
จังไรขึ้นบ้าน
เมื่อครั้งที่หลวงพ่ออยู่ชั้นมัธยม ๒ หรือ ๓ คงจะประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๖ เห็นจะได้ ได้มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทำให้หลวงพ่อต้องตามหาคำตอบอยู่นานทีเดียว เพิ่งจะมาได้คำตอบก็ตอนก่อนที่หลวงพ่อจะบวชไม่นาน (บวช ๑๙ ธันวาคม เข้า ๒๕๑๔)
เรื่องมีอยู่ว่า ที่ข้างบ้านหลวงพ่อที่จังหวัดกาญจนบุรีลูกคนโตของเขาแต่งงาน จำไม่ได้ว่าลูกสาวหรือลูกชาย พอวันพระถัดมา ทั้งสามีภรรยาไปถืออุโบสถศีลที่วัด ไปทั้งสองคน สามีอายุประมาณ ๔๕ ปีเห็นจะได้ ภรรยาอายุคงยังไม่ถึง ๔๐ ปี ทั้งที่ปกติจะไม่ค่อยไปวัดเท่าไรนัก
นี่เองที่ทำให้หลวงพ่อเกิดความสงสัย
เมื่อเกิดความสงสัย หลวงพ่อก็ให้ความสนใจ
วันหนึ่งหลวงพ่อมีโอกาสจึงได้ถามทางภรรยาเขาว่าเมื่อก่อนนี้ป้าไม่เคยไปนอนค้างที่วัด เดี๋ยวนี้ทำไมไปนอนค้างวัดแกบอกว่า
“ลูกคนโตแต่งงานแล้ว ถ้าพ่อแม่ยังไม่เข้าวัด เดี๋ยวจังไรจะขึ้นบ้าน”
คนทางชนบทเขาถือกันอย่างนี้
หลวงพ่อจึงถามต่อไปว่า ตัวจังไรมันเป็นอย่างไร ป้าแก ตอบว่า
“เอ็งมันถามไม่เข้าเรื่อง รู้ว่าจังไรก็พอแล้ว”
หลวงพ่อก็พยายามถามจากผู้ใหญ่อยู่เสมอ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่แน่นอน คำถามที่ค้างใจก็ยังคงค้างอยู่นั่นเอง ไม่หายไปไหน กว่าจะได้คำตอบก็ตอนก่อนบวช เป็นเวลาเกือบๆ ๒๐ ปีทีเดียว หลวงพ่อจึงสรุปลงได้ และพบว่า ตัวจังไรที่คนสมัยก่อนกลัวนั้นมีกันอยู่ ๓ ตัว คือ

จังไรตัวที่หนึ่ง
สาวชนบทส่วนมากแต่งงานกันตั้งแต่อายุน้อย ๆประมาณอายุ ๑๕-๑๖ ก็แต่งแล้ว มากกว่านี้ เดี๋ยวแก่ไป มีลูกไม่ทันใช้ ว่างั้นส่วนผู้ชายก็ประมาณ ๑๗ - ๑๘ หรือ สัก ๒๐ บวชเรียนเรียบร้อยแล้ว ก็มักจะแต่งงาน ไม่ค่อยจะอยู่แก่กว่านี้นัก
ลูกแต่งงานแล้วตัวจังไรเกิดขึ้นได้อย่างไร
หลวงพ่อได้ติดตามสังเกตดู ก็พบว่า ตัวจังไรเกิดขึ้นเมื่อคนแต่งงานอายุประมาณ ๑๕-๑๖ ปีนั่นเอง เช่นแต่งงานเมื่ออายุ ๑๕ เพราะฉะนั้นอีก ๑๕ ปีต่อมา แกอายุ ๓๐ ปี เมื่อลูกสาวคนโตของแกแต่งงาน แกก็คงอายุไม่เกิน ๓๓-๓๕ ปี ซึ่งก็มีความจัดเจนพอตัว เมื่อลูกคนโตแต่งงาน แกก็เริ่มเป็นแม่ยาย ขณะเดียวกันก็ต้องรับลูกเขยเข้ามาอยู่ร่วมชายคาบ้าน เพราะว่าทั้งลูกเขยและลูกสาวยังไม่ประสีประสาเรื่องงานบ้านงานเรือน
ถ้าได้ลูกเขยตัวแสบเข้ามาเรื่องชู้สาวระหว่างแม่ยายกับลูกเขยก็เกิดขึ้น เรื่องขัดคอ ขัดใจระหว่างลูกเขยกับพ่อตาก็เกิดขึ้น
