
ส่วนประกอบและโครงสร้าง
ของมหาธรรมกายเจดีย์
ความเป็นพันปีของมหาธรรมกายเจดีย์
(อ.ณัฐบุตร ชยอมร ดร.ลาภ จิตนุยานนท์)
ตัวเลขต่างๆ ที่จะนำเสนอเป็นข้อมูลให้ทราบนี้ เป็นตัวเลขที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมอบหมายมาให้อย่างชัดเจน ไม่มีการตีความไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่ทุกอย่างที่เราทำก็คือพัฒนารายละเอียดที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อมอบหมายมา เพื่อให้เป็นผลงานก่อสร้างที่ดีที่สุด
โครงสร้างของมหาธรรมกายเจดีย์
(อ.วิจิตร ชินาลัย ดร.ลาภ จิตนุยานนท์)
การพัฒนาแบบมหาธรรมกายเจดีย์ ให้เป็นไปตามแนวคิด เป็นไปตามรูปแบบทางละเอียดที่หลวงพ่อมอบหมายให้ คือทีมงานของเราได้พัฒนาแนวคิดซึ่งเป็นอุดมการณ์ เป็นอุดมคติในทางละเอียดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ให้ออกมาเป็นแบบบนแผ่นกระดาษ เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างตามหลักวิชาการ และให้เสร็จตามที่หลวงพ่อกำหนด
มหาธรรมกายเจดีย์มีเนื้อที่ ๑ ตารางกิโลเมตร มีความกว้าง ๑,๐๐๐ เมตร และความยาว ๑,๐๐๐ เมตร องค์ธรรมกายเจดีย์แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน
ส่วนที่ ๑ พุทธรัตนะ เป็นส่วนที่มีความสำคัญเพราะเป็นศูนย์กลางองค์เจดีย์ เป็นส่วนที่อยู่ในบริเวณสีทอง ประกอบด้วยโดมและเชิงลาดของโดม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐๘ เมตร
ส่วนที่ ๒ ธรรมรัตนะ เป็นส่วนที่ถัดลงมา มีระยะห่างจากขอบปลายของพุทธรัตนะ ๑๐.๘๐ เมตร
ส่วนที่ ๓ สังฆรัตนะ มีเนื้อที่ห่างจากธรรมรัตนะจนถึงปลายสุด
ของธรรมกายเจดีย์ ๗๕.๖๐ เมตร
เพราะฉะนั้น ถ้ารวมทั้ง ๓ ส่วนแล้ว จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางรวมเท่ากับ ๑๙๔.๔๐ เมตร แม้เราจะแยกออกเป็น ๓ ส่วนก็จริง แต่ในวิธีการกำหนดโซน เพื่อความสะดวกในการทำแบบก่อสร้าง เราแบ่งออกเป็น ๑๒ โซน คือ
โซนที่ ๑ เป็นส่วนของโดม

โซนที่ ๒ เป็นเชิงลาดของโดม
โซนที่ ๓ ส่วนของธรรมรัตนะ
โซนที่ ๔ ส่วนของสังฆรัตนะ
ถัดออกมาจากองค์ธรรมกายเจดีย์เป็น โซนที่ ๕ เป็นทางเดินเวียนเทียนของพระสงฆ์ มีความกว้างของวงแหวนทางเดิน ๑๘ เมตร ถัดออกมาคือ โซนที่ ๖ จะเป็นวงแหวนของสระน้ำ เป็นสระน้ำที่มีความกว้าง ๙ เมตร ถัดออกมาอีกวงหนึ่ง ซึ่งเป็นวงนอกคือ โซนที่ ๗ จะเป็นวงแหวนเวียนเทียนของสาธุชน มีความกว้าง ๑๘ เมตร และถัดออกมา คือ โซนที่ ๘ เป็นวงแหวนสนามหญ้า ลานนั่งของพุทธศาสนิกชน ๕๐๐,๐๐๐ คน ถัดจากวงแหวนสนามหญ้าคือ โซนที่ ๙ จะเป็นวงแหวนวิหารคดตามด้วยโซนที่ ๑๐ เป็นวงแหวนสระน้ำ ๘๑ เมตร ต่อมาเป็นโซนที่ ๑๑ เป็นบริเวณสนามหญ้า ถัดมาเป็น โซนที่ ๑๒ เป็นบริเวณคูน้ำรอบพื้นที่มีความกว้าง ๒๗ เมตร ทั้งหมดนี้คือขอบเขตของโครงการมหาธรรมกายเจดีย์ ที่มีความกว้าง ๑,๐๐๐ เมตร และความยาว ๑,๐๐๐ เมตร
