ความทรงจํา

วันที่ 13 เมย. พ.ศ.2567

130467b.01.jpg

ความทรงจํา
๓ มกราคม ๒๕๓๖
พระธรรมเทศนา เพื่อการปฏิบัติธรรม วัดพระธรรมกาย
โดย... พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย)

 

                ต่อจากนี้เราจะได้นั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนากัน ขอให้น้อมใจตามเสียงของหลวงพ่อไปทุก ๆ คน ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบาย ๆ หลับตาของเราเบา ๆ หลับพอสบาย ๆ คล้าย ๆ กับว่าเรานอนหลับ อย่าไปบีบหัวตาอย่าไปกดลูกนัยน์ตา ให้หลับพอสบาย ๆ คล้าย ๆ กับเรานอนหลับนะจ๊ะ แล้วก็ขยับเนื้อขยับตัว กะคะเนให้เลือดลมในตัวของเราเดินได้สะดวก เราจะได้ไม่ปวดไม่เมื่อยให้ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดี ให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของเราผ่อนคลาย ตั้งแต่กล้ามเนื้อบริเวณศีรษะ บ่าไหล่ทั้งสอง แขนทั้งสองถึงปลายนิ้วมือ กล้ามเนื้อบริเวณลำตัว ขาทั้งสองถึงปลายนิ้วเท้าให้ผ่อนคลายให้หมด ให้ปรับร่างกายของเราให้ดีอย่างนี้นะจ๊ะทุก ๆ คน และสำหรับท่านที่มาใหม่นะ ให้ทำอย่างนี้นะ แล้วก็ทำใจของเราให้ปลอดโปร่ง ให้ปลอดโปร่งโล่งเบาสบายน่ะ ทำใจของเราให้ว่าง ๆ เหมือนไม่เคยมีความคิดมาก่อน ให้ปลอดจากกังวลจากภารกิจการงาน การศึกษาเล่าเรียน เรื่องครอบครัวหรือเรื่องที่นอกเหนือจากนี้ ทำใจของเราให้ปลอดโปร่งนะจ๊ะ แล้วก็ทำให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้เบิกบาน ให้แช่มชื่นให้ผ่องใส สบาย ๆ สัก ๑ หรือ ๒ นาที เนี่ยปรับทั้งกายปรับทั้งใจ ให้อยู่ในสภาพที่สบาย ๆ

 


                ความสบายทั้งกายและใจนี่แหละเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เราเข้าถึงธรรมได้อย่างง่าย ๆ เพราะฉะนั้นอย่าดูเบาในการที่เราจะเริ่มปรับทั้งร่างกายและจิตใจให้อยู่ในสภาพที่สบาย ๆ นะจ๊ะ อย่าดูเบานะ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญจะต้องทำให้ดี ถ้าหากเราปรับร่างกายและจิตใจ ให้เบาสบาย เราจะเห็นว่าการทำสมาธิภาวนานั้นน่ะ มันไม่ได้ยากเกินไปอย่างที่เราได้เข้าใจนะจ๊ะ เราสามารถทำได้ แต่เทคนิคมันอยู่ที่ตรงนี้แหละ ตรงที่เริ่มต้นน่ะ เราปรับร่างกายและจิตใจให้เบาสบายแค่ไหนมันสำคัญตรงนี้นะ ทดลองทำดูนะจ๊ะ ให้สบาย ๆ น่ะ ทำโดย โดยเราคิดว่าตอนนี้เรายังไม่ได้นั่งสมาธิหรือปฏิบัติธรรม อย่าไปคิดว่าเรานั่งสมาธิหรือกำลังปฏิบัติธรรม คิดว่าเรากำลังจะนั่งทำใจให้มันสบาย ๆ ให้ปลอดโปร่งจากภารกิจทั้งหลาย โดยเราอาจจะนึกคิดนำอย่างนี้สักนิดนึงก็ได้ โดยนึกถึงคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ท่านให้มองสังขารทั้งหลายทั้งปวง หรือสรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลายเนี่ย เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คือสิ่งเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเกิดขึ้นตั้งอยู่ แล้วก็ไปสู่จุดเสื่อมสลาย จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ อยู่ในสภาวะนี้ทั้งสิ้น

 


                นี่เราลอง ลองคิดดูนะจ๊ะ นึกเบา ๆ ว่าสรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ จะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม ล้วนแต่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ไปสู่จุดสลายทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่จะทนอยู่ในสภาพเดิมอย่างนี้ไม่ได้ ไม่มี ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เป็นสิ่งที่อาศัยอยู่ชั่วคราว ลองคิดดูนะจ๊ะ ลองนึก นึกอย่างสบาย ๆ ว่า สรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย ร่างกายเราก็ดีเนี่ย เอาสิ่งที่ใกล้ตัวเรา ร่างกายเรา ตั้งแต่เด็ก ๆ เรื่อยมาเลย จนกระทั่งถึงบัดนี้น่ะ แปรปรวนเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยมาตามลำดับ กำลังค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่จุดสลาย แล้วความจริงมันเกิดขึ้นตั้งอยู่และสลายอยู่ตลอดเวลา แต่เพราะว่าความที่มันต่อเนื่องกันสืบต่อเราจึงสังเกตไม่ออก แต่จริง ๆ แล้วมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แล้วในที่สุดก็ไปสู่จุดสลาย สลายที่เราเห็นได้ชัดเจนในความชรา ความเจ็บ แล้วก็ความตาย สลายเนี่ยเราเห็นได้ชัดเจนนะจ๊ะ นึกอย่างนี้นะใจเราจะได้ไม่ไปผูกพันกะอะไรทั้งสิ้น ไม่ผูกพันกับคน กับสัตว์กับสิ่งของ จะได้เป็นใจที่ปลอดโปร่งว่างเปล่า ปลอดโปร่ง ว่างเปล่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรทั้งสิ้นเลย  

