
การลงนามเซ็นสัญญาเป็นวัดพี่วัดน้องกับวัดฝอกวงซาน
วันมาฆบูชาเป็นวันที่เรามาเวียนเทียนตามประทีปเพื่อน้อมบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันนั้นได้มีการลงนามเซ็นสัญญาเป็นวัดพี่วัดน้องกับวัดฝอกวงซานที่สภาธรรมกายสากล หลังคามุงจาก
เมื่อได้มีการเซ็นสัญญากันแล้ว จากนั้นก็เริ่มมีการแลกเปลี่ยนนักศึกษากันกับนักศึกษาของสถาบันจงหัว มีคอนเน็กชัน (Connection)มีการแลกเปลี่ยน มีสัมพันธไมตรีที่ดีกับทางคณะสงฆ์ใต้หวัน
คณะสงฆ์ใต้หวันแบ่งออกเป็นคณะๆ ไม่ได้ขึ้นต่อกันเหมือนกับคณะสงฆ์ไทย ของไทยเรามีมหาเถรสมาคม ซึ่งจะแยกเป็นมหานิกายกับธรรมยุต แต่ของเขามีหลายฝ่าย แต่ละฝ่ายใหญ่โตทั้งนั้น ซึ่งเราก็ได้ผูกมิตรกันไว้
เราได้รับเชิญไปร่วมงานวันเกิดท่านต้าซือเจ้าอาวาสวัดฝอกวงซานท่านอายุครบ 80 ปี ซึ่งท่านมีงานเผยแผ่ที่เข้มแข็งและกว้างขวางมากลูกศิษย์ลูกหาของท่านมีอยู่ทั่วโลก แม้แต่ในเมืองไทยก็มี เวลาจัดงานวันเกิด 80 ปีของท่าน คนมารวมกันมากมาย เขาเชิญหลวงพ่อไปร่วมมุทิตาวันครบ 80 ปีของท่าน หลวงพ่อท่านก็เลยส่งหลวงพี่กับหมู่คณะไปแทน
ท่านก็ให้เกียรติ ให้การต้อนรับอย่างดี เราก็ไปกล่าวสุนทรพจน์ซึ่งหลวงพ่อท่านให้แนวทางที่ดีเอาไว้ หลวงพี่ก็นำไปใช้ หลวงพ่อท่านกำหนดธีม (Theme) กล่าวสุนทรพจน์ให้หลวงพี่ง่ายๆ และมีแนวทางชัดเจน ซึ่งคนที่นั่นปรบมือชอบใจกันใหญ่ คือ ยกย่องให้ท่านต้าซือเป็นผู้มีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ มีความมั่นคงเหมือนขุนเขา มีความรู้เหมือนท้องฟ้าที่ครอบฟ้าไว้หลายๆ ฟ้าครอบ คำของหลวงพ่อสละสลวย สวยงามมาก
หลวงพี่ได้พูดถึงข้อความที่หลวงพ่อท่านฝากถึงท่านต้าซืออวยพรวันเกิดท่าน และแสดงความยินดีกับความสำเร็จ ความมั่นคง ความเจริญก้าวหน้าในการเผยแผ่ธรรมะของท่านต้าซือไปยังทั่วโลก ซึ่งทำให้ท่านต้าซือปลื้มปีติใจอย่างมาก
. . . . . . . . . .
