วัยเด็ก

วันที่ 24 พย. พ.ศ.2568

วัยเด็ก

25-11-68_b2%282%29.jpg

เรื่องแปลกตอนเกิด

 

โยมพ่อของหลวงพี่มีพ่อเป็นคนจีน มีแม่เป็นไทยเชื้อสายลาว โยมพ่อ เกิดที่โคราชจึงได้สัญชาติไทย สมัยนั้นคนจีนนิยมส่งลูกไปเรียนหนังสีอ ที่เมีองจีนโยมพ่อจึงถูกส่งกลับไปเรียนที่เมีองจีน

 

                 พอไปเรียนที่เมีองจีนก็ไปอยู่กับแม่ของก๋งเมี่อเรียนจบท่านก็เลย ตัดสินใจกลับมาเมืองไทย มาก่อร่างสร้างตัว จนกระทั่งมาแต่งงานกับ โยมแม่ มีลูก 2 คน คีอมีพี่สาวกับพี่ชายของหลวงพี่ แล้วต่อมาต้อง กลับไปดูแลแม่ของก๋งอีกครั้งที่เมืองจีน

 

                 คนจีนสมัยก่อนเขาจะจับแต่งงานแบบคลุมถุงชนกลับไปจีนครั้งนี้ โยมพ่อจึงถูกจับให้แต่งงาน เพี่อที่จะให้ภรรยาคนจีนนี้ใปดูแลแม่ของก๋ง หลังจากนั้นโยมพ่อก็กลับมาอยู่กับโยมแม่ที่เมืองไทย ต่อมาเมื่อแม่ของก๋งเสียชีวิต ภรรยาคนจีนขอมาอยู่กับโยมพ่อที่เมืองไทยด้วย

 

                 ตอนที่โยมแม่คนจีนท่านตั้งครรภ์ ท่านตั้งท้องพร้อมกับโยมแม่ ของหลวงพี่คนข้างบ้านเขาฝันว่ามีหลวงพ่อรูปหนึ่ง อุ้มเด็กผู้ชายผิวขาว น่ารักมา 2 คนคนข้างบ้านเขาก็อยากจะได้ลูกเลยเอ่ยปากบอกหลวงพ่อ ในฝันว่า

 

                 “ผมขอเด็กคนหนึ่ง”

 

                 หลวงพ่อบอกว่า “ไม่ได้ นี่เป็นลูกของเถ้าแก่บ้านนี้ " คนข้างบ้าน ก็เลยอด

 

                 หลวงพ่อรูปนั้นได้อุ้มเด็กทั้ง 2 คนเข้ามาในบ้านของโยมพ่อ แต่เวลาขากลับท่านอุ้มเด็กกลับออกไปแค่คนเดียว แสดงว่าเด็กอีกคนหนึ่งอยู่ในบ้าน คนข้างบ้านคนเดิมเขาเห็นในฝัน จึงเข้าไปถามว่า

 

                 “หลวงพ่อเข้าไปในบ้านเถ้าแก่แล้ว ทำไมเด็กอีกคนที่อุ้มไม่ไว้ที่บ้านด้วยกันเลยล่ะครับ”

 

                 หลวงพ่อบอกว่า “บุญเขาไม่พอ”

 

                 “งั้นเด็กที่อุ้ม ผมขอเอง"

 

                 หลวงพ่อบอกว่า ไม่ได้ เอ็งก็ไม่มีบุญ บุญเอ็งก็ไม่พอ”

 

                 พอถึงเวลาคลอดทั้งโยมแม่หลวงพี่และโยมแม่คนจีนก็คลอดออกมาพร้อมๆ กัน ปรากฏว่ารอดชีวิตอยู่คนเดียวจริงๆ โยมแม่คนจีน เสียชีวิตพร้อมลูกชายที่คลอดออกมา ส่วนที่รอดมาคือหลวงพี่ก็เป็น เรื่องตอนเกิดที่แปลกดี

. . . . . . . . . .

 

เรื่องการนอนในวัยเด็ก

 

ตั้งแต่เด็กมาแล้วหลวงพี่ไม่ชอบนอนฟูกชอบนอนบนกระดานมาตลอด หรือไม่ก็นอนกับพื้นเอาเสื่อมาปูแล้วนอน จะคุ้นกับการนอนแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ถ้านอนฟูกนุ่มๆ กลับรู้สึกนอนไม่ค่อยสบาย แล้วก็แปลก ที่ชอบนอนคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก

 

                 ตอนเด็กๆ แม่กางมุ้งให้แล้วแม่ก็จะมานอนด้วย แต่พอมาเรียน หนังสือที่กรุงเทพฯ หลวงพี่ก็นอนคนเดียว อยู่โรงเรียนประจำก็นอนแบบโรงทหาร ห้องหนึ่งก็ประมาณ 20 คน แล้วนอนเรียงกันอย่างกับลูกระนาด พอกลับไปอยู่ที่บ้านก็นอนคนเดียว ไม่ชอบนอนกับใคร

. . . . . . . . . .

