ผู้รู้แจ้ง

วันที่ 23 เมย. พ.ศ.2567

230467b01.jpg
ผู้รู้แจ้ง
๕ ธันวาคม ๒๕๓๖
พระธรรมเทศนาเพื่อการปฏิบัติธรรม วัดพระธรรมกาย
โดย... พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย)

                ต่อจากนี้ เราจะได้ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันทุก ๆ คนนะจ๊ะ ให้นั่งขัดสมาธิ นั่งขัดสมาธินะโดยเอาขาขวาทับขาซ้าย ให้มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบาย ๆ ท่านี้เป็นท่านั่งสำหรับทำสมาธิ เป็นท่ามาตรฐานซึ่งท่านที่มาใหม่จำเป็นจะต้องศึกษาทำความเข้าใจเอาไว้ให้ดี เพราะท่านี้ได้ถอดแบบออกมาจากท่านั่งของพระธรรมกายในตัว ซึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญท่านค้นพบ และก็ได้สั่งสอนสืบทอดกันมาได้จนถึงทุกวันนี้ เป็นท่านั่งของผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว เสร็จภารกิจแล้วทำกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปแล้ว เพราะฉะนั้นจึงจำลองท่านี้มาเอาไว้ให้สำหรับพวกเราไว้ ปฏิบัติธรรมกันนะจ๊ะ ส่วนในแง่การปฏิบัติจริง ๆ ถ้าใครนั่งท่านี้ไม่ถนัด จะนั่งขัดสมาธิทำสมาธิชั้นเดียวก็ได้ หรือจะนั่งอยู่ในท่าที่สบาย ๆ ก็ได้นะจ๊ะ นั่งอยู่ในท่าที่สบาย เวลาเราอยู่ที่บ้าน แต่ต้องพยายามศึกษาจดจำท่ามาตรฐานนี้เอาไว้นะ

 


                 หลับตาของเราเบา ๆ หลับพอสบาย ๆ คล้ายกับเรานอนหลับ สังเกตให้ดี ๆ นะจ๊ะ หลวงพ่อบอกไว้ว่า ให้หลับพอสบาย ๆ คล้าย ๆ กับเรานอนหลับ โดยอย่าไปบีบหัวตาแบบคนทำตาหยีอย่างนั้น อย่ากดลูกนัยน์ตา หลับพอสบายคล้าย ๆ กับเรานอนหลับ ทำตรงนี้ให้ได้นะจ๊ะ สำหรับท่านที่มาใหม่ฟังดูแล้วว่ามันไม่น่าจะสำคัญอะไรเลย แค่นั่งทำสมาธิ หลับตาให้ถูกต้องอย่างนี้ แต่จริง ๆ แล้วสำคัญนะจ๊ะ เพราะตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้น ที่เราจะต้องปรับให้ได้ อย่าดูเบานะ หลับพอสบาย ๆ ถ้าเราทำตรงนี้ได้ เดี๋ยวเราจะรู้สึกว่า การทำใจให้เป็นสมาธินี้มันไม่ยากเลย อยู่ในวิสัยที่เราจะทำได้ เราจะทำตรงไหน ตอนไหนได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญ ทีนี้ถ้าหากเราหลับได้สบายทั้งร่างกายก็สบาย เปลือกตาก็ปิดพอสบาย ๆ เราจะสังเกตได้ว่าท่านั่งของเรา จะมั่นคงจะนั่งอย่างนี้ไปนาน ๆ อีกเท่าไหร่นี้เราก็ทำได้ โดยไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่าย รำคาญอะไรอย่างนั้นนะจ๊ะ

 


                เมื่อเราปรับกายแล้ว ต่อจากนี้ก็ปรับใจ ปรับใจ ใจก็ต้องปรับให้สบายเหมือนกัน ใจจะสบายได้ใจจะต้องปลอดโปร่ง จากความรู้สึกกังวลต่าง ๆ ความห่วงความกังวล เราจะต้องทำความรู้สึกว่าเราเหมือนอยู่คนเดียวในโลก ไม่เคยมีภารกิจมาก่อน ไม่เคยมีบ้าน ไม่เคยมีครอบครัว ไม่เคยผูกพันกับคนสัตว์สิ่งของอะไรทั้งสิ้น ทำเหมือนกับเราไม่เคยเจอสิ่งเหล่านี้มาก่อนเลย ไม่ว่าจะเป็น คน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของอะไรทั้งสิ้น ไม่เคยเจอเลยเหมือนอยู่คนเดียวในโลกลองทำดูนะจ๊ะ ว่าเหมือนเราอยู่คนเดียวในโลก ซึ่งความรู้สึกชนิดนี้ เราไม่เคยทำกันมาก่อน สำหรับท่านที่มาใหม่นะ มาลองทำดูเถอะ เดี๋ยวเราจะพบอานิสงส์ อานิสงส์จากการเราทำใจให้นิ่ง ๆ ให้โล่ง ๆ ให้ว่างเปล่าจากภารกิจทั้งหลายเนี่ย เราเหมือนอยู่คนเดียวนะจ๊ะ 

 


                แล้วเราลองสมมุติว่าตัวเราอยู่กลางอากาศโล่ง ๆ เป็นที่โล่ง ๆ เป็นที่ว่าง ๆ อย่างสบายใจ เนี่ยให้ทำใจสบายอย่างนี้นะจ๊ะ คือให้อยู่นิ่ง ๆ โล่ง ๆ ว่าง ๆ ปราศจากภารกิจทั้งหลาย เครื่องกังวลทั้งหมด อย่างสบาย ๆ สบายจนกระทั่งเรามีความรู้สึกปลอดโปร่ง สบาย ๆ จริง ๆ นี่คือจุดเริ่มต้นที่เราจะต้องทำใจให้ได้อย่างนี้นะจ๊ะ ให้นิ่ง ๆ แล้วอย่าเพิ่งคิดว่า ตอนนี้เรากำลังจะทำสมาธิหรือจะทำใจให้เป็นสมาธิ อย่าเพิ่งคิดตอนนี้นะจ๊ะ เราคิดแต่เพียงว่า วันนี้ตอนนี้ เราจะทำใจให้สบาย ๆ ทำกายให้สบาย ๆ ไม่ผูกพันกับอะไรทั้งสิ้นในโลก จะทำใจให้นิ่ง ๆ อย่างนี้นะจ๊ะ ให้นิ่ง ๆ ให้ใจใส ใจบริสุทธิ์อย่างเดียวนิ่ง ๆ โล่ง ๆ ว่าง ๆ ลองทำอย่างนี้สักหนึ่งหรือสองนาทีดูนะจ๊ะทดลองทำดูนะ หนึ่งหรือสองนาทีที่นิ่ง ๆ โล่ง ๆ ว่างๆ สบาย ๆ นะ ให้สบาย ๆ ให้มีความสัมพันธ์กันระหว่างกายและใจ คือกายก็สบาย ใจก็สบาย ปลอดโปร่งนิ่ง ๆ ให้นิ่ง ๆ นะจ๊ะ หนึ่งหรือสองนาที นิ่ง ๆ เป็นการปรับตัวปรับใจ ที่ก้าวไปสู่การศึกษาวิชชาธรรมกาย ซึ่งมันเป็นเรื่องของการฝึกใจ ให้หยุดให้นิ่งอย่างเดียวเท่านั้น 