ตัวจังไรตัวแรกเกิดขึ้นมาแล้ว
ในทำนองเดียวกันถ้าเกิดได้ลูกสะใภ้เข้ามาอยู่ในบ้านลูกชายพออายุ ๒๐ ปีต้องไปเกณฑ์ทหาร ฝากภรรยาไว้กับพ่อพ่อดูแลใกล้ชิดเกินไป ยุ่งขึ้นมาอีกแล้ว ฝากภรรยาไว้กับพ่อ
จังไรตัวที่สองจึงเกิดขึ้น
จังไรตัวที่สาม
ไม่ได้เกิดจากเรื่องชู้สาว แต่เกิดระหว่างลูกสาวกับแม่เองเนื่องจากคุณแม่ก็พึ่งอายุ ๓๐ กว่า ๆ ลูกสาวก็อายุ ๑๕-๑๖ ปี ทั้งแม่ทั้งลูกสาวอยู่บ้านเดียวกัน อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ทั้งคู่ ทำให้ลูกคนเล็กอายุมากกว่าหลานคนโตนิดเดียว มีลูกไล่ ๆ กัน เด็กเล่นกันก็ย่อมมีทะเลาะกันเป็นของธรรมดา มีเรื่องมาฟ้องกันได้ทุกวันวันดีคืนดีเลยเปลี่ยนสรรพนามใหม่ แทนที่จะบอกว่าน้าคนเล็กกลับมาพูดว่า
“แม่ ๆ ลูกคนเล็กของแม่มารังแกลูกหนู”
แม่ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้ยินบ่อย ๆ เข้า แม่ก็เลยว่า
“ลูกเอ็งมันลูกเทวดา ลูกแม่มันลูกหมา”
แม่ก็เลยพาล
“ไอ้พวกเทวดาออกจากบ้านแม่ไปเดี๋ยวนี้”
ตกลงแม่กับลูกมาทะเลาะกันเรื่องเด็ก ๆ มาขัดความสัมพันธ์กันโดยไม่เข้าท่าเลย
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ปู่ย่าตาทวดท่านจึงแก้ปัญหาโดยใช้ศีล ๘ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทุกฝ่ายต่างได้ประโยชน์ด้วยกัน
คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย เมื่อลูกเริ่มออกเรือนก็จะถือศีลกัน และก็จะถืออุโบสถศีลด้วย ไม่ถือแค่วันพระวันเดียว เริ่มไปอยู่วัดตั้งแต่วันโกนเลย วันพระอยู่วัดทั้งวัน อยู่ถือศีล กวาดวัดฟังเทศน์ จนกระทั่งเช้าอีกวันหนึ่ง เรียกว่า วันส่ง จึงได้กลับบ้านเป็นอันว่าถือศีล ๘ อยู่วัด ๓ วัน อาทิตย์หนึ่งอยู่วัด ๓ วัน อีก ๔ วันทำงานบ้านในครอบครัวของตนเอง โอกาสที่จะมีลูกต่อไปอีกก็น้อยลงไปมาก เหลือครึ่งหนึ่งเท่านั้น
สำหรับศีลข้อ ๖ วิกาลโภชนาเวรมณี หลังเที่ยงก็งดอาหารกันแล้ว งดอาหารได้อะไร นั่นแหละตัดเสบียงกามทิ้งไป
สำหรับศีลข้อ ๗ “ไม่ให้ร้องรำทำเพลง ไม่ให้ดูการละเล่นที่มีพระเอกนางเอก ไม่ให้เขียนคิ้วทาปาก ประดับเพชรนิลจินดาของหอมต่าง ๆ” ไม่ให้ทั้งสิ้น เพราะถือว่าเป็นเสบียงกาม
ครั้นหยุดร้องเพลง กามก็ไม่กำเริบ ใจเริ่มสงบ ไม่ให้ดูการละเล่นที่มีพระเอกนางเอก คนเราแม้อายุมากแล้ว เห็นสาว ๆก็ยังดูว่าสวย ถ้ายังนั่งสมาธิไม่มากพอ ไปดูการละเล่น ดูไปดูมาเดี๋ยวเถอะ ไม่มีคู่ก็อยากมี มีแล้วก็อยากจะได้อะไหล่