 

พ่อหาพระ แม่ไหว้พระ

 

บ้านหลวงพี่อยู่ที่ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นเมืองกรุงเก่า หลวงพี่จึงคุ้นกับซากปรักหักพังที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอดีตสมัยกรุงสุโขทัยเจดีย์เก่าๆ หรือพระสวยๆ พระพุทธรูปสวยๆ หลวงพี่เห็นมาตั้งแต่เด็ก เห็นแล้วก็ชอบ

 

                 สมัยนั้นมีคนที่ไปขุดของเก่า พอได้มาแล้วก็นำมาให้โยมพ่อของ หลวงพี่เช่า โยมพ่อก็ชอบ แต่โยมพ่อไม่ค่อยได้ไหว้พระ มีแต่โยมแม่ที่ชอบไหว้พระ ก็เลยถือว่าโยมพ่อหาพระมาให้โยมแม่ไหว้ โยมพ่อไปทำมาหากินโยมแม่มีหน้าที่ไหว้พระอย่างเดียวโยมพ่อเป็นคนที่เข้าครัว โยมแม่มีหน้าที่ดูแลลูกๆ นอกนั้นโยมพ่อจัดการให้หมด

. . . . . . . . . .

 

ฃึมชับจากโยมแม่

 

ตอนเด็กๆ พอตี 4 โยมแม่จะขึ้นมาสวดมนต์ใหว้พระ แล้วหลวงพี่ จะต้องตามโยมแม่มาด้วย มานอนหนุนตักโยมแม่ หลวงพี่ก็คุ้นภาพโยมแม่จุดธูปไหว้พระ คุ้นกับกลิ่นธูปควันเทียนมาตั้งแต่นั้น พอโยมแม่ก้มกราบ หลวงพี่ก็งัวเงียอยู่บนตักแล้วก็โยกเยกๆ โยมแม่สวดมนต์ ไหว้พระไป นั่งสมาธิไป หลวงพี่ก็มีความสุขอยู่ตรงนั้นจนสว่าง

 

                 โยมพ่อเกิดที่เมืองไทยแถวโคราช ส่วนโยมแม่เกิดที่เมืองจีน หลวงพี่มีพี่น้องท้องเดียวกันทั้งหมด 4 คน และคนละแม่อีก 1 คน หลวงพี่เป็นคนที่ 3 ที่บ้านจะมีเป็นคู่ๆ มีพี่สาวและก็พี่ชาย หลังจากมี พี่ชายก็ห่างหายไป 17 ปี ถึงมามีหลวงพี่แล้วก็มีน้องสาว

 

                 บรรดาพี่ๆ น้องๆ ก็ไม่มีใครได้ใกล้ชิดกับโยมแม่เหมีอนหลวงพี่ ความใกล้ชิดกับโยมแม่ตรงนี้เลยซึมซับพระพุทธศาสนาเหมือนได้รับ การปลูกฝังแบบไม่รู้ตัว

. . . . . . . . . .

 

เข้ามาเรียนกรุงเทพฯ

 

ที่บ้านตอนแรกขายผ้า ตอนหลังย้ายมาลงทุนทำโรงน้ำแข็ง ที่นั่นอากาศร้อน ทำน้ำแข็งขายดี หลวงพี่อยู่ที่ อ.สวรรคโลกจนอายุ 1 1 ปี แล้วก็ เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ อยู่โรงเรียนศรีวิกรม์ชึ่งเป็นโรงเรียนประจำ เรียนอยู่ประมาณปีครึ่ง ต่อมาโยมพ่อซี้อบ้านให้อยู่กัน 2 คนกับน้องสาว เราอายุ 12 น้องอายุ 9 ขวบกว่า เกือบจะ 10 ขวบ ฝึกดูแลปกครอง กันมาตั้งแต่เด็ก

 

                 ในแต่ละเดือนโยมพ่อส่งเงินมาให้หลวงพี่ก็ต้องบริหารค่าใช้จ่าย ให้ครบเดือนให้ได้โยมพ่อบอกว่าเรื่องกินเรื่องอยู่นี้ เอาให้เต็มที่ เงินมีไว้ ให้ใช้ มีเท่าไรใช้ไป ถ้าหากไม่พอให้บอก พ่อจะส่งมาให้อีก

 

                 ถ้าหากว่าเป็นเด็กบางคนมาจากต่างจังหวัด โยมพ่อปวารณา อย่างนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่สบายมาก แต่หลวงพี่จะบริหารเงินที่โยมพ่อให้ มาให้อยู่ในกรอบ และค่อนข้างจะเหลือไว้นิดหนึ่ง หลวงพี่จะทำบัญชี ว่าได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ใชํในการดูแลบ้าน ดูแลน้อง ใช้ในการเรียน หนังสือ ใช้ในการกินอยู่ เริ่มทำอย่างนี้ตอนอายุ 12 ปี

. . . . . . . . . .