หลวงพี่ไปที่ไต้หวันแล้วมีความรู้สึกว่า เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เราเป็นตัวแทนองค์กร เมื่อก่อนมีหลวงพ่อทัตตชีโวท่านไปด้วย เราก็สบายๆ ที่นี้พอหลวงพ่อมอบให้เราเป็นหัวหน้าคณะ เป็นตัวแทนหลวงพ่อ เราก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น หลวงพี่ไปร่วมงานวันวิสาขบูชาที่ประธานาธิบดีของเขาได้ทำตามที่คณะสงฆ์ใต้หวันขอให้ยกย่องวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ให้เป็นวันสำคัญประจำชาติได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
ท่านต้าซือท่านเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง มีการแห่พระพุทธรูป แห่รูปพระโพธิสัตว์ คือ เจ้าชายสิทธัตถะตอนประสูติ นิ้วชี้มือขวายกขึ้นไประดับไหล่ แล้วชี้ขึ้นข้างบนหมายถึงว่า "เราจะเป็นหนึ่งในโลก" นิ้วชี้มือซ้ายชี้ลงที่แผ่นดิน ซึ่งอาจหมายถึงว่า "เราเป็นหนึ่งในปฐพี" แห่ไปรอบเมือง
งานครั้งนี้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เพราะนักการเมืองหรือผู้ยิ่งใหญ่ในไต้หวันสมัยนั้น ตั้งแต่เจียงไคเช็คเป็นต้นมาล้วนไม่ได้นับถือพุทธเลย แต่ตอนนี้พระพุทธศาสนาถูกยกย่องขึ้นมาซึ่งเป็นเรื่องที่น่าปีติยินดีอย่างยิ่ง
ไต้หวันเขายกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของชาติ แล้วก็มีการจัดเฉลิมฉลองกันอย่างดี คนที่ไปร่วมงานประมาณ 3-4 หมื่นคนเต็มไปหมด สถานที่จัดงานเป็นกรอบสี่เหลี่ยม คล้ายๆ รูปตัวยู ผู้คนแน่นเต็มไปหมด เขานิมนต์หลวงพ่อธัมมชโยไปร่วมพิธีด้วย ซึ่งหลวงพ่อก็มอบหมายให้หลวงพี่เป็นตัวแทนไปร่วมงาน
พิธีกรรมทุกสิ่งทุกอย่าง เขาแทบจะก๊อปปี้ (Copy) ไปจากวัดเราจากเมืองไทยเราด้วย อย่างของเราในเวลาต้อนรับหลวงพ่อ ก็จะมีเด็กๆถือกระเช้า ถือแจกันดอกไม้ ยืนเข้าแถว ส่วนของเขาเอาผู้ใหญ่นุ่งชุดกี่เพ้าประจำชาติมาถือแจกันต้อนรับคณะสงฆ์ และบุคคลสำคัญที่มาร่วมพิธีเข้าแถวยาว เขามีพานพุ่มด้วย เป็นพานพุ่มดอกบานไม่รู้โรยดูแล้วลวดลายก็เป็นลายไทย เขาก็ถือมาวางเรียงเป็นแถว หลายสิบแจกันหลายสิบพาน เราเห็นแล้วก็ทราบว่านั่นคือธรรมเนียมการต้อนรับของไทยเรา
การจัดงานมีท่านต้าซือนั่งอยู่ แล้วก็มีพิลลาร์ (Pillar) 4 พิลลาร์เป็นภิกษุณีทั้ง 4 ท่าน ที่เป็นเสาหลักให้กับท่านต้าซือในด้านการเผยแผ่การศึกษา การปกครอง การประชาสัมพันธ์ มีอยู่ 4 ท่าน แต่ภิกษุณีที่ดูแลด้านพิธีการ หลวงพี่เห็นว่าท่านเหนื่อยมากเพราะท่านต้องทำเองหมดทุกอย่าง ต่างจากของเราที่ค่อยๆ โตขึ้นมา แล้วก็ค่อยๆ สร้างคนจนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ เมื่อหลวงพ่อเดินทางมาถึง งานทุกอย่างก็เรียบร้อย เพราะเราฝึกคนให้ทำงานเป็นตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่างมาตลอด เมื่อมาเห็นทีมงานวัดพระธรรมกายจัดงานใหญ่เป็นระบบระเบียบเรียบร้อย ใครมองก็บอกว่าง่าย เพราะเขาไม่ได้เห็นตอนที่เราค่อยๆ โตขึ้นมาทีละน้อยๆ การย่างก้าวของพวกเราแต่ละก้าวจะมีการปรับปรุง มีการพัฒนา มีการตัดข้อบกพร่อง หรือเสริมจุดเด่นขึ้นมามีการพัฒนามาตลอด เขาไม่เห็นตรงนี้ ดังนั้นพอเห็นว่าง่ายเมื่อนำไปทำตามกลับพบว่าไม่เป็นอย่างที่เขาเห็น
. . . . . . . . . .
เผยแผ่ธรรมะทางทีวี
การเผยแผ่ของเขาจะมีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ ที่เป็นช่องศาสนา ที่หลวงพี่เห็นมี 3 ช่อง เป็นของตัวเอง แล้วเขาเสรีไม่ปิดกั้นเหมือนบ้านเรา เขา
ทำได้ดีมากและได้รับความนิยมมากด้วย เพราะสามารถเข้าถึงวิถีการใช้ชีวิตประจำวันของชาวบ้านว่าจะนำเอาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาใช้ได้อย่างไร ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายเขามีธรรมะมาให้ตลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก
คนที่มาทำงานด้านสื่อสารมวลชนนี้ก็เป็นมืออาชีพจริงๆ เขาจ้างมาเลย จ้างนักจัดรายการทีวีมืออาชีพที่เงินเดือนแพงๆ แต่ว่ามีใจรักในพระพุทธศาสนา มาทำให้รายการมีความบันเทิงน่าติดตาม น่าสนใจไม่น่าเบื่อ ซึ่งเขาทำได้ดี แล้วทำอย่างมีความสุขด้วย งานจึงออกมาดีปรากฏว่าประชาชนให้ความนิยมทีวีช่องธรรมะมาก แต่คนที่จะทำแบบนี้ได้ต้องลงทุนและมีทุนสนับสนุน
. . . . . . . . . .