การเขียนคิ้วทาปาก ประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดาต่าง ๆ เป็นการยั่วยุให้เกิดกิเลสตัณหา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสให้งดเสีย ใจจะได้สงบ
ศีลข้อที่ ๘ “ไม่ให้นอนฟูกหนาๆ นิ่ม ๆ” ทำไม เช่นกันป้องกันไม่ให้ความรู้สึกทางเพศกำเริบ ฟูกหนา ๆ นิ่ม ๆ นอนแล้วไม่อยากตื่น ตื่นแล้วก็ไม่อยากลุก เมื่อไม่อยากลุก เดี๋ยวเถอะใจมันก็ฟุ้งซ่านเรื่องเพศของมันไป
เมื่อลูกสาวแรกรุ่น ปู่ย่าตายายจึงออกอุบายสอนเด็กวัยรุ่น โดยบอกว่า
“วันนี้แม่จะไปวัด ช่วยหิ้วปิ่นโตไปส่งแม่หน่อย”
ครั้นจะบอกว่าจะให้ถือศีล ๘ ก็กลัวลูกจะไม่เอา พอถึงวัดแล้ว ก็ชวนลูกอยู่เป็นเพื่อนแม่สักคืนก่อนเถอะนะ อย่าเพิ่งกลับ นี่เป็นวิธีการคุมลูกสาวโดยไม่รู้ตัว เอาบุญนำหน้า นี่โบราณเขาทํากัน
ในศีลข้อที่ ๓ ในครอบของศีลห้า แต่เดิมก็ กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณี ให้พอใจเฉพาะคู่ครองของตน แต่พอในครอบของศีล ๘ ศีลข้อที่ ๓ ก็เปลี่ยนเป็น “อพรหมจริยา” คือ “อยู่เยี่ยงพรหม” อยู่อย่างไร คือ ไม่เกี่ยวข้องเรื่องเพศ นี่ศีล ๘ ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นการวางแผนครอบครัว แล้วลูกที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่มากจนเกินไป ก็พอประมาณของมัน ปู่ย่าตายายที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่มี โดยธรรมชาติอย่างนี้ ไม่ต้องวิ่งไปหาคุณมีชัย คุณหมอช่วยทำหมันให้ ไม่ต้อง ปู่ย่าตายายทำง่าย ๆเอาศีล ๘ มาใช้ในการวางแผนครอบครัว แล้วศีล ๘ ที่ถือนี่แหละยังเป็นผลให้แผ่นดินไทยประสานกันด้วย ทำไมจึงว่าอย่างนั้นคือทุกประเทศมีคนจนแล้วก็มีคนรวย แล้วก็เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ไม่ค่อยยอมลงกัน ถึงได้เกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ขึ้นมา คอมมิวนิสต์พอมันเกิดขึ้นมาแล้ว ก็แก้กันไม่ตก
การแก้ปัญหาเรื่องคนจนคนรวยของคอมมิวนิสต์ เป็นเรื่องของการ ทำให้คนจนเท่า ๆ กัน ซึ่งไม่ถูก ในพุทธศาสนาทำอย่างไรใช้ศีล ๘ งดอาหารมื้อเย็นไป ถ้าใครมโนธรรมยังไม่สิ้นพออดอาหารมื้อเย็นเข้าไปได้ระยะหนึ่ง ก็จะเริ่มได้คิดว่า ใน ๗ วันเราอดอาหารเพียงมื้อเดียวยังหิวขนาดนี้ พวกคนยากคนจนอดมื้อกินมื้อตลอดปีตลอดชาติไม่แย่เหรอนี่ ตรงจุดนี้เอง ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นให้รู้จักทำบุญทำทาน โดยการแบ่งปันข้าวปลาอาหารซึ่งกันและกัน ช่องว่างระหว่างชนชั้นก็ลดลง เพราะเกิดความเห็นใจกัน
