
เปิดโลกทัศน์
ถ้าเราอยู่ที่วัด บางอย่างมันคุ้นหน้าคุ้นตา แม้เป็นข้อบกพร่องของเราแต่เราไม่รู้ตัวเพราะความคุ้นชิน แต่พอเราได้ไปเห็นข้างนอกมันช่วยเพิ่ม
โลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้น อย่างหลวงพี่มีโอกาสไปที่เสี้ยวลิ้มยี่ ที่เราเคยดูเขาฝึกกำลังภายใน ในวัดมีพระเป็นพันๆ รูป ถามว่าเขาปกครอง
กันอย่างไร อยู่กันอย่างไร กินกันอย่างไร ถึงอยู่กันเป็นพันๆ คนได้เป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างมาก
. . . . . . . . . .
ที่ปักกิ่ง เมืองจีน หลวงพี่เคยไป 3 ครั้งด้วยกัน 2 ครั้งแรกไปอย่างเป็นทางการ ซึ่งตอนนั้นประมาณ พ.ศ. 2538 จีนเพิ่งเริ่มเปิดประเทศ
เขาพาเราไปดูสมาคมพุทธจีน แม้เป็นคอมมิวนิสต์ก็จริงแต่ก็ยังมีสมาคมพุทธ อยู่ภายใต้การดูแลของพรรคคอมมิวนิสต์ ไปดูแหล่งท่องเที่ยวแหล่งที่มีชื่อเสียงทางประวัติศาสตร์ของเขา ตอนนั้นหลวงพ่อทัตตะท่านพาไป ไปกันประมาณ 20 คน ขึ้นไปบนเขาง้อไบ๊ และภูเขาต่างๆ ตามแบบที่เราเคยอ่านหนังสือกำลังภายใน ซึ่งการเดินทางไปยากจริงๆ ยังเป็นป่า บางทีต้องนั่งรถไฟข้ามคืน พอสว่างมาถึงเมืองนี้พอดีสิ่งหนึ่งที่หลวงพี่ไปแล้วชอบมากที่สุด คือการได้ไปดูพระเขี้ยวแก้ว
เขาจะเก็บพระเขี้ยวแก้วไว้ในเมืองที่อยู่ใกล้ๆ ปักกิ่ง เป็นวัดที่อยู่บนยอดเขา แล้ววัดนี้มีเจดีย์ลักษณะคล้ายพาโกดา (Pagoda) เป็นแบบยาหอมห้าเจดีย์ที่เขาเรียกพาโกดา ที่เชิงเขาจะเป็นค่ายทหาร ทหารเขาเล่าให้ฟังว่า ในคืนวันเพ็ญจะเห็นคล้ายๆ สปอตไลต์ส่องมาจากเขาที่เก็บพระเขี้ยวแก้ว แต่เขาไม่รู้ว่าคือแสงอะไร เมื่อขึ้นไปดูบนเขาก็ไม่เห็นมีสปอตไลต์ เคยมีนักท่องเที่ยวเขาถ่ายรูปวัดนี้ไป แล้วเล่าว่าเขาถ่ายรูปตอนเย็นๆ บ่ายๆ ปรากฏว่า ตรงจุดบริเวณพระเขี้ยวแก้วนี้มีดวงสว่างติดอยู่ในฟิล์ม
ระยะที่มองดูพระเขี้ยวแก้วประมาณเมตรกว่าๆ เมื่อเอาไฟฉายส่องจะเห็นชัดเจน เขาบอกการที่จะมาขอชมได้นั้นยาก จะให้ดูได้ต้องมีการประสานงานถึง 4 กระทรวงด้วยกัน คือ กระทรวงมหาดไทยกระทรวงศึกษา กระทรวงศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมการท่องเที่ยว 4 กระทรวงรวมกันถึงจะอนุญาตเปิดให้เข้าดู ระบบความปลอดภัยของเขาสูงมาก
ทางขึ้นมีบันไดกว้างประมาณ 1 เมตร เขาบูรณะใหม่แล้ว คนเดินสวนกันยังแทบจะต้องเบียดกันเลย คนจีนมี 1,300 ล้านคน ใครจะขึ้นมาสักการะพระเขี้ยวแก้วได้ต้องลงชื่อข้ามปีเมื่อลงชื่อข้ามปีแล้วก็ยังไม่รู้จะมีสิทธิ์ได้มาหรือเปล่า ยังต้องจับฉลากอีกขั้นตอนหนึ่ง แล้วปีหนึ่งๆเปิดให้ชมแค่ครั้งเดียว เปิดในวันสำคัญของเขา แต่เขาเปิดให้หมู่คณะเราเป็นพิเศษ
. . . . . . . . . .
