เดินขบวนเพื่อสันติภาพ

วันที่ 17 กย. พ.ศ.2568

17_9_68_95b%281%29.jpg

 

เดินขบวนเพื่อสันติภาพ

 

                    เรื่องแรก เมื่อสามสัปดาห์ที่แล้ว หลวงพ่อได้รับนิมนต์ไปเทศน์ที่ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จ.นครปฐม เนื่องจากเขานิมนต์ไปในลักษณะของราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเรื่อง การประชุมสันติภาพ มีชาวต่างชาติมากันจำนวนพอสมควรขนาดเขาอยู่ต่างประเทศเขายังมา แล้วเราอยู่แค่นี้ถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็ไม่สมควร ก็เลยไป หัวข้อเรื่องที่พูดก็เป็นเรื่องของสันติภาพ นั้นเรื่องหนึ่ง

 

แท้จริงแล้ว ทุกคนในโลกเป็นพี่น้องกัน

 

                    ในการประชุมสันติภาพที่มหาวิทยาลัยมหิดลหลวงพ่อก็พูดในลักษณะว่า ถ้าจะว่าไปแล้ว โดยธรรมชาติกันจริง ๆแล้วละก็ ถ้ามนุษย์ไม่มาตั้งข้อเข้าใส่กันแล้ว ทั้งโลกก็คือครอบครัวเดียวกัน

 

                    ลองพิจารณาดูให้ดีเถอะ คือเริ่มตั้งแต่ครอบครัวของเราก่อนก็แล้วกัน ในชนบทจะเห็นชัด ครอบครัวของเราจะกี่คนก็ตามถ้าเราไปอยู่ชนบทนะ เราจะพบว่ารอบ ๆ บ้านของเราก็เป็นบ้านลุงป้าน้าอา แล้วมีปู่มีย่า มีตามียายร่วมกัน

 

17_9_68_95b%282%29.jpg

 

                    เพราะฉะนั้น หมู่บ้านบางหมู่บ้านในประเทศเรา ทั้งหมู่บ้านมี ๔๐-๕๐ หลังคาเรือน ปรากฏว่านามสกุลเดียวกันหมดเลยนี่เป็นเรื่องยืนยัน ในประเทศจีนบางตำบลบางจังหวัด มีคนอยู่ ๒ หรือ ๓ แซ่เท่านั้น ถ้าเราจะสังเกตตอนนี้ ไปถึงไหนถึงไหนก็ตามถ้าเจอผิวออกจะขาว ๆ หน้าตาออกลักษณะจีนสักหน่อย มีแซ่อะไรบ้าง ก็แซ่ตั้ง ไปถึงไหนก็มีนะ แซ่ตัน แซ่เตียว แซ่ลิ้มไปถึงไหน ๆมีหมด แล้วอย่างพวกจีนฮ่อ จีนฮ่อนี้มีกี่ร้อยกี่พันกี่หมื่นคน แซ่อะไรรู้ไหม จีนฮ่อนี่มีแซ่เดียว แซ่อะไร แซ่เล่าทั้งหมด นี่เป็นตัวยืนยันว่า คนเราจริง ๆ นั้น ครอบครัวเดียวกันแต่เดิม แล้วค่อย ๆ ขยายออกไปตามลักษณะของภูมิประเทศบ้าง ลักษณะของงานการที่เราทำบ้าง นาน ๆ เข้าจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเชื้อชาติบุคลิกท่าทาง ภาษา ทางรูปร่าง ทางผิวพรรณ หน้าตา ก็เลยแยกเป็นก๊กเป็นหมู่เป็นเหล่า แต่จริง ๆ แล้วต้องถือว่าเป็นคนอยู่บ้านเดียวกันนั่นเอง แต่เวลามันนานเหลือเกิน มันเลยขยายแยกย้ายกันไป นี่คือความจริงที่มีในโลก ครั้นมาบวกเข้ากับความเห็นแก่ตัวของแต่ละคน ก็แบ่งกันเป็นบ้าน เป็นหมู่บ้าน เป็นจังหวัดซึ่งบางครั้งก็เพื่อประโยชน์ในการปกครอง แต่บางครั้งเป็นเรื่องของการแบ่งพรรคแบ่งพวกเพื่อประโยชน์ในการหากิน อะไรต่ออะไรอีกทำนองนี้

 

