คําสอนคุณยาย

วันที่ 22 กค. พ.ศ.2568

22-7-68_18b%281%29.png

คําสอนคุณยาย

 

ปรับกาย-ปรับใจ

                        ตั้งใจนั่งหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอสบายๆ แล้วทำใจของเราให้เบิกบานแช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ผ่องใส

 

                        หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หยุดใจของเราเบาๆไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างสบายๆ

 

                        จะตรึกนึกถึงดวงใสหรือองค์พระใสๆ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้หรือจะวางใจหยุดนิ่งโดยไม่นึกถึงภาพก็ได้ ถนัดอย่างไหนก็เอาอย่างนั้น หยุดในหยุด นิ่งในนิ่งลงไปอย่างสบายๆ

 

ที่พึ่งยามศึกชิงภพ

                        พยายามทำความคุ้นเคยกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เอาไว้ให้ดีนะลูกนะ เพราะว่าสักวันหนึ่งเราจำเป็นจะต้องใช้ถ้าหากว่าเราไม่ฝึกฝนให้ชำนาญ ถึงเวลาที่เราจะใช้ มันจะใช้ไม่ได้

 

                        แล้วช่วงที่เราจะใช้เป็นช่วงสําคัญของชีวิตคือช่วงศึกชิงภพจะไปสุคติโลกสวรรค์หรือว่าจะไปอบายภูมิก็ขึ้นอยู่กับช่วงนั้น ถ้าตอนนั้นใจเราใสบริสุทธิ์เราก็มีสุคติภูมิเป็นที่ไป ถ้าใจหมองซูบซีดก็มีอบายภูมิเป็นที่ไป หมองกับใสนี่เราเข้าใจกันอย่างดีแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าประมาทนะลูกนะ

 

                        ตอนช่วงสุดท้ายของชีวิต ช่วงนั้นร่างกายเราไม่ค่อยแข็งแรงส่วนใหญ่จะเจ็บป่วย นานๆ จะมีสักรายที่ถึงคราวละโลกแล้วร่วงไปแบบใบไม้ร่วง คือหมดยางที่จะยึดกับกิ่งแล้วก็ร่วงไป แต่ส่วนใหญ่มักจะไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งเราเลือกโรคไม่ได้ บางโรคเจ็บปวดทรมานมาก บางโรคก็พอทนได้

 

                        ทีนี้ถ้าหากว่า เราไม่ได้ฝึกฝนซ้อมกันบ่อยๆ ที่จะทำความใสของใจเอาไว้ เราจะไปเรียกร้องความใสในตอนนั้นมันยาก แม้จะมีกัลยาณมิตรอยู่รอบข้างคอยชี้แนะให้ความสว่างกัน มันก็ยากนะลูกนะ

 

                        เราอย่าหวังไปพึ่งใครเลย อย่าหวังไปพึ่งผู้ที่อยู่แวดล้อมเรา ถ้าหากหวังให้เขาเป็นกัลยาณมิตรให้เราไว้เป็นผลพลอยได้ เป็นเรื่องรองลงมา แต่ดีที่สุดเราต้องเป็นกัลยาณมิตรให้กับตัวเองคือ สอนตัวเองได้ ได้เรียนรู้ ได้ฝึกฝนในตอนที่เรายังแข็งแรงอยู่ แล้วต้องฝึกฝนให้ได้ทุกวันอย่าให้ขาดเลยแม้แต่วันเดียว เพราะนี่เป็นเรื่องส่วนตัวของเราที่จะต้องหาที่พึ่งให้กับตัวของเราเอาไว้

 

                        ลองคิดดูว่า ขนาดร่างกายยังแข็งแรง เราจะเรียกร้องเอาความใสให้เกิดขึ้นกับใจของเรานั้นยังยาก เพราะฉะนั้นไม่ควรประมาทนะลูกนะ

 

ต้องฝึกใจทุกวัน

                        ฝึกฝนอบรมใจทุกวัน ทําให้สม่ำเสมอแล้วมันจะติดเป็นนิสัยเหมือนที่เราตื่นนอนแล้วก็ต้องไปล้างหน้า แปรงฟัน ขับถ่ายอาบน้ำเป็นต้น ให้มันเป็นกิจวัตรอย่างนั้น

 

                        ฝึกบ่อยๆ ความใสก็จะบังเกิดขึ้นกับใจของเรา เป็นความใสที่จะมาปรากฏเกิดขึ้นจริงๆ ที่เห็นด้วยตาข้างใน และหลังจากนั้นเราจะหลับตาลืมตาเนื้อ ก็เห็นได้

