ความรักที่มองไม่เห็น

วันที่ 02 มิย. พ.ศ.2564

2-6-64-2-b.jpg

ความรักที่มองไม่เห็น

             ...นั่นคือความรักของพ่อ พี่น้องบ้านเราจะไม่ดีอยู่อย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งที่พวกเรายอมรับทุกคนเลยคือ 'เราไม่รักพ่อ' คือถ้ารักก็น้อยมาก อย่างที่บอกพ่อชอบมีกิ๊กแล้วพ่อก็ยังชอบ ไปก๊งด้วย ครบเลย เลยทำให้เรารู้สึกว่าพ่อไม่น่ารักลงไปทุกที ทุกที แต่ตอนที่เราโตแล้วแล้วย้อนกลับไปมองทบทวนตัวเอง ถึงได้จำได้ เท่าที่จำได้เวลาพ่อเลิกงานพ่อต้องมีผลไม้กลับมาบ้านทุกครั้ง เมื่อก่อนเราเข้าใจว่าการหิ้วถุงผลไม้หรือถุงเงาะ กลับมาบ้านมันไม่เห็นจะน่ายิ่งใหญ่อะไรเลย แต่ทำไมใคร ๆ ก็ชอบพูดเข้าหูเราเรื่อยเลยว่าพ่อเป็นคนที่รักครอบครัว พอเรา โตขึ้นเราแล้วมองกลับไปก็เห็นว่าตอนนั้นพ่อเราไม่ได้ร่ำรวยเลย พ่อไม่ได้มีรถยนต์ขับ พ่อขึ้นแท็กซี่ ขึ้นสามล้อ บางทีก็ขึ้น รถราง แล้วการที่ผู้ชายคนหนึ่งต้องขึ้นรถโดยสารพร้อมทั้งหิ้ว ถุงอะไรสารพัด มันไม่ง่าย ไหนจะต้องข้ามเรือตอนกลางคืน ด้วยเพราะพ่อจะทำงานจนค่ำ แล้วไม่ว่าพ่อจะไปไหนก็ตาม พ่อก็มักจะมีของดี ๆ กลับมาฝากลูกเสมอ เราก็ทานไปตามประสา สมัยก่อนโน้นจะมีร้านลิตเติ้ลโฮมซึ่งเป็นร้านเบเกอรี่ ชื่อดัง เรามารู้ทีหลังแล้วเราสะท้อนใจมากเลย คือทุกครั้งที่ พ่อไปทานข้าวกับลูกความของพ่อ พ่อจะต้องบอกเขาว่าช่วย ซื้อนี่ให้ผมกลับไปให้ลูกหน่อย ตอนนั้นเราก็รู้สึกแค่ว่าพ่อเอามาให้เรากินเราก็กิน ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย ขณะที่ศักดิ์ศรีของผู้ชายคนหนึ่งที่ต้องบอกลูกความว่าช่วยซื้อของให้ลูกผมหน่อยนี่ มันเอาเรื่องนะ บางทีพ่อก็มีขาหมูรมควันมาให้เราทานเป็นประจำทั้ง ๆ ที่ฐานะของเราไม่สามารถจะทาน ของเหล่านี้ได้ แต่เราก็มีของเหล่านี้ทาน ที่สำคัญก็คือพ่อเป็นเพื่อนกับลูกเขยของอื้อจือเหลือง ชื่อคุณเตียว พ่อไปบ้านเขา พอไปเห็นลูกเขามีเอ็นไซโคพีเดีย พ่อก็ไปผ่อนเอ็นไซโคพีเดีย ให้ป้าใช้ พ่อมีความรู้สึกว่าลูกเศรษฐีเขามีโอกาสได้อ่านกัน ลูกเขาก็คงไม่ฉลาดไปกว่าลูกพ่อสักเท่าไหร่ ลูกพ่อก็น่าจะอ่านได้เหมือนกัน พ่อก็เลยซื้อให้ ซึ่งเราไม่ทราบหรอกว่าพ่อจะเป็นยังไง รู้แต่ว่าพ่อซื้อมาให้ก็สนุกดี เราก็อ่าน แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เราจะรู้ว่าพ่อเขารักเรา

