เทพบุตรมัฏฐกุณฑลี

วันที่ 25 กพ. พ.ศ.2564

25-2-64-1-br.jpg

มัฏฐกุณฑลี บุรุษหนุ่มผู้ไปเกิดเป็นเทวดา เพราะมีจิตเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า

                  มัฏฐกุณฑลี  คือชื่อของเด็กหนุ่มชาวเมืองสาวัตถี พ่อแม่ของเขาเป็นพราหมณ์ผู้มั่งคั่ง แต่มีความตระหนี่ถี่เหนียวมาก จนได้รับฉายาว่า  “ผู้ไม่เคยให้อะไรแก่ใคร”

                    แต่ถึงกระนั้น พราหมณ์ผู้เป็นพ่อก็ยังมีแก่ใจเอาทองมาตีแผ่ทําเป็นตุ้มหูเกลี้ยงๆ ให้ลูกชายได้สวมใส่ ด้วยเหตุนี้คนทั้งหลายจึงเรียกเด็กคนนี้ว่า “มัฏฐกุณฑลี” แปลว่า “มีตุ้มหูเกลี้ยง” อย่างไรก็ดี ตุ้มหูที่พราหมณ์ให้ลูกใส่นั้นเขาก็ยังอุตส่าห์ทําเอง เพราะไม่อยากเสียค่าจ้างให้ช่างทําทอง

                   เมื่ออายุ 16 ปี มัฏฐกุณฑลีป่วยเป็นโรคผอมเหลือง มีอาการหนักมาก แม่เห็นลูกป่วยก็สงสาร จึงขอร้องให้พ่อพาลูกไปหาหมอ แต่พ่อเกรงจะเสียเงิน เลยถามหมอว่า คนป่วย อาการอย่างนี้ต้องกินยาอะไร แล้วพ่อก็ไปหารากไม้ ใบไม้มาต้มให้ลูกกินตามที่หมอบอก

แต่ก็ไม่เป็นผล ลูกอาการทรุดลงเรื่อยๆ จนเมื่อไปหาหมอ หมอไม่รับรักษา พ่อคิดว่าลูกคงตายแน่แล้วคราวนี้ ซ้ํายังกลัวว่าถ้ามีใครมาเยี่ยมจะเห็นทรัพย์สมบัติ เลยหามลูกชายออกมานอนที่ระเบียงนอกห้อง

                   เช้าวันรุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด ทรงทอดพระเนตรเห็นมัฏฐกุณฑลีนอนตะแคงหันหน้าเข้าฝาบ้านอยู่ไม่ทันเห็นพระองค์ จึงทรงเปล่งพระรัศมีไปวาบหนึ่ง ชายหนุ่มคิดว่า “แสงอะไรกันนะ” แล้วหันหน้าออกมามองก็ได้เห็นพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า

“เพราะพ่อเราเป็นอย่างนี้ เราจึงไม่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ไม่ได้ถวายทานหรือฟังธรรม บัดนี้ แม้แต่มือเราก็ยกไม่ไหวเสียแล้ว จะทําอย่างอื่นได้อย่างไร”

                   คิดแล้วจึงทําจิตใจให้เลื่อมใสในพระศาสดา พระพุทธองค์ทรงทราบในจิตที่เลื่อมใสของชายหนุ่ม จากนั้นก็เสด็จจากไป ชายหนุ่มสิ้นใจในวินาทีนั้นเองและได้ไปเกิดเป็นเทวดา

                ฝ่ายพราหมณ์พ่อ เมื่อฝังศพลูกชายแล้ว ก็ได้แต่ไปยืนร้องไห้คร่ําครวญที่ป่าช้าทุกวันว่า ลูกชายคนเดียวของพ่ออยู่ไหน มาหาพ่อเถิด

               เทพบุตรมัฏฐกุณฑลีนั้น เมื่อพิจารณาสมบัติที่ตนได้มาในวิมานแล้ว ก็รู้ว่าทั้งหมดได้มาเพราะจิตที่เลื่อมใสในพระศาสดา และเมื่อมองลงไปยัง โลก เห็นพ่อยังยืนร้องไห้อยู่ที่ป่าช้า จึงแปลงกายเป็นชายหนุ่มซึ่งมีหน้าตาคล้ายมัฏฐกุณฑลี  ได้มายืนร้องไห้อยู่อีกมุมหนึ่ง

                พราหมณ์เห็นเข้าจึงถามขึ้นว่า เหตุใดจึงมายืนร้องไห้อยู่เช่นนี้ ชายหนุ่มได้ทีก็เลยย้อนถามกลับไปว่า “ท่านเล่ามีความทุกข์อะไร”

“ข้าพเจ้าเศร้าโศกถึงบุตรชายคนเดียวที่ตายไป” พราหมณ์ตอบ

“ข้าพเจ้ามีรถอยู่คันหนึ่ง” ชายหนุ่มพูดขึ้น “ตัวรถเป็นทองคําผุดผ่องสวยงามนัก แต่ยังหาล้อรถไม่ได้ ข้าพเจ้าคงจะต้องตรอมใจตายแน่เลยคราวนี้”

