 

                    “เทพพระองค์ใหม่นี้ พอจะเทียบได้กับพระองค์เมื่ออุบัติในสวรรค์นี้ใหม่ ๆ พระเจ้าข้า”

 

                   “เออ ถ้ากระนั้นก็คงไม่สู้กระไรนักหรอก”

 

                   “แต่...แต่ทว่า......”

 

                    “เฮ้ยหยุด!"อสุรสารถีรีบตวาดห้ามมิให้ผู้นั้นทูลต่อเพราะรู้ว่า  เทพนั้นจะเตือนให้ทรงทราบถึงสังขาร อันเสื่อมโทรมด้วยฤทธิ์น้ำเมาที่เขาปรนเปรอ แล้วหันมากราบทูลว่า

 

                    “อย่าทรงหวั่นพระทัยไปเลยพระเจ้าข้า เทพเหล่านั้นถ้าได้ลิ้มรส น้ำทิพย์ของเราก็จะต้องติดใจ ไปไหนไม่รอด ย่อมจะต้องยอมลงให้แก่เรา ไม่กล้าเผยอออกมาเทียบเทียมพระองค์ได้ ได้โปรดมีรับสั่ง
ให้เชิญเขาเหล่านั้นมาที่นี่ เพื่อร่วมดื่มกับพวกเราเถิดพระเจ้าข้า”

 

                  “จริง จริงของเจ้า” พลางทรงมีพระบัญชาให้ดำเนินตามแผนของมาตังคาสุรเทพนั้น

 

ภายนอกอุทยานสวรรค์

              “ได้โปรดพระเจ้าข้า พระองค์อย่าได้ทรงหลงเชื่อเจ้าพวกนั้นเลย มันทำอุบายเชิญเสด็จพระองค์ไป เพื่อจะได้มอมน้ำเมาแก่พระองค์จะทำให้พระองค์เสื่อมฤทธิ์เสื่อมอำนาจด้วยความมัวเมา อย่าเสด็จเลยพระเจ้าข้า อยู่เป็นที่พึ่งของพวกเกล้ากระหม่อมฉันเถิด”

 

                เทพบริวารทั้งปวงพากันทักท้วง คร่ำครวญ คัดค้านเสียงอื้ออึง เมื่อได้ทราบว่า สักรินทร์พระเทพบดีพระองค์ใหม่ตัดสินพระทัยที่จะรับคำเชิญของเจ้าสวรรค์เดิม  สักรินทร์ทรงชะงักอึ้งไปครู่หนึ่งก็มีเทวดำรัสว่า

 

               “เรารับปากเขาไว้แล้วว่าจะไป ย่อมจะต้องไป ประการหนึ่ง  สิงห์สองครองถ้ำหนึ่ง จะอยู่ได้อย่างไร เราต้องไป”

 

                 “แต่....แต่ว่า....”

 

                  “เอาเถิด เรารู้ท่านทั้งหลายเป็นห่วงเรา เกรงว่าเราจะตกเป็นเหยื่อเขา แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เราจะกวาดล้างปฏิกูลบนสวรรค์นี้เสีย  มีประโยชน์อันใดที่เราจะมาครองสมบัติอันมีมลทินเช่นนี้ พวกเจ้าจงไปด้วยกับเรา และจงระวังตัว อย่าดื่มน้ำเมา ให้พวกมันดื่มฝ่ายเดียว แล้วเราจักเหวี่ยงพวกมันจากสวรรค์ มาไปด้วยกันเถิด!”    ตรัสพลางเสด็จนำหน้าพาเทพบริวารทั้งปวง ไปยังสำนักเจ้าสวรรค์เดิม

 

ณ อุทยานสวรรค์

                 “เชิญเสด็จพระเจ้าข้า พระสหาย ยินดีที่ทรงอุตส่าห์เสด็จมา”

 