 

             ยังจำได้ตอนที่พ่อยังอยู่พอจะอาบน้ำให้พวกเรา พ่อจะเอากะละมังเรียงกัน 3-4 กะละมัง ใครตัวเล็กหน่อยก็นั่ง 2 คน ตัวโตก็นั่งคนเดียว แล้วพ่อก็จะเอาน้ำรดแต่ละคน ๆ พ่อจะมีเพลงตอนอาบน้ำด้วย “รักแร้ ซอกขา ซอกขา แล้วก็เอาน้ำรด รักแร้ ซอกขา ซอกขา พ่อจะอาบน้ำให้ 6 คนเลย แล้วป๋องจะเป็นคนที่ชอบคันตามซอกคอ ตามรักแร้ พ่อก็จะต้มน้ำประคำดีควายที่เป็นฟอง แล้วเอาป๋องแช่น้ำไว้ ตอนเช้า พ่อจะตื่นแต่เช้า ออกไปตลาดไปซื้อเลือดหมู ซื้อกับข้าวมาทำ อาหารเช้าให้ พ่อจะเล่นกับพวกเรา เช่น พ่อจะเป็นม้าให้เราขี่ เราจะขี่หลังพ่อ แล้วก็สระผมพ่อ อะไรที่เราทำกับพ่อได้เราทำหมดเลย

 

