ตักบาตรให้ครู

วันที่ 18 กย. พ.ศ.2568

20_9_68_97b%281%29.jpg

 

ตักบาตรให้ครู

 

                   เมื่ออาทิตย์ก่อนหน้าโน้น มีการเปิดธุดงค์ที่จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ฟังเป็นนักศึกษาและครูอาจารย์จำนวนมาก เมื่อเป็นอย่างนั้น เนื้อหาสาระที่เขาต้องการก็เน้นหนักไปทางด้านวิชาการหลวงพ่อก็เลยถูกบังคับโดยปริยายที่จะต้องไปให้ความรู้กับครูอาจารย์เหล่านั้น จึงไปในงานธุดงค์นั้นด้วย ไปบรรยายในงานธุดงค์นั้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการไปต่างจังหวัดนี้ หลวงพ่อจะไม่ค่อยไป การอบรมเจ้าหน้าที่ของวัดของเราเองก็มีงานกันมากอยู่แล้วแต่ว่าเมื่อมีความจำเป็น เอ้า....ไปก็ไป

 

                   เรื่องนี้ ก็ได้ไปเจอปัญหาที่จังหวัดกาญจนบุรี พบว่าขณะนี้นักศึกษาไม่ค่อยให้ความเคารพพระภิกษุสามเณรเท่าที่ควรจะเป็น ครูบาอาจารย์ก็พยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขก็มองไม่เห็นว่าพระภิกษุเป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยก้าวหน้าเขามองไม่เห็น แต่ก็ไม่ถึงกับโวยวายออกมา แต่จับลักษณะรู้ว่าเขายังมองไม่ค่อยเห็น เขามีความรู้สึกว่า พระภิกษุนั้นคล้าย ๆ กับเป็นกาฝากสังคม เพราะไม่ได้ทำมาหากินอะไร เช้าก็ออกบิณฑบาตนี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชาวพุทธจะต้องช่วยกันแก้ไข แล้วหลวงพ่อก็แก้ไปแล้ว ได้ชี้ให้เด็กดูว่าอย่างนี้ ขอฝากพวกเรา ช่วยนำความรู้นี้ไปกระจายให้กว้างขวางขึ้นด้วย หลวงพ่อตั้งเป็นคำถามมาในลักษณะนี้นะ

 

                   สรุปเป็นเนื้อความ ก็ชี้ให้เขาดูว่า ข้าราชการก็ดี ครูบาอาจารย์ที่สอนตามโรงเรียนต่าง ๆ ก็ดี ถามว่า ปลูกข้าวกินเองหรือเปล่า ก็บอกว่า เปล่า แล้วอยู่ได้ยังไง ก็ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากรัฐบาล ตกลงก็เป็นอันว่า ต้องมีค่าแรงนะ ถ้าไม่มีค่าแรง คือไม่มาเปลี่ยนเป็นข้าวปลาอาหารแล้วก็อยู่ไม่ได้ เพราะชีวิตนี้อยู่ได้ด้วยอาหาร ถูกต้องไหม เด็ก ๆ ก็บอกว่าถูกต้อง แม้แต่ตัวเขาเองจบไปเป็นครูบาอาจารย์ก็คงไม่ได้ไปทำนากินหรอก ก็ต้องรับราชการกิน ก็ได้เงินเดือนกันไป

 

                   หลวงพ่อก็ชี้ให้เขาดูว่า เงินเดือนที่เขาได้น่ะ ต้องคงเส้นคงวาด้วยใช่ไหม ปีนี้ถ้าไม่มีความผิดก็ต้องได้หนึ่งขั้นเพิ่มขึ้นด้วยนะถ้ามีความดีความชอบแล้วก็เพิ่มเป็นสองขั้นสามขั้นกันไป ถูกไหมเขาก็บอกว่าถูกต้อง เป็นอันว่า ผลผลิตของครูนี่ไม่มี ผลผลิตของครูคือการให้ความรู้กับเด็กกับเยาวชนของชาติ เป็นผลผลิตแต่ไม่ได้เป็นข้าวปลาอาหารออกมา ถูกต้องไหม ถูกต้อง ครูควรแก่การที่คนเคารพไหม ควร ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ปลูกข้าวกินเองก็ควรแก่การเคารพ เพราะว่าครูก็ทำงานเหมือนกัน ข้าราชการหน่วยงานอื่นถึงแม้ไม่ได้ปลูกข้าวกิน แต่ว่าถ้าทำงานตามหน้าที่ให้สมกับเงินเดือนก็ใช้ได้ ถือว่ามีผลผลิตด้วยกันทั้งสิ้น ตีประเด็นกันออกมาอย่างนี้ก่อน ก็เป็นที่ยอมรับของนักเรียนนักศึกษาทุกคน

