
คิดถึงความตายสบายมาก
เมื่อเดือนที่แล้ว มีชาวต่างชาติ รู้สึกว่าจะเป็นประธานนักหนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่น หลังจากคุยกันพอสมควร เขาอายุก็รุ่น ๆ หลวงพ่อนี้ละราว ๔๖-๔๗ ปี แต่หัวขาวโพลนเชียว เขามากับภรรยา มาเยี่ยมชมวัดพระธรรมกาย
อ้อ...พอมาถึงปั๊บ สามีเขาก็ส่งมือมาให้จับ จะเช็คแฮนด์ เอ้าเขาไม่รู้ จับก็จับ แต่ก็จับแบบพระ คือ แทนที่จะส่งมือจับแบบนี้ ก็เอ้า เขาส่งมาเราก็จับเขา ๒ มือ ก็เป็นธรรมเนียมของสงฆ์ที่ใช้กับชาวต่างแดนที่เขาไม่รู้จักธรรมเนียมเราเขาส่งมือมาให้จับ เราไม่จับ เขาก็จะเขิน ถ้าเราจับมือเดียวแบบชาวโลกเขาเช็คแฮนด์กัน มันก็จะออกโลกหนักไปหน่อย ก็เอ้า เขาจับเรามือ เราจับเขาสองมือเลย ก็เรียบร้อยไปนี่นะ เป็นลักษณะนักบวชให้ความเมตตาปรานีกับชาวโลก ก็ไม่เสียหาย
เสร็จแล้ว ภรรยาเขาก็ยื่นมือมาจะจับมั่ง หลวงพ่อหดกลับฉิบ ภรรยาเขาก็เป็นซิทีนี้ล่ามก็เลยทำหน้าที่แปล บอกว่า พระไทยถูกต้องหรือจับมือผู้หญิงไม่ได้ เขาก็เลยถามว่า อ้าว แล้วจะมีเมียได้ยังไงล่ะ หลวงพ่อบอกว่ามีไม่ได้ เขาก็บอกอะไรกัน พระญี่ปุ่นมีเมียกันทุกคน ก็บอกนั่นเป็นพระญี่ปุ่น ไม่ใช่พระไทยนี่ ก็คุยกันต่อมาสองสามคำ แล้วหลวงพ่อก็เลยเล่าให้เขาฟังว่า
เมื่อ วันสันติภาพ ปีที่แล้วที่เขาจัดที่ฮิโรชิมา แล้วสมาคมชาวพุทธที่ฮิโรชิมาเขานิมนต์หลวงพ่อไปในงานนั้นด้วย ก็มี พระเดชพระคุณพระพุทธิวงศมุนีหลวงพ่อธัมมชโยแล้วก็หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดเบญจบพิตรเป็นตัวแทนของสงฆ์ไทยไปกันส่วนเจ้าหน้าที่ยุวพุทธิกสมาคมของเมืองไทยก็ไปกันอีกประมาณยี่สิบท่าน เมื่อไปแล้ว ทั้งชาวพุทธและพระญี่ปุ่นหลายนิกายเขาก็มาต้อนรับ ก็มีสิ่งที่จะว่าตลกก็หัวเราะไม่ออก จะว่าไม่ตลกก็ขำดีเหมือนกัน คือ ไปได้ความจริงว่า วัดแต่ละวัดในประเทศญี่ปุ่นไม่ใช่เป็นของประชาชน แต่เป็นของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง เพราะฉะนั้นพอเขามาแนะนำตัว เขาบอกเขาเป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น ส่งนามบัตรให้ คนที่สองที่เขาแนะนำ นี่คือเมียของเขา แล้วพระที่ยืนถัดไปนั่น นั่นพระลูกเขย ถัดออกไปนั่น นั่นลูกสาวของเขาเอง