                  หรือกระทั่งตอนที่แม่ท้อง พ่อจะบอกป้าว่าแม่ท้อง นะลูกนะ มีน้องอยู่ในท้องอีกคนหนึ่ง ตอนนี้แม่อ่อนแอนะ เราก็จะงงแล้วก็ถามว่าทำไมแม่อ่อนแอล่ะคะ พ่อก็บอกว่าเพราะแม่ก็มีตัวอยู่เท่าเดิม แต่แม่จะต้องสร้างมนุษย์อีกคนหนึ่ง ออกมาจากต้นทุนเดิมของแม่ เพราะฉะนั้นมนุษย์ที่จะเกิดออกมา อีกคนหนึ่งจะต้องดึงดูดเอาของต่าง ๆ ในตัวของแม่ออกมาสร้างเป็นตัวมนุษย์อีกคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นตอนที่แม่อ่อนแอ เราจะต้องไม่ทำให้แม่เสียใจ แล้วทุกคนก็จะพากันไปเอาใจแม่หมดเลย โดยลืมไปว่าสิ่งที่พ่อสอนนั้นสำคัญ เราจะมองว่าแม่คือผู้เสียสละ แม่กำลังจะสร้างน้องอีกคนขึ้นมา แต่ลืมมองว่า ถ้าพ่อไม่สอนเราเราจะไม่รู้ มีภาพหนึ่งที่ยังจำได้พ่อเดินไปสอนป้าตอนที่ป้าเดินไปตักน้ำเล่นที่โอ่งน้ำหลังบ้าน พ่อบอกว่าใสอย่าเกเรนะลูก เพราะว่าใสได้ของที่ดีที่สุดจากแม่มา หมดแล้ว ป้าก็ถามว่าของดีที่สุดคืออะไร พ่อบอกว่าตอนที่แม่ท้องใสคลอดใสนี่แม่มีทุกอย่างครบถ้วน ใสได้ของดีที่สุดของแม่ออกมาเป็นตัวใสแล้ว น้องคนอื่น ๆ จะไม่มีโอกาสเท่าใสแล้วน้องจากนี้ไปน้องจะได้ของรองหมดเลย เพราะฉะนั้นหนูต้องรักทั้งแม่รักทั้งน้องเพราะน้องจะไม่มีวันได้ร่างกายที่ดีเท่าหนูเลย แล้วก็จริงด้วย คือเราตัวโตอยู่คนเดียว และตอนที่แม่ตั้งท้องหนูพ่อพูดตรง ๆ นะลูกนะว่าพ่อรักแม่มากแล้วเราก็ไม่เคย ทะเลาะกันเลย แต่พอแม่เริ่มท้องคนถัดไปพ่อกับแม่เริ่มมีปากเสียงกัน เพราะฉะนั้นจึงเหมือนเป็นความรักที่ไม่เต็มเท่าไหร่นักในการให้กำเนิดน้องคนถัด ๆ มา พ่อบอกว่า ใสหนูเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในบรรดาพี่น้อง แต่ตอนนั้นป้าก็ยังโง่อยู่ ก็รู้สึกว่าน้องก็เรียนหนังสือเก่งเราไม่เห็นฉลาดที่สุดเลย พ่อบอกใสจะหน้าตาดีและผิวพรรณดีที่สุดในหมู่พี่น้อง แล้วใสก็จะเป็นคนอารมณ์ดีที่สุดหนักแน่นที่สุดในหมู่พี่น้อง ป้าก็ถาม พ่อว่าทําไม พ่อบอกว่า ตอนที่พ่อกับแม่รักกันแล้วแม่ก็ท้องใส นี้ หนึ่งพ่อไม่เคยทำให้แม่เสียใจเลย แม่อารมณ์ดีตลอดเวลาที่ท้องใส แม่จะเปิดเพลงให้ใสฟังทั้งวัน พ่อจะเปิดบีบีซีให้ใสฟัง ตั้งแต่อยู่ในท้อง เวลาพ่อกลับมาบ้านพ่อก็จะเล่าแต่เรื่องดี ๆ เอาของสวย ๆ กลับมาให้แม่ดู พ่ออยากให้ลูกมีร่างกายใหญ่โตเหมือนฝรั่งก็เอารูปฝรั่งมาให้แม่ดู ปรากฏว่าก็คลอดออกมาเป็นป้า แต่พอแม่ท้องน้องคนต่อ ๆ ไป พ่อบอกว่าพ่อกับแม่เริ่มมีความทุกข์แล้ว ชีวิตต้องเริ่มต่อสู้ ต้องทำงาน หนักขึ้นแม่ต้องรับผิดชอบชีวิตต่าง ๆ มากขึ้น แม่ก็แก่ลง พ่อก็แก่ลง ร่างกายของแม่ก็ถูกทอนไปทีละส่วน ๆ ออกมาเป็นน้องทีละคน แม่จึงอ่อนแอลงเป็นลำดับ ส่วนตัวพ่อพ่อก็เหนื่อยขึ้นเท่านั้นละลูก ไม่มีอะไรมาก ป้าก็จะรู้สึกว่าพ่อไม่เห็นได้เรื่องเลย โดยลืมคิดไปว่าถ้าพ่อไม่สอนเราก็ไม่มีหนทางที่จะเข้าใจในสิ่งเหล่านี้เลย

 

             ...เเละในระหว่างที่เเม่เริ่มท้องโตขึ้น พ่อจะบอกกับป้าทุกขั้นตอนเลยว่า ไปจับท้องเเม่ดูสิ ตอนนี้น้องเริ่มพูดได้เเล้วนะ ป้าก็ถามพูดได้อย่างไรคะพ่อ พ่อบอกว่าจะมีเสียงหัวใจเต้นตุ้บๆ น้องพูดด้วยหัวใจไงลูก น้องเอาใจพูดกับหนู ป้าก็ฟังเเล้วจะอืมม...น้องพูดได้จริง ๆ ด้วย แล้วพ่อก็จะบอกความรักของหนู ของพ่อ ของทั้งหมดจะเข้าไปที่ตัวน้องหมดเลย เวลาที่เราจะท้องเเม่เเต่ละครั้ง น้องจะได้รับไออุ่นจากมือของหนู พ่อจะเอามือมาวางบนมือป้าอีกทีน้องจะได้รับความรัก ทำให้ป้ารักน้องมาก ไม่เคยอิจฉาน้องเลย แล้วพ่อจะบอกเสมอว่า ป้าต้องเตรียมตัวเป็นผู้ให้เพราะป้าเป็นคนที่ได้สิ่งที่ดีที่สุดมาหมดเเล้ว ป้าก็ให้น้องจริง ๆ นะ เพราะฉะนั้นการที่เรามีความรักต่อกันทั้งครอบครัว... พ่อเป็นคนสอนนะ แต่เราไม่เคยรู้