 

คาถาของโยมแม่

 

ตอนมาอยู่กรุงเทพฯโยมแม่ให้คาถาไว้ว่า " เรื่องอะไรที่ไม่ดี อย่าไปทำ" อย่าไปอวดเก่งเพราะว่าคนที่อวดเก่ง คนที่รู้ว่าไม่ดีแล้วยังไปทำ สุดท้ายเขาจะพลาด ฉะนั้นให้ระวังไว้ให้ดี

 

                 เวลาที่ญาติโยมสาธุชนมีลูกแบกความทุกข์ความกังวลใจมากราบ หลวงพี่ก็ให้คาถาของโยมแม่แก่เขาเพี่อเอาไว้สอนลูกไม่ว่าจะเหล้าบุหรี่ ยาเสพติด และอบายมุขทั้งหลาย ถ้ารู้ว่าไม่ดีอย่าไปลอง อย่าไปทำ อย่า คิดว่าลองแล้วจะไม่ติด คนที่ติดทุกคนเขาก็คิดแบบนี้มาก่อน สุดท้าย แล้วก็ไม่รอด ติดจนได้ ดังนั้นเมื่อรู้ว่าอะไรไม่ดีอย่าไปทำ อย่าไปลอง

 

                 นี่เป็นคาถาที่หลวงพี่ให้โยมไว้สอนลูกและหลวงพี่ก็ยึดมาตลอด เป็นคาถาที่ทำให้คุ้มตัวรอดมาได้ถึงทุกวันนี้

. . . . . . . . . .

 

เข้าโรงเรียน

 

ตอนอายุ 5 ขวบ โยมพี่ชายมาจากโรงเรียนอัสสัมชัญซึ่งเป็นโรงเรียนคริสต์ บอกว่าจะให้หลวงพี่ไปอยู่โรงเรียนพระหฤทัยของคริสต์หลวงพี่ ก็ร้องไห้ ไม่ยอมไป ไม่ว่าจะเอาขนม เอาอะไรต่ออะไรอร่อยๆ มาล่อก็ไม่ยอมไป สุดท้ายให้ลองไปดูก่อน

 

                 อยู่ได้สักพัก หลวงพี่ก็ไม่ชอบ ไม่ชอบชุดที่เขาใส่ ไม่ชอบอยู่ใน สภาพแบบนั้น อยู่ได้ 2 อาทิตย์ โยมพี่ชายจึงยอมพาหลวงพี่ไปอยู่ โรงเรียนวัด

 

                 เรียนโรงเรียนวัดก็เรียนในศาลา มีเสื่อลำแพนกั้น เราก็วิ่งเล่นใน ศาลาอย่างมีความสุข จากนั้นก็เข้าโรงเรียนอนุบาลเทศบาล

 

                พอตอน ป.2 มาเข้าโรงเรียนจีนซึ่งบริหารโดยมูลนิธิของคนจีน ดังนั้นจึงมีธรรมเนียมอย่างหนึ่งคือถ้าครอบครัวคนจีนในตลาดบ้านไหน มีใครตายขึ้นมา เขาจะพาน้กเรียนไปเคารพศพผู้ตายซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มี อุปการคุณต่อโรงเรียน

 

              ครั้งแรกที่ใปก็ใส่ชุดนักเรียนไปร่วมงานศพตามที่โรงเรียนเขาให้ไป ไปทำความเคารพศพเพื่อเป็นเกียรติให้กับผู้ตาย ไปคอยช่วยเสิร์ฟน้ำ และในงานเขาจะมีขนมให้กิน มีน้ำหวานให้ เด็กๆ ก็จะชอบ แต่ไปถึงหลวงพี่นั่งซึม ครุ่นคิดแต่ว่าตายมันเป็นอย่างไร แล้วโยมแม่เราต้องตาย ไหม แล้วตัวเราต้องตายไหม จะทำอย่างไรดีถึงไม่ให้ตาย ก็คิดอย่างนี้ มาเรื่อยๆ

 

              หลวงพี่มีความฝังใจว่า ความตายนี้มันทำให้คนร้องไห้ ทำให้คนเสียใจ ทำให้คนเศร้า เราต้องการหาทางออก แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

. . . . . . . . . .

 

เข้าวัด

 

ตั้งแต่เด็กมาแล้วเมื่อแม่ไปวัด เราก็ตามโยมแม่ไปวัด พอถึงวันพระ 8 คํ่า 15 คํ่า โยมแม่ก็จะแบกกระจาดไปทำบุญ โดยโยมแม่จะหาบกระจาด อาหารคาวอยู่ข้างหน้า อาหารหวานอยู่ข้างหลัง

 

              วัดต่างจังหวัดเขาจะมีโต๊ะ แล้วก็มีบาตรใหญ่ บาตรพระพุทธ และบาตรพระสงฆ์ เราก็จะเอาข้าวไปตักใส่บาตรพระพุทธ แล้วตักใส่ บาตรเล็กๆ ของพระสงฆ์ เสร็จแล้วก็จะเอาถาดอาหารคาวหวานไปวางไว้ตรงศาลา วางไว้ที่แท่นยาว (อาสน์สงฆ์) เสร็จแล้วโยมก็จะมาจับฉลาก ว่าจะต้องนำอาหารที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วนี้ไปถวายที่พระเบอร์อะไร ที่ทำเช่นนี้ก็เพี่อจะได้ไม่ต้องแย่งกันถวายพระเฉพาะเจาะจง เรียกว่า สลากภัตก็ได้ ไปวัดก็ไปทำแบบนี้ตลอด

 

              หลวงพี่ได้ทำหน้าที่เป็นเด็กวัด ช่วยเตรียมอาหารแล้ววิ่งเล่นใน วัดมีความสุขมาก โยมแม่ก็ฟังเทศน์ฟังธรรมไป ส่วนเราก็ไปจัดการเป็น ลูกคิษย์วัด ถ่ายอาหารบ้าง จัดอาหารบ้าง ลำเลียงข้าวของ แล้วแต่ ผู้ใหญ่เขาจะเรียกใช้ มีความสุขและสนุกมาก หลวงพี่เลยชอบไปวัด

. . . . . . . . . .

