สติปัฏฐาน ๔

วันที่ 21 กค. พ.ศ.2568

21-7-68_17b%281%29.png

สติปัฏฐาน ๔

 

ปรับกาย

                       เมื่อเราสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันเสร็จเรียบร้อยแล้วต่อจากนี้ไปตั้งใจให้แน่แน่ว มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพานกันทุกๆ คนนะ

 

                       ให้นั่งขัดสมาธิ โดยเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้ายให้นิ้วชี้ของมือข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบายๆ

 

                       หลับตาของเราเบาๆ ค่อนลูก พอสบายๆ คล้ายๆ กับตอนที่เราใกล้จะหลับ อย่าไปบีบเปลือกตา อย่ากดลูกนัยน์ตา หลับพอสบายๆ

 

ปรับใจ

                       ทําใจของเราให้เบิกบาน ให้แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส ไร้กังวลในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง ท่าใจของเราให้ว่างๆ

 

                       สมมติว่า ภายในร่างกายของเรานั้นปราศจากอวัยวะไม่มีปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ ไส้ใหญ่ ไส้น้อย เป็นต้น สมมติร่างกายเราเป็นปล่อง เป็นช่อง เป็นโพรง เป็นที่โล่งๆ ว่างๆกลวงภายในคล้ายท่อแก้ว ท่อเพชรใสๆ หรือเหมือนลูกโป่งที่เขาอัดลมเข้าไป

 

ทางเดินของใจ ๗ ฐาน

                       คราวนี้เราก็มาทบทวนคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ที่ท่านสอนให้รู้จักทางเดินของใจ ซึ่งเป็นทางไปเกิดมาเกิดของสัตว์โลกว่ามีทั้งหมด ๗ ฐาน ศึกษาเอาไว้ให้รู้จักว่า ๗ ฐานนั้นมีอะไรบ้างทุกฐานสําคัญทั้งสิ้นเพราะเป็นทางเดินของใจ

 

                       ฐานที่ ๑ อยู่ที่ปากช่องจมูก ท่านหญิงอยู่ข้างซ้าย ท่านชายอยู่ข้างขวา

                       

                       ฐานที่ ๒ อยู่ที่เพลาตา ตรงหัวตาที่น้ำตาไหล ท่านหญิงอยู่ข้างซ้าย ท่านชายอยู่ข้างขวา

 

                       ฐานที่ ๓ อยู่ที่กลางกั๊กศีรษะ ในระดับเดียวกับหัวตาของเรา

 

                       ฐานที่ ๔ อยู่ที่เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสำลัก

 

                       ฐานที่ ๕ อยู่ที่ปากช่องคอ เหนือลูกกระเดือก สมมติว่าปากช่องคอเป็นปากถ้วยแก้วกลมๆ อยู่ตรงปากช่องคอเหนือลูกกระเดือกขึ้นไป

 

                       ฐานที่ ๖ อยู่ในกลางท้อง ในระดับเดียวกับสะดือของเรา

 

                       โดยสมมติว่า เราหยิบเส้นด้ายขึ้นมา ๒ เส้น นำมาขึงให้ตึงจากสะดือทะลุไปด้านหลังเส้นหนึ่ง จากด้านขวาทะลุไปด้านซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ให้เส้นด้ายทั้งสองตัดกันเป็นกากบาท จุดตัดจะเล็กเท่ากับปลายเข็ม ตรงนี้เรียกว่า ศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ อยู่กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์หยาบ ใสบริสุทธิ์ โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ เป็นดวงธรรมที่ทรงรักษากายมนุษย์หยาบเอาไว้

 

                       ธรรมดวงนี้สำคัญมาก มีอยู่ทุกคนในโลก ถ้าหากผ่องใสไม่เศร้าหมอง ชีวิตก็รุ่งเรือง ถ้าเศร้าหมองไม่ผ่องใส ชีวิตก็ร่วงโรยถ้าธรรมดวงนี้ดับ ชีวิตก็ดับด้วย ธรรมดวงนี้จึงสำคัญมาก และเป็นเครื่องยืนยันว่า ถ้าใครลงมือปฏิบัติธรรมก็จะต้องเข้าถึงธรรมกันอย่างแน่นอน ถ้ามีความเพียร ทำให้ถูกหลักวิชชา ธรรมดวงนี้เรียกว่า ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ ใส บริสุทธิ์โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ ทรงรักษากายมนุษย์เอาไว้

 

                       ฐานที่ ๗ อยู่เหนือจากฐานที่ 5 ยกถอยหลังสูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ สมมติเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางวางซ้อนกัน แล้วนำไปทาบตรงจุดตัดของเส้นด้ายทั้งสองที่อยู่ตรงฐานที่ ๖ สูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือ เรียกว่า ฐานที่ ๗

 