 

                        ลืมตาก็ยังเห็นความใสอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หลับตาก็เห็นความใส ทั้งหลับตาและลืมตาก็เห็นใสด้วยกันทั้งคู่ เห็นเป็นดวงใสๆ บ้าง เป็นองค์พระใสๆ บ้าง ถ้าเห็นได้อย่างนี้ตลอดเวลาจึงจะเอาตัวรอดได้

 

                        ประการสําคัญคือ เราเข้าถึงความใสวันไหนเท่ากับเราสมปรารถนาในชีวิตในวันนั้น เพราะทุกชีวิตเกิดมาเพื่อแสวงหาความสุข นี่คือเป้าหมายของมนุษย์ ส่วนใหญ่จะคิดกันอย่างนี้ หรือจะเรียกว่าทุกคนก็ได้

 

สุดยอดปรารถนาของทุกคน

                        พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า

                       

                        สุขกามานิ ภูตานิ

 

                        สัตว์โลกทั้งหลาย สิ่งที่เป็นยอดแห่งความปรารถนาคือความสุข

 

                        นี่คือยอดปรารถนา แต่ใครจะมีความเข้าใจว่าความสุขคืออะไร อยู่ที่ไหน จะหามาได้อย่างไร นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

 

                        บางคนเข้าใจว่าความสุขอยู่ที่การมีทรัพย์ ก็ไปแสวงหาทรัพย์

 

                        บางคนเข้าใจว่าความสุขอยู่ที่การดื่ม การลิ้มรสอาหาร การได้ดมของหอมๆ ได้เห็นภาพสวยๆ ได้ยินเสียงเพราะๆ ก็จะไปหาสิ่งนั้น

 

                        ถ้าใครคิดว่าความสุขอยู่ที่ลาภยศสรรเสริญ มีอำนาจวาสนามีพวกพ้องบริวาร ก็วิ่งเข้าไปหากันตรงนั้น

                       

                        จะเริ่มต้นด้วยอะไรก็แล้วแต่ ด้วยการเห็น ได้ยิน ดมกลิ่นลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส แล้วก็ไปลงท้ายที่ความสุข คือความพึงพอใจในระดับที่มนุษย์เข้าใจได้ เพราะฉะนั้นใครถึงความสุขจึงได้ชื่อว่าสมความปรารถนา สมหวังในชีวิต

 

                        ความสุขคือสุดยอดที่มนุษย์แสวงหากัน เพราะฉะนั้นเมื่อใดใจเราได้หยุดได้นิ่ง ได้ไปถึงแหล่งแห่งความสุขที่แท้จริงแล้ว ก็ได้ชื่อว่าเราสมความปรารถนาในชีวิตนี้

 

                        ความสุขที่แท้จริงมีอยู่ที่เดียว อยู่ที่ใจหยุดใจนิ่งเท่านั้นถ้านอกเหนือจากนี้แล้วเป็นไม่มี

 

                        การที่เราแสวงหาความใส ก็เพื่อต้องการที่จะพบความสุขความสมหวังในชีวิต ดังนั้นการปฏิบัติธรรมอย่างน้อยก็เพื่อสิ่งนี้คือ พบความสุขที่แท้จริง นี่เป็นอย่างน้อย แล้วก็ได้ไปสู่สุคติภพสู่ภพอันวิเศษ

 

                        แต่เป้าหมายหลักจริงๆ ของการฝึกใจให้หยุดนิ่งนั้น เขาต้องการให้เข้าไปถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัว ซึ่งเป็นแผนผังของชีวิตเข้าไปถึงพระธรรมกาย ไปถึงพระรัตนตรัย เพื่อจะได้อาศัยพระรัตนตรัยเป็นที่ยึดที่เกาะนำพาไปสู่อายตนนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก เพื่อความดับทุกข์ดับร้อนที่อยู่ในจิตใจ

 

 

                        เพราะฉะนั้น ฝึกเอาไว้เรื่อยๆ อีกหน่อยเราจะทำได้คล่องพอได้ดวงใสหรือองค์พระใสๆ แล้ว เราจะทํามาหากินอะไร เราก็ทําไปเถิด เคลื่อนไหวข้างนอกแต่ข้างในหยุดนิ่ง ถ้าทำได้อย่างนี้ก็สมหวังทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน เป็นชีวิตที่สมบูรณ์

 

                        โลกภายนอกก็สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ภายในก็อีก ๑๐๐เปอร์เซ็นต์ เป็นชีวิต ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะสมหวังกันอย่างนี้