 

เริ่มต้นนั่งสมาธิ

 

ที่สุโขทัยจะมี 'ตาผ้าขาว' ไม่ใช่นักบวชแต่เป็นโยม ท่านเป็นมัคนายก ผิวพรรณดี ขาว สูงใหญ่ เป็นคนที่มีสง่าราคี อายุราว 80 กว่าปี

 

              ได้ยินผู้ใหญ่เล่าว่า ผ้าขาวท่านนี้ท่านหนีภัยการเมืองมา และได้มาอยู่ปฏิบ้ติธรรมที่นี่ และปฏิบ้ติธรรมได้ดีด้วย มารู้ทีหลังว่าท่านเป็น ลูกศิษย์ของหลวงปู่วัดปากน้ำ ตอนเด็กๆ หลวงพี่ชอบไปหาท่าน

 

              ท่านบอกว่า ตรงบริเวณนี้มียักษ์ มีภูเขาทองอยู่ข้างล่าง เพราะ เป็นเมืองโบราณเก่า แต่เรามองไม่เห็น ท่านบอกว่ายักษ์จะเอาทองมา แจกให้พวกเรา พอกลางคืนให้พวกเรานั่งสมาธิและสวดมนตํไหว้พระ แล้วเขาจะเอาทองมาแจก

 

              หลวงพี่ก็ไปนั่งสมาธิ ผ้าขาวเองก็ไม่ได้สอนว่าต้องนั่งอย่างไร หลวงพี่ก็นั่งไปเฉยๆ แต่ก็มีความสุข ก็เลยนั่งมาตั้งแต่เด็ก  นั่งไปเฉยๆอย่างงี้ ทั้งๆ ที่พอลืมตามาก็ไม่เห็นมีทอง 

. . . . . . . . . .

 

เรื่องนั่งสมาธิตอนเด็ก

 

เมื่อตอนเด็กๆ มาเรียนหนังสือ หลวงพี่มองหาที่นั่งสมาธิมาตลอดเลย แต่ว่าไม่เจอ เคยไปนั่งที่หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนหลวงพ่อ ไปนั่งสมาธิที่วัดมหาธาตุ หลวงพี่ก็เคยไป ตอนสมัยหลวงพี่เรียนอยู่ ม.ศ.5 เมื่อก่อนจะเป็น ม.ศ.4 , ม.ศ.5 เข้ามหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้เป็น ม.4, ม.5, ม.6 ก็เข้ามหาวิทยาลัย ถ้าเทียบ ม.ศ.5 สมัยนั้นกับสมัยนี้ก็น่าจะ ประมาณ ม.6

 

              ม.ศ.5 หลวงพี่มานั่งสมาธิที่วัดมหาธาตุ แต่เมื่อไปนั่งแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ หลวงพี่ไปแค่ 2 ครั้ง แล้วก็ไม่ไปอีกเลย เพราะมันไม่ถูกจริตกับเรา ไม่ชอบวิธีแบบนั้น แล้วสิ่งแวดล้อมก็ทำให้เรารู้สึกไม่อยากจะไปต่อ ก็เลยมานั่งสมาธิเองที่บ้าน นั่งแบบไม่มีความรู้ รู้แต่ว่าอยากจะนั่ง

 

              ปักธูปแล้วก็นั่งไปเรื่อยๆ ที่บ้านก็ไม่มีมุ้งลวด ยุงมันก็กัด ดูยุง มันนั่งกัด แล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่นั่งเฉยๆ ยุงมันกินๆๆ จนตัวเป่งแล้วก็บินไปไม่ไหว

. . . . . . . . . .