มูลนิธิฉือจี้
หลวงพี่ยังได้ไปดูที่เขาทำเรื่องเกี่ยวกับหมอที่ 'มูลนิธิฉือจี้' ที่ฉือจี้มีเรื่องที่น่าทึ่งอย่างหนึ่ง คือ ปกติศพคนจีนเขาจะฝัง แล้วเขาจะให้ความเคารพศพสูงมาก ถ้าใครฝังศพบรรพบุรุษพ่อแม่ได้ดี ลูกหลานจะเจริญ หันไปถูกทิศถูกทาง จะได้สมบัติ ได้ความเจริญ จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เขามีเคล็ดของเขา มีความเชื่อเรื่องโชคลาง โดยสรุปคือเขาจะให้ความเคารพศพของพ่อแม่มาก ห้ามใครมาแตะต้อง ห้ามเหยียดหยามดูหมิ่น แต่ฉือจี้เขาสามารถที่จะเผยแพร่ แล้วก็สามารถพูดให้คนจีนเอาศพพ่อศพแม่มาเป็นอาจารย์ใหญ่ให้นักศึกษาแพทย์ผ่าชำแหละได้ เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากทีเดียว
นับว่าเป็นการพลิกความคิด ความเชื่อดั้งเดิมหมดเลย ที่นี่เขาให้เกียรติศพมาก เพราะไม่ว่าอะไรก็ตามที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีการให้เกียรติกัน แล้วก็บอกนักศึกษาแพทย์ทุกคนว่า ศพอาจารย์ใหญ่ท่านนี้ ท่านยอมให้พวกคุณเอามีดกรีดลงไปนับเป็นพันๆ แผล เพื่อให้ศึกษา ให้เรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูก เพื่อที่จะให้นักศึกษาแพทย์ทั้งหลายเมื่อเรียนจบไปแล้ว อย่าไปกรีดแม้แต่แผลเดียวบนลูกหลานของเขาให้เสียหาย ให้บาดเจ็บ พิการ หรือถึงแก่ชีวิต เขาพูดแบบนี้ มันได้ใจ
ปรากฏว่าพอเขาผ่าสรีระร่างกายเรียบร้อยแล้ว วันที่จะเผา เขาจะเชิญลูกหลานมาร่วมขบวนแห่อย่างสมเกียรติ แล้วทำพิธีสดุดีคุณงามความดี จนกระทั่งลูกหลานปลื้ม แล้วก็เผาให้เรียบร้อย โดยมีนักศึกษาแพทย์ทุกคนมาให้ความเคารพศพอาจารย์ใหญ่ พวกญาติๆ และลูกหลานเห็นนักศึกษาแพทย์ อาจารย์มาให้ความเคารพ และมีภิกษุณีมาสวดมนต์ให้ก็ปลื้ม เลยเกิดกระแสอยากจะบริจาคร่างกายให้กับวิทยาลัยนี้ เพื่อให้เป็นบุญกุศล
พอเผาเสร็จ เขาจะเก็บอัฐิไว้ในเมมโมเรียลฮอลล์ (Memorial Hall)แล้วบูชา มีพระและภิกษุณีมาสวดมนต์ให้ เขายกย่องอัฐิ จัดเรียงเป็นตู้กระจกเป็นช่องๆ คล้ายๆ คอนโดมิเนียม ปรากฏว่าไปซ้ำกับที่เราเคยทำไว้ที่วัดโบสถ์บนบางคูเวียง คล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ไปสวดทุกวัน แต่ที่นั่นมีคนมาสวดมนต์ให้ทุกวัน
แล้วปรากฏว่า วิทยาลัยแพทย์ วิทยาลัยพยาบาลของฉือจี้เขามีชื่อเสียง ผลิตแพทย์ ผลิตพยาบาลเก่งๆ ออกมาเหนือกว่าวิทยาลัยของรัฐบาลเสียอีก แล้วก็มีศพอาจารย์ใหญ่เยอะแยะ จนวิทยาลัยแพทย์และพยาบาลของรัฐต้องมาขออาจารย์ใหญ่จากฉือจี้ไปให้นักศึกษาเรียน
อันนี้เป็นการบ่งบอกว่า ความเชื่อของคนที่เคยฝังรากมาเนิ่นนานหลายรุ่น หลายยุค หลายสมัย นับเป็นพันปี แต่ ณ วันหนึ่ง ถ้าหากเรามีความคิดที่ดีกว่า ประเพณีนั้น ความเชื่อนั้น ก็สามารถพลิกเปลี่ยนได้ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง
. . . . . . . . . .