                       ทำความรู้จัก ๗ ฐานนี้เอาไว้ก่อน แต่อย่าเป็นเครื่องกังวลว่าเราจะต้องให้เห็นทุกฐานตอนที่เราเริ่มฝึกใหม่ๆ ในแง่ของการปฏิบัติจริงๆ นั้น ให้เอาใจมาไว้ตรงกลางกาย ตรงฐานที่ ๗ 

 

ฝึกเดินฐาน

                       สมัยพระเดชพระคุณหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะต้องให้รู้จักทั้งหมดเลยทั้ง ๗ ฐาน ทุกครั้งที่ท่านสอน โดยให้สมมติเป็นดวงใสๆ ขนาดเข้าปากช่องจมูกได้ หรือเป็นดวงใสกลมรอบตัว พอที่จะลอดช่องจมูกเข้าไป หญิงซ้ายชายขวา แล้วก็เคลื่อนไปเรื่อยๆแล้วให้ประกอบบริกรรมภาวนาทุกฐาน ฐานละ ๓ ครั้ง พร้อมทั้งตรึกนึกถึงดวงใส หยุดในกลางดวงใสด้วย

 

                       ท่านสอนอย่างนี้ทุกครั้งทุกวันพฤหัส เพราะจะมีนักเรียนใหม่อยู่เรื่อยๆ ท่านสอนให้เคลื่อนไปตามฐานต่างๆ ตั้งแต่ปากช่องจมูกหญิงซ้ายชายขวา ที่หัวตาตรงน้ำตาไหลหญิงซ้ายชายขวาในกลาง ศีรษะ เพดานปาก ช่องปากที่อาหารสําลัก ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก มากลางท้องในระดับสะดือ แล้วยกถอยหลังขึ้นมา ๒ นิ้วมือ ท่านจะให้ค่อยๆ เห็นไปตามลำดับ

 

                       แต่การปฏิบัติทุกครั้ง เราอาจจะทำอย่างนั้นหรือลัดมาฐานที่ ๗ เลยก็ได้ เพราะฐานที่ ๗ ตรงนี้ ท่านบอกว่าเป็นที่เกิด ที่ดับที่หลับ ที่ตื่น มันสำคัญตรงนี้ เกิดตายหลับตื่นอยู่ที่ตรงนี้ จึงต้องศึกษาเอาไว้ เพราะเราต้องตายกันทุกคน

 

ตายให้เป็น

                       ตายก็ต้องตายให้เป็น ตายอย่างสง่างามโดยไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัย โดยการหยุดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ใจใสบริสุทธิ์ ไม่ให้ฟุ้ง ไม่ให้วิตกกังวล ถ้าจะฟุ้ง จะคิดเรื่องอื่นก็เปลี่ยนเรื่องคิด ให้มาคิดเรื่องบุญกุศลเท่าที่เราจําได้นึกได้ จะบุญเล็กบุญปานกลาง บุญใหญ่แค่ไหน นึกให้ได้สักบุญหนึ่ง เดี๋ยวก็จะไปดึงดูดบุญอื่นๆ มารวมกัน ทำให้ใจเราใส บริสุทธิ์ จะรวมเป็นดวงใสๆ หรือองค์พระใสๆ

 

                       เวลาตาย ใจจะเคลื่อนจากฐานที่ ๗ ไปฐานที่ ๖, ๕, ๔,๓, ๒, ๑ แล้วก็ไปแสวงหาที่เกิด นี่เป็นวิธีเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ สําหรับทุกๆ คนที่จะตายอย่างสง่างาม อย่างถูกหลักวิชชา

 

                       ตายแบบผู้รู้ดีกว่าตายแบบผู้ไม่รู้ เพราะว่าอย่างไรก็ต้องตายกันหมด ถ้าใจใสสุคติก็เป็นที่ไป แต่ถ้าใจหมองมีแต่ภาพบาปหรือฟุ้งซ่านไป สมมติเราวิตกกังวลเรื่องเจ็บป่วยไข้ จะตายแล้วใจมันหมอง บาปก็ได้ช่อง ภาพบาปก็จะฉายให้เห็น ใจก็หมองหนักเข้าไปอีก ใจหมองทุคติเป็นที่ไป

 

                       เวลาตายไม่ว่าใจจะหมองหรือใส มันก็เคลื่อนไปทางเดียวกัน จากฐานที่ ๗ ย้อนไปฐานที่ ๑ ก่อน แต่มีคติที่ไปคนละทางกัน เพราะฉะนั้นเราจําเป็นต้องฝึกเอาไว้ ใจใสกับใจหมองไม่มีขาย อยากได้เราก็ต้องทำกันเอง

 

ฐานที่ ๗ ต้นทางพระนิพพาน

                       เราต้องทำความรู้จักฐานที่ ๗ เอาไว้ เพราะนอกเหนือจากเป็นที่เกิด ดับ หลับ ตื่นแล้ว ยังเป็นทางไปสู่อายตนนิพพาน ซึ่งเป็นบรมสุข เอกันตบรมสุข สุขอย่างยิ่งอย่างเดียวไม่มีทุกข์เจือปนเลย เป็นทางหลุดทางพ้นจากกิเลสอาสวะที่เขาบังคับบัญชาเราเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์หมดจดจากสรรพกิเลสทั้งหลายที่เรียกว่า วิสุทธิมรรค เป็นทางเดินของพระอริยเจ้าที่เรียกว่า อริยมรรคจะต้องเริ่มต้นตรงฐานที่ ๗ ตรงนี้เสียก่อน