 

ไปวัด

 

โยมแม่ให้ไปดูหนัง เราก็ไม่ไป ให้ไปดูละคร เราก็ไม่ไป ให้ไปเที่ยวไหน เราก็ไม่ไป แต่ถ้าไปวัดกับโยมแม่ เราอยากไป

 

           โยมแม่จะมีกลุ่มเพี่อนที่ไปวัด พอโยมแม่ไปทอดผ้าป่า ทอดกฐินเราก็จะตามไป

 

           ส่วนโยมแม่เองนั้น มีหนัง มีละคร มีลิเก มีงิ้วที่ไหน โยมแม่ก็ไม่ ไปดู หรือจะให้ไปเที่ยวน้ำตก ไปเที่ยวดูป่าดูเขา โยมแม่ก็ไม่อยากไป แต่ถ้าไปถือศีลกินเจ โยมแม่อยากไป ถ้าไปวัดไปทำบุญ โยมแม่อยากไป

 

           ทุกครั้งที่ตามโยมแม่ไปวัดไม่มีเบื่อ แต่กลับมีความสุข ได้ไปอยู่ กับพระไปนั่งคอยรับใช้พระ มีความสุขที่สุดเลย

 

           พระท่านก็จะเมตตาสอนเรา แต่ส่วนใหญ่ท่านก็ไม่ได้สอนอะไรมาก เน้นเพียงอย่าให้เราซนเท่านั้นเอง อย่าไปวิ่งเล่นบนศาลา พอไปวิ่ง บนศาลาท่านก็จะดุว่าอย่าวิ่งเล่นเสียงดัง ต้องเดินเบาๆ มันหนวกหู พอเราโดนคุ เราก็ค่อยๆ ย่อง ค่อยๆ เดิน แล้วก็ไปวิ่งลานดินลานวัด

 

           พอมาเรียนที่กรุงเทพฯ แล้ว ต้องมาอยู่โรงเรียนประจำทุกอย่าง มันทันสมัยหมด แต่ในใจนั้นฝันว่าอยากจะไปหาวัด

. . . . . . . . . .

 

หอพัก

 

โรงเรียนศรีวิกรม์ที่อยู่พระโขนงเพิ่งสร้างใหม่ อาคารเรียนใหม่ สะอาด สวย หลวงพี่ไปอยู่เป็นรุ่นแรกๆ อยู่โรงเรียนเดียวกันกับน้องสาว

 

           เขาจะมีหอพักนักเรียนประจำ หลวงพี่ก็ไปอยู่ที่หอพักนี้ ในสมัยนั้นเศรษฐีและคนมีชี่อเสียงเขาจะเอาลูกไปอยู่ประจำกันเยอะ พวกเขาเป็นเด็กกรุงเทพฯ หลวงพี่เป็นเด็กต่างจังหวัด พอไปอยู่ประจำด้วยกัน เราก็ไม่ค่อยทันเขาหรอก เราเป็นเด็กบ้านนอก ซื่อๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว อะไรเลย เพื่อนพูดอะไรมาเราก็ไม่รู้เรื่อง ไม่ค่อยทันเขา

 

           กลางคืนนอนสวดมนต์ไหว้พระโยมแม่บอกให้สวดมนต์ไหว้พระ กราบหมอนแล้วท่อง"อะระหังสัมมา” เท่านั้นแล้วก็นอนแต่นอนไม่หลับ ตัวนอนอยู่บนเตียง แต่สายตามองออกไปข้างนอก รู้สึกอยากกลับบ้าน

 

         สมัยนั้นถนนสุขุมวิทมีแค่ 2 เลน ไปและกลับแค่นั้นเอง มองเลย ไปนิดหนึ่งเห็นวัดธาตุทอง นานๆ จะมีรถวิ่งมาสักคันหนึ่ง มองรถวิ่งไป เรานอนไม่หลับก็เลยลุกมานั่งนับ โดยไม่รู้ว่านี่คือสมาธิ นั่งนับรถวิ่งไป 1 คัน รถวิ่งกลับ 1 คัน ลองนับดูว่าวิ่งไปหรือวิ่งกลับอันไหนมากกว่ากัน นั่งนับไปนับมาจนกระทั่งหลับไป คิดถึงโยมพ่อโยมแม่ เหมือนเด็ก

 

             อยู่ที่หอพักนี้ 1 ปีกับ 1 เทอม ตอนหลังพ่อให้ย้ายไปอยู่กับญาติที่ ซอยพร้อมพงศ์ หลังจากนั้นโยมพ่อก็ซื้อบ้านให้อยู่

. . . . . . . . . .

 

เพื่อนเกเร

 

พอโยมพ่อซึ้อบ้านให้ ก็อยู่กัน 2 คนพี่น้อง เพื่อนบ้านพูดกับโยมพ่อ โยมแม่ว่า ‘ใจคอของคุณเป็นอย่างไรกัน ทำไมถึงปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆ 2 คน มาอยู่ในกรุงเทพฯตามลำพังกันอย่างนี้ทำไมไว้ใจกันขนาดนี้ เด็ก ตัวแค่นิดเดียว ให้เขาหุงหาอาหารกินเอง ให้เขาดูแลกันเอง' โยมแม่ก็บอกว่า "ฝากหน่อยก็แล้วกัน” เพี่อนบ้านเขาก็ดีคอยช่วยดูแลให้

 

             ที่โยมพ่อโยมแม่ปล่อยเราได้อย่างนี้อาจจะเป็นเพราะว่า โยมแม่ รู้จักตัวเราดีกว่าเรา สมัยเด็กๆ เราคงไม่เกเร คงจะไว้ใจได้

 