 


                คราวนี้ก็ทำใจให้เป็นกลาง ๆ เป็นกลาง ๆ เหมือนเราไม่เคยมีความคิดมาก่อน ไม่เคยประกอบธุรกิจการงานมาก่อนและไม่เคยเกี่ยวข้องกับใครเลยเนี่ย นึกประหนึ่งว่าเราอยู่คนเดียวในโลก ลองนึกดูนะจ๊ะ ซึ่งความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้เราอาจจะยังไม่เคย บางท่านอาจจะยังไม่เคยนึกคิดมาก่อน ลองนึกคิดว่าเราเหมือนอยู่คนเดียวในโลก นึกเหมือนอยู่คนเดียวในโลก โลกที่กว้าง ๆ เหมือนอวกาศกว้าง ๆ ที่ไม่มีตึกรามบ้านช่องภูเขาเลากาน่ะ เหมือนอยู่อวกาศว่าง ๆ และเราอยู่คนเดียวเราอยู่คนเดียว นึกอย่างนั้นนะจ๊ะ อยู่คนเดียว แล้วก็ลองทำใจให้ชื่นบาน ให้แช่มชื่น ชุ่มชื่นเหมือนดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำ ได้รับแสงอาทิตย์ก็เบ่งบาน ส่งกลิ่นหอมกระจายไปทั่ว แล้วลองทำความสดชื่นเหมือนอย่างนั้น หรือเหมือนอย่างน้ำค้าง หรือเหมือนอย่างต้นหญ้าที่โดนน้ำค้างในยามเช้า ความสดชื่น สบายลองทำดูนะจ๊ะให้สบาย ๆ อยู่คนเดียวในที่โล่ง คล้ายอวกาศโล่ง ๆ ว่าง ๆ มีความสดชื่นเหมือนดอกไม้บานในยามเช้า ทําใจให้ผ่องใส

 


                คราวนี้เราลอง ลองนึกดูเมื่อใจเราสบายแล้ว ลองนึกดูเพลิน ๆ นะจ๊ะ ลองนึกดูเพลิน ๆ นึกตามเสียงหลวงพ่อไปนะ เราลองนึกถึงหยาดน้ำค้างที่ปลายยอดหญ้าน่ะ นึกเพลิน ๆ นึกถึงความใสของมัน ความใสของหยาดน้ำค้างที่ปลายยอดหญ้า เมื่อกระทบกับแสงแดดในยามเช้า กระทบกับแสงตะวันในยามเช้านะจ๊ะ มันมีประกายอย่างไร มีความสดใสอย่างไรเราลองนึกดูนะ ลองนึก นึก นึกเล่น ๆ นึกเพลิน ๆ ดูว่าเราสามารถที่จะมีความทรงจำได้แค่ไหนอย่าเพิ่งไปนึกว่าเรากำลังทำสมาธิหรือปฏิบัติธรรมนะจ๊ะ ให้ลองนึกว่าเราเนี่ย สามารถจะนึกได้ไหม ถึงความใสของหยาดน้ำค้าง ที่ปลายยอดหญ้า ยามที่กระทบกับแสงตะวันน่ะ มันมีประกายสวยงามอย่างไรเราลองนึกดู หรือบางท่านลองนึกถึงน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว รูปร่างมันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน แต่ทดลองนึกถึงความใสนะจ๊ะ 

 


                ความใสบริสุทธิ์ของน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว ดูความกลม ความใส ลองนึกดูนะจ๊ะ นึกถึงความใส เนี่ยหยาดน้ำค้างก็ดี น้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัวก็ดี หรือฟองน้ำ พรายน้ำที่ผุดขึ้นมา เป็นฟองกลม ๆ นึกถึงความกลมความใสและบางเบา ของฟองอากาศก็ได้ ลองดูว่าเราจะนึกได้แค่ไหนอย่างสบาย ๆ และลองเปลี่ยนแปลงให้มันเป็นความบางเบาของฟองแชมพูที่เราเป่าเล่น มีฟองสบู่เป็นฟองใสๆ กลม ๆนะจ๊ะ ลองนึกดู อย่างสบาย ๆ ว่าเราสามารถจะนึกอย่างนั้นได้มั้ย หรือจะทดลองนึกถึงจุดสว่างใส ๆ เหมือนดวงดาวในอากาศน่ะ ดวงดาวในอากาศไกล ๆ น่ะ ดาวประกายพฤกษ์นะ มีความใส เป็นจุดสว่างเล็ก ๆ มีความใส มีความสว่าง คล้ายกับเพชรที่โปรยไปบนท้องฟ้าอย่างนั้นน่ะ ดวงดาวในอากาศนะจ๊ะ คล้ายกับเพชรที่โปรยไปในอากาศ โปรยไปบนท้องฟ้าน่ะ มีความใสระยิบระยับเป็นประกาย เราลองนึกสักดวงนึงนะจ๊ะนึกสักดวงนึงที่ใส ๆ อยู่บนท้องฟ้าน่ะ

 