 

อุทิศบุญให้หมู่ญาติ

                        ตอนภาคบ่ายของทุกอาทิตย์ เป็นช่วงที่เราจะตามระลึกนึกถึงบุญที่เราได้ทำเอาไว้ เราจะได้อธิษฐานจิตของเราเพื่อเป็นอธิษฐานบารมี ให้เราได้ไปสู่จุดหมายปลายทางที่ได้ตั้งใจไว้อย่างปลอดภัยและมีชัยชนะ

 

                        และจะได้อุทิศบุญกุศลนี้ไปให้บรรพบุรุษ บุพการี หมู่ญาติของเราที่ละโลกไปแล้ว จะไปอยู่ในภพภูมิใดก็ตาม ท่านเหล่านั้นจะได้มีส่วนแห่งบุญที่เราได้อุทิศไปนี้ ด้วยอานุภาพพระธรรมกายของมหาปูชนียาจารย์ คือ พระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย และคุณยายอาจารย์ฯ ตลอดจนกระทั่งทีมงานของท่านก็จะได้นําบุญนี้ไปให้แก่บรรพบุรุษ บุพการี พ่อแม่ปู่ย่าตายายญาติพี่น้องของเราที่ละโลกไปแล้ว

 

                        ในช่วงนี้ เราก็หยุดใจให้นิ่งๆ ถ้าเราทำใจให้ใสได้แล้ว มันก็ง่าย พอหลวงพ่อบอกว่าหยุดใจ ใจมันหยุดอยู่แล้ว มันก็จะใสจะสว่าง พอใสสว่าง เดี๋ยวก็เห็นดวง เดี๋ยวก็เห็นกาย เดี๋ยวก็เห็นองค์พระภายใน

 

                        ยิ่งใส ยิ่งสว่าง เราก็ยิ่งเบิกบาน ยิ่งแช่มชื่นกันไปเรื่อยๆ องค์พระก็จะขยายกว้างออกไป และมีองค์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ องค์ที่ใสกว่า สวยกว่า ผุดซ้อนๆ กันขึ้นมา ใส บริสุทธิ์ สว่าง ถ้าได้ถึงตรงนี้พอเราตามระลึกนึกถึงบุญ จะเห็นบุญชัดเลย เห็นชัดเหมือนเห็นองค์พระธรรมกายชัดๆ นั่นแหละ จะเห็นดวงบุญซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสําเร็จในชีวิตของเรา เป็นดวงใสๆ คล้ายๆดวงธรรม แต่ว่ามีคุณสมบัติแตกต่างกัน

 

                        บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสําเร็จในชีวิตของเราทุกระดับ และทุกหนทุกแห่งในสังสารวัฏ ไม่ว่าจะในมนุษยโลกหรือในเทวโลก บุญสำคัญมากๆ นะ

 

                        ถ้าได้องค์พระแล้ว จะเห็นดวงบุญใส พอเห็นอย่างนี้เข้า จะยิ่งปลื้ม ยิ่งมีปีติ ยิ่งมีความสุขกายสบายใจหนักยิ่งขึ้นไปเลย

 

                        แต่ถ้าหากเรายังทําไม่เป็น ก็ได้แค่นิ่งๆ โล่งๆ เบาๆ สบายๆได้แค่รู้สึกด้วยใจแค่นั้นเอง แต่ถ้าหยุดได้จะเห็นเป็นภาพขึ้นมาถ้าหยุดยังไม่ได้ก็แค่รู้ ความรู้มันเกิดขึ้น แต่จะให้ดีต้องทั้งเห็นทั้งรู้นั่นแหละ คือการหยุดใจนะ ให้เข้าใจกันอย่างนี้

 

                        ต้องหมั่นขยันฝึกฝนหยุดใจกันไป อย่าให้วันเวลาผ่านไปเปล่าๆ อย่าหายใจเข้าออกทิ้งเปล่าไปฟรีๆ รับประทานอาหารให้ร่างกายแข็งแรงมีชีวิตสืบทอดกันไปเปล่าๆ ต้องเอาความมีชีวิต เอาความแข็งแรงนั้นมาฝึกฝนอบรมใจ

 

คําสอนคุณยาย

                        วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในชีวิตของเราที่เราเกิดมาสร้างบารมี และมาพ้องตรงกับวันคล้ายวันเกิดของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งเราได้ทราบประวัติชีวิตของท่านมาพอสังเขปแล้วว่า

 

