
ลองดูสักตั้ง
โปสเตอร์ผ้าขอเชิญชวนมาร่วมทอดผ้าป่าทอดกฐินหรืองานบุญต่างๆแต่เดิมต้องไปจ้างเขาเขียนพอ ไปจ้างเขียนแล้วผลงานที่ได้มันไม่ค่อยสวยและไม่ประณีต งานออกมามันเฉิ่มๆ
เมื่อสอบถามถึงทราบว่า จ้างเขาเขียนตกผืนหนึ่งประมาณ 400บาท สมัยก่อน 400 บาทนี้หลวงพี่ใช้ทั้งเดือน หลวงพี่ก็เลยเรียนหลวงพ่อทัตตชีโวซึ่งตอนนั้นยังเรียกท่านว่าหลวงพี่ "หลวงพี่ๆ ผืนหนึ่ง400 บาท สวยก็ไม่สวย เราน่าจะทำเองนะ"
หลวงพ่อทัตตชีโวเมื่อได้ยินเท่านั้นท่านหันหน้าขวับเลย "แล้วใคร
จะทำ"
เอาละสิแล้วใครจะทำ เงียบเลย ไม่มีเสียงตอบ หลวงพี่คิดอยู่
ในใจ เราน่าจะลองดูซักตั้ง
จากนั้นหลวงพี่ก็ลองมานั่งทำเอง เขียนเอง ทำอะไรต่ออะไรเองทุกอย่าง ทั้งๆ ที่ทำไม่เป็นเลย ต้องมาเริ่มฝึกเองทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มต้นหาข้อมูลก่อนว่าเขาใช้ผ้าอะไรเขียน หาผ้ามาจากไหน ใช้พู่กันอะไร สีเขาใช้กันอย่างไร
สมัยนั้นเราไม่มีทั้งความรู้และไม่มีทั้งประสบการณ์ เราไปซื้อสีที่เขียนผ้าเช็ดหน้าขวดเล็กนิดเดียว ลองเขียนผ้าเช็ดหน้าเป็นลายดอกไม้ลายนกอะไรพวกนี้ให้สวยๆ ก่อน ตรงนี้มีข้อเสียคือมันแพง เอาอย่างนี้ดีกว่า เรื่องผ้าที่จะเอามาใช้เขียนโปสเตอร์ เราไปบอกบุญโยมแม่ ให้โยมแม่ซื้อมาถวาย ไม้สะดึงก็บอกให้ช่างไม้ช่วยทำกรอบไม้ แล้วเอาผ้ามาขึงให้ตึง จะได้เขียนได้
ช่วงนั้นเวลานั่งรถผ่านไปตามถนนหนทางต่างๆ หลวงพี่ก็เริ่มมองป้ายชื่อร้าน สังเกตตัวอักษร ก-ไก่ เขาเขียนกันอย่างนี้ ส-เสือ เขียนแบบนี้ ร-เรือ เขียนแบบนี้ แล้วเราก็เริ่มหัด นั่งรถไปเราก็คิดจินตนาการว่า ถ้าใช้ปากกาเขียนไม่น่าจะออกมาแบบที่เห็น น่าจะต้องใช้พู่กัน แล้วพู่กันก็ไม่น่าจะเป็นแบบที่เขียนหนังสือจีน หน้าตัดพู่กันควรจะแบนๆเราก็เริ่มค่อยๆ ลงมือทำ เริ่มสะสมความรู้ เริ่มหัดเขียน และเริ่มเก็บเกี่ยวความชำนาญไว้เรื่อยๆ
ตอนหลังๆ เมื่อเขียนไปๆ ปรากฏว่ามันสวยกว่าที่ไปจ้างเขาเขียนจริงๆ ต้องบอกว่าไม่ได้ชมตัวเอง ความจริงคือผลงานที่ออกมามีความประณีตกว่า สวยกว่าของเขา และเราก็มีดีไซน์ของเราผสมลงไปด้วย
ตอนนี้เราเอาสีน้ำพลาสติกมาเป็นกระป๋องๆ ไม่ใช้เป็นขวดเล็กๆอย่างตอนแรก เอามาเป็นกระป๋องๆ นั่งเขียนไปอย่างสนุกสนาน เขียนวันหนึ่งได้สิบกว่าผืน เขียนจนปวดเมื่อยหลังไปหมด
บางทีกลางคืนมาเขียนอยู่ใต้เรือนไทย ยุงมันก็เยอะ สมัยก่อนหลอดไฟไม่ใช่หลอดผอม ความสว่างนิดเดียว ไม่มีสปอตไลต์ ไม่มีอะไรพร้อมสักอย่างเลย มีแต่หัวใจอย่างเดียวที่พร้อม ตั้งใจเขียนไปจนกระทั่งตอนหลังๆ หลวงพ่อทัตตชีโวท่านมายืนดู แล้วก็พูดว่า "คนเขียนพอมีศิลปะนี่นะ ป้ายๆ ไปยังไง ก็ดูดีไปหมด หลับหูหลับตาป้ายๆไปยังไง มันก็ดูดีหมด"
นึกถึงคำพูดที่หลวงพี่พูดในวันแรก แล้วหลวงพ่อทัตตชีโวท่านหันหน้ามาขวับและทำตาเขียวใส่หลวงพี่แล้วพูดว่า "แล้วใครจะเขียน"พอมาวันนี้ได้พิสูจน์ทำให้หลวงพ่อท่านดู เพราะตอนนั้นไม่มีใคร แล้วเงินตั้ง 400 บาทสมัยนั้น ถ้าประหยัดเงินได้ก็ควรช่วยกันประหยัดเอาค่าใช้จ่ายตรงนั้นมาก่อสร้างมาเป็นค่าน้ำมันรถแทรกเตอร์ปรับดินได้อะไรที่เราไม่เคยทำ ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ลองทำดูสักตั้งยังสามารถช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายของวัดได้ไม่น้อย
. . . . . . . . . .