                ลองนำมาตั้งที่ศูนย์กลางกาย ในกลางท้องของเรานำมาตั้ง คือนำมานึก มานึกคิดในท้องซิจ๊ะ ในร่างกายของเราในท้องน่ะ ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือถ้าจำง่าย ๆ ก็อยู่ในกึ่งกลางท้องของเราน่ะ ให้อยู่ในกลางท้องของเราก่อน นึกง่าย ๆ อย่างนี้ไปก่อนนะจ๊ะว่าเอาสักดวงนึงที่ใสบริสุทธิ์เหมือนดาวประกายพฤกษ์ ดาวประจำเมืองนั่นน่ะ ใสบริสุทธิ์ นำมาตั้ง นำมานึก นึกคิดอยู่ที่กลางท้องของเรา อย่างสบาย ๆ อย่าลืมว่าตอนนี้เรายังไม่ได้ทำสมาธินะ เรายังไม่ได้ปฏิบัติธรรมแต่เราจะทดสอบความทรงจำของเราว่า เราสามารถที่จะจำภาพความใสบริสุทธิ์ของสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วน่ะ ซึ่งตอนสุดท้ายก็คือดาวประกายพฤกษ์ที่สุกใส เหมือนเพชรที่โปรยไปบนท้องฟ้าสักเม็ดนึงน่ะ มาตั้งไว้ที่กลางท้องของเรา เรามานึกอยู่ในกลางท้อง แทนที่จะนึกในสมอง มานึกในกลางท้องแทน อย่างสบาย ๆ นึกอย่างสบาย ๆ ราวกับว่าเรามีความสุขในการที่เราจะนึกถึงความใสบริสุทธิ์ของดวงดาวนั้น อยู่ในกลางท้องตรงนี้นะจ๊ะ

 


                ลองทำความสบายในการนึกนี้ให้ต่อเนื่องกัน โดยไม่ให้ใจแวบไปคิดเรื่องอื่น ให้ต่อเนื่องอย่างสบาย ๆ นึกถึงความใสบริสุทธิ์นึกให้ต่อเนื่องกัน นึกให้มันต่อเนื่องอย่าให้เผลอไปคิดเรื่องอื่นนะจ๊ะ นึกถึงความใสบริสุทธิ์แล้วก็เอาใจของเรานี่หยุดนิ่ง หยุดเบา ๆ หยุดอย่างสบาย ๆ ไปที่จุดกึ่งกลางของความใสบริสุทธิ์ของดวงดาวในอากาศ ความใสบริสุทธิ์ตรงนี้น่ะหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านเรียกว่าบริกรรมนิมิต ท่านเรียกว่าบริกรรมนิมิต คือนึกถึงเครื่องหมายที่ใสสะอาด บริสุทธิ์ ประดุจเพชรลูกที่เหมือนดวงดาวที่เรากำลังนึกอยู่ตอนนี้นะจ๊ะ เนี่ยให้นึกเหมือนกับเป็นเพชรสักเม็ดนึงที่มีความสุกใสบริสุทธิ์ ไม่มีขีด ไม่มีข่วน คล้ายกับรอยขนแมวอย่างงั้นน่ะ ใสบริสุทธิ์อย่างที่เรากำลังนึกอยู่ในกลางท้องของเราเนี่ยนะ ให้ต่อเนื่องกันไป นึกอย่างสบาย ๆ เนี่ย ทำใจเย็น ๆ ทำใจเย็น ๆ ในการนึกนะจ๊ะ คือค่อย ๆ นึก ค่อย ๆ คิดไปอย่างสบาย ๆ และโปรดอย่าลืมว่าเรายังไม่ได้ฝึกสมาธิหรือกำลังปฏิบัติธรรมแต่กำลังทดสอบความทรงจำของเรา ว่าเราสามารถจะจำสิ่งเหล่านั้นมานึกคิดในกลางท้องได้หรือไม่เท่านั้นเองนะจ๊ะ 

 


                เพราะฉะนั้นจะต้องนึกอย่างสบาย ๆ การที่เราจะนึกอย่างสบาย ๆ นี่ ปัจจุบันนี้เราไม่ค่อยได้เอามาใช้กัน เรามักจะนึกอะไรหนัก ๆ แต่ตอนนี้เรานึกอย่างสบาย ๆ ถ้านึกอย่างสบาย ๆ ตอนนี้เราจะเริ่มสัมผัสกับแหล่งของความสบายซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา อยู่ในกลางกายของเราน่ะ อยู่ในกลางท้องของเรา ซึ่งต่อไปเราจะเรียกว่าอยู่ในกลางกายของเรา เป็นจุดสว่างใสบริสุทธิ์ และตรงจุดที่สบายนี่ ต่อไปเราจะค้นพบว่ามันจะอยู่จากตำแหน่งที่เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ แต่ตอนนี้เราอย่าเพิ่งไปกังวลกับมัน นึกถึงความสบาย ความใสบริสุทธิ์ที่เรานึกคิดอยู่ที่กลางกายของเรานะจ๊ะ 

 