 

                       ต้องรู้จักว่าทางนั้นอยู่ตรงไหน ถ้าไม่รู้จักทางก็ไปไม่ถูก และไม่รู้จะเริ่มต้นกันอย่างไร จะมีอะไรเป็นข้อสังเกตว่า เรามาถึงจุดเริ่มต้นหรือต้นทางแล้ว ทางที่จะเดินต่อไปนั้นถูกต้อง ไม่ผิดพลาดมีข้อสังเกต คือ

 

                       เวลาใจหยุดนิ่งๆ ที่ฐานที่ ๗ ได้ถูกส่วนแล้ว ไม่แวบไปคิดเรื่องอื่น มันนิ่ง มั่นคง สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหมดใจใส บริสุทธิ์ จะหยุดนิ่งๆ ตรงฐานที่ ๓ ตรงนี้ แล้วจะตกศูนย์ไปฐานที่ ๖ จะไปยกเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ ใสบริสุทธิ์โตเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ ลอยขึ้นมาตรงฐานที่ ๗

 

                       ถ้าหยุดนิ่งตกศูนย์แล้ว พอยกขึ้นมา ตอนนี้เราถึงจะเห็นเป็นภาพดวงใสๆ เกิดขึ้น ตรงฐานที่ ๗ ดวงนี้เป็นเครื่องบ่งบอกว่า เรามาถูกทางแล้ว นั่นคือจุดเริ่มต้นที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ซึ่งเป็นทางเอกสายเดียวไม่มีสอง

 

                       เมื่อเป็นทางเอกสายเดียวที่เรียกว่า เอกายนมรรค มันก็ง่ายต่อการปฏิบัติ หรือแปลง่ายๆ ว่าจะไปทางอื่น ซ้าย ขวา หน้า หลัง ล่าง บน ทางบนบก ในน้ำ ในอากาศ ทางไหนก็ไปไม่ได้ ไปได้ทางเดียวทางนี้ คือ ทางเดินสายกลางภายใน เมื่อเราปฏิบัติตามทางสายกลางภายนอก คือ ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป เป็นกลางๆ คำว่าทางสายกลาง เขาใช้ตรงนี้

 

                       ข้อปฏิบัติไม่ตึงไม่หย่อน คือ นิ่งๆ เฉยๆ ไม่ใช่ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ อยู่ในระดับเฉยๆ กลางๆ

 

ตกศูนย์เข้าถึงดวงธรรมภายใน

                       พอถูกส่วนตกศูนย์จะมีอาการคล้ายๆ กับเรานั่งรถเร็วๆ ขึ้นสะพานแล้ววูบลงไป หรือเหมือนตกหลุมอากาศเวลาขึ้นเครื่องมันวูบลงไป บางคนก็วูบวาบอย่างพรวดพราด บางคนก็ไปอย่างนุ่มเนียนค่อยๆ ไป ถ้าพรวดพราดก็ตกอกตกใจหน่อย แต่ถ้าหากนุ่มเนียนก็สบายใจ แต่จะอย่างไรก็ตามมันก็จะไปยกเอาธรรมดวงนั้นขึ้นมา

 

                       เมื่อธรรมดวงนั้นมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ พระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านเรียกชื่อว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า ดวงปฐมมรรค แปลว่าเข้าถึงทางเบื้องต้นของมรรคผลนิพพานแล้ว

 

                       ธรรมดวงนี้จะมาพร้อมกับความสุขที่แท้จริง ที่แตกต่างจากความสุขที่เราเคยเจอหรือเคยเข้าใจ เมื่อความแตกต่างชัดเจน เราก็จะรู้อีกนัยหนึ่งว่า ที่เคยเข้าใจว่าความสุข ที่จริงแล้วคือความทุกข์ที่ลดลงอยู่ในระดับที่เราพอทนได้ เราเลยเข้าใจว่าเป็นความสุขแต่พอถึง ณ ตอนนี้ เมื่อได้ตวงใสๆ เกิดขึ้นมาเราจึงจะเข้าใจ เพราะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเหมือนฟ้ากับดินอย่างนั้น มันต่างกันมาก

 

