เขาคอยคุณ

วันที่ 07 สค. พ.ศ.2563

เขาคอยคุณ

 

สมาธิ ไม่ใช่แค่เพียงความผ่อนคลาย

แต่มันมีเป้าหมายไกลเกินกว่านั้น

ไกลเกินกว่าที่คุณหรือใครเข้าใจกัน

เพราะมันอัศจรรย์จนไม่อาจจะพรรณนา

คุณรู้ไหม..มีใครคนหนึ่งเขาคอยคุณอยู่

เขาอยู่กับคุณตลอดเวลา

เขาเป็นผู้รู้มีมหากรุณา

และงามกว่าผู้ใดในจักรวาล

เขามีเรื่องราวดีๆ ที่คุณแสวงหา

จะเปิดเผยออกมาทำให้ใจชื่นบาน

ความลับของชีวิตที่ถูกปกปิดมานาน

ก็จะอันตรธานเมื่อคุณกับเขาเป็นหนึ่งเดียวกัน

ไม่มีใครอาจทำแทนคุณได้

คุณจะหายสงสัยด้วยตัวคุณเท่านั้น

คุณจะมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นทุกวัน

คุณเท่านั้นที่เขารอคอย

 

ตะวันธรรม

 

             ตั้งใจนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ ทำใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง แล้วก็หยุดใจนิ่งๆ ไปที่ศูนย์กลางกายให้ใจหยุดใจนิ่ง ๆ ให้ใจใสๆ เอาใจหยุด นิ่งเบาๆ สบายๆ ทำตัวของเราให้สบาย ทำใจให้สงบ ให้หยุดนิ่ง หลักวิชชาก็มีอยู่เพียง แค่นี้ แต่ก็มักจะทำกันไม่ได้ พอถึงเวลาจริงๆ แล้วก็จะไปแสวงหาวิธีการด้วยตัวของตัวเอง ซึ่งมันเสียเวลา ไม่ว่าเราจะหาวิธีการอย่างไรก็ตาม แต่ตอนที่จะได้ผลก็ต้องหันกลับมาทำตัวให้สบายทำใจให้สงบ เพราะ “หยุดเป็นตัวสำเร็จ”

 

พอดีคือความพอใจ

 

           ใจหยุดนี่แหละถึงจะเป็นตัวสำเร็จ แล้วก็ต้องพอดีๆ ความพอดีเอาอะไรเป็นเกณฑ์ ก็เอาความพึงพอใจของเราเป็นเกณฑ์ซึ่งเราจะรู้สึกด้วยตัวเองว่า เราตึงไปไหม เราหย่อนไปไหม

 

           ถ้าตึงร่างกายก็จะบอกเราเองว่า มันตึงไป มันปวด มันมึนมันซึม มันเกร็ง มันเครียด

 

           ถ้าหย่อนไป จะฟุ้ง จะเผลอ จะผล็อย ร่างกายเรานั่นแหละคือ ผู้ที่บอกเรา 

 

           ถ้าพอดีเป็นอย่างไร คือเราจะรู้สึกพึงพอใจ นั่งอย่างนี้ไปนานแค่ไหน เราก็นั่งได้ โดยไม่เบื่อ แม้จะไม่มีอะไรมาให้เราดูให้เราเห็น ไม่มีแสงสว่างเกิดขึ้น แต่เราก็ยังมีความรู้สึกพึงพอใจที่จะหยุดใจนิ่งๆ อย่างนี้อย่างเดียวเท่านั้น นั่นแหละคือพอดี

 

          ต้องจำนะลูกนะ นี่สำคัญนะ อย่าฟังผ่าน ถ้าฟังผ่านแล้วเดี๋ยวเราใช้เวลาอีกหลายปี ซึ่งเรามีเวลาอยู่ในโลกมนุษย์ไม่นานเดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็จะหมดเวลาแล้ว

 

         พอดี คือ ความพึงพอใจนะลูกนะ

 

