สุชาดาอสุรธิดา (ตอนที่ 6)

วันที่ 15 พค. พ.ศ.2563

สุชาดาอสุรธิดา (ตอนที่ 6)


                             ท้าวสักกะทรงตรวจดูบริจาริกาของพระองค์ ทรงทราบว่าพระมเหสีทั้งสามได้อุบัติแล้วบนดาวดึงสพิภพนี้ คงขาดแต่นางสุชาดาจึงตรวจดูด้วยทิพยเนตรของพระองค์ ทรงทราบว่านางได้ไปเกิดเป็นนางนกยางอยู่ ณ ซอกผาแห่งหนึ่ง ทรงมีเทวประสงค์จะได้สงเคราะห์แก่นาง จึงจำแลงพระกายเป็นชายชราไปหา ตรัสถามว่า


                          “เจ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่”


                          “ท่านคือใคร?


                         “เราคือมฆะ สามีของเธอ”


                          “ท่านเกิดที่ใด?”


                          “เราเกิดในดาวดึงสพิภพ แม้เพื่อนหญิงทั้งสามของเธอก็เช่นกัน เธออยากไปเยี่ยมเพื่อนเหล่านั้นบ้างหรือไม่?


                            “หม่อมฉันจะไปได้อย่างไร “เราจะพาเจ้าไป” ตรัสแล้วทรงนำนางนกยางขึ้นไปบนสวรรค์ นั้นด้วยเทวอำนาจของพระองค์ ตรัสแก่พระมเหสีทั้งสามว่า


                          “เธออยากเห็นสุชาดาเพื่อนของเธอบ้างไหม? "


                         “เธออยู่ที่ใดเพคะ ? ”


                          “ริมฝั่งโบกขรณีนันทา”


                         พระมเหสีทั้งสามเสด็จไปยังสระโบกขรณีนันทา ได้พบนางเป็นนกยาง ก็ทำอาการเยาะเย้ยด้วยประการต่างๆ แล้วก็พากันเสด็จคืนสู่ทิพยวิมานแห่งตน ๆ ท้าวสักกะได้เสด็จไปหานางอีก ตรัสถามว่า


                        “อย่างไร เธอได้พบเพื่อนของเธอแล้วหรือ?”

 

                        “พบแล้วเพคะ พระมเหสีของพระองค์ทั้งสามเสด็จมาหาหม่อมฉันแสดงอาการเยาะเย้ยหม่อมฉันให้ได้อายด้วยประการต่างๆแล้วก็เสด็จกลับไป ขอพระองค์จงทรงนำหม่อมฉันกลับสู่สำนักเดิมเถิดเพคะ”


                       นางนกยางทูลขอร้องด้วยความโทมนัส องค์อินทราก็อำนวยตามความประสงค์ของนาง เมื่อเสด็จนำนางคืนสู่ซอกผาแล้ว จึงตรัสกับนางว่า


                     “เธอได้เห็นสมบัติของเพื่อนเธอเหล่านั้นแล้วหรือ?”


                     “เห็นแล้วเพคะ”


                     “ไม่อยากได้เป็นเช่นนั้นบ้างหรือ?”


                     “แม้อยากก็จะทำอย่างไรได้ ดิรัจฉานชาติเช่นกับหม่อมฉันจะสามารถทำอะไร แม้เมื่อเป็นมนุษย์ก็ยังไม่อาจทำ”


                      “อย่าท้อใจสุชาดา! ไม่ว่าจะมีกำเนิดเป็นอะไรก็ตาม ถ้ามีศรัทธามั่นคงที่จะประกอบกุศลกรรม ย่อมสำเร็จประโยชน์ดังปรารถนาได้ทั้งสิ้น”


                     “หม่อมฉันจะมีสมบัติอะไรไปให้ทานได้เล่าเพคะ?”