 


                เพราะฉะนั้นตอนนี้เราปรับตัว เตรียมตัวนะจ๊ะ ให้สบาย ๆ นิ่ง ๆ ให้นิ่ง ๆ นะ สบาย ๆ พอเรารู้สึกสบายแล้ว ตอนนี้เรามาทำความรู้จักกับฐานที่ตั้งของใจเรา ฐานที่ตั้งของใจเรา หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนเราไว้ว่ามีทั้งหมด ๗ ฐาน ที่ตั้งฐานที่ ๑ อยู่ที่ปากช่องจมูก ท่านหญิงข้างซ้าย ท่านชายข้างขวา ฐานที่ ๒ อยู่ที่เพลาตา ตรงหัวตาที่น้ำตาไหลนะจ๊ะ เป็นฐานที่ ๒ ฐานที่ ๓ อยู่ที่กลางกั๊กศีรษะระดับเดียวกับหัวตาของเรา ฐานที่ ๔ อยู่ที่เพดานปากช่องปากที่อาหารสำลัก ฐานที่ ๕ อยู่ที่ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก ฐานที่ ๖ อยู่ในกลางท้องระดับเดียวกับสะดือของเรา สมมุติว่าเอาเส้นด้าย ด้ายกลุ่ม ๒ เส้นนำมาขึงให้ตึง เส้นหนึ่งให้ขึงจากสะดือทะลุไปด้านหลัง อีกเส้นหนึ่งให้ขึงจากด้านขวาทะลุไปด้านซ้าย ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็มตรงนี้เรียกว่าฐานที่ ๖ ยกถอยหลังขึ้นมาสองนิ้วมือ สมมุติเราเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางวางซ้อนกันนะจ๊ะ แล้วก็นำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสอง สูงขึ้นมาสองนิ้วมือ เรียกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ถ้าหลวงพ่อพูดถึงฐานที่ ๗ ก็หมายเอาตรงนี้นะจ๊ะ ตำแหน่งที่เหนือจากจุดตัดของเส้นด้าย ที่ตัดกันเป็นกากบาทขึ้นมา ๒ นิ้วมือนะจ๊ะ เรียกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้จำไว้ให้ดีนะ

 


                ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุด เป็นที่ที่เราจะต้องเอาใจของเรามาหยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้อย่างสบาย ๆ และก็ให้ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ ตรงฐานที่ ๗ ตรงนี้ที่สำคัญก็คือ เป็นทางไปสู่อายตนนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายชีวิตของพวกเราทุก ๆ คน มนุษย์ทุก ๆ คน ที่เวียนว่ายตายเกิดมานี้ จุดสุดท้ายต้องไปสู่อายตนนิพพานด้วยกันทั้งสิ้น บางท่านก็ไปช้า บางท่านก็ไปเร็ว ที่ท่านไปช้าเพราะว่าท่านไม่พบหนทางสายกลาง ซึ่งเริ่มต้นจากศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ ท่านไม่รู้เพราะว่าท่านไม่เคยเจอผู้รู้ หรือเจอผู้รู้แจ้งก็ไม่สนใจในคำสอนของท่าน หรือสนใจในคำสอนของท่าน แต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ เพราะฉะนั้นจึงไปได้ช้า 

 


               ส่วนท่านที่ไปเร็วนั้นนะท่านได้ยิน ท่านได้ฟัง จากผู้รู้แจ้งทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า พระอรหันต์เป็นต้น ที่ได้แนะนำสั่งสอน เพราะว่าท่านได้ค้นพบด้วยตัวของพระองค์เองของท่านเอง จนกระทั่งได้บรรลุผลสำเร็จแล้ว เมื่อได้ยินได้ฟังก็เกิดกุศลศรัทธาอย่างแรงกล้า เบื่อหน่ายในทุกข์ทั้งหลาย อยากจะไปสู่อายตนนิพพาน เช่นเดียวกับพระองค์ท่าน ก็เริ่มลงมือปฏิบัติตามคำแนะนำ โดยเริ่มต้นจากศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ เพราะฉะนั้นท่านนั้นก็ไปถึงได้เร็ว บางท่านก็ไปช้า บางท่านก็ไปเร็ว ขึ้นอยู่กับว่าจะรู้กันได้แค่ไหน ถ้าได้ศึกษาได้สนใจฝึกฝนปฏิบัติจริง ๆ ก็ไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นจุดหมายปลายทางของชีวิตมนุษย์ทุกคน ต้องไปสู่อายตนนิพพาน การจะไปสู่อายตนนิพพานได้นั้น ต้องรู้หนทางสายกลางที่เริ่มต้นจากฐานที่ ๗ ตรงนี้นะจ๊ะ

 


                ที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านอาศัยหนทางสายกลางตรงนี้แหละ ตรงฐานที่ ๗ ตรงนี้ เริ่มต้นตรงนี้ ในที่สุดก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน สู่อายตนนิพพานได้ ฐานที่ ๗ ตรงนี้เนี่ย เมื่อท่านทำใจของท่านให้หยุดให้นิ่งอย่างสบาย ๆ โดยใจไม่เกาะเกี่ยวกับเรื่องอะไรทั้งสิ้น ปลดปล่อยวางหมดไม่ผูกพันสิ่งใด ๆ หมด มองเห็นโลกทั้งโลกเหมือนกองไฟกองใหญ่ ที่มีแต่ความเดือดร้อนความทุกข์ทรมาน มองดูพื้นเพพื้นฐานชีวิตของตัวท่านเอง ว่าตั้งแต่เกิดมามีแต่ความทุกข์ล้วน ๆ ไม่ค่อยเจอความสุขเลย ก็เบื่อหน่าย พอเบื่อหน่ายก็คลาย พอคลายจิตก็บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ ก็เห็นดวงธรรมเกิดขึ้นมาเลย หลุดพ้นจากสิ่งที่ท่านติด ก็เห็นดวงธรรมเกิดขึ้นมา กลม ๆ เหมือนดวงแก้ว ถึงได้เรียกว่าดวงธรรม เป็นความบริสุทธิ์เบื้องต้น ที่กลม ๆ เหมือนดวงแก้ว ถึงเรียกดวงธรรม บางท่านเบื้องต้นเห็นอย่างเล็กขนาดดวงดาวในอากาศที่เราลืมตาเห็นด้วยตาเปล่า มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือเล็กเท่ากับปลายเข็ม ขนาดดวงดาวในอากาศ บางท่านจุดเริ่มต้น ดวงธรรมเบื้องต้นเห็นโตเท่ากับพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญบางท่านก็เห็นโตกว่านั้น ขนาดดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน เห็นกลมใสบริสุทธิ์ ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เนี่ย  