         เราสังเกตดู ร่างกายต้องสบาย กายสบาย ใจสงบ คือ ไม่คิดเรื่องอื่นเลย โดยที่เราไม่ได้ไปบังคับ แค่เราเฉยๆ นิ่งๆ ทำตรงนี้ให้เป็น ถ้าทำเป็นตอนนี้ เดี๋ยวบ่ายนี้ก็เป็นบ่ายแห่งความสมปรารถนา

 

        ทำตัวให้สบาย ทำใจให้สงบนิ่ง เฉยๆ โดยไม่กังวลกับสิ่งแวดล้อม ทำประหนึ่งว่า เราอยู่คนเดียวในโลก ไม่เคยมีภารกิจเครื่องกังวลมาก่อน ไม่เคยมีธุรกิจการงาน ไม่เคยมีครอบครัว เราอยู่คนเดียวอย่างสบาย

 

        ทำตัวเหมือนอยู่คนเดียวในโลก ลืมดิน อากาศ ฟ้า ที่นั่งไม่นุ่มนวล ให้ทำเหมือนอยู่ในที่ที่โล่งๆ ว่างๆ กว้างๆ ที่แสนสบาย เมื่อเราไม่มีเครื่องกังวล ใจมันก็ไม่ไปผูกพัน ไม่เหนี่ยวรั้งอะไร จะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ เราก็ไม่ผูกพัน

 

        เรามีสมบัติที่แท้จริง คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งมีเพชรอยู่เม็ดหนึ่งที่สวยกว่าโคตรเพชรใดๆ ในโลก ใส สว่าง กลมๆ ตอนแรกๆ มันอาจจะไม่กลมก็ไม่เป็นไร จะบูดๆ เบี้ยวๆ ก็ช่างแต่ก็เป็นโคตรเพชรที่อยู่ในตัวเราที่ใส สะอาด บริสุทธิ์ เป็น สมบัติของเรา กลมรอบตัว ที่เขาเจียระไนแล้ว ใสเหมือนเพชรใสๆหรือเหมือนดวงดาวที่ใสๆ สมบัติเรามีเพียงแค่นี้

 

         ทำความพึงพอใจกับสิ่งที่เรามีอยู่ในท้องของเรานะ โดยที่เราไม่ต้องก้มไปมอง แค่เป็นเพียงความรู้สึกว่ามีอยู่ รู้สึกเพียงแค่นี้เท่านั้น แล้วทำใจเฉยๆ เมื่อมันเป็นของๆ เรา เราก็ไม่ต้องไปควานหา ไม่ต้องไปแสวงหา เพราะมันเป็นของเรา มีอยู่เดิมแล้ว และความจริงก็เป็นเช่นนั้น

 

         เรามีสมบัติใหญ่อยู่ในตัว แต่เราไม่รู้ตัวว่า เรารวย มีทรัพย์ภายในอยู่กับตัวเราตลอดเวลา แล้วในกลางทรัพย์ภายในหรือดวงใสๆนั้น มีบุคคลท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่สมบูรณ์พร้อมงามไม่มีที่ติ มีอานุภาพไม่มีประมาณ ท่านอยู่กับเราตลอดเวลา อยากเจอเรา รอคอยวันเวลาที่เราจะไปเจอ

 

        บุคคลนั้นอยู่กับเราตั้งแต่เกิด อยู่กับเราก่อนที่เราจะมาเกิดแล้วก็อยู่กับเรามายาวนาน คอยบันดาลใจของเราให้นึกคิดแต่สิ่งที่ดีๆ พูดดี คิดดี ทำดี แต่เพราะเราห่างเหินหมางเมินท่านไปนาน เราจึงรู้สึกไม่คุ้นเคย แต่บุคคลนั้นคุ้นเคยกับเรา และอยู่กับเราตลอด คอยปกป้องผองภัยให้เราทำแต่สิ่งดีๆ แม้ตอนช่วงสุดท้ายของชีวิตก็เป็นเพื่อนแท้ของเรา เป็นที่พึ่งแก่เราแล้วจะเป็นผู้พาเราไปสู่เทวโลก