                        ท่านถือกำเนิดในตระกูลของชาวนา และมีความนึกคิดที่แตกต่างจากลูกทุ่งทั้งหลาย แตกต่างจากหมู่ญาติ จากหมู่เพื่อนแตกต่างจากเขาหมดเลย คล้ายๆ กับว่าอาศัยเป็นแดนเกิดด้วยกายมนุษย์เท่านั้น เมื่อรู้เรื่องราวแล้ว มีจุดที่ชวนให้ท่านต้องแสวงหาแสงสว่างของชีวิต คือต้องการไปพบพ่อที่ตายไปแล้ว จะไปอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ ท่านตั้งใจมั่นว่าจะต้องไปพบให้ได้ แล้วก็ฝึกตนยอมตนในทุกสิ่งประดุจผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า ใครจะเหยียบจะย่ำจะเอาสิ่งสกปรกมาเช็ดถูกับผ้าขี้ริ้วนั้นก็ยอม คือใครจะเหยียบย่ำจะเยาะเย้ยถากถางหรือทําอะไรท่าน ท่านก็เฉยๆ ยอม ไม่ได้สนใจในสิ่งเหล่านั้น ถือว่าเป็นเรื่องปลีกย่อย ไม่ได้เอามาเป็นอารมณ์เมื่อไม่เอามาเป็นอารมณ์ก็ไม่เป็นเรื่องเป็นราว เป็นลมเป็นแล้งไปเพราะท่านมีเป้าหมายของชีวิตว่าจะต้องไปหาพ่อในปรโลกให้ได้

 

                        ท่านยอมตนเป็นคนรับใช้ของอุปัฏฐากคนสําคัญของวัดปากนํ้า ภาษีเจริญ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านอยู่ที่นั่น ท่านได้บรรลุธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรลุวิชชาธรรมกายและสอนด้วย ให้ไปหาพ่อหาแม่ในปรโลกได้ ใจคุณยายท่านมุ่งไปตรงนั้น จึงยอมตนเป็นคนรับใช้ เพื่อให้ได้มาถึงพระเดชพระคุณหลวงปู่ให้ได้มาถึงวิชชาธรรมกายก็เป็นพอ

 

                        เมื่อท่านตั้งใจจริงที่จะไปหาพ่อให้ได้ พอรู้ว่าต้องปฏิบัติธรรมต้องเข้าถึงธรรมกาย ท่านก็ทุ่มตัวเลย บริหารจัดสรรเวลาซึ่งมีเท่าๆ กับชาวโลกทั่วๆ ไป คือวันหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง ท่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ไม่มีที่ติ แล้วก็ปลีกเวลามาประพฤติปฏิบัติธรรม เหมือนแอบๆ ซ่อนๆ ลักลอบทําความดี ลักลอบปฏิบัติธรรมกันไป

 

                        จนกระทั่งวันหนึ่งก็สมหวังได้เข้าถึงพระธรรมกาย เป็นรางวัลสําหรับผู้ที่มีความเพียร มีความขยัน มีความตั้งใจจริงที่จะเข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ แล้วท่านก็เข้าถึงธรรมกายไปช่วยพ่อในปรโลกได้ หลังจากนั้นท่านก็ปลอดกังวล ไม่ห่วงใยอาลัยอาวรณ์อะไรเลย ในทรัพย์สินเงินทอง ในหมู่ญาติ หรือเรื่องอะไรในโลกคนสัตว์สิ่งของไม่สนใจ ไม่กังวล แม้แต่อนาคตจะมีกินหรือไม่มีกิน ใครจะเลี้ยงดูเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่คำนึง มุ่งที่จะศึกษาวิชชาธรรมกายอย่างเดียว

 

                        เมื่อมาอยู่กับพระเดชพระคุณหลวงปู่แล้ว ท่านก็ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียนวิชชาธรรมกายอย่างเอาจริงเอาจังสิ่งที่ชวนให้หงุดหงิดงุ่นง่าน ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ขัดเคืองใจ ขุ่นมัวท่านก็ไม่สนใจในสิ่งเหล่านั้น สอนตัวเองได้ว่าเราเกิดมาหาความสุข สุขทุกข์มันอยู่ที่ตัวเรา ใครจะกระทบกระแทก จะพูดจาแสดงกิริยาอาการอย่างไรก็แล้วแต่ ท่านไม่ได้รับเอาไว้เลยไม่สนใจ ไม่ถือสา และไม่เอามาเป็นอารมณ์ มุ่งจะศึกษาวิชชาธรรมกายอย่างเดียว เพราะฉะนั้นใจท่านจึงใสสว่างไสวสมหวังในการศึกษาวิชชาธรรมกายได้