                เมื่อเราได้สัมผัสแหล่งความสบายตรงกลางกายเป็นจุดใส ความสบายนี่ก็จะขยายไปทั่วร่างกายของเรา จนกระทั่งทุกขุมทุกขนทุกเซลในร่างกายของเราได้สัมผัสความสบายได้ทั่วถึง เราจึงเกิดอาการที่ปลอดโปร่ง โล่ง เบา สบาย และมีความรู้สึกเป็นสุขใจพอใจที่จะหยุดกับความใสบริสุทธิ์ของเพชรเม็ดนี้ไปนาน ๆ นึกให้ต่อเนื่องอย่างสบาย ๆ น่ะ นึกให้ต่อเนื่องอย่างสบาย ๆ โปรดอย่าลืมว่าเรายังไม่ได้ทำสมาธิหรือปฏิบัติธรรม กำลังทดสอบความทรงจำและความสามารถที่เราจะนึกถึงภาพความใสบริสุทธิ์ของดวงดาวในอากาศ ที่เหมือนเพชร ซึ่งถูกโปรยกระจายไปเต็มท้องฟ้าน่ะ เอามาสักดวงหนึ่งที่ใสประดุจเพชรและนำมานึกคิดอย่างเบาสบายที่กลางกายของเรา คือกลางท้องของเราน่ะ และเราก็อยู่ความสบายนี่ให้นาน ๆ ให้สบาย ๆ ใจของเราลองตรึกนึกถึงความใสบริสุทธิ์ของนิมิตนี่นะ ถึงความใสบริสุทธิ์ของดวงดาวที่ใสเหมือนกับเพชรเนี่ย แล้วก็เอาใจของเราหยุดอยู่ที่ตรงนี้นะอยู่ที่เดียว ให้ต่อเนื่องกันไปอย่างสบาย ๆ น่ะให้หยุดให้นิ่งหยุดนิ่งให้นานที่สุดเท่าที่เราจะนานได้ ทดลองทำนะจ๊ะ 

 


                นึกไปเพลิน ๆ นะจ๊ะ แต่ถ้าหากเรานึกไปเพลิน ๆ อย่างนี้ถึงความใสความบริสุทธิ์ของเพชรเม็ดนี้เนี่ย ที่อยู่ในกลางกายเนี่ย นึกแล้วใจอดที่จะไปคิดเรื่องอื่นไม่ได้  เราก็อาจจะเพิ่มคำภาวนาประคองใจไม่ให้แวบไปคิดเรื่องอื่น ภาวนาว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ไปเรื่อย ๆ นะจ๊ะ ให้เสียงคำภาวนาดังออกมาจากในกลางกายของเรา กลางท้องของเรา เป็นเสียงที่ละเอียดอ่อนแผ่วเบา นุ่มนวลและก็มีพลัง ดังออกมาจากกลางกายของเราอย่างสบาย ๆ แต่ถ้าหากว่า เราสามารถนึกถึงภาพความใสบริสุทธิ์ของดวงแก้วและของเพชรเม็ดนี้ได้เนี่ยะโดยที่ใจไม่ไปแวบถึงเรื่องอื่นได้ก็ไม่ต้องภาวนาให้นึกอย่างสบาย ๆ และก็ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ให้สบาย ๆ อย่างนี้นะจ๊ะเนี่ยะทำไปเรื่อย ๆ 

 


                ด้วยวิธีการอย่างง่าย ๆ อย่างนี้เนี่ยและเดี๋ยวเราจะพบกับความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากการนึกคิดอย่างง่าย ๆ แล้วก็สบาย ๆ อย่างนี้น่ะ เราจะมีประสบการณ์ใหม่ ที่พบกับแหล่งแห่งความสบายที่เกิดขึ้นภายใน เป็นความสบายที่ไม่เหมือนกับที่เราเคยพบมาก่อน เป็นความสบายที่แตกต่างจากเดิมแล้วใจเราจะโล่งโปร่งเบาสบาย กว้างขวางเป็นอิสระ ใจจะขยายไปอย่างไม่มีขอบเขต นี่ทดลองทำดูนะจ๊ะ ทำอย่างนิ่ง ๆ ให้อยู่กับแหล่งแห่งความสบายนี้ให้นาน ๆ ทีเดียวเนี่ย ให้ใสบริสุทธิ์ในกลางกายของเราให้ใสบริสุทธิ์ ให้ใสในใส ใสในใส ใสในใส ให้ใสบริสุทธิ์ แล้วหยุดนิ่งอยู่ตรงนี้นะจ๊ะ ให้นิ่งให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้น่ะ ใจนิ่ง ๆ นะจ๊ะ ให้ใจหยุดใจนิ่งแผ่วเบาละเอียดอ่อน นิ่ง ๆ นะ แผ่วเบาละเอียดอ่อนนะจ๊ะ ทุกๆคน เนี่ยทำดูอย่างนี้ ดูเหมือนว่าจะช้าในการที่เราจะเข้าถึงธรรมภายใน แต่ความจริงแล้วไม่ช้าเลยเนี่ย จะทำให้เรากลับเร็วด้วยซ้ำไป 

 

                เพราะในการเข้าถึงธรรมภายในเนี่ย ถึงพระธรรมกายภายในเนี่ย วิธีการนี้จะสวนทางกับวิธีการของทางโลก ทางโลกจะไปถึงที่หมายนั้นต้องมีลุ้นกัน ต้องเร่งกัน ต้องออกแรงต้องใช้กำลัง แต่ในทางธรรมนี้ต้องแผ่วเบาสบายน่ะ หยุด นิ่งเฉย สบายยิ่งหยุดยิ่งเร็ว หยุดนิ่งจนกระทั่งใจไม่ติดอะไรเลย เมื่อใจไม่ติดอะไรเลย เราจะมีความรู้สึกเหมือนเราไม่ต้องทำอะไร แค่วางใจเบา ๆ ที่กลางกายของเรา เดี๋ยวมันจะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน มันจะค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน และเราจะพบความใสความสว่าง ในกลางกายของเรานะ เป็นความสว่างที่แตกต่างจากความสว่างภายนอก เริ่มต้นก็อาจจะสว่างเหมือนตอนตี ๕ ในฤดูร้อนตอนตี ๕ เหมือนฟ้าสาง ๆ แล้วก็สว่างเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เหมือนหกโมงเช้า เจ็ดโมงเรื่อยไปเลยแปดโมงเก้าโมงสิบโมง สิบเอ็ดโมง ถึงเที่ยงวัน เป็นความสว่างเหมือนกลางวันอย่างเนี้ย เหมือนพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน สว่างจ้าแต่เป็นความสว่างที่เย็นกายเย็นใจ และเราจะค่อยๆ พบอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ถ้าหากว่าเราวางใจเป็น