 

         ท่านคอยอยู่ยาวนานอยู่ภายในตัวเรา เพียงแค่เราทำใจให้หยุดนิ่งเฉยๆ ให้ถูกใจของท่านที่อยู่ในตัวของเราเท่านั้น ใจของท่านอยู่ตรงกลางกาย กลางท้องของเรา ตรงฐานที่ ๗ แตะใจเบาๆ อย่าแรง แค่ใช้ระบบสัมผัส เหมือนขนนกที่ล่องลอยไปในอากาศ แล้วก็ค่อยๆ ตกสัมผัสผิวพื้นน้ำ หรือผิวพื้นดินอย่างนุ่มนวล ละมุนละไม ใจเราก็แตะตรงกลางท้องนิดหนึ่งอย่างแผ่วเบา สบาย เบิกบาน แช่มชื่นอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ อย่าทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้

 

              แม้ยังไม่เห็นท่าน ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ทำอย่างนี้อย่างเดียวสบาย เบิกบาน แช่มชื่น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน นิ่งอย่างเดียว สบาย ทำใจหลวมๆ เหมือนเราสวมผ้าหลวมๆ อย่างนั้นสบายๆ เดี๋ยวจะถูกส่วนเอง ถูกต้องเอง

 

เฉยกับทุกประสบการณ์

 

        ถูกส่วน เราจะไปทำให้ถูกส่วนไม่ได้ เรายังไม่ถึงขั้นตอนนั้นแค่ทำใจวางให้พอดี อย่างที่ได้กล่าวมาตั้งแต่เบื้องต้น นิ่ง นุ่มเบา สบาย ใจหลวมๆ ใช้ระบบสัมผัสแตะเบาๆ ทำความรู้สึกที่ กลางท้องอย่างนุ่มนวล ละมุนละไม สบาย ทำเพียงแค่นี้เดี๋ยว ใจก็จะค่อยๆ ปรับตัวละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ เอง ซึ่งตอนนั้นกายจะขยาย จะโปร่ง ไม่ทึบ ไม่แคบ มันจะกว้าง บางทีกว้างไปทางข้างๆ บางทีเหมือนตัวยืด ศีรษะเหมือนจะไปชนหลังคา หรือฝ้าเพดาน บางทีก็ย่อ ยุบลงมาที่พื้น หรืออะไรที่นอกเหนือจากนี้

 

        จะยืด จะย่อ จะใหญ่ จะยุบลง หรือจะโยกเยกอย่างไรก็แล้วแต่ ให้ทำเฉยๆ อย่างเดียวในทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้น เดี๋ยวเราจะพบความอัศจรรย์ที่เราทำอย่างนี้ ทำเหมือนไม่ได้ทำคือ ทำเฉยๆ เหมือนไม่ได้ทำอะไร เดี๋ยวมันจะโล่งเอง กว้างเองตัวพอง ตัวขยายเอง ตัวหายไปเองเลย แสงสว่างก็เกิดขึ้นมาเอง แสงสว่างเกิดขึ้นก็อย่าไปสงสัยว่า ใครเปิดไฟ หรือใครเอาไฟมาส่องหน้า เฉยๆ รู้แล้วทำเป็นไม่ชี้

 

        เราเรียนวิชานี้ในระดับนักเรียนอนุบาล อย่าไปเรียนในระดับดอกเตอร์ที่ต้องทำวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ประสบการณ์ว่า ทำไมเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้นมั้ง อย่างนี้มั้ง อย่างโน้นมั้งอย่าเป็นคนช่างสงสัย เมื่อมันยังไม่ถึงเวลาที่จะสงสัย เพราะเรายังเป็นนักเรียนอนุบาลของความรู้ภายใน 

 

        ทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีมันสมอง คิดไม่เป็น พูดไม่เป็น เฉยๆ อย่างเดียวอย่างนั้นแหละ เพราะหยุดเป็นตัวสำเร็จต้องจำนะลูกนะ

