ความผันผวนทางอารมณ์

วันที่ 25 กพ. พ.ศ.2565

25-2-65-1-b.jpg

ความผันผวนทางอารมณ์

                พวกเราสังเกตกันไหมเอ่ยว่า..คนในยุคปัจจุบันเนี่ย มีแรงกดดันในชีวิตค่อนข้างสูงนะ นึกว่าแต่ละวันชีวิตมันถูกแรงกดดัน ถูกข้อมูลที่ถาโถมมาอย่างมหาศาล การงานก็แข่งกันมหาศาล ผลคือเกิดความเครียดขึ้นในใจโดยไม่รู้ตัว และพยายามไปหาทางออกนะ เดี๋ยวไปช้อปปิ้งบ้าง เดี๋ยวไปดูหนังอ่ะเดี๋ยวเอามือถือขึ้นมาเดี๋ยวปั๊บเนี่ยจะเข้า netflix ก็ได้จะเข้า YouTube ก็ได้ มีช่องทางให้เสพข้อมูลข่าวสาร เสพเพลง เสพสิ่งเพลินเยอะแยะมากมาย แต่สิ่งที่แลกไปก็คือว่าเวลาที่หายไป และความกดดันในชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ผลคือสิ่งเร้าข้อมูลที่มากระทบเนี่ยนะ เดี๋ยวก็เป็นสิ่งเร้าทำให้ดีใจ เดี๋ยวก็เสียใจ เดี๋ยวก็เศร้า เดี๋ยวก็โศก เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็ร้องไห้ มันสลับสับสนกันไปหมดเลย แล้วเวลาจะพักผ่อนก็ไม่ค่อยจะพอ ผลสุดท้ายคือสิ่งที่รองรับมากที่สุดคือใจของเราเอง 

                ความรู้สึกของใจเนี่ยมันกระทบกระเทือน จนกระทั่งบางคนเป็นโรคไบโพล่าบ้าง บ้างบอกว่ามีอาการไม่ถึงกับประสาทหรอก เเต่ก็ชักทำท่าไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นะ รู้สึกอารมณ์มันผันผวนเร็ว มีอะไรกระทบหน่อยทำท่าน้ำตาจะไหลทำท่าจะร้องเนี่ย ใครว่าอะไรนิดเสียใจอย่างนี้เป็นต้น หรืออะไรกระตุ้นนิดพูดหน่อยดีอกดีใจขึ้นมา ความผันผวนทางอารมณ์มันมีเยอะมาก แล้วเป็นไม่เฉพาะคนธรรมดาสามัญทั่วไปนะ แม้ระดับเศรษฐีแม้ระดับผู้นำประเทศก็เป็นได้ทราบข่าวไหมเอ่ย

                 มิเชลโอบามา อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ภรรยาของประธานาธิบดีบารัคโอบามาซึ่งเป็นผู้หญิงเก่งนะจบฮาร์วาร์ด แล้วก็เป็น First Lady ที่คะแนนนิยมของประชาชนดีมาก เขียนหนังสือออกมาขาย โอ้โหพิมพ์หลายล้านเล่มเลย ขายดิบขายดีจนบางคนเกร็งว่าอาจจะเป็นผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐที่เป็นผู้หญิงคนต่อไปก็ได้  แต่ไม่นานมานี้เอง มิเชลโอบามาออกมาประกาศต่อสาธารณะว่าตัวเองป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แต่ยังไม่ถึงขนาดนั้นนะ แต่ว่าก็ยอมรับว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแล้วไปพบจิตแพทย์แล้วรักษาบำบัดอยู่ นี่คนที่เรียนเก่งขนาดจบฮาร์ดวาร์ดเเละมีสถานภาพสูงขนาดเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ของประเทศอภิมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก 2 สมัยนะ 8 ปีเต็มๆเนี่ย เป็นคนที่สังคมรู้จักไม่เฉพาะในอเมริการู้จักทั้งโลกเลยแล้วคนชื่นชมมาก พร้อมทุกอย่างอยู่ๆก็กลายเป็นโรคซึมเศร้า แต่ก็เป็นโรค เเล้วโรคนี้ก็เป็นกันเยอะขึ้นๆ เรื่อยๆจึงเป็นประเด็นว่าเราจะจัดการกับภาวะอย่างนี้ยังไง ทำยังไงเราจะไม่ตกเป็นโรคซึมเศร้าบ้าง ทำไงเราจะไม่มีอาการผันผวนถึงแม้ไม่ถึงขนาดเป็นโรคซึมเศร้าแต่ว่าแค่ก้ำกึ่งก็ไม่ดีเเล้ว ทำไงเราจะรักษาใจตัวเองให้ปกติอยู่ได้