               หลวงพี่อยู่ได้ 2 ปี มีเพื่อนที่เรียนหนังสือด้วยกันแล้วเราไม่ชอบ เราก็เลยคิดหนีเพื่อนคนนี้ดีกว่า คิดไปตามประสาเด็กๆ หนีรุ่นพี่เพราะ เขาเกเร เขาเป็นลูกคนมีสตางค์ ชอบแกล้งคน ตอนนั้นเรายังเด็ก เราก็ คิดอะไรง่ายๆ อย่างนี้ หนีไปดีกว่า

 

              เมื่อย้ายมาโรงเรียนใหม่ก็มาเจอคนเกเรอีกที่โรงเรียนเก่าเจอคน เกเรแบบหนึ่ง ที่ใหม่นี้เจอเกเรอีกแบบหนึ่ง ก็เริ่มได้คิดว่าอย่างไร ก็ตามเราคงหนีคนเกเรไม่พ้นทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราต่างหาก พอเริ่มโตขึ้น เราก็เริ่มมีภูมิคุ้มกันคนเกเร

 

              เราไม่ชอบคนเกเร แต่เราชอบคนจริง

. . . . . . . . . .

 

คนเก่งที่ประมาท

 

ตอนนั้นอยู่ช่วง ม.ศ.2, ม.ศ.3 เรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิชาฟิสิกส์ ทำโจทย์จนไม่ค่อยมีโจทย์ให้ทำ คือโจทย์ในระดับที่เรียนทำได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว พอได้โจทย์มาเราก็ได้คำตอบ คือเห็นโจทย์แล้วก็ได้คำตอบ ไม่ว่าจะพลิกแพลงมาอย่างไรก็ได้คำตอบ จนอาจารย์ต้องไปเอาโจทย์ของชั้นสูง ขึ้นไป อย่างโจทย์ของ ม.ศ.4, ม.ศ.5 โจทย์ของพวกวิศวะที่เขาเรียนปี 3 มาให้ลองทำ ตรงจุดนี้เองที่ทำให้เกิดรอยโหว่ คือทำให้เราเกิดความประมาท พอเกิดความประมาทแล้วก็มีนิสัยที่ไม่ดี เริ่มขาดความใส่ใจ

 

              ตอนนั้นโรงเรียนเซนต์จอห์นเพิ่งเริ่มเปิดได้ ไม่นานเขามีการสอบ คัดเลือกเข้าเรียน ม.ศ.4 ฟรี เพื่อคัดคนเก่งมาทำชื่อเสียงให้โรงเรียน มีคนสมัครสอบเป็นพัน เราก็ไปสอบเล่นๆ ติด 1 ใน 20 เราอยาก จะเข้า แต่ขี้เกียจเดินทาง มันไกลบ้าน ตอนนั้นบ้านอยู่แถวหัวลำโพง แถวสะพานเหลือง

 

              คำว่าประมาทมันเหมือนเราลำพองใจว่าเราเก่ง พอลำพอง เราก็เลยจะไม่ลงรายละเอียดในวิชาที่เรียน หรือไม่สนใจที่จะหาความรู้ เพิ่มเติม มันทำให้ความเคารพในวิชาที่เรียนน้อยลง เคารพในครูน้อยลง เพราะคิดว่า 'ฉันแน่’

 

                  คำว่า 'ฉันแน่' ตรงนี้เป็นกับดักของเรา ไม่ใช่ว่าเราโง่ แต่ความลำพอง ทำให้โจทย์บางอย่างที่เราเคยทำง่ายเหมือนกับปอกกล้วยเข้าปาก เรากลับทำไมได้

 

                เราจะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมฯ เสร็จแล้วเราก็ประมาท ไม่ได้ไปดูว่าสถานที่สอบอยู่ที่ไหน พอถึงเวลาต้องไปสอบคัดเลือก ต้องเดินทางไปสอบตามสถานที่สอบต่างๆสอบตามโรงเรียนนั้นโรงเรียนนี้ แต่เราไม่รู้เลยว่าสถานที่สอบของเราอยู่ที่ไหน ก็ไปหาเอาตอนเช้าของ วันที่สอบ

 

                เดินหาโรงเรียนที่สอบ เดินหาห้องสอบ เดินกลับไปกลับมา มันอยู่ตรงไหน กว่าจะเจอเขาเริ่มสอบกันแล้ว เข้าไปก็ไปนั่งเช็ดเหงื่อ เจอวิชาแรกคณิตศาสตร์ชื่งเราเชี่ยวชาญวิชานี้มากปรากฏว่าเส้นผมบังภูเขานั่งทำข้อสอบไปก็หอบแฮกๆ ไป กำลังใจมันหายไปครึ่ง เสียหายมาก ตกลงว่าสอบไม่ติด

 

                มาทบทวนดูว่าเราพลาดได้อย่างไรถึงมารู้ตัวว่า เราทำตัวลำพอง เลยประมาท คนจะไปสอบที่ไหนก็ตามควรจะไปดูสถานที่สอบก่อนว่าอยู่ที่ไหน พอตอนเข้าขึ้นรถเมล์ควรไปถึงสถานที่สอบก่อนเวลา เพี่อให้เราได้ปร้บตัว ได้นั่งสงบ นิ่งๆ เตรียมใจให้พร้อม แต่เราไปถึง เขาเริ่ม สอบกันแล้ว อาจารย์ท่านเมตตาให้เข้าสอบก็ดีหนักหนานั่งเช็ดเหงื่อไป ใจไม่อยู่ในเรื่องสอบเลย

 

                เรื่องการสอบเข้าเรียน เราจัดการชีวิตของเราเอง เราเลือกเรียนเอง โดยที่ไม่มีใครมาคอยแนะนำอะไรให้ทั้งสิ้น พอไม่ติดโรงเรียน เตรียมอุดมฯ ก็คือไม่ติด ก็เลยตกลงมาเข้าโรงเรียนอำนวยศิลป์

. . . . . . . . . .