 

        ต้องจำแล้วไปฝึกตรงนี้ให้ได้ เดี๋ยวเราจะอัศจรรย์ใจเราว่า โอ้ ธรรมะเป็นของลึกซึ้งแต่ทำไมเราเข้าถึงได้ แต่ก่อนเราได้ยินว่า ธรรมะเป็นของลึกซึ้งเข้าถึงได้เฉพาะพระธุดงค์ หรือผู้ที่ต้องทิ้งทางโลกเข้าป่าเขาลำเนาไพรไปออกบวชเท่านั้นคิดอย่างนั้นก็ถูกส่วนหนึ่งแต่ยังไม่หมด ยังไม่สมบูรณ์

 

        และธรรมะเราสามารถทำได้ในทุกสถานที่ เหมือนเราอ่านหนังสือสนุกในที่จอแจ อึกทึกครึกโครม บางทีเราเพลินๆ เราไม่ได้ยินนะว่า มีเสียงมาจากทางไหน ทั้งๆ ที่มันจอแจ มีคนเยอะ รถวิ่งผ่านไปผ่านมา ต่างคนต่างพูดหนวกหู แต่เราไม่ได้ยินเลย

 

       ก็แปลว่า เราสามารถทำได้ ไม่ใช่เฉพาะพระธุดงค์ที่เข้าป่าเข้าเขา และเราสามารถทำได้ในทุกหนทุกแห่ง ถ้าเราเข้าใจหลักวิชชา แล้วเดี๋ยวเราจะอัศจรรย์ใจว่า คนอย่างเรานี่เข้าถึง ได้เชียวหรือ ธรรมะเป็นของลึกซึ้งแต่ทำไมเราเข้าถึงได้ ทำไมเราเห็นดวงในตัวได้ เห็นกายในกายได้ เห็นพระธรรมกายในตัวได้ ซึ่งอยู่กับเราตลอดเวลาตั้งแต่ก่อนเรามาเกิด เราเกิดมาแล้วจนกระทั่งบัดนี้ ท่านรอคอยเราอยู่ อยากจะให้เราเจอ อยากจะมาพบเรานะ ซึ่งจะเห็นเองเลย

 

        กำลังบุญของลูกทุกคนมีเพียงพอ แต่กำลังแห่งความเพียรความขยันยังไม่พอ กับยังทำไม่ถูกหลักวิชชา ถ้าเข้าใจหลักการอย่างนี้แล้ว อยู่ตรงไหนเราก็ทำได้

 

        เมื่อเราทำได้แล้ว เป็นแล้ว เห็นแล้ว ทั้งหลับตาลืมตาจะไปอยู่ที่ไหนของโลกก็ได้ อยู่บนยอดเขาก็ได้ กลางเขา เชิงเขาชายหาด ท้องทะเล อยู่ตามเกาะแก่งต่างๆ หรือไปในอวกาศไปตามดวงดาวต่างๆ อยู่เมืองไทย หรืออยู่ต่างประเทศ อยู่ในที่ร้อนที่สุด อยู่ในขั้วโลกที่หนาวที่สุด เราก็อยู่ได้ เพราะเราทำเป็นแล้ว เราเข้าถึงแล้ว

 

        พอหลับตาลืมตาเห็นพระในตัว ความปีติภาคภูมิใจจะเกิดขึ้น เราจะภูมิใจที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนา ได้ฟังธรรม และปฏิบัติธรรมได้เข้าถึงธรรม มีพระรัตนตรัยในตัวที่เป็นที่พึ่งแก่เราอย่างแท้จริง และเราได้เข้าถึงแล้ว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ความภาคภูมิใจปีติใจตรงนี้ เป็นสิ่งที่เงินทองซื้อไม่ได้ เอาอะไรมาแลกเราก็ไม่ยอม และถึงตรงนั้น ถ้าใครถามว่า เราอยากจะเป็นอะไร เราก็จะตอบด้วยความปีติและภาคภูมิใจว่า เราอยากจะเป็นเราที่เห็นองค์พระ ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว ซึ่งมีความสุขมาก นั่งเป็นสุขนอนเป็นสุข ยืนเป็นสุข เดินเป็นสุข จะเอกเซอร์ไซส์หรือทำกิจกรรมอะไรก็เป็นสุข จะทำมาหากินก็มีความสุข เศรษฐกิจกับจิตใจจะไปด้วยกันด้วยความเบิกบาน เหมือนนกที่มีปีกซ้ายปีกขวาพาตัวโผบินไปทุกหนทุกแห่งในอากาศอย่างเป็นอิสระ