 

              ตอนที่แม่ท้อง พ่อจะเป็นคนหาผักหานมมาให้แม่ทาน แต่พ่อจะไม่ให้แม่เอง พ่อจะให้ป้าเป็นคนให้ พวกเราจึงไม่เห็นว่าพ่อจะมีบทบาทเท่าไหร่ แต่พ่อทราบว่าพ่อจะซื้ออะไรมาให้ ทั้งที่เราเองไม่รู้จักคิดหรอกว่าแม่ต้องทานนม ต้องทาน ไอ้โน่นไอ้นี่ เราจัดของไปให้แม่ทานมันก็เป็นความดีของเราน่ะ เรามองข้ามพ่อได้ยังไง ซึ่งเป็นความผิดอย่างยิ่งของป้า และน้อง ๆ พอพ่อบอกแม่ท้อง สิ่งหนึ่งที่ผูกพันเรากันด้วยความรักก็คือ แม่จะสอนให้ป้าคุยกับน้องตั้งแต่น้องอยู่ในท้อง ป้าจะพูดกับน้องว่า โตขึ้นน้องต้องพูดเพราะ ๆ นะคะ น้องต้องอย่าเถียงพี่นะคะ จะพูดกับน้องทุกวันเลย แล้วป้าจะพาน้อง ไปใส่บาตร เช้าขึ้นป้าจะตื่นขึ้นมาเตรียมของจัดของใส่บาตร

 

               พ่อตื่นด้วยนะแต่พ่อจะบอกใสพาน้องไปใส่บาตรลูก พ่อจะยืนดูต้นไม้ของพ่อไป ป้าก็จะเดินไปตีเบา ๆ ที่ท้องแม่ว่าไปใส่บาตรนะคะ แล้วก็จูงมือแม่ไปใส่บาตร พอใส่บาตรเสร็จก็จะสอนน้องอธิษฐาน ป้าจับท้องแม่แล้วบอกว่า เรียนหนังสือเก่ง ๆ นะคะ เป็นคนดี อย่าเกเรนะคะ อย่าเถียงใส อันนี้จะพูดเป็น ประจำจนกระทั่งน้องคลอด

 

               ตอนที่คุยกับน้องนี่มีค่ามาก ตกกลางคืนแม่ก็จะเอนหลัง พ่อก็จะอ่านหนังสือทำอะไรไป ป้าเองจะมีหน้าที่ อ่านนิทานให้น้องฟังตรงท้องแม่ บางทีไม่มีนิทานก็แต่งเอง เรื่องนางฟ้าเรื่องอะไร พ่อกับแม่จะสอนว่าไม่ให้เอาเรื่องน่ากลัวมาเล่าให้น้องฟัง น้องจึงได้ฟังแต่เรื่องดี ๆ ทั้งนั้นเลย แล้วป้าก็จะสอนน้องฟังเพลงด้วย จะพูดภาษาฝรั่งกับน้อง จะพูดตรงสะดือแม่ ฮัลโหล ฮัลโหล... Do you hear me? Do You hear me? แล้วป้าก็จะดูสะดือแม่ทุกวันเลย พ่อจะมาเปิดสะดือแม่ให้ดูว่าสะดือแม่เป็นยังไง เราจะเข้าใจขั้นตอนไปหมดเลย จนกระทั่งน้องเริ่มกลับหัว เราก็ทราบว่าน้องจะเกิดแล้ว ป้าถามพ่อทราบได้ไงคะ พ่อว่าท้องแม่จะลดลงมาแล้วมาตั้งอยู่ข้างล่าง แล้วน้องก็จะค่อย ๆ คว่ำหัวลง ป้าก็จะจะไปตบ ๆ ก้นเขา แล้วบอกออกมาได้แล้ว