 

ไปฟังธรรมกับโยมแม่

 

ก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย โยมแม่เดินทางมาจากต่างจังหวัดมาดูแลเรื่องอาหารให้หลวงพี่ เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องดูหนังสือจะได้เตรียมสอบ เอนทรานซํได้ ช่วงนี้ระหว่างคืนวันเสาร์หลวงพี่จะต้องพาโยมแม่ไปที่ สมาคมเป้าเก็งเต็ง

 

                สมาคมแห่งนี้อยู่แถวบ่อนไก่ เลยสวนลุมฯ ไปนิดหน่อยซึ่งไม่ไกลจากบ้าน ที่สมาคมจะมีปราชญ์ของทางมหายานมาปาฐกถาธรรม เขาจะนำธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจัามาเทศน์ มาเล่า โยมแม่ก็พาเราไปฟัง

 

                ท่านเทศน์เป็นภาษาจีน หลวงพี่ฟังภาษาจีนพอได้แต่พูดไม่ไต้ ยิ่งเป็นภาษาธรรมะยิ่งมีคำศัพท์ที่ยากกว่าปกติ แต่ก็เป็นเรื่องที่แปลกเมื่อท่านแสดงธรรมมา หลวงพี่เข้าใจและจำได้หมด แล้วก็เข้าใจใน ความหมายของคำๆนั้นด้วย

 

                โยมแม่ถามว่าเป็นภาษาจีนฟังรู้เรื่องไหม เข้าใจไหม ก็บอกไปว่า พอเข้าใจ โยมแม่ก็มองหน้า เราก็อธิบายให้โยมแม่ฟัง ท่านพูดเรื่องนี้ ว่าอย่างนี้ โยมแม่นั่งมองนึกไม่ถึงว่าหลวงพี่จะฟังภาษาจีนที่เป็นศัพท์ สูงๆ แบบพระได้ จำได้ และยังมาพูดต่อได้ โยมแม่ก็งง หลวงพี่ก็ยัง งงตัวเอง

 

                เดินทางไปฟังเทศน์กันตอนกลางคืนวันเสาร์ช่วงหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่ม เราก็ใส่เสื้อยืดสีขาวให้ดูสุภาพ กางเกงก็ที่ใส่ไปเรียนหนังสีอ ครั้งหนึ่งนั่งรถเมล์ไปด้วยกันแล้วฝนตก หลวงพี่เอามือข้างหนึ่งกางร่ม และอีกข้างโอบไหล่ประคองโยมแม่แล้วเดินเข้าไปในซอยประมาณ 300 เมตร ไปฟังธรรมกับโยมแม่ นึ่คีอภาพที่ประทับใจที่สุด

 

              ต่อมาโยมพ่อก็ซื้อรถให้หลวงพี่ขับ ตอนเริ่มขับนั้นยังไม่มีใบขับขี่หลวงพี่ก็ขับรถรับโยมแม่ไปฟังธรรมตอนนี้ไม่ต้องเอามือโอบไหล่กางร่ม แล้วและยังได้รับบุญขับรถรับนายแพทย์ตันม่อเซี้ยงที่เป็นคนแสดงธรรม ไปส่งที่บ้านแถวเยาวราช ระหว่างนั่งรถไปก็นั่งคุยซักถามปัญหาธรรมะ ที่ท่านแสดงธรรมเราอยากจะรู้อะไรเพิ่มก็ถามท่านเรื่อยๆซึ่งนายแพทย์ ท่านนี้เป็นอาจารย์ของเสถียรโพธินันทะนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาผู้ชำนาญทางพระไตรปิฎกทั้งของเถรวาทและมหายานจนได้รับฉายาว่า ตู้พระไตรปิฎกเคลื่อนที่

 

              ครั้งหนึ่งทำนบอกกับหลวงพี่ว่าต่อไปหลวงพี่จะเป็นปราชญ์ใน พระพุทธศาสนา เรามองดูตัวเอง ปราชญ์อะไรกันไม่มีความรู้เรื่องราว ในพระพุทธศาสนาเลยสักนิดเดียว

. . . . . . . . . .