อีกแห่งหนึ่งที่หลวงพี่ไปแล้วประทับใจ เป็นสถานที่ที่คล้ายพิพิธภัณฑ์ของเขา แต่อยู่ในวัดจีน วัดนี้มีพระไตรปิฎกที่เป็นภาพสี ผ่านมาพันกว่าปี
แล้วสียังไม่เปลี่ยนที่เห็นอยู่มีทั้งหมดเกือบร้อยหน้าเป็นภาพพุทธประวัติช่วงตั้งแต่มีนิมิต แล้วลงมาจุติ เหมือนกับทางเถรวาทเราเลย เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระนางสิริมหามายา ฯลฯ แล้วสีทำไมไม่เปลี่ยน ก็เพราะเขาใช้อัญมณีที่เป็นสีนั้นๆ มาเขียน
ถ้าตรงไหนเป็นสีทอง เขาเอาทองจริงๆ มาโรยเลย แล้วเขียนเป็นเส้นทอง ถ้าตรงไหนเป็นสีแดง เขาเอาทับทิมมาบดจนละเอียดทำเป็นเนื้อสี แล้วก็เขียน หรือถ้าต้องการสีเหลืองก็เอาอัญมณีสีเหลืองมาบดถ้าต้องการสีดำก็เอานิลมาบด ถ้าต้องการสีน้ำเงินก็เอาอัญมณีสีน้ำเงินมาบด สีทุกอย่างเป็นอัญมณีบด ซึ่งเราไม่เคยเห็น แล้วฝีมือก็ประณีตและละเอียดมาก
หลวงพี่ก็ถามเขาว่า เขาเขียนด้วยอะไร มีอะไรเป็นตัวประสานเขาบอกว่าอันนี้เรียกว่า "เผียว" เขาพยายามอธิบายว่า มันมาจากกระเพาะปลาที่อยู่ในทะเลลึก
เผียวคืออะไร? ตอนสมัยเด็กๆ หลวงพี่จำได้ว่าเผียวเป็นยาบำรุงจีนที่โยมแม่เคยตุ๋นให้หลวงพี่ทาน เป็นกระเพาะปลาทะเลน้ำลึกที่ตากแห้งสไลด์เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วมาตุ๋นใส่โสม กินบำรุง เขาเอาตัวนี้มาเคี่ยวจนเป็นสารเหนียวๆ แล้วเอาอัญมณีที่ตำเป็นผงสีต่างๆ ผสมลงไปในสารนี้ แล้วก็มาเขียน สีไม่มีเปลี่ยนเลย
สิ่งที่หลวงพี่เห็นประเมินค่าได้ไหม ประเมินค่าไม่ได้ เขาบอกว่าญี่ปุ่นเคยมาขอซื้อ สมัยนั้นมูลค่ากี่พันล้านไม่รู้ เขาไม่ขาย เขาต้องการเก็บรักษาไว้ให้ลูกหลานเขา แล้วในห้องที่เขาโชว์ใว้ เขาควบคุมอุณหภูมิและมีเซ็นเซอร์ (Sensor) ต่างๆ มากมาย มีการรักษาความปลอดภัยสูงมาก แล้วที่น่าทึ่งก็คือ พระไตรปิฎกฉบับของเขาเหมือนกับของเราในทางเถรวาทเลย เป็นพุทธประวัติ 80 หน้า แล้วยังมีพระไตรปิฎกอีกชุดหนึ่ง เขาเขียนพระสูตรด้วยเลือด ทำให้เรามองเห็นความศรัทธาของคนรุ่นบรรพบุรุษของเขา