 


                เมื่อท่านใจหยุดแล้วนะจ๊ะ ท่านจะเห็นอย่างนี้ แล้วท่านก็จะหยุดของท่านเรื่อยไปเลย หยุดเรื่อยไป หยุดในกลางดวงธรรมที่ท่านได้เข้าถึง เห็นเป็นดวงกลมใส ๆ บริสุทธิ์ ท่านหยุดไปเรื่อย ๆ คือใจท่านหยุดอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหนเลยหยุดนิ่ง พอถูกส่วน พอถูกส่วนดวงธรรมก็ขยายกว้างออกไป ขยายกว้างออกไปรอบทิศทีเดียว และก็เข้าถึงดวงธรรมอีกดวงหนึ่งที่ใสกว่าบริสุทธิ์กว่า ใจท่านก็หยุดต่อไปเรื่อย ๆ มองไปเรื่อย ๆ ก็จะเข้าถึงดวงธรรมที่มันผุดซ้อน ๆ ๆ กันขึ้นมา ที่สุกใสกว่าเดิม สว่างกว่าเดิม ใสแจ่มทีเดียว งามไม่มีที่ติ กลมรอบตัว เหมือนดวงแก้วนะ ขยายกว้างออกไปทีเดียวเนี่ย ท่านผ่านไปอย่างนี้ถึง ๖ ดวงทีเดียว โดยท่านค้นพบว่าดวงแรกคือดวงปฐมมรรค ดวงธรรมดวงที่สองท่านค้นพบว่าชื่อดวงศีล ดวงถัดไปที่สามก็ดวงสมาธิ ถัดไปดวงที่สี่ก็ดวงวิมุตติ เรื่อยไปเลยถึงดวงวิมุตติญาณทัศนะ ๖ ดวง พอสุดดวงที่ ๖ ดวงวิมุตติญาณทัศนะ ท่านเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดใช้คำว่าเข้าถึงนะจ๊ะ 

 


                เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ที่ใช้คำนี้ก็เพราะว่ากายมนุษย์ละเอียดมีอยู่แล้ว ไม่ได้ไปทำให้มีเป็นกายที่ละเอียดกว่ากายหยาบ ลักษณะก็เหมือนกายหยาบอย่างนี้ ท่านหญิงก็เหมือนกับท่านหญิง ท่านชายก็เหมือนกับท่านชาย นั่งขัดสมาธิหันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวของเรา เวลาเราเข้าถึงนะจ๊ะ มันไม่เหมือนกับชะโงกดู หรือเราเปิดฝาโหลดูน่ะ ขวดโหล มันไม่ใช่อย่างนั้นนะจ๊ะ มันหลุดจากกายหยาบไปเลย จนกระทั่งไปเข้าถึงตอนนั้นความรู้สึกที่กายหยาบมันหมดไป เหมือนไม่มีร่างกายไร้ตัวตน แล้วก็จะเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดเห็นกายมนุษย์ละเอียดชัดทีเดียวพอใจหยุดถูกส่วนเข้า ท่านก็เข้าไปอีก ไปอยู่ในกลางกายมนุษย์ละเอียด เข้าไปเรื่อยเลย ก็พบดวงธรรม ๖ ดวง เช่นเดียวกัน แต่ว่าโตกว่าเดิม ใสกว่าเดิม บริสุทธิ์กว่าเดิม 

 


                ที่ใช้คำว่าละเอียดกว่าเดิมนั่นเองนะ เข้าไปท่านก็เข้าถึงอีกกายหนึ่ง ที่มีลักษณะแตกต่างจากกายมนุษย์ละเอียด กายสวยงามกว่าเดิม เรียกว่ากายทิพย์ คือกายมนุษย์ละเอียดยังมีข้อ มีปุ่ม มีปม ดูแล้วไม่งดงามเท่าไหร่ แต่กายทิพย์ข้อปุ่มปม มันหมดไป ค่อย ๆ กลมกลึงเข้าไปเรื่อยๆ แล้วกายก็โตใหญ่ขึ้น ใสบริสุทธิ์แถมมีเครื่องประดับติดตัวซะอีก เครื่องประดับเป็นอย่างไง เอาไว้เข้าถึงแล้ว เราจะทราบได้ด้วยตัวของเราเอง ถ้าบอกละเอียดไปเดี๋ยวก็จะรู้จำนะจ๊ะ แต่ว่าเมื่อเข้าไปถึงแล้วก็จะเป็นอย่างนี้แล้วท่านก็หยุดต่อไปอีก หยุดต่อไปอีก ถูกส่วนเข้าก็เข้าไปอยู่ในกลางกายฐานที่ ๗ ของกายทิพย์ ฐานที่ ๗ ก็ตรงกันกับกายมนุษย์หยาบที่เดียวกันเลยใสบริสุทธิ์ แล้วท่านก็พบดวงธรรมดังกล่าวอีก ๖ ดวง ซ้อนกันอยู่แตกต่างกันที่โตกว่าเดิม ใสกว่าเดิม บริสุทธิ์กว่าเดิมแต่ ๖ ดวงเท่ากัน 

 


                พอสุดดวงสุดท้ายท่านก็เข้าถึงอีกกายหนึ่งที่สวยงามหนักยิ่งขึ้น คือกลมกลึงหนักเข้าไปอีก สวยงามเพิ่มขึ้นเลยทีเดียวนะ เครื่องประดับก็ละเอียดเพิ่มขึ้นไปนะ ละเอียดเพิ่มขึ้นนะจ๊ะ ไม่ใช่ปริมาณนะ มีความละเอียดเพิ่มขึ้นมาอีก บริสุทธิ์สวยงามมาก โตใหญ่กว่าเดิมท่านเรียกว่ากายรูปพรหม ท่านก็หยุดต่อไปอีกในกลางกายรูปพรหม ก็เข้าถึงดวงธรรมอีก ๖ ดวง ที่ผุดซ้อนกันขึ้นมา ดวงละเอียดซ้อนอยู่ในกลางดวงธรรมที่หยาบกว่า สุดดวงที่ ๖ ก็เข้าถึงอีกกายหนึ่ง เข้าถึงอีกแล้ว ที่สวยงามกว่าเดิม งามกว่ากายอรูปพรหม แต่คล้ายกันมากกลมกลึงกว่า สวยงามกว่า ปราณีตกว่า เป็นกายที่มีมาอยู่เดิม ไม่ได้ไปทำให้มันเกิดขึ้นมานะ จะแตกต่างที่ว่าสวยกว่า โตใหญ่กว่า สว่างกว่า บริสุทธิ์และละเอียดกว่า ใจก็ปราณีตไปเรื่อย ๆ เลย

 