 

ฝึกจิต

 

ได้พูดคุยกับอาจารย์ที่ท่านมาพูดเรื่องธรรมะเรื่อยๆ คุยเรื่องเซนหรือ เรื่องที่ท่านเอามาปาฐกถา เรื่องประสบการณ์ทางวิญญาณ และจากที่ ศึกษาอ่านจากหนังสือด้วย ทำให้หลวงพี่รู้ไปถึงรากทางมหายาน ดังนั้นพอเจอผู้ที่พูดแบบนี้เลยทำให้รู้ที่มาที่ไปว่ามาทางสายไหน ซึ่งมี ผลทำให้เราเข้าใจคนที่ชอบอ่านหนังสือแนวปรัชญา

 

              จากแนวปรัชญาที่สอนว่าให้ปล่อยวาง จิตต้องว่าง คนที่อ่านพอ เข้าใจแล้วเขาก็เลยนึกว่าบรรลุแล้ว ปล่อยวางจิตได้แล้ว จิตว่างแล้ว จิตไม่ยึดติดแล้ว ตรงนี้หลวงพี่มองว่ายังไม่ได้เป็นเรื่องการบรรลุ ยังเป็น เรื่องของความคิดมากกว่า ยังไม่ใช่เรื่องของจิต เพราะเรื่องจิตกับเรื่อง ของความคิดเป็นคนละเรื่องกัน

 

              เรื่องที่ให้ทำจิตว่างนี้ทำให้ได้ข้อคิดอันหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า ลำพังความคิดอย่างเดียว ถ้าไม่ได้ฝึกจิต มันแก้อะไรไม่ทัน เพราะจิตมันไป ไหนมาไหนไวมาก พอถึงเวลาที่มีความทุกข์เกิดขึ้นมาจริงๆ จิตที่ว่าง กลับแก้ทุกข์ไม่ได้ ดังนั้นหลวงพี่จึงมุ่งสนใจที่จะต้องฝึกจิต

 

                 ครั้งหนึ่งโยมแม่ไปถือศึลที่โรงเจที่อ่างศิลา อาจารย์ที่นั่นท่านรู้ กรรมฐาน แต่ท่านไม่เคยสอน พอหลวงพี่ไปกราบท่าน จะให้ท่านช่วยสอน ท่านบอกว่า เอาไว้ก่อน ให้หลวงพี่ไปเรียนให้จบก่อน แล้วค่อย มาฝึกกรรมฐาน ซึ่งตอนนั้นหลวงพี่ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 ท่านบอกว่าต่อไปหลวงพี่จะได้ศึกษาธรรมะ ซึ่งหลวงพี่ก็ยังไม่เข้าใจ ความหมายที่ท่านพูด จนเมื่อเรียนหนังสือจบแล้วถึงได้มาเจอหลวงพ่อ ธัมมชโย

 

                 เมื่ออาจารย์บอกว่า เอาไว้ก่อนให้หลวงพี่ไปเรียนให้จบ หลวงพี่ ก็เลยกลับมาฝึกเองที่บ้าน ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะต้องฝึกอย่างไร

 

                 ที่บ้านมีห้องพระใหญ่อยู่ชั้นบนสุด เราก็ขึ้นไปใหว้พระแล้วจุดธูป พอปักธูปเสร็จหลวงพี่ก็นั่งสมาธิเลย ตั้งใจไว้ว่านั่งจนธูปหมดดอกหนึ่ง จึงค่อยลุก

 

                 ขณะที่นั่งอยู่ ยุงมันมาดูดเลือดจนตัวมันบวมเป่งก็ใม่สนใจ มันอยากดูดเลือดก็ดูดไปเถอะ ส่วนเราก็นั่งๆไปไม่รู้จะต้องทำอย่างไรต่อ ได้แต่นั่งเฉยๆ

 

                  ทำอย่างนี้อยู่หลายครั้ง สิ่งที่ได้ก็คือ ได้ความอยากนั่งสมาธิเท่านั้นเอง เพราะใจเราอยากจะนั่งสมาธิ แต่เราไม่รู้ว่าต้องวางใจอย่างไร ต้องทำอย่างไรบ้าง รู้แต่ว่านั่งเฉยๆนั่งไปให้ธูปหมดดอก ถ้าธูปไม่หมด ดอกไม่ต้องลุก จะเป็นเหน็บก็ช่างมัน ยุงจะกัดก็ช่างมัน

 

                  เราคิดว่า มันจะต้องฝึกจิต เราก็ฝึกจิตของเราไปแบบที่เราฝึกอย่างนี้ แล้วพอเรามีปัญหาเราแก้ใดไหม ต้องบอกว่าเราไม่เคยมีปัญหา แต่พอฝึกแล้วมันดีอย่างคือ เรารู้สึกจะมี sense อะไรพิเศษขึ้นมา

 

เมื่อโยมแม่ไปโรงเจแล้วจะกลับมาเมื่อไรก็ไม่รู้ หลวงพี่ก็อ่านหนังสือของหลวงพี่ไปตามปกติ แต่ว่าตอนไหนโยมแม่จะกลับมาจาก โรงเจ จะมีกลิ่นหอมๆ สบาย หอมเย็นๆ มาก่อน และถ้าได้กลิ่นหอม แปลว่าโยมแม่มา แล้วก็แป๊บเดียวเอง เสียงออดก็ดังขึ้น โยมแม่มาจริงๆ ด้วย

. . . . . . . . . .

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0019815007845561 Mins