ถามเขาว่าเขียนอย่างไร เขาบอกว่าเลือดคนเราจะบริสุทธิ์และเข้มข้นมากที่สุดตอนตี 5 ก่อนสว่าง ตอนนั้นร่างกายจะได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ เลือดจะดีที่สุด พระที่เขียนท่านเขียนด้วยความศรัทธาท่านเอามีดกรีดลิ้น บีบเอาเลือดออกมาใส่ถ้วยตะไล ผสมน้ำนิดหน่อยให้ลื่น ให้เขียนได้ เพื่อไม่ให้แห้ง แล้วเขียนพระสูตร ทำแบบนี้ไม่ใช่แค่วันหนึ่งหรือ 2 วัน ท่านทำอยู่ 12 ปี เขียนพระสูตรได้ 2-3 พระสูตรนั่งเขียนด้วยเลือด เราไม่รู้ว่าอันนี้จะเป็นอัตกิลมถานุโยคหรืออะไร เราไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์กัน พูดแต่ว่าศรัทธาของท่านที่มีต่อพระรัตนตรัยชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันต่างหากที่น่าสนใจ
การที่พระโพธิสัตว์ พระสุมังคละพุทธเจ้า ที่พระองค์ไปบูซาเจดีย์แล้วจุดประทีปรอบเจดีย์ใหญ่ด้วยความศรัทธาโดยเอาผ้าพันตัวแล้วเอาน้ำมันหอมราดจุดไฟต่างประทีป ท่านทำด้วยกำลังความศรัทธา เราเองไม่ต้องไปวิจารณ์เลยว่าทำเกินไปหรือเปล่า ถ้าพูดเรื่องของศรัทธาแล้วยกเอาไว้ แล้วท่านก็เป็นพระพุทธเจ้าที่มีรัศมีสว่างทั้งกลางวันกลางคืนสุดยอดของพระพุทธเจ้า ก็ตรงนี้
ส่วนพระที่ท่านกรีดเลือดแล้วมาเขียน เราไม่ต้องมาบอกว่าเวอร์(Over) ไปหรือเปล่า ก็อย่าไปวิจารณ์ อย่าหาบาปใส่ปากใส่ตัว พระไตรปิฎกฉบับนี้ ตอนนี้สีหมึกที่เขียนด้วยเลือดเป็นสีน้ำตาล แต่เขายังเก็บรักษาไว้อย่างดี ที่ไปกับหลวงพ่อทัตตชีโวครั้งนั้น ก็ประทับใจตรงนี้
. . . . . . . . . .
หลวงพี่ไปเห็นภาพเขียนโบราณ ที่เขาเขียนไว้ที่ห้องรับแขกที่วัดเสี้ยวลิ้มยี่มีภาพพระสงฆ์นั่งสมาธิ นิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย ซึ่งพระจีนทั่วๆ ไป นิ้วหัวแม่มือชนกัน แต่ภาพนี้เป็นภาพโบราณ นิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย หลวงพี่ยังกราบเรียนให้หลวงพ่อทัตตชีโวดูในภาพมีภูเขา มีต้นไม้ มีอะไรต่อมิอะไร แล้วมีรูปนั่งสมาธิเป็นรูปยาวๆ แต่เขาไม่ได้โชว์ทั้งองค์ โชว์เฉพาะมือที่ชนกัน มือขวาทับมือซ้าย ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกที่ท่านั่งตรงกันกับท่านั่งสมาธิของพระธรรมกาย นี่เป็นสิ่งยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า องค์พระธรรมกายเป็นของสากล
. . . . . . . . . .