บางนิกายก็โกนหัว บางนิกายก็ไม่โกน พระอย่างนี้ก็มีอาชีพ ส่วนมากก็ประกอบในเรื่องพิธีกรรมต่าง ๆ พิธีกรรมกับเรื่องเซ่นเรื่องไหว้วิญญาณอะไรของเขา นั่นเขาทำอย่างนั้น ก็ไปร่วมงานสันติภาพโลกที่ฮิโรชิมาอยู่สามสี่วัน พอวันสุดท้ายที่จะกลับเขาก็เลี้ยงส่ง เขาเลี้ยงหกโมงเย็น ไม่ไปก็ไม่ได้ ก็ต้องไป แต่ไปแล้วก็ให้ญาติโยมที่ไป ก็มี ผู้ว่าฯ กทม. พลตรีจำลอง ศรีเมือง ท่านไปด้วย ไปถึงปั๊บ พอฝ่ายประธานเขาจะเปิดงานเลี้ยง ผู้ว่าฯ จำลองก็เลยรีบตีกันเสียก่อน บอกว่า ฝ่ายไทยยินดีมากเลยที่เขาต้อนรับขับสู้อย่างดี แล้วก็จัดงานเลี้ยงส่งให้ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม พระไทยฉันแค่ ๒ มื้อ มื้อเย็นฉันไม่ได้ ของขบเคี้ยวต่าง ๆ ฉันไม่ได้ อ้าว ของขบของเคี้ยวฉันไม่ได้ เครื่องดื่มฉันได้ใช่ไหม เครื่องดื่มฉันได้ เขาก็รินเหล้ามาให้ เหล้าก็ไม่ได้ เหล้าก็ไม่ได้หรือ แต่ว่ามันไม่ได้ก็คือไม่ได้นะ ก็บอกว่าไม่ได้ เอ้า เสร็จแล้วก็ต้องอยู่ในวงเขาอยู่พักหนึ่ง
พอพระญี่ปุ่นกับชาวพุทธญี่ปุ่นที่นั่น กินอาหารตึง ๆหน้ากันแล้ว กินเหล้าเข้าไปด้วย ก็มีหลวงพ่อญี่ปุ่นองค์หนึ่งเขาบอกว่าเอาละ พระไทยนี่น่ารักดี ข้าวเย็นก็ไม่กิน เหล้าก็ไม่กิน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน งั้นพาไปฉลองอย่างอื่นเถอะ เอาอย่างนี้ เขาจะเป็นเจ้าภาพพาหลวงพ่อไปเที่ยวบาร์ญี่ปุ่น ไปไม่ได้อีก โดยวินัยยิ่งห้ามหนักกว่าเข้าไปอีก อ้าวแล้วกัน งั้นมีเมียไม่ได้ละซิ ก็บอกว่าไม่ได้เขาก็เลยคุยกันว่า เขาเป็นพระญี่ปุ่นนี่โชคดี น่าสงสารพระไทยข้าวมื้อเย็นก็ไม่ได้กิน เหล้าก็ดื่มไม่ได้ หนำซ้ำยังมีเมียไม่ได้เสียอีก
เมื่อครั้งนั้นหลวงพ่อก็เจออย่างนี้ คราวนี้ในเดือนมกรานี้หลังปีใหม่ไม่กี่วัน ประธานสมาคมนักหนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่นนั่นแหละพอคุยกันสักพักหนึ่ง เขาก็ถามว่าอย่างนี้ เอ๊ะ งั้นพระไทยก็ไม่มีเมียละซี ใช่ ไม่มี เขาก็เลยถามขึ้นมาคำ เขาพูดแบบนักหนังสือพิมพ์แล้วก็พูดแบบคนขวานผ่าซาก เขาบอกเขามาเมืองไทยนี่นะยังต้องเอาภรรยามาด้วยเลย แหมคิดถึงตาย แล้วเขาก็ถามว่า แล้วหลวงพ่อนไม่คิดมีเมียกับเขาบ้างเหรอ ก็บอกไม่คิด เขาก็ถามต่อเอ๊ะ อยู่ได้ยังไง ทำใจยังไงนี่ อยากจะรู้ เอ...ตั้งแต่บวชมานี่ก็ไม่เคยโดนถามอย่างนี้เหมือนกัน แต่หลวงพ่อเคยถามผู้อื่น
เมื่อบวชได้หนึ่งพรรษา ได้เคยเดินทางไปกราบพระอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ที่วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี เมื่อ ๑๔-๑๕ ปีที่แล้ว ที่ไปด้วยกันก็มี หลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อ แล้วก็ท่านอริยวํโส ได้ถามว่าอย่างนี้