                พราหมณ์ได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งจึงกล่าวขึ้นว่า

“ท่านจะต้องการล้อทอง หรือเงิน หรือแก้วมณี หรือโลหะ จงบอกเถิด ข้าจะจัดหามาให้”

                ชายหนุ่มคิดว่า “ดู ดู พ่อเราหนอช่างเป็นไปได้ ตอนเราป่วยหนักไม่ยอมเสียเงินค่ารักษาแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้เห็นเรามีรถทอง กลับจะยอมจัดหามาให้ ไม่ว่าล้อเงินหรือล้อทอง แย่จริงๆ แต่เอาเถอะ เราจะล้อแกเล่นสักหน่อย”

                คิดดังนั้นแล้ว เทพบุตรมัฏฐกุณฑลีจึงกล่าวต่อไปว่า

“สิ่งใดจะเหมาะกับรถของข้าพเจ้าเท่าดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์เล่า ถ้าได้มาเป็นล้อรถคงจะงามเยี่ยมเป็นแน่แท้”

                พราหมณ์คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้ท่าจะบ้า จึงเอ่ยว่า

“ท่านโง่เขลาเหลือเกิน ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ก็เอาดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มาทําล้อไม่ได้หรอก”

                  เทวดาแปลงกายจึงตอบว่า

“พราหมณ์ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ยังปรากฏให้เห็นอยู่ ข้าพเจ้ายังต้องการสิ่งที่มองเห็นได้ ส่วนท่านคร่ําครวญถึงสิ่งที่ใครๆ ก็มองไม่เห็น ใครโง่กว่าใครกันแน่เล่า”

                 พราหมณ์ได้สติ ยอมรับว่าชายหนุ่มพูดถูกและตระหนักว่าตนนั้นโง่เขลานัก เพราะต้องการในสิ่งที่มองไม่เห็นและไม่เคยมีใครเรียกคืนมาได้

“ข้าพเจ้าเป็นผู้เร่าร้อนนักหนา ท่านได้รดน้ําคือความเห็นถูก ทําให้ข้าพเจ้ากลายเป็นผู้เย็น ความกระวนกระวายของข้าพเจ้าดับลงแล้ว ความทุกข์โศกบรรเทาแล้ว”

                 ต่อจากนั้นพราหมณ์จึงถามมัฏฐกุณฑลีว่าเขาคือใคร เขาตอบว่า ตนคือลูกชายของพราหมณ์ที่ตายไปแล้ว และได้ไปเกิดเป็นเทวดาเพราะจิตที่  เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า

                 พราหมณ์ฟังแล้วเกิดปีติปราโมทย์ กล่าวว่า

“อัศจรรย์จริงหนอ ประหลาดจริงหนอ การทําอัญชลีกรรมแด่พระพุทธเจ้ามีผลถึงปานนี้เชียวหรือ ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจักทําใจให้เลื่อมใสนับถือพระพุทธเจ้าในวันนี้เลยทีเดียว”

                  พราหมณ์ได้ให้สัญญากับเทวดาลูกชายว่า ต่อจากนี้จะรักษาศีลให้ทาน และเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เสร็จแล้วเขาก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลอาราธนาให้พระองค์เสด็จไปเสวยภัตตาหารที่เรือนของตนในวันรุ่งขึ้น

                เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่บ้านของพราหมณ์ ชาวบ้านต่างพากันแห่มาดูมากมาย เมื่อเสวยภัตตาหารเสร็จแล้ว พราหมณ์ทูลถามพระองค์ว่า

“มีหรือพระโคดม บุคคลที่ไม่ได้ถวายทานแก่พระองค์ ไม่ได้บูชาพระองค์ ไม่ได้รักษาอุโบสถศีล แต่ได้ไปเกิดในสวรรค์ด้วยเหตุเพียงการทําจิตให้เลื่อมใสในพระองค์แต่เพียงอย่างเดียว”

                   พระศาสดาตรัสตอบว่า “ท่านจะถามอีกทําไมเล่า มัฏฐกุณฑลีได้บอกความจริงแก่ท่านแล้วมิใช่หรือ”

                   อย่างไรก็ดี พระองค์ทรงทราบว่ามหาชนยังไม่สิ้นสงสัย จึงทรงอธิษฐานให้เทพบุตรมัฏฐกุณฑลีลงมาจากสวรรค์พร้อมทั้งวิมาน แล้วพระองค์ก็ตรัสถามมัฏฐกุณฑลีในเรื่องนี้ ซึ่งเขาก็ได้ทูลตอบตามความจริง

                   มหาชนทั้งหลายปีติโสมนัสและกล่าวด้วยความเลื่อมใสว่า

“ดูเถิด บุตรของพราหมณ์ไม่ได้ทําบุญอย่างอื่นเลย เพียงทําใจให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเท่านั้น ยังได้สมบัติถึงปานนี้ พระพุทธเจ้าทรงมีพระคุณน่าอัศจรรย์แท้”

                    พระศาสดาจึงตรัสว่า

“สิ่งทั้งหลายสําคัญที่ใจ ถ้าใจดี ใจผ่องใส การกระทําและคําพูดก็จะพลอยดีตามไปด้วย และความสุขก็จะติดตามมา…เหมือนเงาตามตน”

 Total Execution Time: 0.0015124201774597 Mins