ปกครองคน
เนื่องจากเขาผ่านกระบวนการการปกครองของเจียงไคเช็ค ที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมีการปกครองคนเยอะๆ และก็เป็นทหารด้วย แม้จะถ่ายทอดมาในรูปแบบของการเป็นนักบวช ทุกอย่างก็จะมีการปกครองเป็นระบบ เป็นระเบียบ มีรูปแบบ มีวินัย มีมารยาท การปกครองคนเป็นพันคนจึงไม่ยาก
หลวงพี่เองเมื่อก่อนยังเคยสงสัยว่า พระจีน หลวงจีนพวกนี้มีเป็นพันๆ องค์ เขาปกครองกันอย่างไร บ้านเราบางวัดมีอยู่แค่ 2-3 องค์ 4-5 องค์ ยังทะเลาะกันเลย แล้วของเขามีเป็นพันไม่ตีกันตายหรือจะต้องรำมวยจีน ฝึกมวยจีนไว้ตีกันหรือเปล่า เป็นความคิดที่หลวงพี่เคยคิดเล่นๆ แต่ว่าเขาทำได้ เขาเอาวิธีการ ระเบียบวินัย มารยาททุกอย่างฝังเข้าไปในกิจวัตรประจำวันเลย เมื่อตื่นนอนขึ้นมาแล้วจะต้องทำอะไร1-2-3 ของตัวเอง จะต้องมีขันล้างหน้า มีสบู่ของตัวเอง มีผ้าเช็ดหน้าของตัวเอง มีแปรงสีฟัน ยาสีฟัน อยู่ในชุดเดียวกันหมด จบแล้วตรงนี้จะมีพันคนหรือมีพันอ่างก็ไม่สับสนกันเลย
เมื่อถึงเวลานอน ทุกคนนอนพร้อมกันหมดเหมือนทหาร ถึงเวลาตื่น ทุกคนตื่นพร้อมกันหมด แล้วทำอย่างไรคนที่มาทีหลังจะไม่รบกวนคนที่นอนไปแล้ว เวลาจะล้างหน้าเขาก็มีวิธีการ คือ เวลาเปิดก๊อกน้ำเขาจะมีผ้าเช็ดหน้ามารอง น้ำจะไหลผ่านผ้าเช็ดหน้า แล้วไหลตกลงมาทำให้ไม่เกิดเสียงดัง แล้วก็เอาผ้านั้นเช็ดหน้า เช็ดตัว ทุกอย่างจะเงียบเหมือนกับวัฒนธรรมของคุณยาย ที่ต้องสะอาด เรียบ เงียบ เร็ว ประหยัดเขาฝึกกันอย่างนี้
เวลาจะเข้าไปในโรงอาหาร เขาจะตั้งแถวเหมือนทหาร ทุกคนจะเงียบ ต้องประสานมือที่หน้าท้องด้วย แล้วก็เดินเข้าไปไม่มีการแกว่งแขนเดินเข้าไปเป็นแถวเหมือนทหารทุกอย่าง รองเท้าไม่ได้ถอด แล้วเข้าไปนั่งตามแถว มีประธานนั่งอยู่ตรงกลาง ที่นั่งประธานยกขึ้นมาเป็นแท่นสูงเหมือนกับขึ้นศาล มองเห็นได้รอบทั้งซ้ายทั้งขวา ประธานนั่งตรงกลางแล้วจะมีการสวดมนต์ก่อน ทำเป็นระบบระเบียบ
เวลาทานอาหารก็จะมีจาน 1 จาน มีกับข้าวอยู่แค่ 2 อย่าง แล้วมีถ้วยน้ำข้าวอยู่ในชามข้าว มีคนหนึ่งคอยเติม จะมีพระมีเณรอยู่เป็นร้อยๆ ก็เข้าแถวนั่งโต๊ะไปเลย เป็นพันเขาก็ไม่กลัว เสร็จแล้วมีพระที่เป็นเจ้าหน้าที่มาคอยเสิร์ฟ