 

          เราจะดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างผาสุก เศรษฐกิจกับจิตใจไปด้วยกัน งานที่แท้จริง คืองานภายในเราก็ทำ งานภายนอกแม้จะเป็นงานรองลงมาแต่เราก็ทำอย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นหลักวิชชา คือ หยุด นิ่ง เฉยๆ สบาย เบาๆ ทำใจหลวมๆ

 

         เมื่อเราเข้าถึงพระในตัวแล้ว หลังจากนั้นเราก็จะศึกษาวิชชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ คือ วิชชา ๓ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้ที่จะทำให้เราระลึกชาติหนหลังได้ จุตูปปาตญาณวิชชาที่จะทำให้เราเรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรมได้ การเวียนว่ายตายเกิดได้ อาสวักขยญาณ การขจัดกิเลสอาสวะ ความโลภความโกรธ ความหลงในตัวเราให้มันบรรเทาเบาบางกระทั่งหมดไปได้ แล้วเป้าหมายชีวิตของเราก็จะแจ่มชัด

 

        เราสามารถทำได้ เมื่อเราได้เข้าถึงพระธรรมกายในตัวที่มีอยู่แล้วนะ ไม่ใช่เราไปทำให้มี หรือปรุงแต่งให้มี แต่มีอยู่ เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามี แล้วก็ไม่เฉลียวใจว่า มีของดีอยู่ในตัว มีใครคนหนึ่งอยู่ในกายเรา หรือได้ยินได้ฟังมาก็ไม่เชื่อ หรือเชื่อแต่ไม่ลงมือปฏิบัติ หรือปฏิบัติแต่ไม่เอาจริง หรือเอาจริงแต่ไม่ถูกหลักวิชชามันก็เข้าไปไม่ถึง แต่จริงๆ แล้วทุกคนสามารถทำได้

 

        ถ้าทำได้วันนี้ เราก็เข้าถึงวันนี้ แล้วเราจะอบอุ่น รู้สึกปลอดภัยจากทุกๆ ภัย ทั้งภัยในอบาย ภัยในสังสารวัฏ จะมีความสุข เหมือนพระเดชพระคุณหลวงปู่ คุณยายอาจารย์ฯ ของเรา

 

       พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านบอก จะไม่ไปแรมราตรีที่ไหนจะหยุดใจเข้าไปสู่ภายใน เพื่อไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ท่านก็หยุดของท่านไปเรื่อยๆ อย่างนั้นแหละ แล้วก็มีสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้กันอีกเยอะ เป็นความรู้ภายใน เหมือนเราออกทะเลลึก ทะเลกว้าง ทะเลที่ไม่มีฝั่ง ได้ศึกษาเรียนรู้อะไรต่างๆ แล้วก็จะรักพระพุทธศาสนา จะเทิดทูน จะยกย่อง จะรักเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง อยากให้ทุกคนได้เข้าถึงธรรมอย่างที่เราเข้าถึง มหากรุณาจะเกิดขึ้นเองเมื่อเราเข้าไปถึงพระธรรมกาย

 

หลวงพ่อธัมมชโย

วันอาทิตย์ที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

จากหนังสือ ง่ายเเต่ลึก เล่ม 4

          โดยคุณครูไม่ใหญ่

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0015475670496623 Mins