“พระเดชพระคุณ ถ้ากามกำเริบนี้ พระเดชพระคุณ ทำยังไง เพราะว่าผมเองเพิ่งบวชใหม่นะ”
พระอาจารย์มหาบัวท่านตอบดี ท่านก็บอก
“มาถามอย่างนี้... แหม....รอให้คนถามปัญหานี้นะมาตั้งหลายสิบปี ไม่มีใครถาม วันนี้ท่านถามได้ถูกใจจริง ๆ” ท่านก็ตอบมาเป็นฉาก ๆ ได้ความรู้จากท่านเยอะเชียวงวดนั้น
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ ๑๔ ปีที่แล้ว หลวงพ่ออยู่พรรษาแรกเฮอะ ๑๔ ปีให้หลังตัวเองกลับมาถูกถาม ก็เลยหัวเราะ แล้วก็ตอบเขาไป ก็ควักใจตอบอีกเหมือนกัน
หลวงพ่อบอกเขาไปว่า สำหรับหลวงพ่อโชคดีในเรื่องนี้ เพราะเตรียมตัวบวชอยู่หลายปี ก็บอกว่าตั้งแต่บวชมานี่ แม้จะคิดสึกสักแวบหนึ่งก็ไม่เคยเลย เนื่องจากเตรียมตัวมาบวช ตัดใจมาบวชได้ เพราะว่ามีกุศโลบาย หรืออุบายที่เป็นกุศลเป็นความดี
หลวงพ่อก็บอกเขาว่า ตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว หมั่นพิจารณาอยู่เป็นประจำว่า มนุษย์เรานี่ อยู่ได้ด้วยอาหาร ขาดอาหารเมื่อไหร่ก็ตาย แต่อาหารนั้นมีทั้งอาหารเก่าและอาหารใหม่ เริ่มต้นตั้งแต่อาหารใหม่ที่เรากินเข้าไป หลวงพ่อก็บอกเขาไป บอกว่าเคยได้คิดไหมอาหารอร่อย ๆ ที่ตักเข้าไปในปากนี่ เดี๋ยวละเอียดแล้วจะกลืน แต่อย่าเพิ่งกลืน ลองคายออกมาใส่ช้อนสิ แล้วค่อยกลืนเข้าไปใหม่กลืนลงไหม ไม่ลงหรอก นั่นแหละ ทำไมไม่ลง รู้สึกมันไม่น่าดู ลักษณะสีสันมันไม่น่าดู ไม่ชวนกิน มันน่าอาเจียนมากกว่า หลวงพ่อก็บอกเขา
ในตัวของเรานี่ ทุกคำกลืนที่เราเคี้ยวอาหารกลืนเข้าไปน่ะ มีความไม่งามอยู่ในนั้นทั้งนั้น แม้แต่อาหารใหม่ที่เพิ่งเคี้ยวเข้าไปหยก ๆ ยังมีความไม่งามอยู่ในนั้น และไอ้ที่มันอยู่ในท้องแล้วน่ะ กำลังย่อยอยู่ กำลังเป็นกากอาหาร มีอะไรต่ออะไรสารพัดนะคุณคิดว่างามไหมในท้องน่ะ เขาบอกว่ามันก็คงเน่าๆ อยู่หรอก หลวงพ่อก็บอกใช่ แค่คำนึงถึงความเน่าใน ที่อาหารมันเน่าอยู่ข้างในแค่นี้มองใครก็หมดสวยเสียแล้ว พอทำท่าจะสวยสักนิดหนึ่ง คิดถึงตรงนี้ก็โอ้ย ยายเน่าใน ฮี อย่ามาหลอกเราเสียให้ยาก มันก็จบอยู่ตรงนี้ ก็ไม่ต้องไปฟุ้งซ่าน ไม่ต้องไปห่วง ไม่ต้องไปพะวงคิดถึงเมียเหมือนอย่างกะเขา ก็พูดกับเขาตรง ๆ อย่างงี้ เขาก็พยักหน้าว่า อ๋อ อย่างนั้นเข้าใจแล้ว นี่ก็เป็นอุบายอย่างหนึ่งในหลาย ๆ อย่างที่หลวงพ่อใช้ก็จะถือโอกาสขยายความเรื่องนี้ต่อ