                    แบ่งทีแรกนะแบ่งไม่จริงจัง แต่หนักเข้า ๆ กลายเป็นแบ่งจริงจังกันขึ้นมา อย่าว่าแต่ไปแบ่งที่อื่น แม้มาอยู่วัดพระธรรมกายพอมาช่วยกันคนละแผนก เอาแล้ว ๆ นี่แผนกบุญสถานก็ช่วยกันปัดกวาดเช็ดถู โน้นแผนกธรรมวารี ก็จัดน้ำให้ประชาชน โน้นแผนกโภชนาการ จัดข้าวให้ประชาชนที่เขามากินกัน ทีแรกแบ่งกันแบบตามชนิดงาน แต่หนักเข้า ๆ ต่างคนต่างไม่รู้จักงานซึ่งกันและกัน แล้วมีคนเป็นสมาชิกใหม่เข้ามาในกลุ่ม สมาชิกใหม่นี้ไม่รู้จักสมาชิกเก่า ๆ เลย ก็รู้จักแต่กลุ่มของตัวเอง นานไป ๆ สามกลุ่มนี้เหมือนอยู่คนละวัด พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง นี่คือสภาพที่มันเกิดขึ้น ไม่เฉพาะวัด ที่ไหน ๆ ก็เป็นอย่างนี้

 

ทรัพยากรมีพอเลี้ยงคนทั้งโลก

 

                    เมื่อมีการแบ่งกันอย่างนี้เกิดขึ้นในโลกมากเข้า ๆ จึงได้กลายเป็นประเทศ กลายเป็นทวีป แล้วจนกระทั่งภาษาก็เปลี่ยนไปพูดกันไม่รู้เรื่อง ความเห็นในเรื่องเกี่ยวกับโลก ในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตก็ยิ่งคลาดเคลื่อนกันไปไม่รู้เท่าไร ๆ ทำให้คนในโลกนี้เริ่มไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจกัน แล้วก็ยิ่งบวกกับความเห็นแก่ตัวเข้าไปอีก เลยทำให้มนุษย์ไม่ยอมลดลาวาศอกให้กัน แล้วสิ่งที่น่าคิดก็คือ ทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้ จะว่ากันจริง ๆ แล้ว พอเพียงที่จะเลี้ยงคนทั้งโลกข้าวปลาอาหารที่มีอยู่ในโลกนี้พอเพียงจะเลี้ยงกัน แต่แล้วทำไมละบางประเทศจึงอด ๆ อยาก ๆ อย่างชาวเอธิโอเปีย ผอมโก๋เลย หัวโตตามตัวนะ ซี่โครงนับเป็นซี่ๆๆ ในขณะที่บ้านเรา ถึงแม้จะไม่ร่ำรวยอะไรนัก แต่ก็ยังมีข้าวปลาอาหารกินกันอย่างอุดมสมบูรณ์ อุดมสมบูรณ์ขนาดเราพูดได้เต็มปากว่า อย่าว่าแต่คนเลย สุนัขมันยังไม่เคยอดตาย นี่คือความอุดมสมบูรณ์ของเรา อย่างที่คนรุ่นพ่อแม่ของเราเคยพูดว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีจริง ๆ คนที่ว่าจน ๆไม่มีอะไรจะกิน เดินลุยน้ำไปเดี๋ยวเดียวจับกุ้งจับปลาได้แล้ว คูคลองเราก็มีอยู่ทั่วไป

 

มนุษย์ใจขุ่นเห็นแก่ตัว

 

                    แต่ในขณะเดียวกัน บางคนต้องไปอดตายอย่างที่เราว่ากันมานั่น เมื่อเราแบ่งกันขาดออกไปเลย มีความรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ญาติเรา คนละบ้านคนละเมืองกับเราทั้งนั้น ความช่วยเหลือเจือจุนซึ่งกันและกันไม่มี ความเห็นแก่ตัวแก่หมู่คณะของตัวเข้ามาครอบงำจิตใจ

 

                    เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นแก่ตัว เห็นแก่พรรคพวกของตัวความเห็นแก่ได้เข้ามาครอบงำจิตใจอย่างนี้ ใจของมนุษย์ที่เคยใสเป็นแก้วใสเป็นเพชรมาตั้งแต่ไรเลยขุ่น เมื่อขุ่นแล้วก็มือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครแหลมเข้ามา โดยเฉพาะผลประโยชน์ขัดกันก็บรรลัยต้องให้ตายไปเสียข้าง ก็ ถ้าไม่ตายเสียข้าง ไม่ยอมกัน นั่นเป็นกันอย่างนั้น

 

ต้องใจใสสันติภาพจึงเกิด

 

