ธรรมกายในพระพุทธศาสนา

วันที่ 25 สค. พ.ศ.2568

25_8_68_67br%282%29.jpg

 

 

ธรรมกายในพระพุทธศาสนา

โดย เกษมสุข ภมรสถิตย์

 

25_8_68_67br%281%29.jpg

 

 

                   คำว่า “ธรรมกาย” นอกจากจะปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว ยังปรากฏอยู่มากมายในคัมภีร์ และพระสูตรทางพระพุทธศาสนามากมายในต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะประเทศไทยมิใช่ประเทศเดียวที่นับถือพระพุทธศาสนา พระไตรปิฎกจึงมิได้เป็นเอกสารทางพระพุทธศาสนาเพียงชิ้นเดียว ที่เพียงพอจะพิสูจน์ทั้งหมดของพระพุทธศาสนาได้และเช่นเดียวกัน ถ้าหากจะกล่าวว่า ธรรมกายเป็นของพุทธฝ่ายมหายานมิได้เป็นของฝ่ายเถรวาท ก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะธรรมกายปรากฏอยู่เด่นชัดมาก่อนเกิดการแบ่งแยกออกเป็นสงฆ์ฝ่ายมหาสังฆิกะกับเถรวาทเสียด้วยซ้ำ ที่อ้างได้เช่นนี้เพราะว่าในอโศกวัฒนะ อันเป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ของมหาธรรมราชาอโศกมหาราชพระองค์นี้ ได้กล่าวถึงคำว่าธรรมกายและภาวะแห่งธรรมกายไว้ชัดเจนว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นประกอบด้วยกายทั้งสองคือ

 

                   พระรูปกาย หมายถึง กายที่มีลักษณะครบถ้วนตามลักษณะของพระมหาปุริสลักษณะ

 

                   พระธรรมกาย คือกายภายในที่เกิดจากการตรัสรู้ธรรมของพระองค์

 

                   อีกทั้งการสร้างพุทธเจดีย์ของพระองค์ ก็มุ่งสร้างเพื่อบูชาแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ และเพื่อบูชาพระธรรมกายด้วย โดยการสร้างเจดีย์ทรงกลมขึ้นแทนดวงธรรม หมายถึงธรรมกาย และแทนพระรูปกายด้วยพระสรีรังคาร จึงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าธรรมกายมีมาแล้ว และเป็นที่รู้จักเข้าใจดีในสมัยนั้น และยังเข้าถึงได้อีกด้วย เช่น พระดำรัสของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ว่า ทรงทำสมาธิเข้าไปเห็น เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ด้วยการผ่านการเห็นของพระธรรมกาย---By the vision of Dharmakaya คำนี้เท่ากับเป็นการตอกย้ำอีกด้วยว่า พระเจ้าอโศกมหาราชเองก็ทรงเข้าถึงสภาวะแห่งธรรมเบื้องต้นด้วยการปฏิบัติธรรม

 

                   จากการศึกษาพบว่า สายการสอนการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้นมีพระสงฆ์นิกายหนึ่งซึ่งต่อตรงมาจากพระมหากัสสปะ และพระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า สรวาสติวาท (Sarvastivada) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพระไวภาษีก (Vaipasika) ซึ่งเป็นการเรียนการสอนที่พระอุปคุปตะ พระอรหันต์คู่พระทัยของพระเจ้าอโศกมหาราชได้รับการถ่ายทอดมา ดังนั้นที่ปรากฏมีกล่าวถึง “ธรรมกาย” ในอโศกวัฒนะ และธรรมกายในการสร้างพุทธเจดีย์ จึงเป็นสิ่งที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงได้รับการสั่งสอนจากพระอุปคุปตะ ผู้เป็นศิษย์ของสรวาสติวาท เท่ากับสรุปได้ว่า พระในสรวาสติวาทเป็นพระที่รู้ และเข้าใจเรื่องธรรมกายเป็นอย่างดี จึงสามารถสอนศิษย์ผู้กล้าแข็ง เช่น พระเจ้าอโศกมหาราชให้ทรงยอมรับและเข้าพระทัยในความเป็นธรรมกายอย่างซาบซึ้งได้เช่นนี้

 

 

                   ณ จุดนี้ทำให้สามารถมองย้อนขึ้นไปได้ว่า เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชเข้าถึง รู้จัก เข้าใจธรรมกายโดยการสอนของพระอุปคุปตะสายสรวาสติวาท ดังนั้นสารวาสติวาทย่อมรู้จักและเข้าใจธรรมกาย ส่วนพระในสรวาสติวาทนั้นเองเล่าก็เป็นศิษย์ของพระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก ดังนั้นพระอานนท์จึงย่อมรู้จักและเข้าใจในธรรมกายดี อีกทั้งพระอานนท์เองก็เรียนรู้มาอีกทีจากพระมหากัสสปะพระอรหันต์เถระในช่วงพุทธกาล จึงเท่ากับเป็นการพิสูจน์ได้แล้วว่า ธรรมกายนั้นมีมาเนิ่นนานนับเนื่องจากพุทธกาลเป็นต้นมา ธรรมกายจึงมิได้เป็นของฝ่ายมหายาน ฝ่ายเถรวาทหรือฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่ธรรมกายกลับเป็นทั้งหมดของพระพุทธศาสนาที่ถูกนำมาสอนถ่ายทอดกันต่อๆ มาอีกนับร้อยปี 

 