 


                เพราะฉะนั้นด้วยวิธีการที่หลวงพ่อแนะนำนี้เนี่ย เป็นวิธีที่ลัดที่สุดเลยที่เราจะเข้าถึงแสงสว่างภายใน ถึงกายภายในและก็ถึงพระธรรมกายและใจต้องนิ่ง ๆ สบาย ๆ ใจนิ่ง ๆ นะจ๊ะ ให้ใจอินโนเซนท์นะ นิ่ง ๆ สบาย ๆ ใครที่ยังอดที่จะตั้งใจไม่ได้ เริ่มต้นใหม่นะจ๊ะ เริ่มต้นใหม่อย่างสบาย ๆ ที่ไปลุ้น ไปเร่ง ไปเพ่ง ไปจ้องน่ะ เริ่มต้นใหม่ทำใจสบาย ๆ นึกตามเสียงหลวงพ่อไปเดี๋ยวมันจะได้หยุดนิ่งใส ใครที่นิ่งได้แล้วรักษาความนิ่งเอาไว้นะจ๊ะ แม้ไม่เห็นอะไรก็ตาม ใครที่นั่งได้แล้วให้รักษาความนิ่งเอาไว้ แม้ไม่เห็นภาพอะไรก็ตาม ให้นิ่ง ๆ นิ่งให้นาน ๆ นะ จะได้รู้จักว่าหยุดนิ่งเป็นยังไง นิ่งเฉย ๆ ให้พอใจกับความนิ่งอย่างนี้ไปนาน ๆ แม้ไม่เห็นอะไรก็ตามให้นิ่งแล้วก็สบาย ๆ รักษาอารมณ์สบาย สบายๆ ที่ต่อเนื่องกัน

 


                ท่านที่สามารถนึกถึงจุดสว่างได้ หรือจุดใส ๆ ได้ ก็ค่อย ๆ ประคองจุดใสไว้นั้นนะ อย่างแผ่วเบา นิ่ง ๆ ส่วนท่านที่ทำเป็นแล้วน่ะที่สามารถเข้าถึงดวงปฐมมรรค ก็ให้รักษาปฐมมรรคเอาไว้นะ ปฐมมรรคคือต้นทางที่จะไปสู่อายตนนิพพาน เป็นต้นทางสายกลางที่จะไปสู่อายตนนิพพาน มีลักษณะเป็นดวงกลมใส กลมรอบตัวใสบริสุทธิ์ อย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศ อย่างกลางขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ แล้วก็อย่างใหญ่ขนาดพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน ถ้าได้ปฐมมรรคแล้วก็ให้รักษาจุดกึ่งกลางของปฐมมรรคเอาไว้นะ เอาใจหยุดนิ่งไปในกลางนั้นน่ะ พอถูกส่วนเดี๋ยวปฐมมรรคจะขยายส่วนกว้างออกไป ขยายกว้างออกไปเหมือนเราเป็นจุดศูนย์กลาง แล้วก็ขยายกระทั่งโตเต็มท้องนะ โตกว่าตัวของเรา จนกระทั่งเหมือนเราเข้าไปนั่งอยู่ในกลางดวง คล้ายๆ ดวงนั้นห่อหุ้มร่างกายของเราไว้ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ให้เอาใจหยุดต่อไปอีกหยุดนิ่งเฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรนะจ๊ะ หยุดนิ่งเฉย ไม่ต้องไปภาวนาอะไรทั้งสิ้น หยุดนิ่งเบา ๆ เดี๋ยวมันก็จะเคลื่อนเข้าไปสู่ภายในลักษณะอาการก็คล้าย ๆ กับเราเคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์อะไรสักอย่างหนึ่ง หรือเป็นท่อใส ๆ จากที่สูงลงที่ต่ำที่ความรู้สึกของเราอย่างนั้นนะ

 


                เมื่อเราเข้าไปสู่ภายในนั้นแล้วเนี่ย ต่อไปเราก็จะ อาการความรู้สึกทางร่างกายมันก็หมดไป เหมือนเราไม่มีตัวตนจะเคลื่อนเข้าไปเรื่อย ๆ อย่างนั้น ความสว่างก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และความใสบริสุทธิ์ก็เพิ่มขึ้น กระทั่งในที่สุดเราก็จะพบกายภายใน นั่งขัดสมาธิอยู่ในกลางกายนั้น นั่งขัดสมาธิอยู่ในกลางอยู่ในกลางนั้นนะใหม่ ๆ เราก็เห็นเหมือนกับศีรษะโผล่ขึ้นมาก่อน แล้วก็ค่อย ๆ ขยายขึ้น จนกระทั่งโตเท่ากับตัวของเรา แล้วเราก็มองเห็นได้ชัดเลยว่า นี่คือตัวของเรา เพราะหน้าตาเหมือนกับตัวของเรานะ แต่ว่าดูนุ่มนวลกว่า ละเอียดกว่า นี่เค้าเรียกกายมนุษย์ละเอียด เกิดขึ้น อย่าลืมใจเราต้องนิ่ง ๆ ไว้นะจ๊ะ สำหรับท่านที่ทำเป็นแล้วให้นิ่งต่อไป หยุดนิ่งเฉย สบายต่อไปเนี่ย ให้หยุดให้นิ่งให้ใจหยุดไปเรื่อย ๆ ถ้าหยุดถูกส่วนเดี๋ยวเราจะถูกดึงดูดเข้าไปข้างใน ดูดเข้าไปเรื่อย ๆ แล้วก็ผ่านกายต่าง ๆ มีกายต่าง ๆ ที่เค้ามีอยู่แล้วข้างใน ไม่ใช่เราไปทำให้มีนะจ๊ะ 