                      “การให้ทานเป็นแต่กุศลกรรมขั้นต้น อานิสงส์แห่งทานยังไม่สู้การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ เจ้าจะยอมรับรักษาศีลได้หรือไม่?”


                    “ได้เพคะ”


                    ท้าวสักกะจึงได้ประทานศีลห้าให้แก่นาง แล้วตรัสเดือนให้นางรักษาศีลให้บริสุทธิ์อยู่ด้วยความไม่ประมาท แล้วเสด็จนิวัติยังทิพยวิมาน

 

                   นางนกยางเมื่อได้รับรักษาศีลแล้ว ก็ดำรงชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ต้องเที่ยวหาปลาที่ตายเองเป็นอาหาร หาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนซูบผอม ท้าวสักกะจึงจำแลงเพศเป็นปลามาทดลอง โดยทำเป็นนอนนิ่งอยู่ชายฝั่ง นางนกเห็นก็เข้าใจว่าเป็นปลาตาย จึงรีบคาบเอาหมายจะกินเป็นอาหาร ปลานั้นกระดิกหาง นางรู้ว่าเป็นปลาเป็นก็ปล่อยเสียท้าวสักกะทดลองดังนี้จนครบสามครั้ง จึงปรากฏกายให้นางทราบ แล้วตรัสสรรเสริญว่า


                 “เธอรักษาศีลได้เป็นอย่างดี คงจะได้อยู่ในสำนักเราเป็นแน่”1


                 นางนกยางนั้นด้วยตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์ด้วยชีวิต ไม่นานก็สิ้นชีวิตไปด้วยขาดอาหาร อำนาจศีลนั้นทำให้นางได้เกิดเป็นมนุษย์ บุตรสาวช่างทอหูก โดยนิสัยเคยรักษาศีลมาก่อน ทำให้นางรู้จักรักษาศีลมาแต่กำเนิด ท้าวสักกะก็ให้อนุเคราะห์แก่นาง นำสมบัติไปให้แก่นาง เพื่อเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต มิให้ต้องทำลายศีล นางได้รักษาศีลตลอดชีวิต เมื่อทำลายขันธ์แล้ว ก็ได้ไปถือกำเนิดเป็นธิดาพระยาอสูร คู่อริของพระอินทร์


               เหตุที่นางต้องไปถือกำเนิดในอสุรพิภพ ก็เพราะอุปนิสัยที่เคยกินสัตว์มีชีวิตเป็นอาหาร เมื่อครั้งที่ยังเป็นนกยางที่ยังไม่ได้รักษาศีลนั้นเอง

 

เชิงอรรถอ้างอิง


1ที่จริงการประกอบกรรมดี ไม่ว่าจะเป็นการให้ทาน รักษาศีล หรือบำเพ็ญภาวนา ถ้าเป็นไปด้วยจิตหวังผลในโลกียสมบัติต่างๆ ไม่ว่าในมนุษยโลก เทวโลก หรือพรหมโลกก็ตาม ไม่ใช่วิถีของชาวพุทธที่แท้จริง ไม่ใช่การประกอบกุศลกรรมที่ถูกต้อง ควรจะบำเพ็ญกุศลด้วยความตั้งใจที่จะนำทางไปสู่นิพพาน จึงจะถูกตามแนวคำสอนทางพุทธศาสนา แต่โดยที่มนุษย์เรา มักต้องการสมบัติที่เห็นด้วยตามากกว่า คำสั่งสอนในรุ่นหลังจึงมักใช้
สวรรค์มาล่อใจ เป็นเหตุให้คนทำดีเพื่อหวังสวรรค์สมบัติกันมาก

 

 

จากหนังสือ กำเนิดพระอินทร์  โดย ศิริกุล ศุภวัฒนะ

จัดพิมพ์: ฝ่ายวิชาการ วัดพระธรรมกาย  (มกราคม ๒๕๓๒)

 Total Execution Time: 0.0049737493197123 Mins