                พอใจท่านหยุดต่อไปอีก ในกลางกายอรูปพรหม ถูกส่วนก็เข้าถึง ดวงธรรมอีก ๖ ดวง ที่ผุดซ้อนขึ้นมาทีละดวง ในทำนองเดียวกัน ดวงที่ละเอียดกว่าก็ซ้อนอยู่ในกลางดวงธรรมที่หยาบกว่าซ้อนๆ เป็นชั้น ๆ เข้าไปเรื่อย ๆ สุดดวงธรรมดวงสุดท้ายก็เข้าถึงกายธรรม เข้าถึงกายธรรมทีเดียว ลักษณะสวยงามมาก งามไม่มีที่ติ งามกว่ากายทั้งหมดที่ผ่านมา งามกว่ากายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ พรหม อรูปพรหมนะ งามกว่าเยอะทีเดียว กายนี้แหละเมื่อท่านได้เข้าถึง ท่านอุทานออกมาทีเดียว อโหพุทโธ สมัยนี้ อโหนี้หรือผู้รู้แจ้ง ลักษณะงามอย่างนี้ อโหพุทโธทีเดียวนะ อุทานออกมาเลย  ลักษณะเกตุดอกบัวตูม มีดอกบัวตูมอยู่บนพระเศียรของท่าน ตั้งอยู่บนจอมกระหม่อมแตกต่างกันจากกายที่ผ่านมาทีเดียวนะจ๊ะ

 


                 แล้วท่านก็เข้าไปในทำนองอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งที่สุดก็เข้าไปพบถึงกายธรรมพระโสดา กายพระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหันต์ กายสุดท้ายทีเดียว พอถึงกายสุดท้ายบารมีเต็มเปี่ยมแล้วก็หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ เหลือแต่กายธรรมอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ใสบริสุทธิ์นี่ท่านทำอย่างนี้นะจ๊ะ ทำหยุดทำนิ่งเรื่อยมาเลยเนี่ยไม่ได้พิจารณาอะไรเลย หยุดนิ่งอย่างเดียว จนกระทั่งถูกส่วน ก็เข้าถึงสิ่งที่มีอยู่แล้ว ที่บริสุทธิ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตั้งแต่บริสุทธิ์น้อยจนกระทั่งบริสุทธิ์มาก จากบริสุทธิ์มากก็บริสุทธิ์ที่สุด ไม่มีสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์เจือปนเลย คือกายธรรมอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทีเดียว ติดอย่างนี้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงเลย นี่คือเป้าหมายนะจ๊ะ ตอนสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ทุก ๆ คน ที่เวียนว่ายตายเกิด ไม่ว่าจะเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ตาม ตอนสุดท้ายต้องอย่างนี้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรู้เร็วถ้ารู้เร็วก็เข้าถึงเร็ว ถ้ารู้ช้าก็เข้าถึงช้า

 


                พวกเราทั้งหลายทั้งที่อยู่ภายในและต่างประเทศนี้ เป็นผู้ที่ได้สั่งสมบุญ ได้พบผู้รู้แจ้งมามาก ได้ฝึกฝนอบรมใจมาพอสมควร บารมีจึงเต็มเปี่ยม มากพอที่จะได้ยินได้ฟัง หนทางสายกลาง ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราจากที่มีความทุกข์มาก มาสู่ทุกข์น้อย จากทุกข์น้อยจนกระทั่งหมดทุกข์ เข้าถึงความสุขอันเป็นอมตะ ได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องของธรรมกาย เป็นผู้ที่มีบุญสั่งสมดี มามากพอทีเดียวนะจ๊ะ มากพอที่จะเข้าถึงธรรมกายได้ เหลืออย่างเดียวขยันหรือขี้เกียจเท่านั้น ถ้าขยันก็เข้าถึงเร็ว ถ้าขี้เกียจก็เข้าถึงช้า ทันทีที่เราลงมือนั่งหลับตา ทำภาวนา ที่จะไม่ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงธรรมกายนั้นไม่มี มีอยู่พวกเดียวเท่านั้นคือพวกไม่ได้ทำ ถ้าพวกที่ได้ทำแล้วต้องทำได้ พวกที่ทำไม่ได้ก็เพราะไม่ได้ทำ มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นนะจ๊ะ 

 

 

                เมื่อเราได้ทราบอย่างนี้ว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นหนทางเสด็จไปสู่อายตนนิพพานของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นเส้นทางเดียว เส้นทางสายกลางที่อยู่ภายในตัวเรา ที่เราอาจจะสามารถดำเนินรอยตามท่านได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้ให้ตั้งใจปฏิบัติธรรมกันให้ดีนะจ๊ะ เมื่อเราทราบว่าฐานที่ ๗ ตรงนี้ เป็นทางไปสู่อายตนนิพพานแล้ว คราวนี้ สำหรับผู้ที่มาใหม่ก็ทำใจให้หยุดนิ่ง อยู่ที่ตรงนี้นะจ๊ะ ทีนี้มันลำบากนิดหนึ่ง สำหรับผู้ที่มาใหม่นะ ที่เริ่มใหม่เนี่ย มักจะกังวลกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มากเกินไป บางคนก็นั่งขึงเส้นด้ายกัน เอากันจริงเอาจังทีเดียวเลยนะจ๊ะ ขึงจากสะดือทะลุหลังขวาทะลุซ้าย เอานิ้วชี้กับนิ้วกลางซ้อนกัน สมมุติไปตั้งทาบกันจริง ๆ อย่างที่หลวงพ่อสอนทีเดียว กะจะเอาให้เป๊ะเลยไม่ให้เคลื่อนไม่ให้ผิดเพี้ยนเลยนะจ๊ะ บางคนปล้ำอยู่อย่างนี้นะจ๊ะ ๑๐ ปียังหาไม่เจอเลยว่าฐานที่ ๗ อยู่ตรงไหน เพราะมักจะรำคาญใจซะก่อน หงุดหงิด หงุดหงิดงุ่นง่าน รำคาญใจ คือทำอะไรก็ได้ทุกอย่างในทางโลกแต่พอจะหาศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ทำไม่ได้ก็รำคาญ หงุดหงิด โมโหตัวเองทีเดียว อึดอัด ตัวเองทีเดียว เป็นอย่างนี้ ๑๐ ปี ก็มี ๑๐ กว่าปีก็มี 

 


                เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลานะจ๊ะ ต่อจากนี้ไปน่ะเรานับถอยหลังกันแล้ว เวลาที่จะไปสู่เชิงตะกอนนะ นับถอยหลังกันแล้วนะจ๊ะ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลา หลวงพ่ออยากจะแนะนำว่า ไอ้ที่สอนไว้ตั้งแต่ต้นนั้นนะนั่นคือสิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนมา เราต้องจดจำเอาไว้ว่ามันอยู่ตรงนั้น แต่ในแง่ของการปฏิบัติจริง ๆ นะจ๊ะ อย่ากังวลมากเกินไป เราจะยังไม่อาจค้นพบฐานที่ ๗ เจอได้จนกว่าใจจะหยุดนิ่ง ใจหยุดนิ่งเท่านั้น จึงจะเจอฐานที่ ๗ ถ้าใจยังไม่หยุดนิ่ง มัวไปควานหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ที่นี้ใจจะหยุดได้ ใจต้องสบาย ปลอดโปร่ง ไม่กังวลมากเกินไป โดยเบื้องต้นนะเราทึกทักเอาซะก่อน ว่าตรงที่เราเอาใจมานึกคิดทำความรู้สึกในกลางท้องนั้นนะ ตรงนี้ใช่แล้วเป็นฐานที่ ๗ ต้องทึกทักเอาเสียก่อนนะจ๊ะ เพราะตรงนี้แหละฐานที่ ๗ ซึ่งความจริงนั้นมันอาจไม่ถูกก็ได้ อาจจะถูกบ้างผิดบ้างก็ชั่งมัน

