
ธรรมกายในพระพุทธศาสนา
โดย เกษมสุข ภมรสถิตย์

คำว่า “ธรรมกาย” นอกจากจะปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว ยังปรากฏอยู่มากมายในคัมภีร์ และพระสูตรทางพระพุทธศาสนามากมายในต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะประเทศไทยมิใช่ประเทศเดียวที่นับถือพระพุทธศาสนา พระไตรปิฎกจึงมิได้เป็นเอกสารทางพระพุทธศาสนาเพียงชิ้นเดียว ที่เพียงพอจะพิสูจน์ทั้งหมดของพระพุทธศาสนาได้และเช่นเดียวกัน ถ้าหากจะกล่าวว่า ธรรมกายเป็นของพุทธฝ่ายมหายานมิได้เป็นของฝ่ายเถรวาท ก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะธรรมกายปรากฏอยู่เด่นชัดมาก่อนเกิดการแบ่งแยกออกเป็นสงฆ์ฝ่ายมหาสังฆิกะกับเถรวาทเสียด้วยซ้ำ ที่อ้างได้เช่นนี้เพราะว่าในอโศกวัฒนะ อันเป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ของมหาธรรมราชาอโศกมหาราชพระองค์นี้ ได้กล่าวถึงคำว่าธรรมกายและภาวะแห่งธรรมกายไว้ชัดเจนว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นประกอบด้วยกายทั้งสองคือ
พระรูปกาย หมายถึง กายที่มีลักษณะครบถ้วนตามลักษณะของพระมหาปุริสลักษณะ
พระธรรมกาย คือกายภายในที่เกิดจากการตรัสรู้ธรรมของพระองค์
อีกทั้งการสร้างพุทธเจดีย์ของพระองค์ ก็มุ่งสร้างเพื่อบูชาแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ และเพื่อบูชาพระธรรมกายด้วย โดยการสร้างเจดีย์ทรงกลมขึ้นแทนดวงธรรม หมายถึงธรรมกาย และแทนพระรูปกายด้วยพระสรีรังคาร จึงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าธรรมกายมีมาแล้ว และเป็นที่รู้จักเข้าใจดีในสมัยนั้น และยังเข้าถึงได้อีกด้วย เช่น พระดำรัสของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ว่า ทรงทำสมาธิเข้าไปเห็น เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ด้วยการผ่านการเห็นของพระธรรมกาย---By the vision of Dharmakaya คำนี้เท่ากับเป็นการตอกย้ำอีกด้วยว่า พระเจ้าอโศกมหาราชเองก็ทรงเข้าถึงสภาวะแห่งธรรมเบื้องต้นด้วยการปฏิบัติธรรม
จากการศึกษาพบว่า สายการสอนการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้นมีพระสงฆ์นิกายหนึ่งซึ่งต่อตรงมาจากพระมหากัสสปะ และพระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า สรวาสติวาท (Sarvastivada) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพระไวภาษีก (Vaipasika) ซึ่งเป็นการเรียนการสอนที่พระอุปคุปตะ พระอรหันต์คู่พระทัยของพระเจ้าอโศกมหาราชได้รับการถ่ายทอดมา ดังนั้นที่ปรากฏมีกล่าวถึง “ธรรมกาย” ในอโศกวัฒนะ และธรรมกายในการสร้างพุทธเจดีย์ จึงเป็นสิ่งที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงได้รับการสั่งสอนจากพระอุปคุปตะ ผู้เป็นศิษย์ของสรวาสติวาท เท่ากับสรุปได้ว่า พระในสรวาสติวาทเป็นพระที่รู้ และเข้าใจเรื่องธรรมกายเป็นอย่างดี จึงสามารถสอนศิษย์ผู้กล้าแข็ง เช่น พระเจ้าอโศกมหาราชให้ทรงยอมรับและเข้าพระทัยในความเป็นธรรมกายอย่างซาบซึ้งได้เช่นนี้
ณ จุดนี้ทำให้สามารถมองย้อนขึ้นไปได้ว่า เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชเข้าถึง รู้จัก เข้าใจธรรมกายโดยการสอนของพระอุปคุปตะสายสรวาสติวาท ดังนั้นสารวาสติวาทย่อมรู้จักและเข้าใจธรรมกาย ส่วนพระในสรวาสติวาทนั้นเองเล่าก็เป็นศิษย์ของพระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก ดังนั้นพระอานนท์จึงย่อมรู้จักและเข้าใจในธรรมกายดี อีกทั้งพระอานนท์เองก็เรียนรู้มาอีกทีจากพระมหากัสสปะพระอรหันต์เถระในช่วงพุทธกาล จึงเท่ากับเป็นการพิสูจน์ได้แล้วว่า ธรรมกายนั้นมีมาเนิ่นนานนับเนื่องจากพุทธกาลเป็นต้นมา ธรรมกายจึงมิได้เป็นของฝ่ายมหายาน ฝ่ายเถรวาทหรือฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่ธรรมกายกลับเป็นทั้งหมดของพระพุทธศาสนาที่ถูกนำมาสอนถ่ายทอดกันต่อๆ มาอีกนับร้อยปี