ลักษณะวัดของเขาเป็นแบบเดียวกัน พอเข้าประตูวัดมา ก็เจอวิหารก่อนแล้วเจอกระถางธูป แล้วเจอพระสังกัจจายน์อมยิ้ม แล้วก็จะมีท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ที่เขาปั้น ยืนถือง้าวถือทวนหน้าตาถมึงทึง
พอเข้าไปอีกหอหนึ่งจะเป็นวิหารพระพุทธรูป เป็นพระโพธิสัตว์เต็มเลย ที่อยู่ของพระอยู่ด้านหลัง อยู่แบบซ้ายขวา ด้านหลังเป็นรูปตัวยูคล้ายๆ เป็นผังสี่เหลี่ยม เข้าออกทางเดียวคือข้างหน้า เข้ามาแล้วเป็นชั้นๆ จนถึงชั้นหลังสุด ฟอร์แมต (Format) เขาเป็นอย่างนี้ หอฉันจะอยู่ทางขวามือ ห้องรับแขกจะอยู่อีกที่หนึ่ง เข้าไปก็จะเป็นสี่เหลี่ยมมีเก้าอี้นั่ง บนโต๊ะก็จะมีผลไม้ มีแอปเปิล ส้ม องุ่น แล้วแต่ฤดูกาลเขาจะตั้งเอาไว้ทุกอย่าง จะเป็นฟอร์แมตหมด
บ้านเมืองของเขาเวลารับแขก เขาก็มีวิธีการรับแขกเหมือนกันเป็นรูปแบบเดียวกัน พอมาถึงจะทักทายกันอย่างไร ต้อนรับแขกอย่างไรจะกล่าวคำอะไรก่อนอะไรหลัง เขามีรูปแบบหมด การต้อนรับแขกของจีนถือว่ายอดเยี่ยมมาก ให้เกียรติแขก มีการทักทาย ไปวัดไหนก็เจอแบบเดียวกัน แต่วัดของไทยเราไม่ใช่ ไปวัดนี้เป็นอีกแบบหนึ่ง ไปอีกวัดหนึ่งก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง
แล้วเก้าอี้ก็ต้องมีผ้าสีขาวคลุมพนัก อย่างนี้ถือว่าให้เกียรติแล้วถือเป็นชุดรับแขกอย่างดี แล้วทุกวัดเป็นแบบนี้ โต๊ะจะต้องมีผ้าสีขาวคลุม ทำให้เรารู้ว่า เขาปกครองคนเป็นพันกว่าล้านคน เขาต้องมีระเบียบมีแบบแผน ประชากรของเขา 1,300 ล้านคน ชาวเขามีตั้งหลายสิบเผ่าคนในเมืองทุกคนพูดภาษาเดียวคือภาษาจีนกลาง แต่สำเนียงอาจจะเพี้ยนๆ ไปนิดหน่อย แต่ทุกคนสื่อสารกันได้หมด 1,300 ล้านคน คุยกันรู้เรื่องหมด
นี่คือสิ่งที่เราได้ แล้วเรามองว่า การเป็นหมู่คณะ การทำอะไรทุกอย่างเป็นแบบเป็นแผนอย่างที่หลวงพ่อ คุณยายวางเอาไว้นั้นถูกต้องดีงามแล้ว
หลายคนเขาสงสัยว่า บวชพระ 1 แสนรูป จะบวชกันอย่างไรอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน 1 แสนคน 1 ล้านคน จะบวชอย่างไร ปรากฏว่าพระมหาเถระ 200 กว่ารูปที่เมตตามาช่วยมอบผ้าสไบอุบาสิกาแก้วที่เรียงแถวกันเข้ามา เข้าทางหนึ่ง ออกทางหนึ่ง 700 กว่าผืนใช้เวลาเพียง 20 นาทีจบหมด ไม่แปลกใจเลยที่คนอื่นเขาบอกว่าจะทำได้อย่างไรเพราะหลวงพ่อทำตัวอย่างให้ดู เป็นระบบ เป็นระเบียบ สง่างาม แล้วประหยัดเวลาสุดๆ คนทั่วโลกเขาเห็นก็ทึ่ง เมืองไทยมีแบบนี้ด้วยหรือประเทศที่เจริญแล้วยังไม่มีแบบนี้เลย ประเทศอื่นเขาทึ่ง ขอให้เราไปเป็นต้นแบบให้เขา
. . . . . . . . . .
ต่อมาหลวงพี่ไปในนามตัวแทนหลวงพ่อ ที่ทางรัฐบาลจีนเชิญเราไปเป็นแขก ตอนนั้นหลวงพ่อทัตตชีโวท่านไม่ได้ไป ท่านติดภารกิจที่อเมริกา
หลวงพี่ก็นำหมู่คณะไปแทน ก็ไปเจอคณะรัฐมนตรี เจอผู้หลักผู้ใหญ่ของเขา
ตอนนั้นหลวงพี่พระมหาเถระรูปหนึ่งท่านก็รู้สึกว่าหลวงพี่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากๆ หลวงพี่ก็มาสังเกตตัวเองว่า การที่เราได้ไปทำหน้าที่ตรงนั้น เราไปในนามตัวแทนหลวงพ่อ เพราะฉะนั้นจะทำอะไรต้องดูให้รอบคอบและเรียบร้อย
หลวงพี่รูปนั้นท่านถามหลวงพี่ว่า "หลวงพี่รู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาเต็มตัวเมื่อไร"
หลวงพี่ตอบว่า "ก็ตอนที่พาพวกท่านไปเป็นแขกของรัฐบาลเขานี่แหละ"
. . . . . . . . .