มีเรื่องกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าอโศกมหาราช

มีเรื่องว่า พระเจ้าอโศกมหาราชนับถือพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง และเป็นองค์อุปถัมภ์ในการทนุบำรุงพระศาสนาเป็นอย่างดี แต่พระเจ้าอโศกมหาราชนั้นมีน้องชายร่วมมารดาบิดาเดียวกันอยู่องค์หนึ่ง น้องชายนี่ไม่นับถือพระพุทธศาสนา พระองค์พยายามจะให้น้องชายมานับถือพระพุทธศาสนาด้วย จะได้ช่วยกันบำรุงพระภิกษุกัน แต่น้องชายไม่ยอม
วันหนึ่งก็เรียกน้องชายมาถามว่า ทำไมจึงไม่เคารพพระภิกษุ น้องชายก็ให้เหตุผลอย่างนี้ว่า ตัวของเขามีอาจารย์เป็นฤาษี ฤาษีอาจารย์ของเขาไม่ได้กินข้าวอย่างภิกษุ กินแค่ผลไม้แล้วเป็นผลไม้ชนิดไม่ได้อยู่บนต้นนะ สุกจนตกลงมาแล้วจึงกินเคร่งครัดอย่างนี้ ถ้ายังไม่มีผลไม้ตกลงมาก็ไม่กิน อดสองวัน สามวันก็ยอม นี่อาจารย์เขาเคร่งครัดอย่างนี้ เมืองก็ไม่เข้า อยู่แต่ในป่าเขามีอาจารย์อยู่หลายคน อาจารย์เหล่านี้รู้จักกันมานาน ก่อนที่พี่ชายจะครองราชย์เสียอีก
คราวนี้พอพระเจ้าอโศกขึ้นครองราชย์ แล้วเขาเองในฐานะอุปราช ก็เลยไปเยี่ยมอาจารย์ พูดง่าย ๆ ก็อยากจะคุยโอ่สักหน่อยละ จะอวดอำนาจอาจารย์บ้าง ให้เห็นว่า เป็นคนมีความสำคัญ ก็ถามอาจารย์ว่าอย่างนี้ ท่านอาจารย์อยู่ในป่านี่มีความเดือดร้อนใจอะไร จะจัดการให้ ปราบให้เรียบเลย อาจารย์บอกมีเรื่องเดือดร้อนนะ แต่ว่าเธอช่วยไม่ได้หรอก ได้ซิน่า ถ้าน้องพระเจ้าจักรพรรดิช่วยไม่ได้ จะไปให้ใครช่วย ขึงขังออกอย่างนี้ อาจารย์ก็ยังยืนคำเดิมว่าช่วยไม่ได้หรอก น้องอโศกก็คะยั้นคะยอให้อาจารย์บอกมาจะได้จัดการช่วยให้ ในที่สุดอาจารย์ก็บอก แต่ทุกข์ของอาจารย์นี่พิลึกจริง ๆ ลองฟังดู
อาจารย์เขาบอกว่าทุกข์ของอาจารย์นี้ คือในต้นฤดูฝนพวกสัตว์ป่ามันชอบมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวบริเวณกุฏิบริเวณอาศรมเนื่องจากอาศรมที่ตั้งอยู่นี่ มีภูมิประเทศดี เป็นแหล่งอาหาร เป็นแหล่งผลไม้ เป็นแหล่งหญ้าเป็นแหล่งน้ำอยู่ในตัวเสร็จ พวกสัตว์จึงชอบมาอยู่รอบ ๆ บริเวณนี้
เอ้า แล้วมันเดือดร้อนอะไร
เดือดร้อนซิ เพราะต้นฤดูฝนแล้ว สัตว์พวกนี้มันผสมพันธุ์กัน วัว ควาย เก้ง กวาง มันผสมพันธุ์กันแถว ๆ นี้
แล้วเป็นไร
ก็ไม่เป็นไรหรอก อาจารย์เลยชักอยากจะมีเมียกะเขาบ้างน่ะซิ
อ้าว แล้วกัน !
เห็นแล้วใจฟุ้งซ่าน เลยเป็นทุกข์อย่างยิ่ง นอนกัดฟันกรอด ๆ กว่าจะหมดฤดูฝนไปแต่ละฤดู แย่เลย.....