 

                กายเหล่าเนี่ยะมีอยู่แล้วข้างใน เราจะเข้าถึงกายเหล่านั้นนะเป็นชั้น ชั้น ๆ เข้าไปเลยได้ผ่านกายมนุษย์ละเอียดเข้าถึงกายทิพย์ ถึงกายรูปพรหม ถึง กายอรูปพรหมน่ะ แล้วก็ถึงกายธรรม จะถูกดูดเข้าไปเลยถึงกายธรรม กายธรรมลักษณะสวยงามมาก มีเกตุดอกบัวตูม ใสบริสุทธิ์เป็นแก้ว ใสยิ่งกว่าเพชรน่ะ มันใสเกินใส ใสมาก ๆ เลย ใหม่ ๆ ก็องค์เล็กหน่อย หนักเข้าก็โตขึ้น ตั้งแต่เล็กกว่าตัวเรา โตเท่าตัวของเรา กระทั่งใหญ่กว่าตัวเรา ใหญ่ไปเรื่อยเลยนะจ๊ะ ใสไปเรื่อยเลย องค์พระท่านจะเกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ ยิ่งเราทำใจหยุดใจนิ่งเนี่ย เดี๋ยวท่านก็เกิดขึ้นมาในกลางนั้น ผุดขึ้นมา นี่แหละคือพระรัตนตรัยแหละ ที่ขึ้นมาเรียกว่าพุทธรัตนะ เป็นพระแก้วใส รัตนะแปลว่าแก้ว พุทธรัตนะ พระแก้วเกิดขึ้นในกลางนั้นนะใสบริสุทธิ์เกตุดอกบัวตูมใสงามไม่มีที่ติเลย เอามือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายเหมือนกับเราข้างนอกเลย กายท่านสงบนิ่ง สงบนิ่งใสบริสุทธิ์ ค่อย ๆ โตใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ เลย 

 


                พอใจเราหยุดในกลางนั้นน่ะ เดี๋ยวเราจะเข้าถึงองค์ใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ท่านนั่งขัดสมาธิหันหน้าออกไปทางเดียวกับเรา องค์พระจะใสบริสุทธิ์ เกิดขึ้นในกลางกาย เกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ร่างกายเรามีความรู้สึกเหมือนร่างกายเราไม่มีแล้วนะ องค์พระใสสว่าง สว่างเย็น ๆ เป็นแสงแก้วสว่าง ในกลางองค์พระ เราจะเห็นดวงกลม ๆ ใส ๆ อยู่ในกลางท่านน่ะ ตรงฐานที่ ๗ ของท่านนะ ดวงใสนี่เรียกว่าดวงธรรมรัตนะ กลม กลมรอบตัวเหมือนดวงแก้ว แต่ว่าบางเบากว่า ใสสว่างอยู่ในกลางกายท่านดวงธรรมรัตนะนี่แหละคือที่รวมของความรู้ ความรู้แจ้งทั้งหลายอยู่ในกลางกายนี้ ดวงกลมใส พอเราเอาใจหยุดในกลางดวงนี้ ดวงนี้จะขยายกว้างไปเลย อยากจะรู้เรื่องอะไรเดี๋ยวก็รู้นะ ในกลางดวงนี้หยุดต่อไปก็จะมีพระธรรมกาย ผุดเกิดขึ้นมาอีก นี่เค้าก็เรียกว่าสังฆรัตนะ ท่านอยู่ตรงกลางของดวงธรรมรัตนะ ทำหน้าที่รักษา รักษาธรรมรัตนะให้ทรงอยู่เอาไว้ ธรรมรัตนะก็รักษาพุทธรัตนะเอาไว้นะ รักษาเอาไว้ซึ่งกันและกันนะ ซ้อนกันอยู่ภายใน มีพุทธรัตนะ มีธรรมรัตนะ มีสังฆรัตนะ ในกลางนั้น 

 


                แล้วในกลางนั้นยังมีจุดสว่าง จุดสว่างอยู่ในกลางนั้น จุดเล็ก ๆ ใส ๆ เป็นดวงซ้อนกันไปอีก เรียกว่าญาณรัตนะ ใสบริสุทธิ์ ญาณเป็นเครื่องรู้ อยากจะรู้อะไรก็เอาอันเนี่ยไปจรดตรงนั้นนะ จรดตรงไหนก็รู้ตรงนั้นนะ ใสบริสุทธิ์นี้ ท่านที่ทำได้แล้วนะจ๊ะ ทำไปเรื่อยเลยเดี๋ยวเราจะเห็นธรรมกายในธรรมกาย ธรรมภายในธรรมกาย ซ้อน ซ้อน ซ้อน ซ้อน ซ้อน เข้าไปเรื่อยเลย ไป ไม่มีที่สิ้นสุดน่ะ ซ้อนยิ่งเราดื่มด่ำเข้าไปเนี่ย กายวาจาใจ เรายิ่งสะอาด ยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งสว่าง ยิ่งมีความสุข ยิ่งมีความเบิกบาน เบิกบานอยู่ภายใน พอเราทำมาถึงตอนนี้แล้ว นี่เดี๋ยวจะถูก ดึงดูดเข้าไปเองเลย องค์พระท่านก็จะผุดขึ้นมานับกันไม่ทันเลย ผุดขึ้นมา ใสบริสุทธิ์นี่แหละคือที่พึ่งของเรานะจ๊ะ นี่แหละคือที่พึ่งของเราน่ะ ที่เรียกว่าที่พึ่งเพราะว่าตัวท่านมีแต่สุขล้วน ๆ เลยไม่มีทุกข์เจือเลย เราปรารถนาอะไรก็ได้ทั้งนั้น เป็นที่พึ่งของเราได้ และเป็นที่ระลึกด้วย คือเป็นที่ที่เราควรที่จะนึกถึง คิดถึง ต้องนึกอยู่ตลอด ถ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้ก็ระลึกตลอดเลย 