 

20_9_68_97br%282%29.jpg

 

                   คราวนี้หลวงพ่อก็ชี้ประเด็นให้เขาดูต่อไปบอกเขาว่า โดยพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ อย่าว่าแต่พระภิกษุเลย แม้เด็กอายุเจ็ดขวบบวชเป็นสามเณรนี้ ก็มีหน้าที่เป็นครู เขาหัวเราะเลย ว่าหลวงพ่อเอาอะไรมาพูดนี่ พระเข้าข้างกันเองอย่างงี้ เข้าข้างกันเองยังไม่พอ ยังเข้าข้างเณรหัวกเท่ากำปั้น หนอยเณรเจ็ดขวบจะมีปัญญาเป็นครูได้อย่างไร หลวงพ่อบอกว่าได้ แล้วก็ชี้ให้เขาดูอย่างนี้ว่า

 

                   ในพระธรรมวินัยนั้นนะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดเอาไว้ว่า พระภิกษุมีงานที่จะต้องทำสองอย่างคือ

 

                   อย่างที่หนึ่ง คือใช้คำว่า “ฝึกหัดอบรมตนเองให้ดีขึ้น”ฝึกตัวนั่นเอง ฝึกตัวเองให้ดีขึ้น ฝึกอย่างไร ตามธรรมวินัยคือ ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ตามที่พระองค์อนุญาต แล้วก็เว้นสิ่งที่พระองค์สั่งให้เว้น คือรักษาศีลนั่นเอง

 

                   หน้าที่ประการที่สองของพระภิกษุคือ เมื่อฝึกหัดอบรมตนดีแล้ว “สอนผู้อื่นด้วย”

 

                   นี่คือพระภิกษุในพระพุทธศาสนา คือหนึ่งฝึกตนเองตามพระวินัยให้ตัวเองดีขึ้น สองเมื่อตัวเองดีแล้วไม่นอนเฉย สอนผู้อื่นให้รู้ตาม หลวงพ่อตีประเด็นให้เขาดูอย่างนี้ แล้วก่อนอื่น หลวงพ่อก็ยกตัวอย่างตัวของหลวงพ่อเอง คือ

 

                   ตั้งแต่บวชมาก็ตั้งใจทั้งรักษาศีล ทั้งศึกษาธรรมะ ทั้งนั่งสมาธิค้นคว้าพระไตรปิฎกทำทุกรูปแบบเมื่อตัวเองดีขึ้นแล้วอะไรที่ได้มาแล้วนะ ได้ความรู้แล้วก็มาสอนคนอื่นด้วย อย่างที่มาสอนพวกเราที่กำลังฟังอยู่นี่แหละนะ คือพูดง่าย ๆ สอนตัวเองแล้วก็สอนผู้อื่น สองข้อนี่

 

                   อย่างนี้ถือว่าหลวงพ่อมีผลงานไหม มี อย่างน้อยก็กำลังสอนคนอยู่เดี๋ยวนี้อย่างไรล่ะ มีผลงานนะ เมื่อมีผลงาน ถือว่าฉันข้าวชาวบ้านคุ้มไหม เขาบอกว่าคุ้ม เออ....ยังดี ยังบอกว่าคุ้ม หลวงพ่อบอกว่าไม่คุ้มหรอก เกินคุ้ม เพราะหลวงพ่อทำงานก็ไม่น้อยหน้ากว่าที่พวกเขาทำ แต่พวกเขาทำเงินเดือนต้องเท่านั้นพันเท่านี้พัน บางท่านถึงหมื่น หลวงพ่อไม่ขอขนาดนั้นเลย ขอข้าวฉันเพียงวันละมื้อสองมื้อ อะไรก็ไม่ได้ขออีก ส่วนที่ว่าเกินกว่านั้น รับบริจาคเท่านั้นเท่านี้ ไม่ใช่ว่าเขาจะมาให้หลวงพ่อ แต่เขาเอามาสร้างศาลาสร้างธุดงคสถานให้เขาเองหรอก ไม่ใช่ให้หลวงพ่อใช้ จะว่าไป ได้แรงงานฟรีจากหลวงพ่อเสียอีกนะ หากรรมกรฟรีได้ยังงี้ไปเอาที่ไหนชี้ให้เขาดูอย่างนั้น เข้าใจไหม อ้าว....เขาก็เข้าใจ นี่พระภิกษุบิณฑบาตมาก็ฉันกันไป ถ้าวันไหนโยมลืมตักบาตรก็อด อดก็อดจะไปบ่นเอากับใคร เขาก็ไม่ได้บังคับให้มาบวชนี้ สมัครใจมาบวชเอง เพราะฉะนั้นมีฉันก็ฉันไป ฉันแล้วฝึกอบรมตัวเองไป สอนตัวเองไป สอนตัวเองได้แล้ว มีเรี่ยวมีแรงก็สอนคนอื่นให้รู้ตาม สอนญาติโยมให้รู้ตามเพราะฉะนั้นญาติโยมเอาข้าวปลาอาหารมาถวายให้ ก็สมควรแล้วถูกต้องแล้วนะ