                   จอมสวรรค์องค์เดิมออกมาต้อนรับด้วยสีพระพักตร์ยิ้มแย้ม  สุรเสียงอ้อแอ้ด้วยฤทธิ์น้ำทิพย์ สักรินทร์เสด็จตามเจ้าสวรรค์เดิมไป  ด้วยความสังเวชพระทัย เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นความเสื่อมแห่งทิพยกาย และทิพยโภคะเหล่านั้น ตลอดจนพักตร์ที่หมองคล้ำ มึนเมา  สรีรซูบ ปราศจากราศีของเทพบดีองค์เก่าและบริวาร

 

                  “เชิญเสด็จประทับตามสบายและร่วมเสวยกับหม่อมฉัน”

 

                  “ขอบพระทัย เชิญพระองค์พระเจ้าข้า” ท้าวสักกะและเทพบริวาร พยายามระมัดระวังพระองค์ ไม่ยอมแตะต้องของเมา

 

                     เมื่อเห็นเหล่าอสุรเทพ ซึ่งพากันดื่มน้ำทิพย์นั้นด้วยความเริงใจจนขาดสติ ล้มกลิ้งอยู่ระเนระนาด จึงทรงให้สัญญาณแก่เทพบริวารของพระองค์ พากันจับเหล่าอสุรเทพทั้งหลายที่ข้อเท้าทั้งสอง เหวี่ยงลงไปยังมหาสมุทร กลายเป็นอสูร3

 

                      เเต่ด้วยอำนาจกุศลกรรมในอดีตที่สร้างไว้เเต่เมื่อเป็นมนุษย์ยังพอมีเหลืออยู่บ้าง  อสูรพิภพเเละอสูรพิมานอันกว้างใหญ่จึงผุดขึ้น บุญของเขาเหล่านั้นใต้เขาสิเนรุ  เเละมีต้นไม้ชื่อ จิตตปาลิ (ต้นเเคฝอย)  เกิดขึ้น ณ ที่นั้น

 

1เดิมมีกำเนิดเป็นช้าง พระราชาบังคับให้เหยียบมฆมานพแล้วไม่ยอมเหยียบ  เมื่อพระราชาประทานให้เป็นช้างพาหนะของมฆมานพและสหาย ได้มีหน้าที่คอยนำคนเดินทางไปยังศาลาที่มฆมานพและสหายสร้างไว้ให้เป็นที่อาศัย ด้วยอานิสงส์นี้ทำให้ได้เกิดเป็นเทพบุตรเอราวัณ เมื่อสิ้นชาติจากโลกมนุษย์แล้ว

2มฆมานพ เมื่อได้เป็นเจ้าสวรรค์มีอีกชื่อหนึ่งว่ามัฆวาน

3เดิมเป็นเทพชนิดหนึ่งซึ่งประกอบด้วยบุญฤทธิ์ เหตุที่ประมาทมัวเมาด้วยน้ำคันธบานหรือเรียกว่า “สุรา” จึงเลื่อมฤทธิ์ เมื่อถูกเหวี่ยงจากสวรรค์ได้ปฏิญาณว่าจะไม่ดื่มสุราอีก จึงได้ชื่อว่า “อสุรา” หรือ “อสูร” ทุกๆปีเมื่อดอกแคฝอยบาน รำลึกถึงสวรรค์ที่อยู่เดิม ก็ยกพลขึ้นไปทำศึกกับเทวดาบนดาวดึงส์

ในทางวรรณคดีสันสกฤตนั้นว่า เมื่อพวกเทพและอสูรร่วมกันกวนน้ำอมฤต ถูกพวกเทพหลอกให้ดื่มสุราจนเมา เทพจึงได้ดื่มอมฤตแต่พวกเดียวกลายเป็น"อมร” คือไม่ตาย เมื่ออสูรสร่างเมาก็โกรธ ปฏิญาณว่าจะไม่ดื่มอีก และขึ้นไปรบกับพวกเทวดาเสมอ ๆ เช่นกัน

 

 

จากหนังสือ กำเนิดพระอินทร์  โดย ศิริกุล ศุภวัฒนะ

จัดพิมพ์: ฝ่ายวิชาการ วัดพระธรรมกาย  (มกราคม ๒๕๓๒)

 

 Total Execution Time: 0.012906034787496 Mins