 


                มนุษย์เราเกิดมานั้นมีความรู้สึกว้าเหว่นะตั้งแต่เกิดมา จากครรภ์มารดาเรื่อยมาเลยน่ะ มีความรู้สึกว้าเหว่ ดูเหมือนเราต้องการแสวงหาซักสิ่ง ๆ หนึ่งเนี่ยมาทำให้เราหายว้าเหว่เนี่ยให้อบอุ่นใจ ให้มีความรู้สึกปลอดภัย ถ้าทำให้เรามีความสุข มีความมั่นใจเราได้แสวงหามาตลอดชีวิตนี้เลยที่ผ่านมา เด็กๆ ก็ได้พ่อแม่เป็นที่พึ่ง ต้องหาพ่อแม่เป็นที่พึ่ง ขาดพ่อขาดแม่แล้วขาดความอบอุ่นใจ โตขึ้นหน่อยก็ได้ครูบาอาจารย์เป็นที่พึ่ง พอพ้นภาวะนักศึกษาแล้วนะ ก็ต้องหาครอบครัวมาอีกเป็นที่พึ่ง ทำงานแล้วก็ยังหาผู้หลักผู้ใหญ่เป็นที่พึ่ง หาเป็นที่พึ่งกันต่อ ๆ ไปเรื่อย ๆ ที่พึ่งเหล่านั้นไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม ไม่ใช่ที่พึ่งอันประเสริฐเลย บางคนเลอะเลือนยิ่งกว่านั้นอีกเวลาประสบทุกข์แล้วเนี่ย ไปหาต้นไม้ใหญ่ ๆ เข้าใจว่าเนี่ยเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ จะช่วยให้พ้นจากปัญหาอุปสรรคทั้งหลายได้ ไปกราบไปไหว้ต้นไม้ บางพวกก็กราบไหว้ก้อนหินอย่างเนี้ย ศิลา รูปศิวลึงค์มั่งน่ะ บางพวกกราบไหว้อารามเก่า ๆ ศักดิ์สิทธิ์ บางพวกกราบไหว้จอมปลวกก็มีกราบไหว้ภูเขาก็มี บางคนกราบไหว้สัตว์เดรัจฉานก็มี บางแห่งในอินเดียบางเมืองทั้งเมืองไหว้ก็มีไหว้วัวเงี๊ยะไหว้ลิงยังงี้ ที่พึ่งเหล่านั้นนะไม่ใช่เป็นที่พึ่งอันประเสริฐ สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วต้องเสื่อมสลาย 

 


                เพราะฉะนั้นจะเป็นที่พึ่งอันเกษมได้อย่างไร ก็ไม่ใช่ที่พึ่ง แต่ที่พึ่งที่แท้จริงนี้นะอยู่ในกลางกายของเราทุกคนนะจ๊ะ น่ะเป็นพุทธรัตนะ นี่แหละเป็นที่พึ่งและที่ระลึกเมื่อเราเข้าถึงแล้วเราถึงจะซาบซึ้งในคำนี้ เพราะจะรู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย มีความสุขอย่างที่ไม่มีอะไรมาเปรียบปานได้น่ะ และความปรารถนาอะไรต่าง ๆ ก็ดับไปหมดเลยรู้สึกว่าอิ่มพอแล้วเต็มที่แล้ว จะมีความเบิกบานอยู่เป็นนิจทีเดียวเนี่ย เมื่อเข้าถึงตรงนี้เพราะฉะนั้นพุทธรัตนะหรือพระแก้วใส ๆ หรือธรรมกายนี่น่ะจึงเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง เป็นทั้งที่พึ่งและที่ระลึก เพราะฉะนั้นในฐานะเราเป็นชาวพุทธก็ดีเนี่ย เราจะต้องรู้จักที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงซะก่อนนะจ๊ะ ไม่อย่างนั้นแล้ว เดี๋ยวจะเขวออกนอกทางเนี่ย แล้วที่พึ่งอย่างนี้เนี่ย ไม่ใช่เฉพาะชาวพุทธเท่านั้น เป็นของชาวโลกทีเดียวใครได้เข้าถึงจุดนี้แล้ว ชีวิตจะมีความสุข ปลอดภัย เบิกบานอยู่เป็นนิจทีเดียว เป็นชีวิตที่เหนือปัญหาทั้งมวล มีความสุขอย่างแท้จริงเลย 

 