ส่วนความสูงของมหาธรรมกายเจดีย์แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนยอด เป็นส่วนโดมและเชิงลาดโดม ซึ่งเป็นส่วนพุทธรัตนะ ส่วนกลางเป็นส่วนของธรรมรัตนะ และส่วนล่างสุดเป็นส่วนของสังฆรัตนะ ทั้ง ๓ ส่วนนี้มีความสูงแต่ละส่วน ๑๐.๘๐ เมตร เท่าๆ กันทั้ง ๓ ส่วน ซึ่งรวมแล้วมหาธรรมกายเจดีย์จะมีความสูงโดยรวม ๓๒.๔๐ เมตร
น้ำหนักโดยรวมของมหาธรรมกายเจดีย์นั้น มีน้ำหนักประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ ตัน รวมพระธรรมกายประจำตัวจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ องค์ และฐานรองรับองค์พระซึ่งเป็นโลหะสัมฤทธิ์ ตัวเลขจากการคำนวณเสาเข็มมหาธรรมกายเจดีย์ สามารถรับน้ำหนักได้ไม่ต่ำกว่า ๒๕๐,๐๐๐ ตัน ส่วนผิวของพุทธรัตนะจะประกอบด้วยพระธรรมกายประจำตัว ซึ่งมีขนาดความกว้างที่ฐาน ๑๘ ซ.ม. และองค์พระมีความสูง ๑๘ ซ.ม. ประดิษฐานอยู่โดยรอบโดมและที่เชิงลาดของโดมในส่วนที่ ๑ พุทธรัตนะ

ส่วนโครงสร้างของโดมและเชิงลาดโดมจะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กห่างจากผิวพอประมาณเพื่อระบายอากาศภายใต้ผิวสัมฤทธิ์ สำหรับส่วนที่เป็นธรรมรัตนะและสังฆรัตนะ โครงสร้างโดยทั่วไปเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กเช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ แต่จะมีผิวเป็นหินแกรนิต ต่อเนื่องตลอดลงมาจนถึงขอบล่างสุดขององค์ธรรมกายเจดีย์
องค์ประกอบต่างๆ ที่เรานำมาใช้ในการก่อสร้างธรรมกายเจดีย์นี้เราเลือกสรรวัสดุอย่างยิ่งยวด เราได้ออกแบบส่วนผสมเป็นพิเศษ ถ้าคิดในเชิงการค้าแล้วคงไม่มีใครเขาทำกัน เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก และต้องใช้กรรมวิธีซับซ้อนมากมายในการผลิตเพื่อให้มีความแข็งแรงทนทาน ทำให้เรามั่นใจว่าเราทำดีที่สุดแล้ว
ส่วนเรื่องขององค์ประกอบที่ประดับองค์ธรรมกายเจดีย์ภายนอกซึ่งจะต้องให้อยู่ยืนยาวมีอายุเกิน ๑,๐๐๐ ปีให้ได้นั้น เราเลือกวัสดุที่มีการพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถทนแดดทนฝน ทนบรรยากาศได้นับเป็นพันๆ ปีทีเดียว
ครั้งแรกที่ได้รับโจทย์นี้มาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่าให้สร้างมหาธรรมกายเจดีย์มีอายุถึง ๑,๐๐๐ ปี พอได้ฟังคำนี้ ผม (ดร.ลาภ จิตนุยานนท์) ตกใจมากทีเดียว เพราะว่าผู้ออกแบบทั่วโลกไม่เคยมีใครคิดโจทย์
อย่างนี้มาก่อน ทุกวันนี้บางคืนผมนอนไม่หลับ เพราะต้องคิดต้องคำนวณไปถึงเรื่อง ๑,๐๐๐ ปี แต่สิ่งแรกที่ผมต้องพิจารณาก่อนมี ๒ ประเด็นคือ
๑. จะใช้เนื้อวัสดุอะไร ที่ในการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์