ถ่ายภาพทำโบรชัวร์ (Brochure)
พอเราย้ายมาอยู่ที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมแล้ว เราต้องทำทุกอย่างแม้แต่การทำโบรชัวร์ ไม่ว่าจะเป็นโบรชัวร์อบรมธรรมทายาท โบรชัวร์ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ตอนนั้นทำเองหมด
หลวงพี่จำได้ว่าไปถ่ายรูปอบรมธรรมทายาท ซึ่งเมื่อก่อนเขาจะต้องใส่ชุดเป็นผ้าดิบหลวมๆ คล้ายชุดจีนและผูกกระดุมจีน ชุดนั้นใส่
สบายๆ ธรรมทายาทตอนนั้นยังไม่ต้องโกนหัว แล้วก็ไปถ่ายรูป
กลดสมัยก่อนไม่เหมือนสมัยนี้ ด้ามกลดเหมือนด้ามร่มขายเต้าฮวย หลวงพ่อเคยล้อขำๆ ว่าไปขายเต้าฮวย กลดจะใหญ่ๆ และด้ามกลดก็จะใหญ่ เวลาแบกจะหนัก ทหารถือเอ็ม 16 ยังเบากว่าที่เราแบกกลดแบบนี้เลย
ที่เกาะกลางน้ำปัจจุบันนี้คือมหาวิหารคุณยาย ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ก่อสร้างอะไรก็ไปถ่ายรูปมุมนั้น เนื่องจากมุมนั้นเป็นมุมที่สวย จริงๆ แล้ววัดของเราถ่ายได้ทุกมุม ถ่ายออกมาแล้วสวยหมดทุกมุมเลย หลวงพ่อท่านออกแบบแลนด์สเคป (Landscape) มีเกาะมีแก่งมีน้ำทุกจุดรอบวัดแต่ที่เราเลือกมุมที่เกาะกลางน้ำเพราะเป็นมุมที่เห็นน้ำกว้างมากเป็นพิเศษ เห็นต้นไม้ร่มรื่นแล้วก็เห็นแสงอาทิตย์
หลวงพี่ชอบเล่นถ่ายย้อนแสง เพราะมันจะเกิดการคอนทราสต์(Contrast) ที่ต่างกันของแสงเงา เราจะไม่ถ่ายภาพสี แต่เจาะจงเลือกถ่ายเฉพาะภาพขาวดำ เพราะภาพขาวดำให้อารมณ์และความรู้สึกที่คลาสสิก พูดเหตุผลอย่างนี้แล้วรู้สึกดูดี แต่ความจริงคือสมัยนั้นภาพสียังไม่มี เราจึงจำเป็นต้องถ่ายแต่ภาพขาวดำ
เราถ่ายภาพธรรมทายาทตีระฆัง ภาพธรรมทายาทกำลังนั่งสมาธิอยู่ใต้กลด แล้วมองเห็นดวงอาทิตย์ดวงโตๆ เห็นแสงแดดส่องมาสะท้อน
ผิวน้ำ เราต้องปรับเลนส์ปรับความเข้มของแสงอะไรต่ออะไรให้พอดีถ่ายตอนเช้า ถ่ายตอนกลางวัน พอตกตอนเย็นก็เอาฟิล์มออกไปล้างที่วัดปากน้ำ
มีพระรูปหนึ่งที่วัดปากน้ำ ตอนนี้ท่านเป็นพระครูแล้ว ตอนนั้นเรียกท่านว่าหลวงพี่พิชัย ท่านบวชก่อนหลวงพี่ 1 พรรษา ท่านชอบการถ่ายภาพและล้างอัดภาพด้วยตัวเอง ท่านกั้นห้องใต้บันไดโรงเรียนพระปริยัติทำเป็นห้องล้างฟิล์ม หลวงพี่ก็ไปอาศัยล้างที่นั่น ล้างตั้งแต่5 โมง 6 โมงเย็นจนถึงตี 1 ตี 2 ล้างอัดไปเรื่อยๆ แล้วผึ่งลม ทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ ทำแบบนี้ทุกวัน
การล้างแบบนี้เป็นแบบโบราณ พอล้างและอัดรูปเสร็จ กระดาษที่อัดยังเปียกอยู่เลยต้องเอาผ้าขนหนูซับเอาไว้ ห่อไว้แล้วเอามาไว้ที่ศูนย์พุทธจักรฯ พอถึงศูนย์พุทธจักรฯ ก็เอาออกมาผึ่งแล้วค่อยเข้านอนช่วงนั้นกว่าจะได้จำวัดได้นอนก็ประมาณตี 3 ตี 4
เราจะเลือกดูแต่ละรูป รูปมุมนี้แสงพอไหม อัดเข้มพอดีไหม เพราะกลางคืนอยู่ในห้องมืดที่มีแต่ไฟสีแดงๆ เราดูไม่ค่อยชัด ก็เลยต้องเอามาดูตอนกลางวันถ้าดูแล้วไม่พอใจรูปที่ถ่ายมุมนี้มันมีอะไรที่ไม่สมบูรณ์ก็จะถ่ายใหม่ ทำแบบนี้ทุกวัน ทำอยู่สองอาทิตย์ จนได้รูปที่พอใจเพื่อเอาไปทำโปสเตอร์และโบรชัวร์
รูปและฟิล์มชุดนี้หลังจากที่เอาไปทำโบรชัวร์แล้ว หลวงพี่ก็ไม่ได้เห็นอีกเลย มันหายไป น่าเสียดาย
. . . . . . . . . .