 

                   แล้วหลวงพ่อก็เลยท้าวความให้เขาฟังว่า เมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว มีข่าวหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น เขาบอกว่าเขามาเมืองไทยเขาเจอเรื่องพิลึก อยู่เมืองญี่ปุ่นถ้าเขาให้ของใครแล้ว คนนั้นต้องแสดงความขอบคุณเขา แต่แปลกจริง ๆ มาที่เมืองไทย อุตริอะไรก็ไม่รู้ ชาวบ้านให้ข้าวพระฉันแล้ว หนอยแน่ะยังมาไหว้พระอีก พระนี่เดินมา อึด อึด ไปเลย เขาว่าเชียว ทำไมคนไทยน้อง ๆ อย่างนี้คือเขาไม่เข้าใจ นักศึกษาในเมืองไทยก็เริ่มมีความเห็นคล้อยตามเขาอย่างงั้นเหมือนกัน ก็เลยต้องถามเขาว่าคนเป็นครูบาอาจารย์ก็ได้เงินเดือนไป ถามว่าเงินเดือนได้มาจากไหน มาจากรัฐบาลรัฐบาลได้มาจากไหน ก็จากภาษีของพ่อของแม่คุณนั่นแหละ จะเอามาจากไหน ถูกต้องไหม ถูกต้อง แล้วเวลาคุณเรียนหนังสือจากครูบาอาจารย์ ทำไมคุณไหว้ครูบาอาจารย์ ไหว้ทำไม ลูกจ้างคุณไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่เอ้า ทำไมไม่ใช่ ก็ท่านให้ทั้งความรู้ให้ทั้งความเมตตาด้วย จะเรียกว่าลูกจ้างไม่ได้ หลวงพ่อบอกก็เหมือนกันนั่นแหละ เหมือนกันยังไง

 

                   พระภิกษุบวชมาแล้วอยู่ในฐานะไหน ก็อยู่ในฐานะครูนี่นะ ถูกไหม หลวงพ่อชี้ให้เขาดู ก็นี่ไงพอบวชกับ สอนตัวเองแล้วสอนคนอื่นอีกด้วยนะ คือ สอนพวกเขาด้วย นี่พระภิกษุอยู่ในฐานะครู แล้วเป็นครูประเภทที่ไม่มีเงินเดือน มีแต่เงินมื้อ (หัวเราะ)ฉันไปทีละมื้อนะ ฉันไปดื้อ ๆ ไม่เคยเรียกร้อง แหมตั้งใจสอนไปทั้งปีไม่เคยให้สองขั้นเลย (หัวเราะ) ก็ไม่ได้ว่ากระไรนี่ ไม่ใช่บวชพรรษาแรกฉันสองมื้อ (หัวเราะ) บวชพรรษาที่สองความรู้มากขึ้น สอนมากขึ้น งั้นสีมื้อ ก็ไม่ใช่ ก็สองมื้ออยู่นั่นแหละ อะไรก็ไม่ได้ ก็ได้แต่อาหารฉันไปมื้อหนึ่ง ๆ ก็ไม่ได้ไปเรียกขั้นเรียกเงินเดือนอะไรกันเพราะฉะนั้นสมควรไหมล่ะที่จะไหว้พระ เออ สมควร แล้วไหว้ในฐานะอะไร ไหว้ในฐานะครู นี่ชี้เป็นประเด็น ๆ ให้ดูกันอย่างนี้ ตกลงเป็นอันว่าหลวงพ่อรอดตัว แต่พระองค์อื่นที่บวชใหม่ ๆ สอนใครก็ยังไม่ได้ เอาละซิ ยิ่งเป็นสามเณรจะสอนใคร ยังไม่เคยเทศน์ อ้าว...ยังงั้นก็ฉันฟรีละซี งั้นก็เป็นหนี้เขาซินี่