                 ขอฝากเอาไว้ 3 ประเด็นใหญ่ คือ

                 ข้อที่ 1. ทำพื้นฐานของกายและใจเรา ให้แข็งแรงทำยังไงเอ่ย 3 ข้ออีกเหมือนกันคือ 1.นอนให้พอ ยุคนี้งานมันเยอะแล้วก็ข้อมูลเยอะเลยใช่ไหมเข้า YouTube ทีก็เพลินเข้าไปตามช่องทาง netflix เอย vtv เอย ช่องทางสื่อต่างๆเนี่ยมันก็เพลินดูไปเรื่อยๆเดี๋ยว ตี1 ตี2  เดี๋ยวก็อดนอน พออดนอนเนี่ย ใจยังไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ อะไรมากระทบมันก็ผันผวนได้ง่าย เพราะฉะนั้นต้องนอนให้พอถึงเวลาควรนอน 22:00 น ควรนอนเลยแล้วอย่างอื่นค่อยว่ากันคนที่ทำงานได้เยอะคนที่เรียนเก่งคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเขาจะมีวินัยในการนอนนะคือนอนแล้วพักผ่อนให้เพียงพอ

                 ข้อที่ 2. คือออกกำลังกาย พอออกกำลังกายปั๊บ ร่างกายก็แข็งแรงแล้วขณะเดียวกันจิตใจก็สดชื่นนะ เราอย่าคิดว่าออกกำลังกายมีผลต่อร่างกายมีผลต่อจิตใจด้วยเพราะเขาตรวจเช็คทางการแพทย์แล้วพอเหงื่อออกหัวใจการสูบฉีดทุกอย่างดีปรากฏว่าสมองมีการหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมาทำให้อารมณ์ดีเบิกบานด้วยจะอ่านหนังสือก็จำแม่นจะคิดอาจแก้ปัญหาทำได้ดีกว่าปกติหลังจากออกกำลังกายแล้ว

                  ข้อที่ 3 คือรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะปริมาณพอดี  อย่าไปเอาชนิดตามใจปากตามใจท้อง  อาหารที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ ดื่มน้ำอัดลมเยอะๆชากาแฟมากเกินไป หรือว่าอาหารกับอาหารที่หวานจัด ขนมก๊อบแก๊บๆทั้งวันไม่หยุดเลยอย่างนี้เป็นต้น  เอาแค่พอดีพอดีแล้วก็อย่าทานมากจนกระทั่งน้ำหนักเกิน โควิดมาเป็นไงเอ่ย เขาวิจัยออกมาแล้วว่าคนที่เป็นโรคอ้วนเนี่ย ถ้าติดโควิตเมื่อไหร่เนี่ย อัตราการป่วยหนัก หรือเสียชีวิตสูงกว่าคนที่น้ำหนักปกติหลายเท่าตัวเลย เพราะฉะนั้นอาหารสำคัญ 3 ข้อนี้แหละเป็น basic ให้กายกับใจเราแข็งแรง