                   แม้ในประเทศศรีลังกา ประเทศที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยถือว่าเป็นต้นกำเนิดของเถรวาทในเมืองไทย ก็เป็นพระพุทธศาสนาที่รับการเผยแผ่โดยตรงมาจากพระเจ้าอโศกมหาราช ธรรมกายจึงเป็นที่เข้าใจดีในหมู่ชาวพุทธศรีลังกา มิฉะนั้นในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระชาวศรีลังกาจำนวนมากมายคงจะไม่มุ่งหน้าเข้ามาศึกษา หากว่าท่านเหล่านั้นไม่คุ้นเคยและไม่รู้จักกับคำว่า “ธรรมกาย”

 

                   ส่วนการสร้างเจดีย์ ตามประวัติศาสตร์ต่างพบว่าเจดีย์สำคัญหลายต่อหลายแห่งสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์กับพระธรรมกาย เป็นสัญลักษณ์แห่งธรรมกายเช่น บรมพุทโธ พุทธเจดีย์ยิ่งใหญ่ที่นักวิชาการเชิงพุทธพยายามจะหาคำอธิบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคำว่า “The Dharmakaya Stupaซึ่งการศึกษาบรมพุทโธนั้น ผู้ที่ได้ชื่อว่าศึกษามากที่สุดคือ พอล มุส (Paul Mus) ผู้ให้นิยามการสร้างบรมพุทโธว่าเป็น The Theory of Dharmakaya เลยทีเดียว ณ จุดนี้ คือความเจริญรุ่งเรืองอย่างเห็นได้ชัดในหลักฐานของศึกสามนครของไทยเรา คำว่า ธรรมกาย ก็ยังคงมี และยังคงดำเนินด้วยดีอยู่ในศรีวิชัย อาณาจักรที่เรืองอำนาจหนักหนาในเส้นทางการค้าเครื่องเทศหรือเส้นทางสายไหมทางทะเล เป็นจุดที่พระจีนเมื่อจะเดินทางไปศึกษาต่อในนาลันทา ต้องมาพักเพื่อเรียนภาษาสันสกฤตที่นี่ และสำหรับนาลันทานั้นเป็นพุทธมหาวิทยาลัยยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ และคำว่าธรรมกายก็มีที่นั่น และจะต้องมีมากมาย มิฉะนั้น จีนกับธิเบตจะเอาคำว่าธรรมกายไปจากไหน ในเมื่อพระส่วนใหญ่ของจีนจบไปจากนาลันทา

 

                   ย้อนกลับมาที่พระเจ้ากนิษกะ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่เชื้อสายซิเตียน (Scy-thian ชาวอินเดียรู้จักชนเผ่านี้ในชื่อว่า ศกะ-Sakas) ผู้ทำการสังคายนาพระพุทธศาสนาอีกครั้งก่อนส่งเข้าไปในจีนและกัสมิระ (แคชเมียร์) กษัตริย์พระองค์นี้ทรงเป็นลูกศิษย์ของพระสรวาสติวาทด้วยเหมือนกันจึงเป็นการยืนยันได้ว่าการสังคายนาครั้งนั้น คำว่าธรรมกายเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมเพราะเป็นพระพุทธศาสนาในกัสมิระ ธิเบต และจีนนั้น มีคำว่าธรรมกายอยู่มากมาย ถ้าไม่ถูกส่งไปจากพระเจ้ากนิษกะมหาราชแล้วจะมาจากไหนจึงพิสูจน์ได้อีกชั้นหนึ่งว่า “ธรรมกาย” มีอยู่อย่างเฉิดฉายในสมัยพระเจ้ากนิษกะมหาราชแห่งอินเดียตอนเหนือผู้เรืองนาม ผู้ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ประมาณพุทธศักราช ๕๐๐-๖๐๐

 

                   ถ้าจะให้นิยามคำว่า “ธรรมกาย” นั้น ก็สามารถหาได้จากหนังสือมากมายที่ค้นคว้า และเขียนไว้โดยนักวิชาการเชิงพุทธชาวตะวันตก เช่น Adrian Snodgrass นักเจดีย์วิทยาคนเดียวของโลก D.T.Suzuki, DwightGoddard, Austin Waddell, Alan W. Watt. หรือที่จะพอดูกันได้ง่ายๆ ใน Shambhala Dictionary ที่ให้คำแปลหรือให้นิยามธรรมกายไว้ว่า

 

                   "The Dharmakaya (body of the great order): is the unity of the Buddha with everything existing. At the same time it represents the LAW (dharma) the teaching expounded by the Buddha"

 

                   ธรรมกาย คือการรวบรวมเข้าไว้ซึ่งมวลแห่งธรรมที่สามารถเข้าถึงได้ และในขณะเดียวกัน ธรรมกายยังหมายถึง ธรรมะที่เป็นคำสอนของพระพุทธองค์อีกด้วย

 

“ในสภาวะที่ต้องสร้างขวัญกำลังใจ

ก็ต้องรู้จักสร้างบุญบารมี

เพราะบุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข

และความสำเร็จในชีวิตของทุกคน

จะทำอะไรก็ตาม เราจะมีเพียงมือถึง

ใจถึง ทุนถึง ทีมถึง ฯลฯ ถึง แค่นี้ยังไม่เพียงพอ

ต้อง “บุญถึง” ด้วยจึงจะประสบความสำเร็จได้

การสร้างบารมีก็ทำง่ายๆ สั้นๆ คือ ทาน ศีล ภาวนา นั่นเอง”

 

พระราชภาวนาวิสุทธิ์

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00040778319040934 Mins