 

                   หลวงพ่อบอกอย่างนี้นะ ลูกศิษย์หลวงพ่อไม่เป็นหนี้ใครแม้แต่เณรบวชวันเดียว ก็ไม่เป็นหนี้ใคร เพราะว่าเป็นครูนั่นมีสองพวก

 

                   ครูพวกที่หนึ่ง ขึ้นมานั่งสอนอย่างที่หลวงพ่อกำลังสอนอยู่นี้ ฝึกตัวเองแล้วก็ออกสอนด้วย นี่ทำอย่างนี้

 

                   ครูพวกที่สอง อาจจะไม่สอนก็ได้ ไม่สอนโดยตรงแต่สอนโดยอ้อม ทำไง เช้าก็ออกบิณฑบาตนั่นแหละ แล้วก็ฝึกตัวเองไปตามกำลัง ตามประสาเณร เป็นครูได้อย่างไง ได้ ครูโดยอ้อมคือทำให้ดู ดำเนินชีวิตสงบ ๆ ให้ดูว่าชีวิตควรจะเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าปากกัดตีนถีบจนเกินเหตุไป ดูเถอะ บ้านเราหลาย ๆ บ้าน หลาย ๆคน ของที่ไม่ควรจะต้องซื้อก็ซื้อ ไม่ควรจะต้องทำก็ทำ ไม่ควรจะต้องเหนื่อยก็เหนื่อย ก็กักตุนเอาไว้ บางทีซื้อไว้เต็มบ้าน ก็ไม่ได้ไปใช้อะไร ไอ้ของแถม อู ถูกใจ ออกทีวีจับฉลาก โอ๊ย เก็บชิ้นส่วนแลกกันมา แล้วไปทำอะไร เปล่า เอามาตั้งใส่ไว้ในตู้ พอเบื่อแล้วก็โยนทิ้งไป เก็บสมบัติบ้าก็ทำอย่างงั้นแหละ

 

                   แต่สามเณรของหลวงพ่อ สมบัติบ้าพรรค์นั้นไม่มีหรอกมีบาตรใบหนึ่ง เป็นบาตรกายสิทธิ์ด้วย เปิดทีไรได้ข้าวมาฉันทุกที (หัวเราะ)

 

                   บ้านช่องห้องหอก็ไม่ต้องทำให้วิจิตรพิสดาร ก็อยู่กันได้มีชีวิตอยู่ด้วยข้าวของญาติโยม แล้วก็ฝึกหัดอบรมตนให้ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ใคร แล้วก็เป็นครูสอนศีลธรรมไปด้วยในตัว บางรูปก็ขึ้นมาสอน คือขึ้นมาเทศน์อย่างที่หลวงพ่อเทศน์ หลวงพ่อเทศน์แบบนี้แหละ บางรูปเทศน์ไม่ได้ก็ทำตัวอย่างดี ๆ ให้ดูไงล่ะ ไปหาที่ไหน คนโลกนี้ที่ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่เจ้าชู้ ไม่โกหก ไม่กินเหล้า คนอย่างนี้หายาก แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี มี อยู่ไหน ก็เณรนี่ไงเดินอยู่หน้าบ้านที่เห็นทุกเช้า ๆ นั่นแหละครู ครูสอนศีลธรรมชนิดไม่ต้องพูด แต่ว่าทำให้ดูนั่นไง แล้วหลวงพ่อก็ชี้ให้ดู จะถือว่าเป็นครูได้ไหม เขาบอกว่าได้ เออได้ก็ดีแล้ว ไปกราบเณรเถอะนะ

 

                   ตั้งแต่ปู่ย่าตายายของเรา แม้เณรเป็นลูกของตัวเองท่านก็ไหว้เชียวไหว้ทำไมไหว้ในฐานะที่เป็นครู แม้ไม่เคยสอนไม่เคยเทศน์แต่เป็นตัวอย่างแห่งความดีให้ดูก็ใช้ได้แล้วนะ

 