                   แล้วประเด็นที่สองก็คือว่าเอาใจของเราออกห่างจากเรื่องลบเรื่องร้าย ออกห่างยังไง หางานอดิเรกทำ แทนที่จะหมกมุ่น เครียด อย่างนั้น หรือกลุ้มอยู่อย่างนั้น เศร้าอย่างนั้นเนี่ย เปลี่ยนเลย มาทำงานอยู่ที่เราชอบ อารมณ์มันจะได้เปลี่ยนจากเรื่องที่เป็นลบๆเนี่ย มาสู่อารมณ์เชิงบวก ใจจะได้มีโอกาสพัก ที่เราเองไปจดจ่อคิด ใจคนเราไม่ได้คิดวนนะ คิดบ่อยๆจนเคย แล้วมันจะคิดอยู่เรื่อยมันชินน่ะ ไปติดอยู่ในวังวน ในหล่มของความเศร้า ในหล่มของความเสียใจ ในหล่มของความเครียด ติดอยู่ในหล่มความกังวล ให้เราเอาใจตัวเองให้หลุดออกมาจากหล่มทางลบเหล่านั้น

                   หรือว่าเราอาจจะเปลี่ยนอารมณ์ โดยเช่นว่าไปไหว้พระ เดี๋ยวนี้เห็นมีจัดนะ มีการไปไหว้พระ 9 วัดอะไรบ้างเนี่ย แล้วก็เปลี่ยนบรรยากาศนี้ได้ หรือหากว่าเวลาเงื่อนไขเราเอื้อให้อาจจะหาเวลาไปเที่ยว เปลี่ยนสถานที่ ในประเทศต่างประเทศ แล้วแต่กำลังทรัพย์และเวลาเราเองที่เป็นไปได้ หรือจะไปศุกร์เสาร์อาทิตย์ก็ได้เนี่ย เพราะเปลี่ยนบรรยากาศเข้าปั๊บ สิ่งที่เรามองเห็นสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไป อารมณ์มันจะปรับได้ง่าย ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆบางทีมันก็จําเจ เห็นปั๊บมันก็จะทำให้กระตุ้นคิดถึงเรื่องบางเรื่องให้มันอยู่เรื่อยๆเพราะเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมก็ดีขึ้นเนี่ยก็ทำได้

                    ประเด็นที่ 2 ข้อนี้ก็คือหาเวลาสวดมนต์นั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอด้วย  เวลาเราสวดมนต์ใจเราก็มาอยู่กับบทสวดมนต์ใช่ไหม ดูหนังสือสวดมนต์หรือท่องได้แล้ว แล้วก็จดจ่ออยู่กับคำที่เราจะต้องสวดออกมา อารมณ์ก็จะหลุดจากเรื่องไม่ดีมาอยู่กับเรื่องที่เป็นบุญเป็นกุศล สวดมนต์เสร็จก็นั่งสมาธิต่อ ซึ่งนั่งสมาธิแน่นอนคือเป็นการฝึกใจเราเองให้ออกจากอารมณ์ต่างๆ แล้วไม่คิดทำใจเราเองให้นิ่งๆ ให้สงบผูกพันอยู่กับพระรัตนตรัยภายใน ทำเป็นประจำสม่ำเสมอไม่ต้องรอให้ถึงตอนเครียด อารมณ์ผันผวนแล้วค่อยทำนะ เอาตอนปกติเนี่ยทำจนสม่ำเสมอแล้วอารมณ์เราเองจะสม่ำเสมอหนักแน่นจนกระทั่งเป็นปกติ จนไม่เจอความผันผวนทางอารมณ์อะไรเยอะๆอย่างนั้นเลยเนี่ย เพราะใจเราเองแข็งแรงแล้วก็มีพลัง

                    ประเด็นใหญ่ประเด็นที่ 3 ก็คือว่าให้ลดความดัน พอใจมีความเครียดเลยนะมันเหมือนกับมีอะไรอัดอยู่นะ รอวันที่จะระเบิดโป้งออกมา เราเลยต้องลดความดัน ถามว่าจะลดยังไงความดัน คือ