 

               จริง ๆ แล้วคุณพ่อรักคุณแม่ตลอด ใส่ใจคุณแม่ตลอด เราไม่ได้เรื่องเอง กว่าเราจะรู้ว่าพ่อรักแม่ เราก็แก่แล้ว พอเรามีสามีแล้วไม่เห็นสามีเป็นอย่างที่พ่อเราเป็น เราก็เริ่มรู้แล้วว่า อืม มันแตกต่าง แต่ตอนที่เรายังตัดไม่ได้แม้กระทั่งตอนแม่ตาย เรายังคิดว่าทำไมพ่อไม่ตายไปด้วย เราไม่เอาพ่อเลย หลังจากแม่ตาย พ่อก็เหมือนกับคนที่ทำอะไรไม่ได้ เรามีความรู้สึกว่า พ่อทําความเสียใจให้แม่บ่อย ๆ เราไม่ทราบว่าที่แม่เสียใจ เป็นเพราะแม่เป็นคนขี้ใจน้อยเอง แม่จะร้องไห้ตีโพยตีพายให้ลูกฟัง ยกตัวอย่างครอบครัวเรา แค่แม่เล่าเรื่องให้ฟังนิดเดียว ลูกทั้งห้าคนก็จะฝังใจเลย ฝังใจว่าพ่อไม่ดี เมื่อแม่ตายพวกเรายังพูดกันเองอีกว่าทำไมพ่อไม่ตายซะเอง แล้วป้าไปพูดกับพ่อด้วยนะว่า พ่อขา ทำไมพ่อไม่ตายซะเองล่ะ เราจะอยู่ได้ ยังไงถ้าเราไม่มีแม่ แล้วนึกถึงใจพ่อ พ่อก็นิ่งไปเลยนะ พ่อ ช็อกกลางงานศพ วันนั้นศพแม่ก็นอนอยู่ตรงที่รดน้ำ ป้า ต้องวิ่งไปวิ่งมาเพื่อจะดูศพแม่ แล้วก็วิ่งไปดูพ่อที่ช็อกอยู่

 