ไม่ใช่การเพ่งลูกแก้ว

                       เมื่อเป็นดวงใสๆ กลมรอบตัวอย่างนี้ บางทีผู้ไม่เคยปฏิบัติก็ฟังไม่เข้าใจ จึงไปเหมาว่า เป็นการเพ่งลูกแก้ว ที่จริงการเพ่งนั้นเอามาใช้ไม่ได้เลย เพราะยิ่งเพ่ง ยิ่งตึง ยิ่งเครียด ต้องวางใจนิ่งๆนุ่มๆ ละมุนละไม หยุดใจอย่างเดียวเท่านั้นถึงจะเข้าถึง แล้วดวงนั้นก็ไม่เหมือนลูกแก้วทั้งหมด เหมือนแต่ลักษณะกลม เหมือนดวงแก้วที่เขาเจียระไนกลมๆ เพราะว่ามันนุ่มเนียน ใส สว่าง ใสเหมือนเพชร เหมือนน้ำ เหมือนกระจก หรือยิ่งกว่านั้น สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันหรือยิ่งกว่านั้น

 

                       ที่ว่าสว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงนั้น เราไม่ค่อยจะรู้จักกันหรอก เขาเอามาใช้เวลาที่เข้าถึงปฐมมรรคนี่แหละ พอถึงตรงนี้แล้วจะสว่าง จะใส เพราะฉะนั้นไม่ใช่เป็นการเพ่งลูกแก้ว แต่เป็นการหยุดใจ

 

สมถะกับวิปัสสนาต้องไปด้วยกัน

                       หยุด ตรงกับคําว่า สมถะ

                       

                       สมถะ แปลว่า หยุด, นิ่ง, สงบ, ระงับ คือ ใจหยุดนิ่งถึงจะเข้าถึงคำว่า สมถะ

 

                       สมถะกับวิปัสสนาต้องเกื้อกูลกันและต้องไปพร้อมๆ กันสมถะเป็นบ่อเกิดแห่งวิปัสสนา มันไปด้วยกัน เหมือนลูกนัยน์ตากับจมูกบนใบหน้ามันไปพร้อมกัน แยกออกจากกันไม่ได้ แต่ว่าลักษณะต่างกัน

 

                       ใจหยุดเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเข้าถึงความเห็นอันวิเศษแจ่มแจ้งเหมือนตึงของที่อยู่ในที่มืดออกมาอยู่กลางแจ้ง เห็นชัดและแตกต่างจากที่เราเคยเห็นทั่วๆ ไปด้วยตาเนื้อ หรือดวงตาของเทวดารูปพรหม อรูปพรหม

 

                       สมถะกับวิปัสสนาต้องไปด้วยกัน เราจะเอาวิปัสสนาโดยไม่เอาสมถะ เพราะรังเกียจว่าเป็นของต่ำต้อยไม่ได้ แสดงว่าไม่ได้เข้าใจ เพราะมันต้องไปด้วยกัน แยกออกจากกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นถูกอย่างนี้เรียกว่า สมถะ จะเป็นดวงใสขึ้นมา

 

ไตรสรณคมน์

                       ถ้าเราปฏิบัติธรรมไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ซึ่งมีอยู่หลายวิธีโดยเฉพาะที่มาในวิสุทธิมรรคก็มีถึง ๔๐ วิธี ล้วนแต่มีเป้าหมายให้ใจหยุด แต่หยุดแล้วดวงธรรมต้องเกิด พอเกิดแล้วก็เดินทางต่อเข้าไปในกลางดวงธรรม เข้าไปในจุดศูนย์กลางของดวงธรรมนั่นแหละเป็นทางเดินของใจ ที่เรียกว่า เส้นทางของอริยมรรคทางของพระอริยเจ้า ที่พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทั้งหลายท่านเดินเข้าไปอย่างนั้น ไม่ใช่เดินด้วยขาแต่เดินด้วยใจ

 

                       เมื่อใจหยุดนิ่งแล้วจะมีอาการเคลื่อนเข้าไปข้างใน ซึ่งตรงกับคำว่า คมน (คะ-มะ-นะ) หรือเราคุ้นกับ คมน์

 

                       ไตรสรณคมน์ ไตร แปลว่า สาม, สรณะ แปลว่า ที่พึ่งที่ระลึก ไตรสรณคมน์ ที่พึ่งที่ระลึกทั้งสามอย่าง คมน์ แปลว่าเคลื่อนเข้าไป หรือการเดินทางเข้าไปสู่ภายใน เหมือนเราเอาขาเดินอย่างนั้น หรือเวลาเคลื่อนรถยนต์ยวดยานพาหนะ ใจก็จะเคลื่อนเข้าไปภายในกลางดวงนั้นเอง เคลื่อนเข้าไปเอง ไม่ต้องไปอธิษฐานให้มันเคลื่อนเพื่อไปเจอสิ่งนั้นสิ่งนี้

 

สติปัฏฐาน ๔ กับการเข้าถึง ๑๘ กาย

                       พอใจเคลื่อนเข้าไปก็จะเห็นไปตามลำดับ เห็นอะไร เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม ๔ อย่างนี้มารวมประชุมกันอยู่ เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ตั้งเยอะแยะมารวมกันในกล่องนั่นแหละ แต่ทําหน้าที่กันคนละอย่าง กายทําหน้าที่อย่างหนึ่งเหมือนเป็นบรรจุภัณฑ์ เวทนา จิต ธรรม ก็ทําหน้าที่กันคนละอย่าง มารวมอยู่ตรงนั้น