 


                เราก็นึกว่าเออใจเราอยู่ในกลางฐานที่ ๗ แล้วในกลางท้อง ตอนนี้ใจของเราตรงเป๊ะเลย ไม่เคลื่อนเลยแล้วต่อจากนี้ไป ก็ทำให้ใจสบาย ๆ ให้เบิกบาน โดยเราเรานึกถึงบริกรรมนิมิต คือนึกถึงเครื่องหมายนะจ๊ะ เครื่องหมายที่เราจะทำใจของเราเนี่ย ให้หยุดนิ่งให้มาอยู่ที่ในกลางท้อง ในตำแหน่งที่ที่เรามั่นใจว่าตรงนี้เป็นฐานที่ ๗ โดยกำหนดเครื่องหมายนะจ๊ะ คำว่าเครื่องหมายอันนี้เนี่ย หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญท่านสอนเอาไว้ ให้กำหนดเครื่องหมายให้ใสเหมือนกับเพชรลูก คือให้ใสบริสุทธิ์จริง ๆ เหมือนเพชรลูก หลวงพ่อเข้าใจว่า ทุกท่านต้องเคยเห็นเพชรมาแล้วนะ หรืออย่างน้อยก็เหมือนน้ำแข็งก้อนใส ๆ เหมือนเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีขีด ไม่มีข่วนคล้ายขนแมว โตเท่ากับแก้วตาของเรา โตเท่าแก้วตาของเรานะจ๊ะ โตนิดเดียวเท่านั้น นี่ท่านสอนอย่างนี้นะ 

 


                แต่ในแง่ของการปฏิบัติจริง ๆ บางคนนึกอย่างนี้นึกไม่ออก เพราะไม่ค่อยคุ้น เราก็อาจจะเริ่มต้นจากสิ่งที่เราคุ้นก่อนก็ได้ แต่ต้องนึกอย่างสบาย ๆ นะจ๊ะ เช่นเราอาจจะนึกถึงน้ำค้างที่ปลายยอดหญ้า หญ้าที่สนามหญ้า ซึ่งเราเคยเห็นนะจ๊ะ น้ำค้างใส ๆ ตอนเช้า เช้าตรู่ที่ดวงอาทิตย์กำลังผุดขึ้นมา ทอแสงเงินแสงทอง กระทบกับน้ำค้างที่ปลายยอดหญ้า มีประกายใสบริสุทธิ์ เราจะเริ่มต้นนึกจากตรงนี้ก็ได้นะจ๊ะ หรือน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัวบางคนที่มีความคุ้นอย่างนี้นะ หรือน้ำแข็งใส ๆ สักก้อนหนึ่ง ซึ่งมันก็อยู่ในกฎเกณฑ์ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านสอนเอาไว้ว่าให้กำหนดเครื่องหมายให้ใสเหมือนกับเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว โตเท่ากับแก้วตาของเรา นี่ท่านสอนเอาไว้อย่างนี้นะจ๊ะ เพราะงั้นเราก็นึกเอา ถ้าสามารถนึกอย่างที่ท่านสอนได้ก็ทำอย่างนั้น ถ้าไม่ได้ก็เริ่มต้นจากสิ่งที่คล้ายกัน ใกล้เคียงกัน ไม่ผิดวิธีนะจ๊ะ ทีนี้เทคนิคมันมีอยู่ที่ว่า ในการนึกนั้นต้องนึกอย่างสบาย ๆ 

 


                อย่าไปตั้งใจนึกมากเกินไป ใช้คำว่านึกนะจ๊ะ ยังไม่ได้ใช้คำว่าเห็น ให้นึก นึกคล้าย ๆ กับสิ่งที่เราคุ้นนะ แน่นอนในการนึกถึงสิ่งที่เราคุ้นนะ ถ้าเราคุ้นมากมันก็นึกได้ชัดเจนมาก ถ้าคุ้นน้อยก็ชัดเจนน้อย แต่แน่นอนมันยังไม่เห็น เป็นเพียงเรานึกได้ เชื่อมั้ยจ๊ะ สิ่งที่เรานึกได้เนี่ย ถ้าหากเรานึกอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ รักษาอารมณ์ให้สบาย ๆ แล้วก็นึกให้ต่อเนื่องไปเนี่ย พอใจสบายจริง ๆ นะจ๊ะ ใจของเราสบายจริง ๆ ภาพที่เรานึกมันก็จะค่อย ๆ ชัดเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นทีละน้อย ๆ และความสบายก็ยิ่งเพิ่มขึ้น มันมาพร้อม ๆ กัน ความสบายมีนิมิตก็มา พอนิมิตมาชัดเจนขึ้น ความสบายก็มี ความสบายมีนิมิตมา พอนิมิตมาความสบายก็มี มันก็จะเป็นอย่างนี้นะจ๊ะ เนี่ยะเทคนิคอยู่ตรงนี้เนี่ย เราก็นึกไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ

 


                 ถ้าหากมีความคิดอื่นแทรกเข้ามา หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญท่านก็สอนเพิ่มขึ้น ก็ให้กำหนดบริกรรมภาวนา สัมมา อะระหัง ๆ ๆ อย่างนี้ ท่านให้กำหนดอย่างนี้นะแต่ก็มีเทคนิคในการภาวนาเหมือนกัน ต้องภาวนาอย่างสบาย ๆ โดยให้เสียงของคำภาวนา เหมือนเป็นสำนึกอย่างละเอียด ๆ คล้าย ๆ กับเสียงเพลงที่เราร้องในใจ หรือบทสวดมนต์ต่าง ๆ ที่มันดังขึ้นมาในใจ เป็นสำนึกที่ละเอียดๆ ให้มันดังออกมาอย่างนั้น และให้ดังออกมาจากกลางท้อง กลางนิมิตที่เราสมมุติตั้งอยู่กลางท้อง จะทำอย่างนี้ควบคู่กันไป ท่านบอกว่า อย่าเผลอ นี่ท่านเตือนอย่างนี้นะจ๊ะ อย่าเผลอคืออย่าลืม อย่าลืมนึกถึงนิมิต อย่าลืมนึกถึงคำภาวนา อย่างละเอียดอ่อน อย่าลืมก็คือ อย่าเผลอ อย่าเผลอไปคิดเรื่องอื่น แต่ถ้าอดเผลอไม่ได้ เพราะใจเราคุ้น และชอบเผลอซะด้วย ท่านก็แนะนำต่อว่าฟังมัน ถ้าเผลอก็ชั่งมัน อย่ากลุ้ม อย่ารำคาญ อย่าคิดว่าความคิดที่คั่งค้าง อยู่ในใจนั้นนะเป็นปรปักษ์ เป็นอุปสรรคต่อการทำสมาธิ ท่านแนะว่าให้ชั่งมัน ทำใจให้สบาย ๆ แล้วเริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ นึกถึงนิมิตใส ๆ แล้วก็ภาวนาอย่างสบาย ๆ อย่าลืมนะจ๊ะ ตรงนี้แหละเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่เราจะทําเป็นหรือไม่เป็น 