เออ พระฤาษีนะท่านว่าอย่างนี้ น้องชายอโศกเลยจับแง่คิด คิดไปนึกยังไง นึกว่า แหม ขนาดอาจารย์เรานะ กินแต่เฉพาะผลไม้ที่ตกเอง ข้าวปลาอาหารก็ไม่ค่อยจะได้กินกะเขา เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม นิ่ม ๆ สวย ๆ นุ่ม ๆ งาม ๆ ก็ไม่ได้ใช้ เพราะอยู่แต่ในป่า นุ่งก็ใช้หญ้านี่มาสาน เอาเปลือกปอมาสาน แต่อาจารย์ก็ยังกามกำเริบอยู่เป็นฤดู ๆ เชียว แล้วก็มานึกเทียบเคียง เอ... แล้วพระภิกษุฉันวันหนึ่งก็ตั้งสองมื้อ สบง จีวร เนื้อดี ๆ ก็มี ไม่ได้นุ่งป่านนุ่งปออย่างกะตาฤาษีด้วย ข้าวปลาอาหารก็มีกินมีฉันอย่างดี กุฏิก็มีคนสร้างให้อย่างดี แล้วยังอยู่ในเมืองซะอีก ..แล้วพระภิกษุจะเข้าท่าอะไรไม่กามกำเริบตายหรือ นี่แสดงว่าที่อยู่ได้นี่ ก็หลอกประชาชนกินอย่างนั้นแหละ เข้ากุฏิแล้วคงกัดฟันกรอด ๆ ยิ่งกว่าอาจารย์เราอีกเพราะฉะนั้นป่วยการนับถือ น้องชายของอโศกมหาราชคิดอย่างนี้ก็อโศกมหาราชพยายามจะอธิบายต่าง ๆ นานา แต่น้องชายไม่ยอมฟัง
วันหนึ่ง อโศกมหาราชได้วางอุบายปรึกษากับมหาอำมาตย์บอกว่าไปช่วยยุน้องชายให้เป็นกบฏที เอ้า ยุก็ยุ ยุหนักเข้าๆ น้องชายอยากจะเป็นจักรพรรดิเองจริง ๆ อำมาตย์ก็มาบอกพระเจ้าอโศก-มหาราชว่าพระอนุชาอยากจะครองราชย์แล้วนะ อโศกมหาราชก็เลยให้อาณัติสัญญาน โดยแกล้งทำเป็นเผลอ อำมาตย์ก็ยุให้น้องชายขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ น้องชายก็เชื่อ
โดนยุหนักเข้าก็ขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ ทดลองเอามงกุฎมาสวมเชียว ขณะนั้นเอง อโศกมหาราชโผล่พรวดมา น้องชายตกใจแทบช็อคตาย มงกุฎแทบจะหล่น อโศกมหาราชคาดโทษเลยเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน นี่รู้ใช่ไหม ไอ้โทษที่มานั่งบนบัลลังก์แล้วเอามงกุฎมาสวมนี่โทษอะไร นี่โทษกบฏนะนี่ ต้องตัดหัว รู้ตัวว่าตายแน่งวดนี้ เอาอย่างนี้ อโศกพิพากษาเลย เอาอย่างนี้ โทษตายนั้นเว้นไม่ได้ อย่างไงต้องกุดหัวแน่ แต่ในฐานะที่เป็นน้องชายคลานตามกันมา จะให้โอกาสพิเศษ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถามจริงๆ เถอะที่อยากจะเป็นจักรพรรดิน่ะ คิดจะฆ่าฉันนี่ คิดจะชิงบัลลังก์ฉันนี่อยากจะได้อะไร โถ...เจ้าพี่ก็ มเหสีก็ออกสวย สนมก็ตั้งเยอะนะสมบัติก็ตั้งเยอะ อยากจะได้อะไรก็ได้อย่างใจ ฉันก็อยากเป็นบ้างซิอโศกมหาราชก็เอาเลยก็ได้ งั้นจะให้เป็นจักรพรรดิแทนฉัน ๗ วันแม้แต่มเหสีฉัน ฉันก็ยกให้ แต่ยกให้ ๗ วัน สนมมีทั้งวัง สวย ๆทั้งนั้นแหละยกให้ อยากจะได้อะไรบนพื้นชมพูทวีปนี้ สั่งเอาเองได้เต็มที่ แต่มีข้อแม้ ครบ ๗ วันกุดหัว
พอครบ ๗ วัน เรียกน้องชายมา ฮึ ฮึ เป็นไงเป็นสุขดีไหมไม่สุขเลย อ้าว ทำไม ก็มีอำนาจแล้วทุกอย่าง จะกินอะไรก็กิน อยากจะใช้อะไรก็ใช้ มเหสีก็ยกให้ นางสนมก็มีกี่พันกี่หมื่นก็ยกให้จนหมดทำไมไม่มีสุข น้องชายตอบเสียงอ่อย ๆ “จะให้เป็นสุขไง โธ่ นึกอยู่อย่างเดียว ตาย ตาย ท่องอยู่นั่นแหละ ครบ ๗ วัน ตายแล้วมันจะเป็นสุขได้ไง”