 

                       แต่ลักษณะคล้าย ๆ กัน อุปมาเหมือนคนเหมือนกันแต่ทำหน้าที่กันคนละอย่าง คนบางคนทำหน้าที่เป็นเจ้านาย บางคนทำหน้าที่เป็นลูกน้อง ทําหน้าที่ต่างๆ กัน คนละอย่างกัน แต่เป็นคนเหมือนกัน นี่ก็เช่นเดียวกัน ดวงกลมๆ เหมือนกัน แต่ทำหน้าที่กันคนละอย่างกัน เลยเรียกกันคนละชื่อ กายในกาย เวทนาในเวทนาจิตในจิต ธรรมในธรรม มารวมกัน

 

กายในกาย ๑๘ กาย

                       ทีนี้เรามาศึกษาเรื่องกายในกายทั้งหมดว่ามี กาย และกายอะไรคือเป้าหมายกายทั้งหมดมี ๑๘ กาย ซ้อนกันอยู่ภายใน กายที่ละเอียดกว่าจะช้อนอยู่ในกายที่หยาบกว่า กายที่ละเอียดกว่าจะใสจะสว่าง จะบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ของใหญ่จะซ้อนอยู่ในของเล็กเพราะละเอียดกว่า จะซ้อนกันเข้าไปข้างใน ๑๘ กาย ตั้งแต่

 

                       กายมนุษย์หยาบ กายมนุษย์ละเอียด

 

                       กายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด

 

                       กายรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอียด

 

                       กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด

                       

                       กายธรรมโคตรกูหยาบ กายธรรมโคตรกูละเอียด

 

                       กายธรรมพระโสดาบันหยาบ กายธรรมพระโสดาบันละเอียด

 

                       กายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ กายธรรมพระสกิทาคามีละเอียด

 

                       กายธรรมพระอนาคามีหยาบ กายธรรมพระอนาคามีละเอียด

 

                       กายธรรมพระอรหัตหยาบ กายธรรมพระอรหัตละเอียด

 

                       เราต้องรู้จักเอาไว้ว่า มีทั้งหมด ๑๘ กาย ๑๘ ชั้น ซึ่งเราจะต้องตามเห็นเข้าไปเรื่อยๆ ด้วยวิธีหยุดนิ่ง

 

                       เห็นไหมว่า สมถะ ทิ้งไม่ได้ หยุดอย่างเดียวจึงเห็น หยุดนิ่งแล้วเดี๋ยวจะเห็นไปตามลำดับโดยแต่ละกายที่แตกต่างกันนั้น จะมีดวงธรรมเชื่อมเอาไว้ จะกลั่นใจให้บริสุทธิ์ แล้วก็เชื่อมกายชุดละ ๖ ดวง มีชื่อเรียกว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

 

                       ที่เรียกเป็นดวงเพราะมันกลมๆ เป็นดวง ไม่ยาว ไม่มี ไม่เป็นแท่ง ไม่เป็นสี่เหลี่ยม กลมหมดเลย กลมนิมันจะขยายไปรอบทิศได้ ทุกทิศทุกทาง จะเชื่อมกัน

 

                       กายแบ่งออกเป็น ๒ ภาค คือ กายที่อยู่ในภพกับกายที่พ้นออกจากภพ ๓

 

                       กายที่อยู่ในภพจะตกอยู่ในไตรลักษณ์ มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา กายที่ออกนอกภพ ก็พ้นจากไตรลักษณ์ เป็นนิจจังเป็นสุขัง เป็นอัตตา เราแบ่งเป็น ๒ ปีก จะได้ง่ายต่อความเข้าใจ

 

                       เราจะพบว่า ความเป็นโคตรภูบุคคล ความเป็นพระโสดาบันความเป็นพระสกิทาคามี ความเป็นพระอนาคามี หรือความเป็นพระอรหันต์มีอยู่แล้วในตัว เหลือแต่เราเข้าถึงให้ได้ แล้วก็เป็นสิ่งนั้น

 

การบรรลุธรรมของบัณฑิตในกาลก่อน

                       เวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เนื่องจากแต่ละคนสั่งสมบารมีมามาก ถึงจุดที่จะบรรลุธรรมาภิสมัยได้พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรม คือ ดึงใจให้ละชั่ว ให้ทำดี ทำใจให้ใส อยู่ในหลักการอันนี้ แต่คำสอนก็แล้วแต่ท่านจะขึ้นด้วยอะไรด้วยทาน ด้วยศีล ด้วยสวรรค์ ด้วยโทษของกาม หรืออานิสงส์ของการออกจากกามที่เรียกว่า อนุปุพพิกถา พอฟังแล้วใจจะสบาย เพลิน พอใจสบายมันก็หยุดนิ่ง พอนิ่งก็ตกศูนย์ พอตกศูนย์ บุญเก่าก็ได้ช่องสอดละเอียดดึงวูบไปถึงกายธรรมโคตรภูก็เป็นโคตรภูบุคคล ที่เราได้ยินว่า มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกเข้าถึงที่พึ่งที่แท้จริงแล้ว