                จากนั้นมาพ่อก็จะเปลี่ยนเป็นพ่ออีกคนเลย ท่านจะเงียบหงอย เหมือนกับสายชีวิตเขาขาดไปเลย พ่อจะคอยมอง ลูกว่าลูกไปไหนมาไหน แล้วแอบหนีลูกไปทำงาน เพราะกลัวว่าลูกจะไม่มีสตางค์ไปเรียนหนังสือ เดี๋ยวก็หายไปแล้ว ไปยืนอยู่ป้ายรถเมล์ พอเราไปเจอ พ่อจะบอกเดี๋ยวพ่อจะไปทำงาน เอาสตางค์มาให้สักหน่อย ซึ่งความจริงพ่อไม่สามารถจะทำงานได้แล้ว บางครั้งเราหาพ่อแทบตาย ไปนั่งอยู่ที่ออฟฟิศ โน่นแน่ะ พ่อคิดว่าสักวันจะมีคนมาจ้างพ่อว่าความ เพราะจะเอาสตางค์มาให้พวกเราเรียนหนังสือ เราก็ยังดูพ่อนะ ว่าพ่อ พูดไม่รู้เรื่องเลย อยู่บ้าน ทำไมถึงยุ่งจังเลย ป้าก็ให้พ่ออยู่กับบ้าน หมอเขาห้ามพ่อทานกาแฟ ป้าก็ชงไมโลให้พ่อ แล้วบอกว่าพ่อขานี่กาแฟ เรานึกว่าพ่อโง่นะ พ่อก็บอกกาแฟเหรอลูก ทานก็ได้ ด้วยความรักลูกพ่อก็ทานไมโลแทนกาแฟทุกวันเลย ทุกวันพ่อจะนั่งอยู่ที่เตียงเก่า ๆ แล้วนั่งมองดูพวกเราออกจากบ้าน เมื่อแม่ตายบ้านเราก็จนลง พ่อก็เจ็บมาก เราไม่มีสตางค์รักษาพ่อ เราเป็นลูกที่แย่กันหมดทุกคนเลย เรามีความรู้สึกว่าพ่อเกะกะจริง ๆ เลย แล้วเวลาที่พ่อไปยืมเงินคนอื่นมาให้เราเรียนหนังสือ เราจะโกรธมากเลย เราจะว่าพ่อว่าไปยืมเงินเข้ามาทำไม พ่อจะนั่งเงียบ แล้วพ่อจะแอบร้องไห้บ่อย ๆ โดยที่เราไม่รู้จนวันที่พ่อจะตาย เราไม่มีสตางค์มาก วันนั้นน้องชายซื้อมะม่วงน้ำดอกไม้มา 2 ลูก เพราะเรามีสตางค์แค่นั้นจริง ๆ พ่อท่านไปลูกหนึ่ง อีกลูกหนึ่งพ่อเก็บเข้าตู้เย็นไว้ พ่อบอกประเดี๋ยวฉันหายมานะ ฉันจะ ให้ป๋องกับปี๊ดพาฉันขึ้นรถตู้ไปเที่ยวเชียงใหม่แล้วจะเอามะม่วงไปกินในรถ เสร็จแล้วพ่อก็อยากเจอป้า ป้าก็ไปหาพ่อ พ่อก็จะรักลูกสาวป้ามากเลย พ่อจะเอาหลานอุ้มเล่นบนตัก วันนั้น ตอนจะกลับป้าก็หันไปมองพ่อว่าทำไมพ่อหน้าเศร้าอย่างนี้ พ่อก็บอก มาหาพ่อ แล้วพ่อก็พูดว่า ไม่รู้จะได้เห็นจะได้เจอ กันอีกไหม ป้าก็จะดุพ่อว่า พ่อนี่พูดอะไรไม่รู้เหลวไหล ซึ่งตอนที่พ่อจะตายพ่อก็เรียกหาป้าอีก พ่อจะถามน้องว่า ใสอยู่ไหน มาหรือยัง ถามหาจนขาดใจ ไม่น่าเลย เราไม่เคยใส่ใจพอเราเลย จริงอยู่ที่พอพ่อเจ็บเราจะพาพ่อไปหาหมอ ส่งให้หมอ เราเป็นลูกที่ทำหน้าที่ทุกอย่างเลยแต่ไม่มีใจให้ ที่ผ่านมาเราจะรู้สึกว่าบทบาททุกอย่างไปอยู่ที่แม่หมด ซึ่งความจริงแล้วพ่อก็คือคนที่เอาบทบาทนั้นให้แม่

 

                 หลังจากพ่อสิ้นลม ป้าก็ไปที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาฯเขาให้หาศพเอง ตอนที่กระทบกระเทือนจิตใจมากคือ ตอนที่ป้าดึงลิ้นชักแต่ละลิ้นชักเพื่อหาพ่อ จนกระทั่งลิ้นชักสุดท้ายถึงได้เห็นเท้าพ่อ ศพพ่ออยู่บนศพของคนอื่น ดึงออกมาทั้งสิ้นชักเราถึงได้เห็นหน้าพ่อ ซึ่งตอนที่ได้เห็นหน้าพ่อวินาทีนั้นเรารู้สึกเลยว่า เราไม่มีอะไรเหลือแล้วนะ บอกกับตัวเองว่า เราไม่มีใครแล้วนะทั้งพ่อและแม่ หมดแล้วจริง ๆ ป้ายืนดูศพพ่อแล้วก็เอามือไปจับหน้าพ่อหน่อยหนึ่ง จนมีคนบอกว่าอย่าร้องไห้เดี๋ยวศพเป็นห่วงเพราะตาพ่อปิดไม่สนิทเท่าไหร่ ป้าก็เลยเอามือลูบตาพ่อให้ปิด แล้วก็ค่อย ๆ เอาศพออกมา ณ ช่วงเวลานั้นรู้สึกว่าชีวิตมันว่างเปล่ามากเลย แล้วก็เริ่มทบทวนแล้ว คือตอนที่ต้องทำงานศพพ่อ ทุกคนดูถูกพ่อหมดเลยนะ เขามักจะมองว่าพ่อเป็นทนายจน ๆ แต่เขาลืมไปว่าพ่อเป็นพ่อที่ดีของเรา เราก็จะเอาศพพ่อเราเผาที่วัดมงกุฎ คนก็พากันว่า ว่าทนายจน ๆ อย่างพ่อเธอน่ะเหรอใครเขาจะมางานศพ แต่เราเองเราก็ดิ้นรน เรารู้สึกว่าพ่อเราน่าสงสาร คือตอนที่พ่อเกิดมาคุณปู่เริ่มได้รับยศศักดิ์ และถูกให้แต่งงานกับผู้หญิงที่ผู้ใหญ่หามาให้ พ่อก็เลยถูกเสี่ยงทายว่าพ่อจะใช่ลูกของคุณปู่หรือไม่ พ่ออายุ 8 เดือนเขาปล่อยให้พ่อคลานไป ถ้าพ่อคลาน ไปหาพ่อถูกคนก็คือรับว่าเป็นลูก เผอิญพ่อก็คลานไปหาคุณปู่จริง ๆ ก็เลยปฏิเสธไม่ได้ว่าพ่อเป็นลูก