 


                เพราะฉะนั้นอารมณ์ที่คั่งค้างหรือความคิดที่คั่งค้าง เมื่อมันผุดเกิดขึ้นมา ในเวลาที่เราไม่ต้องการเลยชั่งมันนะจ๊ะ อย่าไปต่อต้านมัน อย่าไปฝืนมัน อย่าไปรำคาญมัน พอเราไม่สนใจมัน ไม่ช้าใจก็จะละเอียด ใจก็จะค่อย ๆ หยุดนิ่ง ใจนี่จะค่อย ๆ หยุดนิ่งนะจ๊ะ ค่อย ๆ หยุดนิ่งไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ฮวบฮาบหยุดเลย นาน ๆ ก็จะมีสักท่านหนึ่งนะ พอเริ่มฝึกก็หยุดกันได้เลย นั่นถือว่าเป็นมนุษย์พิเศษ ท่านสั่งสมบุญมาดีทำมาบ่อย หลายภพหลายชาติแต่เราคนธรรมดาต้องสั่งสมและทำบ่อย ๆ ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำไปให้สม่ำเสมอทุก ๆ วัน ความสม่ำเสมอนี่แหละเราจะได้โอกาสในการเข้าถึงธรรมถ้าเราให้โอกาสตัวเองทำอย่างสม่ำเสมอ ด้วยวิธีการดังกล่าวแล้วนี้นะจ๊ะ เราจะได้โอกาสเข้าถึงธรรม เราจะพบความสุขที่แท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราปรารถนามาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่รู้ความเรื่อยมาเลยนะ เราจะให้โอกาสแก่ตัวเราเอง ได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง ซึ่งอยู่ภายในตัวของเรานี่เอง 

 


                เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้วนะจ๊ะต่อจากนี้ไป ให้ทุกท่านตั้งใจทำใจให้หยุดให้นิ่งให้ใสบริสุทธิ์ ด้วยวิธีการที่หลวงพ่อแนะนำไปแล้วนะจ๊ะ ต่างคนต่างทำไปเงียบ ๆ นะ ถ้าเมื่อยก็ขยับ แต่อย่าให้สะเทือนคนข้างเคียงเขานะจ๊ะ ทำอย่างละเอียดอ่อนอย่างนุ่มนวล อย่างนักปฏิบัติที่แสวงหาหนทางพระนิพพานอย่างแท้จริงนะจ๊ะ ทุก ๆ คนนะ ตั้งใจนะจ๊ะ ตอนนี้สำคัญนะ ทุกครั้งที่เรากล่าวนะจ๊ะ กล่าวคำบูชา จะสวดมนต์หรือจะอะไรก็แล้วแต่ ใจของเราจะต้องอยู่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ที่เดียว ในตำแหน่งที่เรามั่นใจว่าตรงนี้แหละฐานที่ ๗ นะจ๊ะ ตอนนี้เราก็เอาใจหยุดนิ่ง หยุดอย่างสบาย ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หยุดเบา ๆ สบาย ท่านที่มาใหม่ ก็นึกถึงบริกรรมนิมิตเป็นดวงใสหรือจะเป็นองค์พระแก้วใส ๆ ก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่งที่เราชอบนะ หยุดอยู่ตรงกลางกาย หยุดให้นิ่ง ๆ หยุดตรงนั้นแหละ

 


                ท่านที่เข้าถึงดวงธรรมก็เอาใจหยุดไปที่กลางดวงธรรม ท่านที่เข้าถึงกายภายใน ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด ก็หยุดไปที่กลางกายมนุษย์ละเอียด ที่เข้าถึงกายทิพย์ก็เอาใจหยุดไปที่กลางกายทิพย์ เข้าถึงกายรูปพรหมก็เอาใจหยุดไปที่กลางกายรูปพรหม เข้าถึงกายอรูปพรหมก็เอาใจหยุดไปที่กลางกายฐานที่ ๗ ของกายอรูปพรหม เข้าถึงกายธรรมก็เอาใจหยุดไปที่กลางกายธรรม ตรงฐานที่ ๗ นะจ๊ะ เข้าถึงกายธรรมในกายธรรม ที่โตใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ เราก็เอาใจหยุดตรงนี้แหละ หยุดให้นิ่ง หยุดเป็นตัวสำเร็จ ให้เราได้เข้าถึงธรรมต่าง ๆ ตามสภาวธรรม ที่เรียงไปตามอันดับความหยาบละเอียดนะจ๊ะ

 


                 หยุดอย่างเดียวนี่แหละเป็นตัวสำเร็จ หยุดเป็นตัวสำเร็จ จำคำนี้เอาไว้นะจ๊ะ หยุดทางโลกกับหยุดทางธรรมนั้นแตกต่างกันนะจ๊ะ หยุดทางโลกนั้นหยุดแล้วอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ไปไหน เหมือนเรายืนหยุดนิ่ง ๆ เหมือนรถจอดหยุดนิ่ง หยุดอยู่กับที่ แต่ถ้าใจหยุดแล้ว มันตรงกันข้ามกัน ถ้าใจหยุดแล้วมันจะเคลื่อน สรีระยนต์นี้แปลกนะจ๊ะ ถ้าหยุดใจของเราในกลางกาย หยุดได้สนิท มันจะเคลื่อนเข้าไปสู่เป้าหมายทีเดียว เข้าไปสู่ภายในเลย ในเส้นทางสายกลางนั้นซึ่งเป็นเส้นทางเดียวตลอดทางมีอะไรให้ดู เราก็จะเห็นเรื่อยไปเลยนะ ๆ ในเส้นทางสายกลางมีดวงธรรมให้ดูเราก็จะเห็นดวงธรรม เมื่อเราเข้าถึงดวงธรรมมีกายต่าง ๆ ให้ดู เราจะเห็นกายต่าง ๆ เห็นไปตามลำดับอย่างนี้ ผุดเกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ เลย มีอะไรให้ดูเราก็ดูไปเรื่อย ๆ นะจ๊ะ เวลาเราหยุดจะเคลื่อนเข้าไปนะ เห็นดวงธรรม เห็นกายภายในจนกระทั่งไปถึงกายที่เป็นเป้าหมายของชีวิตเราคือกายธรรมอรหัต เห็นกายธรรมใสบริสุทธิ์ หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ใสแจ่มติดตลอดนั่นเลย 