๒. การประกอบโครงสร้างของมหาธรรมกายเจดีย์จะประกอบอย่างไรให้ทนทานที่สุด
คอนกรีต
(ดร.ลาภ จิตนุยานนท์)
ประเด็นแรกในเรื่องของวัสดุที่จะใช้ในการก่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ สรุปแล้วมี ๒ ประเภทที่จะนำมาใช้ได้
ประเภทที่ ๑ เหล็ก ซึ่งคนใช้เหล็กในการก่อสร้างมาตั้งแต่โบราณเมื่อ ๒๐๐-๓๐๐ ปีที่ผ่านมา และเหล็กนี้สามารถอยู่ได้ถึง ๑,๐๐๐ ปี
ประเภทที่ ๒ ซีเมนต์ สามารถอยู่ได้ถึง ๑,๐๐๐ ปีแน่ๆ เพราะสมัยที่อียิปต์สร้างปิรามิดนั้น เขาใช้ปูนขาวปนกับน้ำแล้วนำมาเทระหว่างก้อนหินของปิรามิด และปิรามิดก็อยู่มาถึง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ปีแล้ว ส่วนชาวโรมันก็เอาปูนขาวไปผสมกับดินเหนียวแล้วเอาไปเผา เผาแล้วเอามาบดที่เราเรียกว่า Portland cement มาทุกวันนี้
จากวัสดุทั้ง ๒ ประเภทนี้ เหล็กก็น่าจะใช้ได้ แต่เหล็กจะต้องมีการดูแลรักษาสูงกว่าซีเมนต์ เราจึงเลือกซีเมนต์ และแน่ใจว่าถ้าเราเอาซีเมนต์มาใช้ คงใช้ได้ดี แต่จะต้องทำให้ซีเมนต์เป็นคอนกรีตเสียก่อน โดยการนำมาผสมกับทรายและหินเพื่อให้มีคุณภาพสูง จึงได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์กว่า ทำอย่างไรจะทำให้คอนกรีตของเราดีที่สุด
ผลสุดท้ายก็ได้คำตอบว่า วิธีที่ ๑ ให้ใช้น้ำน้อยที่สุดในส่วนผสม วิธีที่ ๒ ให้เลือกหินที่มีเหลี่ยมค่อนข้างกลมที่สุด จะทำให้คอนกรีตเนื้อแน่นขึ้น หลังจากที่ทำการทดสอบมานานถึง ๖ เดือนเต็ม ทดลองใช้มา ๑๐ กว่าสูตร แล้วเราก็ทำสำเร็จ เราได้สูตรที่ดีมาก เราส่งตัวอย่างไปที่ประเทศเดนมาร์ก ให้เขาตัด Specimen ออกเป็นชิ้นๆ แล้วเอา Microscope ดูความแน่นของเนื้อคอนกรีต ดูการกระจายของหินในคอนกรีต ปรากฏผลออกมาดีมากทีเดียว บริษัทซีแพคเขาพอใจคอนกรีตสูตรนี้มาก ถึงกับขอสูตรตัวนี้ไปลง Journal วารสารของบริษัทซีแพค พวกเราภูมิใจมากที่บริษัทซีแพคยังยอมรับสูตรของเรา
ส่วนวัสดุประเภทพลาสติก หรือวัสดุประเภทที่ทำด้วยสารเคมีจากโรงงานปิโตรเลียม เราพยายามจะไม่ใช้ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ เราจะนำมาใช้ในจุดที่เราสามารถกลับมาซ่อมแซมได้อีกใน ๔๐-๕๐ ปีข้างหน้า ในกรณีที่จะเป็นวัสดุที่ฝังอยู่ในคอนกรีต เราจะไม่ใช้ประเภทนี้
หินแกรนิต
(พระภูเบศ ฌานาภิญโญ อ.วิจิตร ชินาลัย)
ส่วนในเรื่องผิว ถ้าไปดูโบราณสถานทั่วๆ ไป เขาจะใช้หินเป็นวัสดุหลัก แต่ในโครงการของเราใช้คอนกรีต เราก็มั่นใจเพียงพอแล้ว การจะนำอิฐ หินหนาๆ แบบโบราณสถานอาจไม่มีความจำเป็นแล้วก็สิ้นเปลืองเวลามาก เพราะมีเทคโนโลยีของเราอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องใช้หินแบบนั้น