                    คราวนี้ถ้าจะถามว่า ถ้าจะเรียกสันติภาพให้กลับคืนมาสู่โลกอีกนี่จะทำยังไง ทำยังไงไม่ได้หรอก เพราะว่าเขามีความพยายามจะทำกันมา ตั้งแต่เดินขบวนเรียกร้องสันติภาพ ให้ลดอาวุธ ลดการผลิตอาวุธ ลดอาวุธนิวเคลียร์ อะไรอีกสารพัด ลดกำลังทหารแล้วมันก็ลดกันไม่ลง เขาก็มีการประชุมแสวงหาสันติภาพกันมาเพราะเขากลัวว่าสงครามครั้งต่อไปอาจจะเกิดขึ้น สงครามโลกครั้งต่อไปอาจจะมี ในการประชุมหลังจากที่ตัวแทนของแต่ละศาสนาได้อธิบายความคิดความเห็นของตัวเอง คริสต์เขาก็ว่าของเขาอิสลามเขาก็ว่าของเขา บาไฮเขาก็ว่าของเขา ซิกซ์เขาก็เชิญมาแต่พอดีซิกซ์ติดธุระอะไรก็ไม่รู้ ไม่ได้มา หลวงพ่อไปในนามของชาวพุทธ ไปประชุม หลวงพ่อก็พูดในลักษณะของการที่ว่าจะแก้ไขอย่างไรนะ จนกว่าจะหัดทำใจให้สงบ พอใจใส ใจผ่องแล้ว โดยเฉพาะเข้าถึงธรรมกาย แล้วความรู้สึกว่าคนทั้งโลกคือญาติของเรา คือคนในบ้านเดียวกับเราก็จะเกิดขึ้นในใจ ตอนนั้นความรู้สึกว่า เออ....น่าจะปันกันกินปันกันใช้จึงจะเกิดตามมา

 

                    เพราะฉะนั้น ถ้าจะเรียกร้องกันจริง ๆ นั่นอยู่ที่แต่ละคนช่วยกันปรับปรุงใจ จะทำมาหากินอะไรก็ทำไปเถอะ แต่ถ้าตราบใดใครยังไม่ได้ปรับปรุงใจ ไม่หัดทำใจให้ผ่องให้ใสแล้ว สันติภาพไม่มีทางเรียกกลับคืนมา นี่โดยสรุปว่าอย่างนี้ เสร็จแล้วพอหลวงพ่ออธิบายเรียบร้อย ก็มีคำถามเกิดขึ้น เขาถามว่าอย่างนี้

 

เขาถามว่า พระพุทธศาสนาสอนให้ประชาชนรักสงบใช่ไหม?

 

                    หลวงพ่อบอกว่าใช่ พระพุทธศาสนาสอนมากเลย ขึ้นต้นก็ ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา ความอดทนเป็นตบะ หรือเป็นเครื่องเผาผลาญบาปอย่างยิ่ง

 

17_9_68_95b%283%29.jpg

 

ความอดทนคือความสงบ คือสันติภาพ

 

                    ความอดทนคือความสงบนั่นเอง หลวงพ่อบอกว่า พระพุทธศาสนาสอนให้ใฝ่สันติภาพ สอนให้อดทน สอนให้สงบ

 

                    เขาก็ถามกลับมาเลยทันทีว่า ก็ในเมื่อขณะนี้ประเทศต่าง ๆ ในโลกเขาถือป้ายเดินขบวน ประท้วงให้ลดอาวุธ ลดกำลัง

ทหาร เรียกหาสันติภาพ ทำไมพระภิกษุจึงทนเฉยอยู่ได้

 

                    หลวงพ่อก็ถามกลับไปว่า นี่จะให้หลวงพ่อออกไปถือป้าย WANT PEACE ตะโกนอีกคนหรือไง !

 

                    หลวงพ่อบอกเขาว่า พระพุทธศาสนานั้น ต้องการสันติภาพน่ะถูกต้อง นอกจากต้องการสันติภาพแล้วนี่ ยังทำตัวให้ชาวโลกได้ดูด้วยว่า รักสันติภาพจริง ๆ อย่างน้อยพระภิกษุในพุทธศาสนานี่ก็ไม่เคยจะพกอาวุธ ไม่เคยไปเกะกะระรานใครที่ไหน เขาบอกว่าอย่างนั้นจะไปพออะไร มันต้องมาช่วยกันเรียกร้อง มาช่วยกันประท้วงไม่ให้ใครสะสมอาวุธหรือเพิ่มกำลังทหาร จึงจะถูกต้อง นั่นเขาว่าอย่างนั้น นี้พูดด้วยการขยายความให้เข้าใจขึ้นนะ เขาไม่ได้พูดเปรี้ยง ๆ ลงไปอย่างงี้ เพราะมันเป็นภาษาอังกฤษ แต่ว่าโดยขยายความเป็นอย่างงี้

 