                ด้วยชีวิตของพ่อ พ่อเติบโตมาด้วยการถูกไม่รักจากทุก ๆ คน แต่เมื่อมาอยู่กับแม่แม่รักพ่อมาก เมื่อเราสัมผัสได้ ว่าคนรอบข้างของพ่อไม่รักพ่อ แล้วเราก็เป็นคนหนึ่งด้วยที่ไม่รักพ่อ ทำให้รู้สึกว่าชีวิตของพ่อน่าสงสารจริง ๆ แล้วเมื่อกลับมามองดูตัวเองที่เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้ได้ก็เพราะพ่อทั้งนั้น พ่อจะเป็นคนเปิดบีบีซีให้ฟังทุกเช้า พ่อจะพาเราไปทานอาหารดี ๆ  พ่อสอนชีวิตในสังคมให้เรา สอนให้เราพูดและอ่านโต้ตอบ ภาษาอังกฤษ พ่อพาเราไปไหนต่อไหนเพื่อที่จะให้ลูกสามารถจะเข้าไปในบ้านเศรษฐีคนไหนก็ได้โดยไม่มีปมด้อย สิ่งเหล่านี้ ลำพังแม่แม่ทำไม่ได้ พ่อทั้งสิ้น พ่อทั้งนั้นเลย ในขณะที่พ่อให้ ความสามารถทางกาย แม่จะเป็นผู้ให้ความสามารถทางด้านใจ แม่ก็จะนุ่มนวลละมุนละไมตามประสาของแม่

 

                 ...มาจนบัดนี้เรารู้ว่าชีวิตเราเริ่มมาจากความรักของพ่อและแม่จริง ๆ แต่สุดท้ายเรากลับทําความรักของพ่อเราตกหายไป เรามาเก็บความรักความรักของพ่อได้อีกครั้ง ก็เมื่อพ่อตายไปจากเราแล้ว เราเริ่มรู้สึกว่าพ่อคือคนที่เราต้องเห็นคุณค่าที่สุด ซึ่งป้าไม่อยากให้ใครเป็นอย่างป้าเลย

                 ...ทุกวันนี้เราไม่รู้จะหันหน้าไปหาพ่อตรงไหน เราไม่รู้จะขอโทษพ่อยังไง ไม่รู้จะบอกพ่อได้ยังไง ว่าทั้งหมดที่พ่อให้มานี่ลูกรับและลูกก็เติบโตมาได้เพราะพ่อ ทุกอย่างมันสายเกินไปเพราะที่ผ่านมา เราได้ทําความรักของพ่อตกหายไปอย่างสิ้นเชิง

จากหนังสือ อันเนื่องมาจาก...ความรัก

เกษมสุข ภมรสถิตย์

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.018407432238261 Mins