แต่การใช้ผิววัสดุที่คลุมข้างนอกคงจะต้องรักษาระเบียบและวัฒนธรรมตามหลักการของพุทธสถานและศาสนสถานทั่วๆ ไป จึงตัดสินใจใช้หิน แล้วเราก็พบว่าหินแกรนิตมีคุณสมบัติในความแกร่ง และดูดซึมซับน้ำน้อย ผิวมีความคงทนสูงกว่าหินอ่อนมาก อายุของหินแกรนิตก็สูงกว่าเม็ดสีของหินแกรนิตมีความสม่ำเสมอ มองดูแล้วจะมีความงามและความสง่าอยู่ในตัว
เราได้ไปสำรวจดูหินมามากมายหลายแห่ง จนพบว่าแหล่งหินในอเมริกาเป็นแหล่งหินที่ดีมาก มีปริมาณหินแกรนิตที่เราต้องการอย่างเพียงพอ ซึ่งหากในอนาคตมีการซ่อมบ้างก็ยังสามารถใช้จากแหล่งนี้ได้ แต่สำหรับหินแกรนิตในประเทศจะแตกต่างด้านเม็ดสี ความหนาแน่น นอกจากนี้ยังมีคุณภาพตามที่เรากำหนด และมีราคาใกล้เคียงกับหินในประเทศด้วย เราจึงระบุให้เขาตัดส่งมาเป็นบล็อก (Block) ๑ บล็อกมีปริมาตร ๖ ถึง ๘ ลูกบาศก์เมตร และเขาจะต้องส่งตัวอย่างของหินแกรนิตนี้ไปทำการทดสอบ (Test) ทุกๆ ๓๐ บล็อก ตอนแรกเขาไม่อยาก Test เพราะเขามั่นใจในหินของเขา และต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่เรายืนยันว่าถ้าหากเขาเชื่อในคุณสมบัติของหินว่าดีจริง เขากลัวด้วยหรือที่จะ Test เขาเจอมีลักษณะการใช้งานประมาณบ่าย ๓ โมงเป็นต้นไป คงอยู่ในวิสัยที่จะสามารถนั่งได้อย่างสบายๆ

บรอนซ์ : วัสดุองค์พระ และโดมเจดีย์
(พระภูเบศ อ.วิจิตร อ.ณัฐบุตร)
พระเดชพระคุณหลวงพ่อมีดำริว่า วัสดุที่จะนำมาใช้สร้างองค์พระธรรมกายประจำตัว และนำมาใช้เป็นผิวนอกของมหาธรรมกายเจดีย์ต้องเป็นวัสดุเดียวกัน
เราก็พยายามวิเคราะห์วิจารณ์กันหลายทางว่าจะนำวัสดุอะไรที่สามารถสร้างองค์พระและ Cladding (คือส่วนที่เป็นผิวนอกองค์มหาธรรมกายเจดีย์ต่อจากคอนกรีตรองรับพระธรรมกายประจำตัว)
ทำไมเราไม่ใช้แก้วมาทำองค์พระและ Cladding ถ้าเราใช้แก้วโอกาสที่จะถูกทำลาย โอกาสที่จะเสียหายมีสูงมาก แค่ ๑๐ ปีเราก็คงรักษาไม่ได้แล้ว โดยลำพังตัวแก้วเองสามารถอยู่ได้เป็นพันปี แต่แก้วไม่สามารถทนแรงจากมือมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นแก้วก็เลยตกรอบ
หากเราใช้ทองคำ เราจะประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายซึ่งต้องใช้งบประมาณมาก และที่สำคัญคือเรากลัวความโลภของมนุษย์
หากเราใช้หินทั้งหมด เราคงไม่สามารถสร้างองค์พระทุกองค์ให้มีพุทธลักษณะทุกสัดส่วนเหมือนกันหมดและต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานมาก อาจจะใช้เวลาทั้งชีวิตอย่างเช่น บรมพุทโธ ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง ๗๐ ปี
ถ้าเราใช้ไทเทเนียม ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้กับยานอวกาศที่มีคุณสมบัติ

ในตัวแกร่ง แต่ไทเทเนียมไม่เคยมีผลงานให้เห็นว่าอยู่ยืนนานถึงพันปี