                    หลวงพ่อก็เลยชี้ให้เขาดูอย่างนี้ว่า ดูให้ดีนะ เมื่อเด็ก ๆเราเข้าห้องเรียน เวลาเราอยู่ในห้องนี้ พอหมดชั่วโมงอาจารย์คนหนึ่งก็ออกไป ขณะที่รออาจารย์คนใหม่เข้าห้อง พวกเราคุยกันจ๊อกแจ๊ก ๆสามสิบสี่สิบคนก็จ๊อกแจ๊ก ๆ พอจ๊อกแจ๊ก ๆ มากเข้าก็ชักรำคาญกันเอง แล้วทุกคนก็พูดมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “เงียบ” เฮอะ ห้องแตกเลย แทนที่จะเงียบ ไอ้คำว่าเงียบนั้นแหละ ห้องแตกเลย แทนที่จะเป็นความเงียบ กลับเป็นความดังหนักเข้าไปอีก ทำให้ห้องแทบจะแตก สันติภาพก็เช่นกัน การที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นนั้นขอให้ระวังอย่างนี้ด้วย

 

17_9_68_95b%284%29.jpg

 

อย่าดึงพระไปเดินขบวน

 

                    การที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเที่ยวถือป้ายตะโกนโวย ๆ ว่าต้องการสันติภาพ คิดดูนะเริ่มต้นก็ส่งเสียงรบกวนคนอื่นเขาก่อนแล้ว อย่างนี้สันติภาพมันไม่เกิดหรอกนะ แต่เอาละในบางครั้งคนพาลจับกลุ่มกันก่อความวุ่นวายขึ้นในโลก เราอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องแสดงแสนยานุภาพของคนดีว่า ฉันไม่ให้ใครมารังแกง่าย ๆนะ ถ้าอย่างนี้ละก็ไม่ว่ากันแต่ขอให้ประท้วงแบบสงบ และมีข้อแม้ว่าอย่าดึงเอาพระเข้าไปเดินขบวนประท้วงด้วย ไม่เหมาะแก่สมณเพศไม่เหมาะแก่ภาวะ

 

                    ให้พระท่านอยู่วัดของท่านไป ให้ท่านดำเนินชีวิตสงบ ๆให้ดู ให้ท่านถือศีลกินเพล ถึงเวลาท่านก็นั่งสวดมนต์ค้นธรรมไปแล้วก็จะได้เป็นครูสอนธรรมะให้กับพวกเรา

 

                    จึงขอฝากกับพวกเราเอาไว้ว่า กรณีถ้าต่อไปข้างหน้าใครเขามาบอกว่า เอ๊ะ พระในพุทธศาสนานี่ทำไมไม่ออกมาประท้วงมาเรียกร้องสันติภาพกับชาวโลกเขาบ้างละก็ อย่าเที่ยวไปสนับสนุนให้หลวงพ่อหลวงพี่องค์ไหนแบกป้ายไปชูตะโกนเรียกร้องสันติภาพไม่เอานะ ไม่ถูกต้อง พระดำเนินชีวิตกันสงบ ๆ นั่นละ สันติภาพเกิดขึ้น ส่วนชาวโลกเขาจะแบกป้ายประท้วงก็แบกกันไป ประท้วงกันไปประท้วงกันมา ก็ถามว่าที่พวกเราต้องการสันติภาพ อยากจะได้ชีวิตสงบ ๆ นะ จะให้อยู่กันยังไง ถ้าไม่รู้จะอยู่ยังไง ก็พาไปชี้นั่น ๆ อยู่แบบพระนั่นแน่ะ ท่านทำใจสงบ นั่งสวดมนต์ภาวนานั่นถ้างั้นได้

 

                    ถ้าพระเองก็ไปเดินขบวนแบกป้ายเสียอีกกลุ่มหนึ่ง หมดเลยทั้งโลกนี้ ไม่ต้องไปหากันแล้ว ตัวอย่างของสันติภาพ นี่ก็เป็นคำตอบที่หลวงพ่อให้เขาไป บางท่านก็ได้คิด บางท่านยิ่งมีความเห็นคัดค้านรุนแรงมากขึ้นไปอีก ก็จนใจ ก็ไม่ใช่เรื่องที่พระจะต้องไปเถียงกะเขา

 

                    เมื่อเล่าให้เขาฟังแล้วชี้แจงแล้ว ถ้ามีปัญญาก็ตามทันเมื่อยังตามไม่ทันก็ไม่ใช่เรื่องที่หลวงพ่อหรือพระภิกษุจะไปนั่งทะเลาะกับเขา คุณยังตามไม่ทันก็ไม่เป็นไร วันนี้ตามไม่ทัน รับฟังเอาไว้แล้วอีก ๕ ปี ๑๐ ปี ได้คิด มันก็ยังดีกว่าได้คิดเอาชาติหน้า

 

เรื่องนี้ ก็คงได้เท่านี้เองนะ

 

17_9_68_95b%285%29.jpg

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0011028488477071 Mins