                    ข้อที่ 1. ก็ต้องมีรูระบาย ก็เมื่อมีรูระบายมันฟืดออกมา ความดันลดใช่ไหม รูระบายอะไรเอ่ย เช่นว่าหาเพื่อนคุยก็ได้ มีเพื่อนสนิทไหม ที่เป็นคนที่มีความคิดความอ่านใช้ได้นะ แล้วพร้อมจะรับฟังเรา ถึงเวลาเราสามารถพูดระบายสิ่งที่ปัญหาที่เราเจอเนี่ย คนเรานี่แปลกพอได้พูดได้ระบายออกไปปั๊บรู้สึกว่าความเครียดมันจะลดแต่บางทีเก็บอยู่คนเดียวเนี่ยมันอึดอัดยกเว้นผู้ที่ฝึกตัวเองมาอย่างดีแล้ว จนกระทั่งไม่อัดเอาไว้แต่สามารถคลายได้จริงๆ อันนั้นก็โอเคก็ดี แต่ว่าถ้าเกิดยังไม่ถึงจุดนั้น การที่มีคนให้พูดให้คุยให้ระบายได้เนี่ยมีส่วนช่วยได้เยอะ

                     ข้อที่ 2 คือให้เราปรับวิธีคิดคือเรื่องที่เจอกระทบเรื่องเดียวกันนะ คนสองคนจะมีปฏิกิริยาไม่เหมือนกันเชื่อไหม บางคนอาจจะเสียใจมากบางคนก็เสียใจนิดหน่อยแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ลืมละ ไม่ได้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะอะไร เพราะวิธีคิดไม่เหมือนกัน เห็นว่าเรื่องไหนกระทบแล้ว เราเองรู้สึกเสียใจ เศร้าโศกเครียดวิตกกังวล เราให้เปลี่ยนมุม ปรับมุมคิดว่าในเรื่องที่เราเจอมันมีข้อดีอะไรบ้าง รับรองเลยว่า ถ้าพิจารณาจริงๆในทุกเรื่องที่เราเจอนะ เราจะพบมีข้อดีแฝงอยู่ทั้งนั้น เขาจึงบอก ในเสียมีดี ในดีก็มีเสีย เรื่องดีๆที่เราเจอดูดีๆนะในสมบัติบางครั้งมีวิบัติแฝงอยู่ แต่เรื่องร้ายๆที่เราเจอเนี่ยดูดีๆมันก็มีข้อดีหลายอย่าง ทำให้เราเองเนี่ยตั้งหลักได้ แล้วก็ไม่ประมาทในชีวิตอะไรอย่างนี้เป็นต้นไป เราเข้าใจและรู้จักคน ดูให้ดีเถอะจะต้องเจอข้อดีแน่ๆ แล้วพอมีเรื่องร้ายๆที่เจอเราพิจารณาแล้วเห็นข้อดียังไง ใจมันจะพลิกมุมล่ะ แทนที่คิดมากทำไมหนอถึงต้องเป็นเรา มันก็กลายคิดว่า เราก็โชคดีเหมือนกันนะรู้ว่าถ้าให้เลือกแล้วมันก็ออกไปเรื่องทางลบมากกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อดีกับเราเหมือนกัน พอใจเราไม่ได้ดูแต่ทางร้ายมาดูทางดีบ้างเนี่ย ปรับมุมนี้ปั๊บ มันกลายเป็นว่าลดความดันเพราะ หากคิดเเต่ด้านร้ายความดันมันเกิดเยอะจนแน่นเตรียมระเบิด ปรับมุมดูว่ามันก็มีประเด็นดีๆอยู่ด้วยเหมือนกันความดันลดโดยไม่ต้องเจาะรูระบายที่ซ้ำไป ก็สามารถทำได้

                      ขอให้ทดลองทำดูเถอะตามหลักที่ว่านี้แล้วเราก็จะเป็นคนหนึ่งที่มีอารมณ์หนักแน่นสม่ำเสมอเป็นผู้ใหญ่พร้อมจะรับมือกับทุกสถานการณ์ที่พบในชีวิตไม่ว่าจะหนักหน่วงเพียงใดด้วยความสุขและความสำเร็จ

เจริญพร

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0011200825373332 Mins