ขับรถ
สมัยนั้นวัดเรายังไม่มีรถยนต์ให้ใช้สะดวกเหมือนสมัยนี้ ถ้าเป็นรถโดยสารประจำทางหรือรถเมล์ที่ผ่านวัดเรา วันหนึ่งวิ่งอยู่แค่ 2 รอบรอบเช้ากับรอบกลางคืน แล้วก็วิ่งไปแค่รังสิต ดังนั้นเราจะอาศัยเดินทางด้วยรถเมล์ก็ไม่ได้ ต้องอาศัยใช้รถที่เป็นรถคันแรกของศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นรถกระบะมาสด้าสีแดง เป็นรถมือสองสามสี่ที่มาจากญี่ปุ่น
มีรถแต่ไม่มีคนขับรถเป็นเลยสักคน แล้วจะทำอย่างไร แต่ก็ต้องทำ
'อี๊ด จิรวัฒน์' เพื่อนรุ่นเดียวกันจากมหาวิทยาลัย เขาก็ยังขับรถไม่เป็น หลวงพี่ก็บอกให้เขาถือพวงมาลัยไว้ ส่วนการเข้าเกียร์ เหยียบเบรค เหยียบคันเร่ง หลวงพี่เป็นคนจัดการหมด แล้วหลวงพี่ก็นั่งไปเวลาที่ผ่านตำรวจก็ผ่านไปเฉยๆ ได้เลย ให้เขาประคองพวงมาลัยไว้อย่างเดียว หลวงพี่ก็จะคอยเหยียบเบรกเหยียบคันเร่งประคองไว้ ขับไปกันอย่างนี้จากศูนย์พุทธจักรฯ จนไปถึงตลาดพลูและวัดปากน้ำใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง มาย้อนนึกถึงวันนั้นเราทำไปได้อย่างไรก็ไม่รู้
ต่อมาก็มีคุณจำเริญเขามาช่วยงานครัว แล้วเขาก็มาช่วยขับรถให้ขับอยู่ 2-3 คืน วันหนึ่งขณะที่กำลังเดินทางกลับมาจากวัดปากน้ำ พอขับรถมาถึงแถวรังสิต ซึ่งซ้ายมือจะมีโรงน้ำแข็งและมีเกาะกลางถนนสมัยนั้นรังสิตยังเปลี่ยวอยู่ ถนนก็ยังแคบ จำเริญก็ขับๆ ไป สักพักจำเริญขับจะขึ้นเกาะกลางถนน หลวงพี่บอก ระวัง! จำเริญจึงหักหลบ โชคดีที่ตอนนั้นประมาณตี 3 ตี 4 รถบนถนนยังไม่มาก ถ้ารถมีเยอะเหมือนสมัยนี้ก็คงเรียบร้อยไปแล้ว
จากนั้นก็จอดรถอยู่ข้างถนน ข้างหน้าเป็นโรงทำน้ำแข็ง หลวงพี่บอกให้จำเริญลงไปล้างหน้าก่อน จำเริญก็เปิดประตูเดินไปที่โรงน้ำแข็งเพื่อจะขอน้ำเขาล้างหน้า แขกยามที่เฝ้าโรงน้ำแข็งเห็นแต่ไกลก็สงสัย มีรถจอดและมีคนเดินเข้ามา เขาขยับกระบองเลย เตรียมจะตีแล้ว จำเริญบอกขอล้างหน้าหน่อย แขกยามมองสำรวจดูแล้วก็อนุญาต พอล้างหน้าเสร็จเราก็ไปต่อ ขับถึงศูนย์พุทธจักรฯ ด้วยความตื่นเต้นและหายง่วงเลย
. . . . . . . . . .