 

                       พอไปถึงตรงนั้นจะรู้เลยว่าสิ่งอื่นไม่ใช่ที่พึ่ง ต้องเข้าถึง ถึงจะรู้ว่าจิ้งจกสองหัว แมวสองหาง ปู่เต่า ต้นไม้ ภูเขาอารามศักดิ์สิทธิ์จอมปลวก เจ้าพ่อ เจ้าแม่อะไรต่างๆ นั้นไม่ใช่ที่พึ่ง หรือทรัพย์สินเงินทองก็ไม่ใช่ที่พึ่ง ปรากฏว่าที่พึ่งจริงๆ คือ พระรัตนตรัยในตัวบุญก็ฉุดไปเลย เพราะบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ฉุดไปถึงกายธรรมโคตรกูก็เป็นโคตรกูบุคคล ฉุดไปถึงกายธรรมพระโสดาบัน กำลังบุญถึงก็ละสังโยชน์ได้ทันทีเลย ปั๊บไปเลย ละสังโยชน์ได้ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เป็นต้น คือจำง่ายๆ ว่าละกิเลสไปได้ มันบางลงไปถึงระดับเป็นพระโสดาบันเลย วูบไปถึง แล้วก็ไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พอเป็นอันเดียวกับกายธรรมพระโสดาบันจริงๆ ความรู้สึกว่าเป็นพระโสดาบันก็เกิดขึ้น แล้วจะล่อนออกจากสังโยชน์ มันล่อนไปเอง ติดเป็นอันเดียวกันไปเลย

 

                       กายธรรมพระโสดาบัน หน้าตัก ๕ วา วัดจากเข่าถึงเข่า สูง ๕ วา จากเกตุดอกบัวตูมถึงพื้นแผ่นโลกุตตรฌานเป็นแนวดิ่งลงไป

 

                       กายธรรมพระสกิทาคามี หน้าตัก ๑๐ วา สูง ๑๐ วา

 

                       กายธรรมพระอนาคามี หน้าตัก ๑๕ วา สูง ๑๕ วา

 

                       กายธรรมพระอรหัต หน้าตึก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ว่าลัดกันไปเลย ก็ในทํานองเดียวกัน

 

                       เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแล้ว ผู้ฟังฟังด้วยความเบิกบาน มีความปลื้มปีติ ยกใจให้สูงด้วยทาน ด้วยศีลสวรรค์ ยกตัวอย่างอนุปุพพิกถา โทษของกาม อานิสงส์ของการออกจากกาม แล้วต่อด้วยอริยสัจ ๔ พอใจใสก็เข้าใจง่าย ต่อด้วยเรื่องชีวิตเป็นทุกข์ เหตุที่เกิดทุกข์

 

                       ถ้าหยุดความอยากได้เรียกว่า นิโรธะ พอหยุดแล้วมรรคก็เกิดเป็นตวงกลมใส ส่งใจคล้อยตามท่านไป แล้วบุญเก่าก็จุดพรวดไปเลย ถึงโคตรภูบุคคลบ้าง ถึงพระโสดาบันบ้าง พระสกิทาคามีบ้าง พระอนาคามีบ้าง ถึงกายธรรมพระอรหัตบ้าง

 

                       กายธรรมอรหัต คือ เป้าหมายสุดท้าย อรหัตตผลนั่นหมดกิเลสแล้ว สังโยชน์เบื้องสูงล่อนหมดแล้ว พูดง่ายๆ กิเลสหมดแล้วก็หลุดเลย

 

                       หลุดก็เห็นว่าหลุด เรียกว่า วิมุตติญาณทัสสนะ หลุดก็เรียกว่าวิมุตติ เห็นว่าหลุดแล้วจริงๆ เหมือนเสื้อผ้าอาภรณ์หลุดจากกายเรา หลุดเราก็รู้ว่าหลุด แล้วเราก็เห็นว่ามันหลุด เดินออกจากกางเกง เราก็รู้ว่ากางเกงมันหลุดออกไปแล้ว หลุดจากภพ ๓ ก็ในทํานองเดียวกัน เครื่องที่ผูกไว้ เหนี่ยวรั้งไว้ ที่ห่อหุ้มใจ หรือหุ้มเห็น หุ้มจำ หุ้มคิด หุ้มรู้ ดินน้ำลมไฟ วิญญาณ อากาศธาตุ ธาตุธรรมเห็นจําคิดรู้ หลุดหมดเลย ล่อนไปหมด

 

                       หลุดก็เห็นว่าหลุดจริงๆ นี่แหละจึงเป็นเครื่องยืนยันว่าหลุด ซึ่งมันมีระดับ หลุดในระดับไหน แต่ที่พูดนี่คือหลุดในระดับสมบูรณ์แล้ว คือ หลุดจากกิเลสอาสวะทั้งหมด ก็หลุดจากภพ ๓ ไปเลย ถอดออกหมดทุกกาย เหลือแต่กายธรรมอรหัต หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา

 

                       เราจะเห็นได้ว่า มรรคผลนิพพานอยู่ในตัวของเรา ไม่ได้อยู่ที่ไหน ไม่ได้เกี่ยวกับยุคกับ สมัยเลย ไม่มีหมดยุคสมัย ไม่มีล้าสมัยไม่มีทันสมัย แต่อยู่ในสมัยเสมอ ก็เพราะเขาอยู่ในตัวของเรา ซ้อนๆกันเป็นชั้นๆ เข้าไป แล้วแต่ว่าเราจะหยุดใจกันไปได้ถึงแค่ไหนเจาะเข้าไปเรี่อยๆ เหมือนนาใต้ดิน เจาะเข้าไปทีละชั้นๆ เจาะตื้นๆนํ้าไม่ไหล เจาะไปถึงแหล่งนํ้า นํ้าจึงไหลขึ้นมา นี่ก็เหมือนกัน เราก็ต้องหยุดไปถึงตรงนั้น หยุดอย่างเดียวนี่แหละเป็นตัวสําเร็จ

 

                       คำว่า วิปัสสนา ใช้ตั้งแต่กายธรรมโคตรภู่ขึ้นไป เพราะเห็นได้รอบทิศ ทุกทิศทุกทาง เนื่องจากมีธัมมจักขุ จักขุ ญาณ ปัญญาวิชชา แสงสว่าง จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน แต่คนละอย่างกัน เห็นไปด้วยพร้อมๆ กัน รวมประชุมกันตรงนั้น เห็นได้ทุกทิศทุกทาง นี่คือภาคทฤษฎีที่เราจะต้องศึกษาเอาไว้

 

ทำให้ถูกหลักวิชชา ๔ ส. สติ สบาย สม่ำเสมอ สังเกต

                       ทีนี้ในแง่ของการปฏิบัติ เมื่อเราเกิดความมั่นใจแล้วว่าเราต้องเดินอย่างนี้ เข้าใจแล้ว มั่นใจแล้วว่า เราทําอย่างนี้ไม่มีบ้าไม่เห็นโน่นเห็นนี่ที่น่ากลัว หรือหลุดตายออกไปเลย พอผ่านจุดความรู้สึกนี้ได้ ก็เหลือแต่ขั้นตอนที่เราจะต้องทำให้เป็น

 

                       ขั้นตอนที่จะต้องทํากันให้เป็น คือ ต้องขยันท่าความเพียรแล้วก็ทําให้ถูกหลักวิชชา ตรงหลักวิชชา ตรงนี้ลูกทุกคนจะต้องศึกษากันเอาไว้ จะว่ายากก็ยาก แต่ยากไม่มาก จะว่าง่ายก็ง่ายจ่ายสําหรับคนที่เข้าใจ

 

                       ถ้าเราจับหลักได้ว่า “หยุด เป็นตัวสําเร็จ” เราก็ต้องหยุดใจต้องหยุดอย่างเบาสบาย คือ มีสติ มีความสบาย แล้วก็ให้สม่ำเสมอต่อเนื่องกันไป มีแค่นี้เอง สติ สบาย สม่ำเสมอ อย่าให้ตึง ถ้าตึงแล้วจะเกร็ง ระบบประสาทจะบอกเรา ร่างกายจะบอกเราว่าไม่ถูกแล้ว ถ้าถูกวิธีมันจะโล่ง จะโปร่ง จะเบา จะสบาย แล้วเดี๋ยวมันก็เป็นไปตามขั้นตอนเอง

 

                       เราจะนึกเป็นภาพองค์พระ ดวงแก้วก็ได้ หรือจะไม่นึกก็ได้วางนิ่งเฉยๆ ให้มีสติอยู่กับตัว คือใจต้องอยู่ในท้องโดยไม่กังวลกับฐานที่ ๗ ว่าจะถูกเป๊ะไหม ตรงเลยไหม ไม่ไปคำนึงถึง

 

                       ทําความรู้สึกว่า ใจอยู่ในท้อง ใจอยู่กับเนื้อกับตัวของเรา นิ่งๆเฉยๆ แล้วก็ให้สบาย ทําแบบสุขุมาลชาติ แบบผู้มีบุญ ให้สบายคือ นิ่งๆ เฉยๆ สบายๆ แล้วรักษาความสบายให้ต่อเนื่อง อย่าให้ขาดตอน อย่าให้เสียจังหวะของการเชื่อมต่อของสติกับสบาย ที่เรียกว่า สม่ำเสมอ

 

                       เมื่อเลิกนั่งแล้ว ก็หมั่นสังเกตด้วยว่า เราทำถูกหลักวิชชาไหมมีสติ สบาย สมาเสมอหรือเปล่า ตึงไปไหม หย่อนไปไหม พอได้ยินตามทฤษฎีว่า เห็นดวง เห็นกายโน่นกายนี่ เราเลยอยากได้จนเกินไป พออยากได้เกินไป มันไม่สบายแล้ว