 


                กิเลสที่หุ้มอยู่ตามกายต่าง ๆ ในกายมนุษย์ละเอียดกายทิพย์ กายพรหม อรูปพรหม กายธรรมโคตรภู โสดา พระสกิทาคามี พระอนาคามี นะ พอใจเราหยุดมันก็จะร่อนไปเรื่อย ๆ เลย ใจหยุด พอหยุดได้สนิท มันก็หลุดพ้นไปเลย หลุดแปลกดีนะจ๊ะ แปลกทีเดียว ข้างในแปลกมาก อย่างเช่นว่าใจเราหยุดอยู่ในกลางมนุษย์ละเอียด พอหยุดถูกส่วนก็หลุดจากกายมนุษย์ละเอียด หลุดเข้าไปเลยเข้าถึงกายทิพย์ พอหยุดในกลางกายทิพย์ถูกส่วน หลุดไปอีกแล้ว ถอดออกเป็นชั้น ๆ เข้าไปแล้วนะ เข้าถึงกายรูปพรหม พอใจหยุดกลางกายรูปพรหม เข้าถึงกลางกายอรูปพรหม มันก็จะหลุดเข้าไปเรื่อย ๆ เลย หลุดพ้น แล้วก็เห็นชัดเจนด้วยนะ เห็นว่าหลุดเลยนะ ที่เรียกว่า วิมุตติญาณทัศนะ เห็นว่าเราหลุดเข้าไปอีกสู่อีกกายหนึ่ง เห็นชัดเห็นได้รอบตัวทีเดียว รอบทุกทิศทุกทาง ไม่ใช่ชะโงกมองนะจ๊ะ เห็นชัดทีเดียว ใสแจ่ม บริสุทธิ์ หลุดจนกระทั่งไปถึงกายสุดท้าย   

 


                ตอนนี้ใจก็จะติดแน่น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทีเดียว มีความสุขมาก มีความเบิกบานมาก นี่คือกรณียกิจกิจที่จะต้องทำคือ ทำจิตให้หยุดนิ่งให้หลุดพ้น จากสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมาน ไปถึงกายที่บริสุทธิ์กายธรรมคือกายที่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยความบริสุทธิ์ เป็นที่รวมหมวดหมู่แห่งธรรมทั้งหลาย แห่งความบริสุทธิ์ทั้งหลาย บังเกิดขึ้นมาเป็นก้อนกายเรียกว่ากายธรรม บังเกิดขึ้นมาใสบริสุทธิ์ทีเดียวนะ ใสแจ่มทีเดียว สว่างวันนี้จำแค่นี้นะจ๊ะ สำหรับท่านที่มาใหม่ ว่ากายธรรมคือเป้าหมายของชีวิตเรา ไม่ว่าเราจะประกอบภารกิจอะไรก็ตาม ต้องไม่ทิ้งหนทางที่จะไปสู่เป้าหมาย สิ่งที่เราประกอบธุรกิจการงานนั้นแต่เป็นการแสวงหาปัจจัยสี่ เพื่อการดำรงชีพเท่านั้น จะมีมากแค่ไหนก็เพื่อนี้อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อการดำรงชีพ เอาแค่เอาไว้กินกับเอาไว้ใช้เท่านั้น มีอยู่แค่นั้น  

 


                แต่เป้าจริง ๆ นั้นนะ ให้เรามีชีวิตที่กินอยู่แต่พอดี เวลาที่เหลือก็แสวงหาหนทางสายกลางเข้าถึงกายธรรมภายในพอเข้าถึงแล้ว วิชชาต่าง ๆ ก็บังเกิดขึ้น เราจะเกิดความรู้แจ้งเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตที่เรียกว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ รู้เรื่องราวว่าภพอดีตมีจริงไหม ก่อนเรามาเกิดนี้มาจากไหน มาอย่างไร มองเห็นเป็นเรื่อง เป็นราวทีเดียว เห็นเป็นภาพไปเลย เห็นตลอดไปหมดเลย ขึ้นอยู่กับเราหยุดได้แค่ไหน หยุดสนิทมากก็เห็นได้ไกล ถ้าหยุดปานกลางก็เห็นน้อยลงมาหน่อย วิชชาถัดไปก็จะเห็น จุตูปปาตญาณ เห็นภพภูมิต่าง ๆ เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย 

 


                เหมือนเรายืนอยู่ริมฝั่งน้ำ เห็นปลาผุดจากที่นี่ไปโผล่ที่โน้น เหมือนกันเหมือนเรามองไปภายใน เห็นตายจากมนุษย์ไปเกิดเป็นเปรตมั่ง อสุรกายมั่ง สัตว์นรกมั่ง เป็นเทวดา เป็นพรหมเป็นอรูปพรหม มองเห็นอย่างนั้น เห็นการเวียนว่ายตายเกิด แล้วก็มองเห็นเลย มองตลอดไปหมด ขึ้นชื่อว่าสัตว์โลกทั้งหลายขึ้นชื่อว่าไม่เป็นญาติกันนั้นเป็นไม่มี ไม่เป็นชาตินี้ก็ชาติโน้น เห็นสืบเนื่องกันต่อไปหมด จนกระทั่งเห็นเป็นครอบครัวเดียวกันเลยครอบครัวใหญ่ แต่ว่าพอมาเกิด กิเลสอาสวะหุ้มบังไว้หมด ลืมหมดเลย ถ้าอยู่ในuniform ของมนุษย์ ก็ลืมเรื่องราวของ uniform อื่น ลืม uniform ที่เกิดเป็น เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรกหรือเป็นเทวดา พรหมอรูปพรหม ไปเกิดอยู่ภูมิไหนลืมหมดไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน อยู่ใน uniform เดรัจฉาน ก็ลืมเรื่องมนุษย์ ลืมหมดเลย มันมีสิ่งที่บังคับให้ลืมนะจ๊ะ 

 


                หุ้ม เคลือบ เอิบ อาบ ซึมซาบ ปูนเป็นอยู่ในเห็นจำคิดรู้อยู่ในใจมิดติดหมดเลย มองไม่เห็น พอเข้าถึงกายธรรม เปลี่ยนจากอวิชชา เอา อ อ่าง ออกเหลือแต่วิชชาเกิดขึ้นเมื่อเกิดขึ้นมาก็เห็น จุตูปปาตญาณ เห็นการเวียนว่ายตายเกิด แค่เอา อ อ่าง ออกเท่านั้น เปลี่ยนจากอวิชชามาเป็นวิชชาได้ อ อ่าง จะออกได้นั้นมีวิธีเดียว คือทำใจให้หยุด คือใจหยุดได้ ก็เปลี่ยนจากอวิชชาเป็นวิชชาเกิดขึ้นทีเดียววิชชาสุดท้ายคือ การทำกิเลสอาสวะให้สิ้น จะมองเห็นกิเลสหุ้มกายเป็นชั้น ๆ มาเลยทีเดียว หุ้มตั้งแต่กายมนุษย์หยาบ กายทิพย์ พรหม อรูปพรหม กายธรรมโคตรภู โสดา สกิทาคา พระอนาคา หุ้มมาถึงกายพระอนาคาทีเดียวกายมนุษย์หยาบมองเห็นเลย อวิชชาพยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ๓ กองนี้ อวิชชาพยาบาท มิจฉาทิฏฐิหุ้ม หุ้มอยู่ในเห็นจำคิดรู้ หุ้มซ้อน ๆ กัน อยู่หุ้มบังคับทีเดียวให้เพ่งเล็ง เพ่งโทษผู้อื่น เพ่งอยากจะได้ของ ๆ เขามั่ง พยาบาท ผูกโกรธมิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดไปจากความเป็นจริงทั้งหมดเลย เรื่องราวที่เป็นจริงเห็นตรงข้ามไปหมดเลย เนี่ยมันหุ้มชัด ๆ น่าสนุกนะจ๊ะ