แม้ในประเทศศรีลังกา ประเทศที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยถือว่าเป็นต้นกำเนิดของเถรวาทในเมืองไทย ก็เป็นพระพุทธศาสนาที่รับการเผยแผ่โดยตรงมาจากพระเจ้าอโศกมหาราช ธรรมกายจึงเป็นที่เข้าใจดีในหมู่ชาวพุทธศรีลังกา มิฉะนั้นในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระชาวศรีลังกาจำนวนมากมายคงจะไม่มุ่งหน้าเข้ามาศึกษา หากว่าท่านเหล่านั้นไม่คุ้นเคยและไม่รู้จักกับคำว่า “ธรรมกาย”
ส่วนการสร้างเจดีย์ ตามประวัติศาสตร์ต่างพบว่าเจดีย์สำคัญหลายต่อหลายแห่งสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์กับพระธรรมกาย เป็นสัญลักษณ์แห่งธรรมกายเช่น บรมพุทโธ พุทธเจดีย์ยิ่งใหญ่ที่นักวิชาการเชิงพุทธพยายามจะหาคำอธิบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคำว่า “The Dharmakaya Stupaซึ่งการศึกษาบรมพุทโธนั้น ผู้ที่ได้ชื่อว่าศึกษามากที่สุดคือ พอล มุส (Paul Mus) ผู้ให้นิยามการสร้างบรมพุทโธว่าเป็น The Theory of Dharmakaya เลยทีเดียว ณ จุดนี้ คือความเจริญรุ่งเรืองอย่างเห็นได้ชัดในหลักฐานของศึกสามนครของไทยเรา คำว่า ธรรมกาย ก็ยังคงมี และยังคงดำเนินด้วยดีอยู่ในศรีวิชัย อาณาจักรที่เรืองอำนาจหนักหนาในเส้นทางการค้าเครื่องเทศหรือเส้นทางสายไหมทางทะเล เป็นจุดที่พระจีนเมื่อจะเดินทางไปศึกษาต่อในนาลันทา ต้องมาพักเพื่อเรียนภาษาสันสกฤตที่นี่ และสำหรับนาลันทานั้นเป็นพุทธมหาวิทยาลัยยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ และคำว่าธรรมกายก็มีที่นั่น และจะต้องมีมากมาย มิฉะนั้น จีนกับธิเบตจะเอาคำว่าธรรมกายไปจากไหน ในเมื่อพระส่วนใหญ่ของจีนจบไปจากนาลันทา
ย้อนกลับมาที่พระเจ้ากนิษกะ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่เชื้อสายซิเตียน (Scy-thian ชาวอินเดียรู้จักชนเผ่านี้ในชื่อว่า ศกะ-Sakas) ผู้ทำการสังคายนาพระพุทธศาสนาอีกครั้งก่อนส่งเข้าไปในจีนและกัสมิระ (แคชเมียร์) กษัตริย์พระองค์นี้ทรงเป็นลูกศิษย์ของพระสรวาสติวาทด้วยเหมือนกันจึงเป็นการยืนยันได้ว่าการสังคายนาครั้งนั้น คำว่าธรรมกายเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมเพราะเป็นพระพุทธศาสนาในกัสมิระ ธิเบต และจีนนั้น มีคำว่าธรรมกายอยู่มากมาย ถ้าไม่ถูกส่งไปจากพระเจ้ากนิษกะมหาราชแล้วจะมาจากไหนจึงพิสูจน์ได้อีกชั้นหนึ่งว่า “ธรรมกาย” มีอยู่อย่างเฉิดฉายในสมัยพระเจ้ากนิษกะมหาราชแห่งอินเดียตอนเหนือผู้เรืองนาม ผู้ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ประมาณพุทธศักราช ๕๐๐-๖๐๐
ถ้าจะให้นิยามคำว่า “ธรรมกาย” นั้น ก็สามารถหาได้จากหนังสือมากมายที่ค้นคว้า และเขียนไว้โดยนักวิชาการเชิงพุทธชาวตะวันตก เช่น Adrian Snodgrass นักเจดีย์วิทยาคนเดียวของโลก D.T.Suzuki, DwightGoddard, Austin Waddell, Alan W. Watt. หรือที่จะพอดูกันได้ง่ายๆ ใน Shambhala Dictionary ที่ให้คำแปลหรือให้นิยามธรรมกายไว้ว่า
"The Dharmakaya (body of the great order): is the unity of the Buddha with everything existing. At the same time it represents the LAW (dharma) the teaching expounded by the Buddha"
ธรรมกาย คือการรวบรวมเข้าไว้ซึ่งมวลแห่งธรรมที่สามารถเข้าถึงได้ และในขณะเดียวกัน ธรรมกายยังหมายถึง ธรรมะที่เป็นคำสอนของพระพุทธองค์อีกด้วย
“ในสภาวะที่ต้องสร้างขวัญกำลังใจ
ก็ต้องรู้จักสร้างบุญบารมี
เพราะบุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข
และความสำเร็จในชีวิตของทุกคน
จะทำอะไรก็ตาม เราจะมีเพียงมือถึง
ใจถึง ทุนถึง ทีมถึง ฯลฯ ถึง แค่นี้ยังไม่เพียงพอ
ต้อง “บุญถึง” ด้วยจึงจะประสบความสำเร็จได้
การสร้างบารมีก็ทำง่ายๆ สั้นๆ คือ ทาน ศีล ภาวนา นั่นเอง”
พระราชภาวนาวิสุทธิ์