                ลูก ๆ ชายหญิงทุกคนเลยนะจ๊ะ ทั้งภายในประเทศก็ดี ต่างประเทศก็ดีเนี่ยต้องเข้าใจอย่างนี้นะและพยายามหมั่นหมั่นฝึกฝน ปฏิบัติให้เข้าถึงที่พึ่งตรงนี้ให้ได้ ถ้าหากยังเข้าถึงไม่ได้ชีวิตนี้ยังไม่ปลอดภัยนะจ๊ะ ยังไม่ปลอดภัย ตายไปแล้วก็ยังไม่ปลอดภัยเนี่ยเวียนว่ายตายเกิดอีกในสังสารวัฏ ก็ยังไม่ปลอดภัย ต้องถึงที่พึ่งตรงนี้ ดังนั้นอย่าเอาเวลาที่สำคัญเนี่ย สำหรับชีวิตที่จะเข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกอย่างนี้ ไปใช้ทำอย่างอื่นที่ไร้สาระนะจ๊ะ สิ่งที่เราจะสูญเสียไปไม่ได้อีกแล้วก็คือเวลา สำหรับชีวิตของเราเนี่ย เราจะสูญเสียเวลาไปไม่ได้อีกแล้วเนี่ย เวลานี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเรา สำหรับเราอย่างยิ่งทีเดียว จะสูญเสียไปไม่ได้อีกแล้วเนี่ยต้องสงวนเวลา สำหรับชีวิตของเรานี้ เอาไว้เพื่อประพฤติธรรม ฝึกใจให้หยุดให้นิ่ง ให้เข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกภายในของเราให้ได้ นี่ต้องคิดอย่างนี้ทุกวันนะ ต้องสอนตัวเราทุก ๆ วันสิ่งที่เราจะสูญเสียไปไม่ได้อีกแล้วคือเวลานะจ๊ะ อย่าลืมนะ เวลาที่มันดึงเอาความแข็งแรง ความสดชื่นของร่างกายเราไปเนี่ย เราจะสูญเสียไปไม่ได้อีกแล้วเนี่ย อารมณ์ที่แจ่มใส ที่เบิกบาน ซึ่งเป็นอารมณ์ที่จะเข้าถึงธรรมได้อย่างง่าย ๆ ก็อย่าให้สูญเสีย กำลังใจที่เข้มแข็งในการที่จะต่อสู้อุปสรรคเพื่อการทำความดีนี้ก็อย่าให้สูญเสียไป

 


                เมื่อจิตใจของทุก ๆ คนสะอาดบริสุทธิ์ผ่องใสดีแล้ว คุณยายก็กราบทูลพระพุทธเจ้าขอบุญ ขอบารมี รัศมีกำลังฤทธิ์ อำนาจสิทธิ ให้บังเกิดขึ้นกับพวกเราทั้งหลายทั้งหญิงและชายทั้งภายในและต่างประเทศ ทั้งในอเมริกาก็ดี ไต้หวันก็ดี ญี่ปุ่นก็ดีแคนาดาก็ดีเนี่ยเต็มไปหมดเลยทั้งภายในประเทศก็ดีเนี่ย ให้ได้ผลบุญปัจจุบันทันตาเห็น ให้ได้ผลบุญปัจจุบันทันตาเห็น ให้ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุข ให้ทำมาค้าขึ้น ให้ประสบความสำเร็จในชีวิต ในธุรกิจการงานและสิ่งที่พึงปรารถนา ให้มีดวงตาเห็นธรรมด้วย ให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ให้ครอบครัวเนี่ยอยู่เย็นเป็นสุข ให้เป็นครอบครัวธรรมกาย ให้เข้าถึงฐานะแห่งความเป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ ให้มีสายสมบัติได้บังเกิดขึ้นได้สร้างบารมีไม่รู้จักหมด ไม่รู้จักสิ้น ให้มีสายสมบัติเชื่อมมาติดหมดเลย ที่เค้าย่อยแยกสมบัติไว้ที่ไหน คุณยายรวมไว้หมดเลย ให้ติดที่ศูนย์กลางกายของพวกเราทุกคนเลย สมบัตินี้สำคัญนะสำคัญทีเดียวเอาไว้สำหรับสร้างบารมี ที่เค้าย่อยแยกกันไว้ที่ไหนรวมมาหมดเป็นจุดเดียวติดไว้ ติดทุกกายเลย ให้ได้ผลบุญปัจจุบันทันตาเห็น 

 


                อุปสรรคต่าง ๆ นานา ให้ละลายหายสูญให้หมด อุปสรรคต่าง ๆ นานา ให้ละลายหายสูญให้หมด ท่านที่เป็นนักศึกษาก็ให้ศึกษาเล่าเรียนสำเร็จสมความปรารถนา ให้มีดวงปัญญาอันเลิศ ท่านที่รับราชการก็ให้ไปให้สูงที่สุด ให้ผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อนร่วมงานสนับสนุนส่งเสริม ที่เป็นนักธุรกิจก็ให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจ อุปสรรคที่มีให้ละลายหายสูญให้หมดเลยน่ะ แก้ไขให้หมดเลย ทุกข์ โศก โรค ภัย วิบัติต่าง ๆ แก้เก็บไปเรื่อย เอาบุญต่ออายุขัยให้ยืนยาว บุญต่ออายุยังให้ยืนยาว ใครเจ็บ ใครป่วย ใครไข้ ให้อายุยืน หายเจ็บ หายป่วย หายใข้น่ะ ให้ได้สร้างบารมีไปนาน ๆ ให้ได้สร้างบารมีไปนาน ๆ ให้เข้าถึงวิชชาธรรมกายกันให้หยุดนิ่งเป็น ให้เห็นกายภายในให้เห็นวิชชาธรรมกาย เอาใจหยุดให้ดีนะหยุดไปที่กลางดวงบุญนะจ๊ะ หยุดให้นิ่ง อย่างสบาย ๆ แล้วก็อธิษฐานจิตตามใจชอบทุก ๆ คนเลยนะ 


 

 

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0038156350453695 Mins