ในที่สุดก็ตัดสินใจเอาบรอนซ์มาใช้งาน เพราะเราพบว่า บรอนซ์หรือทองสัมฤทธิ์ เป็นวัตถุที่อยู่นานกว่าพันปีมาแล้ว เช่น พระพุทธรูปเทวรูปที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย มีอายุถึง ๔,๕๐๐ ปี เป็นทองสัมฤทธิ์พบที่บ้านเชียง วัฒนธรรมบ้านเชียง ถือว่าเป็นแหล่งวัฒนธรรมสัมฤทธิ์เก่าแก่ที่สุดในโลก เทวรูป พระพุทธรูป เครื่องใช้ กำไลข้อมือ กำไลข้อเท้าที่ขุดพบได้ที่บ้านเชียงเป็นทองสัมฤทธิ์ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราจึงตัดสินใจใช้บรอนซ์หรือทองสัมฤทธิ์ สร้างองค์พระประจำตัวและสร้าง Cladding คลุมโดมธรรมกายเจดีย์
การผลิตบรอนซ์นั้นเราสั่งซื้อบรอนซ์จากอเมริกา นำเข้ามาสำเร็จรูป (Ingot) ตามส่วนผสมที่เรากำหนด เพื่อสร้างองค์พระธรรมกายประจำตัว เพราะเขาผลิตจากทองแดงจริงๆ และในประเทศไทยเราไม่ถนัดในการหล่อบรอนซ์ เราชำนาญในการหล่อทองเหลืองมากกว่า
ส่วนบรอนซ์ที่ใช้ทำ Cladding เราสั่งจากญี่ปุ่น เพราะเขาหล่อบรอนซ์ด้วยระบบสูญญากาศ ไม่ใช้ระบบทรายซึ่งเป็นวิธีการดั้งเดิมมาแต่การหล่อแบบทรายโลหะที่หล่อออกมาจะขาดความสมบูรณ์สมัยโบราณในเนื้อโลหะ อาจมีรูพรุนเกิดขึ้นมาก เพราะฉะนั้น การที่เนื้อวัสดุแน่นโอกาสที่จะอยู่นานนับพันปีก็สูงกว่าการหล่อวัสดุที่มีเนื้อพรุน เมืองไทยยังไม่สามารถผลิตระบบนี้ได้ จึงต้องจ้างญี่ปุ่นผลิตระบบนีแทน ด้วยสาเหตุที่ต้องการวัสดุที่มีเนื้อแน่นและเนียน เรียกว่า Vacuum Process คือการหล่อโลหะบรอนซ์โดยการดึงอากาศออกมาจากแบบทราย ให้เป็นสูญญากาศแล้วฉีดน้ำโลหะเข้าไป วิธีนี้จะทำให้ผิวของโลหะที่หล่อออกมาเนียนมาก และเนื้อโลหะจะแน่นมากกว่าหล่อด้วยระบบทรายดั้งเดิม
นอกจากนี้ บรอนซ์ยังมีคุณสมบัติในการปกป้องเนื้อบรอนซ์อีกประการหนึ่ง คือหากสนิมเกิดขึ้นในเนื้อโลหะของบรอนซ์แล้ว จะเกิดการเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวอมฟ้า สนิมนี้มีโอกาสเกิดขึ้นแน่นอน แต่ในช่วงระยะเวลา ๕-๑๐ ปีแรก สนิมอาจยังเกิดขึ้นไม่มาก ต้องใช้เวลานานพอสมควรอีกทั้งขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศ ความชื้น และแสงแดดด้วย การเปลี่ยนสีนี้จะค่อยๆ เปลี่ยนไปแต่ก็ต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี และถ้าหากว่าบรอนซ์เกิดสนิมขึ้นมาแล้ว สนิมนั้นจะเป็นตัวป้องกันเนื้อโลหะ ไม่ให้สารเคมีภายนอกเข้ามาทำลายได้ ออกไซด์ของโลหะจะปกคลุมผิว ป้องกันสารเคมีโดยธรรมชาติ สนิมนี้จะเนียนมาก สนิมจะค่อยๆ เกิดขึ้นด้วยระยะเวลาอันยาวนาน และจะเป็นคล้ายแผ่น film ที่จะป้องกันผิวของบรอนซ์ไม่ให้ออกไซด์กินลึกเข้าไปในเนื้อโลหะ ไม่เหมือนเหล็กเมื่อเป็นสนิมแล้วสนิมเหล็กจะกินลึกเข้าไปในเนื้อเหล็กเลย แต่สนิมบรอนซ์จะกินแค่ผิวแล้วแผ่ตัวไปป้องกันออกซิเจนไม่ให้ไปเจอกับเนื้อโลหะ นับว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของบรอนซ์ ที่จะทำให้เกิดการสึกกร่อนยากมาก