 

                        คุณยายอาจารย์ฯ ท่านเคยสอนหลวงพ่อบ่อยๆ ว่า ให้มองข้ามข้อบกพร่องข้อผิดพลาดของเพื่อนมนุษย์เสียบ้าง ใจเราจะได้เบาสบาย แล้วให้เอาความสบายนั้นมาปฏิบัติธรรมจะได้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆ จะได้สมหวังในชีวิต

 

                        ถ้าไปติดในข้อบกพร่องข้อผิดพลาดของเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ คนไกล หรือใครๆ ก็ตาม เอามาคิดแล้วมันก็กลุ้มยิ่งมาปรุงแต่งมาขยายความคิด มันก็ขยายความทุกข์ เมื่อขยายความทุกข์ ใจก็ไม่เบาสบาย ใจจะหนัก ถ้าใจหนักขุ่นมัวเร่าร้อนอย่างนี้ก็จะห่างไกลจากการเข้าถึงธรรม จากการเข้าถึงวิชชาธรรมกาย ท่านอบรมพร่ำสอนกันมาอย่างนี้เรื่อยๆ

 

                        ท่านสอนว่า มนุษย์ทุกคนไม่สมบูรณ์หรอก ทั้งทางความคิด คำพูด และการกระทำ ถ้าสมบูรณ์ก็ไปนิพพานกันหมดแล้ว แต่ว่าเพราะไม่สมบูรณ์ถึงต้องมาอยู่ในโลกนี้เมื่อไม่สมบูรณ์ก็ต้องมีข้อผิดพลาดบ้างทางความคิด คำพูดการกระทำ ทางการแสดงออก อย่าไปถือสาเอามาเป็นอารมณ์ถ้าถือสาก็เป็นเรื่องเป็นราว ถ้าไม่ถือสาก็เป็นลมเป็นแล้ง

 

                        เพราะฉะนั้น สุขทุกข์มันอยู่ที่ตัวเรา เราอยากจะมีสุข เราก็ต้องปล่อยมันไปตามเรื่องตามราวของมัน ถ้าอยากจะมีทุกข์เราก็ไปถือเอาไว้ ถือสาหาความว่าเขาไม่น่าพูดอย่างนั้นกับเราไม่น่าทำอย่างนี้กับเรา แล้วก็เอามาปรุงแต่ง ส่วนคนพูดนั้นเขาหลับเป็นสุขไปแล้ว แต่เรายังมานั่งคิดอยู่ เป็นทุกข์ อย่างนี้ทําให้ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ หนักอกหนักใจ ซึ่งจะทําให้ห่างจากเป้าหมายที่เราต้องการไปถึงคือการเข้าถึงวิชชาธรรมกายและการไปสู่ที่สุดแห่งธรรม

 

                        ท่านพร่ำสอนหลวงพ่อ พร่ำสอนตัวเองอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นวิชชาธรรมกายของท่านจึงโดดเด่น เพราะท่านไม่ได้สนใจเรื่องอะไรเลย จนกระทั่งได้รับการรับรองยืนยันจากพระเดชพระคุณหลวงปู่พระผู้ปราบมารว่า เป็น “หนึ่งไม่มีสอง” ก็เพราะการฝึกตัวของท่าน สอนตัวเองของท่าน เป็นกัลยาณมิตรให้กับตัวท่านเอง จึงทําให้ได้รับการยกย่องชื่นชม

 

                        ปกติคำยกย่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้ยากถ้าหากความดีไม่มากพอ แต่ว่าเมื่อมีความดีมากพอแล้ว สิ่งนี้จึงมาปรากฏเกิดขึ้นว่า “หนึ่งไม่มีสอง” และแม้ได้รับการยกย่องชื่นชมจากมหาปูชนียาจารย์แล้ว ท่านก็ไม่หลงตัวเอง ยังไม่ลืมว่าเป้าหมายชีวิตของท่านมาสร้างบารมี จะไปตามหาพ่อ จะศึกษาวิชชาธรรมกาย จะไปสู่ที่สุดแห่งธรรม แล้วจะขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก เพราะฉะนั้นไม่ลืมตัวเองและไม่หลงหนทางที่จะไปยังมั่นคงและแน่วแน่ท่านจึงเอาตัวรอดได้เป้าหมายชีวิตยังชัดเจนยังแจ่มใสตลอด

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0017196814219157 Mins