อโศกหัวเราะก๊าก ๆ เออ พระภิกษุในพุทธศาสนาก็เหมือนกัน ท่านคำนึงถึงความตายของท่านอยู่เป็นประจำ เพราะฉะนั้นกามไม่กำเริบหรอก อาจารย์ของเธอน่ะเป็นฤาษี แต่ว่า ต้องใช้คำว่า ไม่มี “โยนิโสมนสิการ” ใช้คำนี้นะ ไม่มีโยนิโสมนสิการคือ จับแง่คิดไม่เป็น หรือคิดไม่แยบคาย ฉะนั้น เพียงแค่เห็นสัตว์ในฤดูผสมพันธุ์ก็กลุ้มแทบตาย งุ่นง่านแทบตาย แต่เธอเดี๋ยวนี้ก็ได้รู้แล้วนี่นะว่าพระภิกษุในพุทธศาสนานี่ จับแง่คิดเป็น คำนึงถึงความตายบ้าง คำนึงถึงความเน่าในตัวของคนบ้าง เพราะฉะนั้นกามไม่กำเริบ อยู่ได้สบาย ๆ ตรึกนึกถึงธรรมอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืนเป็นไปด้วยธรรมะ อย่างนี้อย่างที่เธอทดลองมาด้วยตัวเองแล้วคือพอคำนึงถึงความตายแล้ว เรื่องอะไรในโลกนี้ก็ไม่เอาทั้งนั้น เธอทดลองด้วยตัวเองแล้ว
น้องชายซาบซึ้งตื้นตัน ก้มลงกราบพี่ชาย แล้วขออนุญาตบวชในพระพุทธศาสนา
ในตำนานกล่าวว่า ก่อนละโลก น้องชายของอโศกมหาราชสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่อโศกมหาราชเอง ในตำนานกล่าวว่าอโศกมหาราชเองเสียอีก ขนาดส่งเสริมให้น้องเป็นพระอรหันต์แต่ตัวเองนั้น เนื่องจากพอใกล้ตาย ลูกแย่งบัลลังก์ ทำศึกกันเอง มีความโกรธมาก ตายไปด้วยความโกรธ ละโลกไปขณะที่ใจกำลังขุ่นมัวอย่างนั้น เลยไปเกิดเป็นงูเหลือม แต่พอพ้นจากชาติงูเหลือมแล้ว บุญส่งให้ลูกชายที่เป็นพระอรหันต์มาเทศน์โปรด ก็เลยได้เป็นพระอรหันต์ตามลูกชายตามน้องชายไป
ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ลูก ๆ ทั้งหญิงทั้งชายของหลวงพ่อ ถ้าใครจะเดินทางตามเส้นทางที่หลวงพ่อเดินมาแล้วก็ดี เป็นเส้นทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ไว้ให้ก็ดี ต้องฝึกใจอย่างนี้ แล้วจะรักษาตัวตลอดรอดฝั่ง ถ้าไม่อย่างนั้นไม่ได้หรอกนะ ขอเตือน
อีกอย่างหนึ่ง หลวงพ่อเอง เมื่อบวชพรรษาแรก คุณยาย(อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง) ก็ได้กรุณาเป็นกัลยาณมิตรให้ เช้าขึ้นมาท่านก็ถาม “ท่านทัตตะ ตั้งแต่เช้ามานี่ คิดถึงความตายบ้างแล้วยัง” “ยังเลยยาย” ท่านก็ไม่ว่าอะไร เช้าวันที่สองท่านก็มาถาม“ท่านทัตตะ นึกถึงความตายบ้างแล้วยัง” “ยังเลยยาย” พอเช้าวันที่สามตื่นขึ้นมานะ วันนี้โดนยายถามแน่ รีบนึกถึงความตายก่อน พอออกจากกุฏิเจอยายเข้า “ท่านทัตตะ” ไม่รอให้พูดให้จบ
“ยาย นึกถึงความตายแล้วยาย”
รีบรายงานก่อนเลย ท่านก็สาธุ ตั้งแต่นั้นก็เลยทำเป็นนิสัยมา
เพราะฉะนั้น ๑๕ พรรษาก็สบายดี ไม่ต้องห่วงหรอกนะไม่สึกหรอก ไม่สึกไปให้โง่หรอก แม่เน่าในทั้งหลาย ไม่ต้องมาหลอกหรอก ก็เป็นอย่างนี้นะ ไปลองฝึกกันดูลูกเอ๋ย ทั้งหญิงทั้งชาย ถ้าไม่ฝึกแล้วละก็ หนทางธรรมเส้นนี้ยากที่จะเดินกันไปตลอดรอดฝั่งนะ