                   มีเพื่อนรุ่นพี่ของหลวงพ่ออยู่คนหนึ่ง แต่ก่อนทำงานด้วยกัน ก่อนหลวงพ่อจะบวชได้ตั้งบริษัท เพื่อนรุ่นพี่ก็ถือหุ้นส่วนบริษัทด้วยกัน เขาเห็นหลวงพ่อเข้าวัด เขาก็ไม่ค่อยสบอารมณ์ ต่อมาหลวงพ่อบวช เขาก็ยิ่งไม่ค่อยสบอารมณ์ใหญ่ แต่ว่าในฐานะที่เคยรู้จักกันก็อดคิดถึงอดมาเยี่ยมกันไม่ได้ ก็มาเป็นพิธี

 

                   วันหนึ่ง เพื่อนคนนี้เกิดอยากจะลองถือศีลดูบ้าง หลวงพ่อก็เชียร์ให้ถือศีลแปด แกถือได้สิบห้าวัน พี่คนนี้แกเป็นคนมีภรรยาแล้ว พอครบสิบห้าวันแกมากราบหลวงพ่อ แกบอกว่าอย่างนี้

 

                   “ต่อแต่นี้ไป ไม่ว่าผมจะเจอพระหรือเณร ไม่ว่าพระเณรนั่นจะเทศน์จะสอนอะไรผมหรือไม่ก็ตาม ขอเพียงแต่ตั้งใจรักษาศีลเท่านั้น ผมยินดีจะกราบเท้างาม ๆ ทุกรูปไป”

 

                   หลวงพ่อก็ถามเขาว่าไปได้ความคิดนี้มาได้ยังไง ขออภัยอย่าหาว่าหยาบคาย แกบอกว่า

 

                   “แหม....ความคิดมันเกิดเมื่อตอนถือศีลแปดนี่เอง”

 

                   ทำไมเหรอ ก็ถามเขาไป

 

                   “ถือศีลแปดคิดถึงเมียใจจะขาดเลย (หัวเราะ) ยังสงสัยว่าหลวงพ่อหลวงพี่บวชตั้งหลายพรรษาอยู่ได้ยังไง ไม่คิดสึกไปมีเมียบ้างเหรอนี่ แค่ห้ามใจไม่คิดถึงเมียได้แค่นี้ คุณธรรมอย่างอื่นไม่มีก็พอให้ผมกราบแล้ว”

 

                   เออ...แกว่าอย่างนั้นแหละนะ ก็เอามาเล่าให้ฟังกันหลวงพ่อก็ได้แต่หัวเราะหึๆ ไป จะให้ว่าไง

 

                   เอ๊ะ ตักบาตรให้พระ พระน่าจะไหว้โยม หนอยโยมมาไหว้พระ ก็ต้องอธิบายอย่างนี้ ต้องบอกว่าตักบาตรให้ครู แต่ครูสอนศีลธรรม แล้วเป็นครูประเภทเงินเดือนก็ไม่เอา ถ้ามีข้าวก็มาปันให้ฉันมั่งก็แล้วกัน ถ้าไม่ให้ฉันก็แล้วไป ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะฉะนั้นพอถึงเวลาตักบาตรเอาข้าวให้ฉัน เลยยกมือไหว้หรือกราบให้สมกับพระคุณของท่าน นี่ก็เป็นอย่างนี้

 

                   อย่าว่าแต่พระภิกษุเลยนะ แม้แต่พวกเราที่มาวัดนี้หลวงพ่ออยากฝากข้อคิดเอาไว้ การที่พวกเราถึงเวลาเย็นวันศุกร์บ้าง วันเสาร์บ้าง หรือเช้าวันอาทิตย์บ้าง ก็นุ่งขาวห่มขาวมาวัดแล้วดำเนินชีวิตสงบ ๆ ไม่ฟุ้งเฟ้อ ว่าไปแล้วนะ นี่ก็เป็นครูทางธรรมประเภทหนึ่งเหมือนกัน แต่เราไม่รู้ตัว อย่างน้อยที่สุด เออ....ผัวเมียบ้านนั้นเคยกินเหล้าเมายา เคยเกะกะเกเร แต่เห็นเราเข้ายังต้องเกรงใจเลย แหม...บ้านนี้เขาดีนะ เขาเรียบร้อย ผัวเมียบ้านนี้เขาไม่ทะเลาะกันเลย เขาดีกว่าบ้านเราตั้งเยอะ บ้านเราผัวเมาเหล้ามาเอาแข้งให้เมียกิน น้องเอยพี่จะเลี้ยงด้วยลำแข้ง ว่าแล้วก็เตะพลั่ก เมียก็ดีเหลือเกิน แหม...ผัวสุดที่รัก กินอีโต้สักทีเถอะ สบายไป ก็เป็นอย่างนั้น ไอ้หนึ่งก็ไปรักษาหาหมอต่อกระดูกซี่โครง ไอ้หนึ่งไปหาหมอเย็บแผลโดนอีโต้มาแล้ว