 


                ถ้าหากเราเข้าถึงกายธรรมแล้ว วิชชาเกิดขึ้น น่าสนุกทีเดียว มองเห็นกิเลสอาสวะที่หุ้มในแต่ละกายหุ้มกายมนุษย์ละเอียด หุ้มกายมนุษย์หยาบละเอียด หุ้มกายทิพย์หยาบละเอียด หุ้มกายรูปพรหมหยาบละเอียด หุ้มกายอรูปพรหมหยาบละเอียด หุ้มเป็นชั้น ๆ กระทั่งถึงกายธรรมยังหุ้มได้ เอาสังโยชน์มาหุ้ม หุ้มเป็นชั้น ๆ ขึ้นมาทีเดียว จนกระทั่งถึงกายธรรมพระอานาคามี พอถึงกายธรรมพระอรหัต ก็หลุดหมดเลย ร่อนเหมือนเงาะไม่ติดเปลือกอย่างงั้น เปลือกกับเนื้อไปกันคนละทาง วิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้าเขาศึกษากันอย่างนี้นะจ๊ะ 

 


                เพราะฉะนั้นตอนนี้ เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้แล้วจะได้เห็นความสำคัญของวิชชาธรรมกาย ก็จะได้สนใจที่จะฝึกฝนอบรม ปฏิบัติกันเอาจริงเอาจังกันทุกวันทุกคืนทีเดียวไม่ว่างเว้นธุระที่เดียว ปล้ำใจฝึกใจให้หยุดนิ่งให้ได้ ไม่หยุดเป็นไม่เลิก เพราะไม่หยุดนั้น ไม่สำเร็จ หยุดอย่างเดียวถึงจะเป็นตัวสำเร็จนะจ๊ะ คราวนี้เราก็ทำใจให้หยุดให้นิ่ง ให้ใจใสใจสบาย พอหยุดนิ่งดีแล้ว คุณยายก็กราบทูลพระพุทธเจ้า ขอบุญ ขอบารมี รัศมี กำลัง ฤทธิ์ อำนาจสิทธิ เฉียบขาดทั้งหลาย ให้ถึงแก่พวกลูก ๆ ชายหญิงทุก ๆ ท่าน ทั้งภายในและต่างประเทศ ให้ทุกท่านได้ผลบุญในปัจจุบันทันตาเห็น 

 


                ที่เป็นนักศึกษาก็ให้ประสบความสำเร็จ ในการศึกษาเล่าเรียน ที่ประกอบธุรกิจการงาน ทำมาค้าขาย ก็ให้ซื้อง่าย ขายคล่องกำลังงาม ให้เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ จะรับราชการก็ให้ไปให้ถึงที่สุด อย่าได้สะดุดมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้น ให้ครอบครัวทุกคนอยู่เย็นเป็นสุข อย่าให้มีความขัดแย้งกัน ให้เป็นครอบครัวธรรมกายครอบครัวตัวอย่างของโลก ให้แต่ละคนมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง อย่าเจ็บ อย่าป่วย อย่าไข้ จะได้สร้างบารมีอย่างสะดวกสบาย ให้มีอายุยืนยาว จะได้สร้างบารมีไปนาน ๆ มีสมบัติบังเกิดขึ้นได้ใช้สร้างบารมีอย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้น ให้มีกำลังใจที่เข็มแข็ง แข็งแกร่งไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคทั้งหลายทั้งมวล 

 


                ที่ตั้งใจเป็นประธานทองประธานรองนะ ก็ให้ประสบความสำเร็จเป็นอัศจรรย์ อย่าได้มีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้น ให้เป็นที่รักของมนุษย์ของเทวดาทั้งหลาย จะเดินทางไกลก็ให้บุญรักษาให้ปลอดภัย จะปฏิบัติธรรมก็ให้บรรลุวิชชาธรรมกายและให้สมบัตินี้ติดไปทุกภพทุกชาติ จนกระทั่งเข้าสู่พระนิพพาน เวลาเกิดมาสร้างบารมีให้สร้างได้อย่างสะดวกสบาย อย่าได้ลำบากเหมือนชาตินี้เลย ให้สร้างกันอย่างสบาย ๆ ให้คุณยายคลุมให้ดี ใครจะปรารถนาที่นอกเหนือกว่านี้ ก็ให้สมความปรารถนาทั้งหมด ให้สมความปรารถนาทั้งหมด แล้วก็เอาบุญทับทวีไปให้กับ บรรพบุรุษที่ละโลกไปแล้ว บรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ลูก หลาน เหลน อะไรก็แล้วแต่ ที่ละโลกไปแล้วก็ให้มีส่วนแห่งบุญอันนี้เนี่ย รวมทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย คุณยายช่วยทับทวีไป ให้สำเร็จ ทับทวีกันไปเลยนะจ๊ะ 

 


                คราวนี้พวกเราซึ่งเป็นเจ้าของบุญ จะต้องทำใจให้หยุดนิ่งเฉย อย่างสบาย ๆ ให้ใจเบิกบาน ให้ใจแช่มชื่น อธิษฐานจิตตามใจชอบกันทุก ๆ คนนะจ๊ะ ขณะที่บุญกำลังไหลเข้าสู่ศูนย์กลางกำเนิด เป็นเวลาถึง ๒ วัน ในเมืองมนุษย์นี้ที่ไหลเต็มที่เนี่ย ๒ วันนี้ ให้รักษาใจให้ผ่องใส ให้ผ่องแผ้ว อย่าหงุดหงิดงุ่นง่าน ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ให้นึกถึงบุญที่บังเกิดขึ้น และยามใดที่นักบุญบูชาข้าวพระ ยามนั้นให้บุญบังเกิดขึ้น ดลบันดาลให้สิ่งที่ปรารถนาสมความปรารถนากันให้หมดทุก ๆ คน หยุดกันให้ดีนะจ๊ะ หยุดกันให้นิ่งให้สนิท ให้ใส ให้สบาย ๆ 

 

 

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.001862633228302 Mins