ครั้นพอมาถือศีลข้อที่ ๗ ทั้งไม่ร้องรำทำเพลง ทั้งไม่ดูการละเล่น ทั้งไม่แต่งเนื้อแต่งตัว ประดับประดาเพชรนิลจินดาต่าง ๆสิ่งเหล่านี้เป็นของฟุ่มเฟือยทั้งนั้น เมื่อเราหยุดเสีย ส่วนนี้แหละจะเป็นทุนในการทำบุญทำทาน ทำประโยชน์อื่น ๆ ต่อไปอีก
อีกประการหนึ่ง คนรวยคนจนนั้น จะดูออกกันตรงไหนก็ตรงที่ความฟุ่มเฟือย ของประดับประดาที่แตกต่างกันมาก ของฟุ่มเฟือยที่ใช้เหลื่อมล้ำต่ำสูงกันมาก ขณะที่คนหนึ่งแต่งตัวอย่างกับนางฟ้านะ เพชรนิลจินดาพราวไปหมด อีกคนหนึ่งเสื้อผ้าปะหน้าปะหลังขาดชะเว็บชะวาบ เหม็นสาบหิ้งเลย อะไรทำนองนี้
คราวนี้พอลดการประดับประดาของฟุ่มเฟือยไป ยิ่งมาแต่งชุดขาวมาวัดอย่างนี้ ใครจะรวย ใครจะจนดูไม่ออกแล้วมันเหมือน ๆ กันแล้ว จบกันไป ช่องว่างระหว่างชนชั้นมันก็ลดลงไปอีก
ครั้นพอถือศีลข้อ ๘ เข้า ไม่นอนฟูกหนาๆ นิ่ม ๆ ยิ่งหน้าหนาวไม่มีฟูกนอนก็จะหนาว จะทำให้ได้คิดว่า ...ขนาดเราไม่ได้นอนฟูกหนา ๆ นิ่ม ๆ แต่ก็ยังมีผ้าห่มอีกตั้งหลายผืนห่มอยู่ยังหนาวเข้ากระดูกอย่างนี้ แล้วที่ยาก ๆ จน ๆ ผ้าห่มก็ไม่ค่อยจะมี ผ้านุ่งก็ไม่ค่อยจะมี ไม่หนาวตายกันเหรอ
จุดนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นทั้งการทำทานด้วยเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ไปดูเถอะ มีแต่เมืองไทยเท่านั้นแหละ พอหน้าหนาวจะมีการบริจาคผ้าห่มบริจาคเสื้อผ้ากัน เห็นใจสงสารกัน พอทำทานด้วยเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ช่องว่างรอยโหว่ระหว่างชนชั้นก็จะลดลงอีก
เพราะอาศัยศีล ๘ อาศัยทานเป็นเครื่องประสานใจเป็นเครื่องกำจัดความฟุ้งเฟ้อ ก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ พอเป็นอย่างนี้เข้า บ้านเมืองของเราก็อยู่ร่มเย็นเป็นสุขกันตลอดมา ชาติไหน ๆ ก็มาตีเราไม่แตก ลัทธิการปกครองเลวร้ายอย่างไร มาตีให้เราแตกให้เราวุ่นวายก็ไม่ได้ อาจจะฮึ่ม ๆ ฮ่ำ ๆ กันบ้างชั่วครู่ชั่วยามเดี๋ยวก็เลิกแล้ว ต่างคนต่างถือศีล ต่างคนต่างให้ทานทุกอย่าง ความเลวร้ายต่าง ๆ ก็จะถูกละลายไปด้วยวิธีการง่าย ๆ คือให้ทาน แล้วก็รักษาศีล ๘ นี่มาอย่างนี้