 

                   เพราะฉะนั้น การที่เราแต่งชุดขาวเข้าวัด มาให้ทานรักษาศีล เจริญภาวนา จริง ๆ แล้วได้เป็นครูให้หลายคนข้างบ้านนะ ถ้าเขาได้เฉลียวใจ ได้คิดนะ จริง ๆ เป็นอย่างนั้น แต่ที่เขายังไม่เฉลียวใจได้คิด หรืออาจจะคิดว่า เฮอะ ยายนี่สงสัยอกหักซะแล้วถึงเข้าวัด อ้าว...ก็ช่างหัวมันเถอะ อย่าไปนึกอะไร คนโง่คนบ้ามันว่าเรา จะไปว่าอะไรมัน

 

                   อย่างที่เคยเล่าให้พวกเราฟังว่า โยมพี่สะใภ้อาตมา เมื่อตอนเป็นสาวแกเดินผ่านโรงพยาบาลบ้านสมเด็จ มีต้นจามจุรีอยู่ต้นหนึ่ง กิ่งมันยื่นข้ามกำแพงโรงพยาบาลมาคร่อมถนน โยมพี่สะใภ้กับเพื่อน ๆ ก็เดินไปบนถนนลอดกิ่งไม้ไปนั่นนะ ไอ้เจ้าบ้ามันอยู่บนยอดจามจุรีสี่ห้าคนมันก็ตะโกนบนยอดดูคนบ้ามันเดินลอดต้นไม้ซิวะ ไอ้บ้ามันว่า ก็ไอ้บ้านั่นน่ะจะไปเอาอะไรกับมัน

 

                   เพราะฉะนั้น พอเราเข้าวัด เขาจะว่าเรามั่งว่ายายนี่อกหัก ยายนี่ไม่มีน้ำยา น้ำยาก็ไม่มีขนมจีนก็ไม่มี เรื่องของเรา ก็จบกันไป ถ้ายังงี้ก็สบายดีนะ

 

                   ขอให้รู้ตัวเถอะลูกเอ๊ย ตั้งใจมาวัดสวดมนต์ภาวนา รักษาศีล ให้ทานไป ทำยังงี้ประจำ ๆ นั่นแหละ เป็นตัวอย่างให้แก่รอบ ๆบ้านเขาโดยเขาไม่รู้ตัว วันใดวันหนึ่งเขาได้คิด แล้วเขาจะเข้ามาหา แม้ไม่เข้ามาหาเห็นเราก็ยังเกรงใจ เป็นอย่างนี้จริง ๆ สังเกตดูซินะ อย่าเพิ่งท้อนะ นี่เข้าวัดได้เป็นครูไปโดยปริยาย แต่ยังเป็นครูอ่อน ๆ อยู่ ถ้าครูแก่ ๆ นี้ไม่ใช่แก่หงัก แต่แก่บารมี แก่ ๆ ขึ้นมาอีกหน่อย นั่น ๆ เณร สามเณร ครูบารมีแก่ขึ้นมาอีกหน่อยแล้วก็มาเป็นหลวงพี่ แล้วก็มาเป็นหลวงพ่อ แล้วก็มาเป็นหลวงปู่ก็บารมีแก่ขึ้นตามลำดับ ๆ อย่างนี้ นี่ก็เป็นเรื่องที่หลวงพ่อก็ได้อธิบายให้กับนักศึกษาเขาไปในทำนองนี้ รู้สึกว่านักศึกษาเขาก็พอใจกันนะ

 

                   ก็ฝากพวกเราด้วย ถ้าไปเจอลูกหลานพรรคพวกที่สงสัยในเรื่องนี้ เอ้....ทำไมตักบาตรให้พระฉันแล้ว หนอยยังมาไหว้พระพระนี่ศักดินาแล้ว ไม่ใช่ ๆ นี้ตักให้ครู ครูสอนศีลธรรมของฉันนะถ้ายังงี้จบนะ นี้เรื่องหนึ่ง

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00050885279973348 Mins