 

                       สังเกตร่างกายเราจะฟ้องบอกเราว่า อย่า มันตึงแล้ว เกร็งท้อง ไหล่ยกนิ้วกระดกขึ้นมาแล้ว ลูกนัยน์ตากดลงไปดูแล้ว อย่างนี้ผิดวิธีแล้ว ต้องเลิกทำ คำว่าเลิกทำ คือ เลิกทำด้วยวิธีการนั้น และมาเริ่มต้นใหม่อย่างง่ายๆ แบบนักเรียนอนุบาล

 

                       เรายังเป็นผู้ฝึกอยู่ จะมียศถาบรรดาศักดิ์ทางโลกแค่ไหน จะมีทรัพย์มากแค่ไหนก็ตาม มันคนละเรื่องกัน เราเป็นใหญ่ทางโลกแต่เป็นหนูน้อยในทางธรรม ต้องฝึกให้ถูกหลักวิชชา สติ สบายสม่ำเสมอ ในอิริยาบถทั้ง ๔ นั่ง นอน ยืน เดิน หลับตาลืมตาฝึกกันไปเรื่อย

 

                       ไม่คาดหวังว่าจะเห็นอะไร แล้วก็ไม่ตั้งความหวังว่าวันนี้จะนั่งให้ดีกว่าเมื่อวาน รอบนี้จะนั่งให้ดีกว่ารอบที่ผ่านมา หรือไปนั่งแข่งกับคนอื่นเขาว่า เราจะต้องเอาให้ดีกว่าเขาหรือเท่าเขา หรือไปนั่งน้อยเนื้อต่ำใจว่า เราชวนเขาเข้าวัดมาทีหลังแท้ๆ แต่เขากลับพบความสว่างบ้าง พบดวงธรรมบ้าง พบกายภายในบ้าง พบองค์พระบ้าง ไปนั่งน้อยเนื้อต่ำใจว่า ทําไมเรามาก่อนถึงทำไม่ได้อย่างเขาที่เราเพิ่งพามาในภายหลัง เราคงมีบุญน้อยบ้าง วาสนาน้อยบ้าง ทีจริงไม่ใช่ ถ้าเราทบทวนกันจริงๆ นะ บุญเราไม่น้อยเลย เพียงแต่เราท่าน้อย แม้ผ่านกาลเวลามา เราขาดความเพียรความพยายามกับทําไม่ถูกหลักวิชชาเท่านั้น

 

                       เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้แล้ว เราทําแค่วางใจเบาๆ เหมือนขนนกที่ลอยในอากาศ ค่อยๆ บรรจงตกไปบนผิวน้ำอย่างละมุนละไมและไม่จมเลย หรือเหมือนเราค่อยๆ วางเข็มเย็บผ้าอย่างบรรจง

 

                       บนผิวนํ้า อาศัยความตึงของผิว เข็มก็ลอยบนผิวน้ำได้ หรือการจะขีดบนใบบัวให้เป็นรอยแต่ไม่ให้มันขาด ก็ต้องค่อยๆ บรรจงในการขีด หรือการจะสนเข็มก็ต้องค่อยๆ บรรจงเอาด้ายค่อยๆสอดรูเข็ม อีกมือหนึ่งก็จับปลายเข็มให้มั่น และค่อยๆ บรรจง

 

                       จะมานั่งแบบฮึดฮัดใจร้อนแบบวิธีการทางโลกนั้นไม่ได้เราไม่ใช่นักมวย เราคือนักปฏิบัติธรรม ก็ต้องทำแบบนักปฏิบัติสบายๆ แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าเราไม่ใช่เทวดา เราเป็นคนธรรมดาก็มีล้มลุกคลุกคลานบ้าง บางวันเราก็นั่งได้ดี บางวันก็ไม่ดี ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร เห็นไม่เห็นก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร แค่ทําใจหยุดนิ่งเฉยๆ นะลูกนะ

 

                       เข้าใจอย่างนี้ดีแล้ว ต่อจากนี้ไป เวลาที่เหลืออยู่ อากาศกำลังสดชื่น ฝึกวางใจเบาๆ สบายๆ ให้นุ่มเนียนละมุนแบบสุขุมาลชาติแบบผู้มีบุญ ไม่คาดหวังว่าเราจะได้อะไร เราจะเห็นอะไร ท่าเฉยๆนิ่งๆ ใหม่ๆ มีดก็ช่างมัน สว่างก็อย่าไปตื่นเต้น อย่าไปลิงโลดใจทําเฉยๆ ในทุกประสบการณ์ หยุดใจนิ่งเฉยๆ อย่างนี้แหละ อย่างนี้แค่นี้เท่านั้นเตี๋ยวลูกทุกคนก็จะสมหวังดังใจ มีความสุขภายในเป็นรางวัล

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0022264162699382 Mins