ถ้าวางตะเกียบแบบนี้หมายถึงต้องการเติมข้าว ถ้าวางอีกแบบต้องการเติมกับข้าว ถ้าวางแบบนี้หมายถึงว่าอิ่มแล้ว แล้วข้าวแม้แต่เม็ดหนึ่งเขาก็ไม่ให้เหลือไว้ในถ้วยชาม เขาจะเอาน้ำล้างแล้วก็ดื่มเข้าไปเวลาจะทำความสะอาดถ้วยจะทำความสะอาดได้ง่ายมาก เพราะไม่มีเมล็ดข้าว ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยแม้แต่กับข้าว ไม่มีการกินทิ้งกินขว้าง
แล้วของใครของคนนั้น วิธีการทาน ก็ทานคล้ายๆ ทหาร แต่เราดูแล้วรู้สึกว่า แบบนี้ได้ในด้านการปกครอง ได้ระเบียบวินัย แต่ด้านของการแสดงออกน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เขาต้องไปหัดทางอื่น ซึ่งต่างจากเราของเราฉันเป็นวง จะมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในวงของเรา และวงข้างๆ
เนื่องจากเขามีที่ดินจำกัด เขาเลยขึ้นทางด้านสูงมากกว่า อย่างตึกหลังหนึ่ง ชั้นนี้ทำเป็นชั้นอาหาร ชั้นนี้เป็นชั้นรับแขก ชั้นนี้เป็นชั้นเก็บพวกรางวัล โล่เกียรติยศ เขาจะทำเป็นชั้นๆ ไป การนอนก็เป็นแบบเดียวกัน ทุกอย่างเหมือนกับทหาร เขาทำแบบนี้จนคุ้น และรู้สึกสบายที่จะทำ
สิ่งหนึ่งที่เขาทำคล้ายๆ กับของเรา คือ เขาเอานักศึกษา นักเรียนมาเข้าแคมป์เหมือนเราฝึกธรรมทายาท หลวงพี่ไม่รู้ว่าใครเกิดขึ้นก่อนแต่ของเราทำมานานแล้ว ของเขาก็มีอย่างนี้ เพราะตอนหลังเขาหาคนมาบวชยาก มีแต่ภิกษุณี ภิกษุแทบไม่มี ของเรายังมีคนมาบวชพระเยอะแล้วเราก็ได้ธรรมทายาทสืบอายุพระศาสนา ตอนหลังเขาจะเอานักเรียนนักศึกษามาเข้าแคมป์อบรม แนวทางตรงนี้ของเขาก็ดี ก็เลยมีการทำตามอย่าง นับว่าเป็นการช่วยกันทำพระศาสนาให้แข็งแรง ทำให้กว้างขวาง แม้ว่าจะเป็นคนละนิกาย ก็เป็นพี่น้องกันได้
. . . . . . . . . .
สิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อเคยบอกไว้ว่า 'ขยะไม่มีในโลก' ที่ฉือจี้เขาจะเก็บขยะมาหมดเลย แล้วมาคัดแยก เขาฝึกคนของเขาให้เป็นอาสาสมัครคัดแยกขยะ แล้วเขาเอาขยะไปรีไซเคิลบ้าง ไปขายบ้าง ปรากฏว่า เขามีเงินจากขยะแต่ละปีนับสิบกว่าล้าน
บางทีเราเห็นคนใส่ขาสั้น ใส่เสื้อคอกลม ใส่ถุงมือ แล้วลุยเก็บขยะพอเสร็จก็ไปเข้าห้องอาบน้ำ ล้างไม้ล้างมือแต่งตัวผูกเนกไท ใส่สูทเดินไปขึ้นรถ นี่คือ ซีอีโอของบริษัทหนึ่ง ระดับซีอีโอเขายังมาทำกันแบบนี้เขาบอกว่าเขาจะเคลียร์ทุกอย่างให้สะอาด ให้ประหยัดที่สุด ประโยชน์สูงที่สุด แล้วยังต้องการทำตัวให้เป็นประโยชน์ด้วย สิ่งเหล่านี้ ที่อื่นเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ที่วัดเราก็มีการทำ คือหลวงพ่อจะให้รับบุญพิเศษเช็ดถูศาลาบ้าง ทำความสะอาดพื้นวิหารคด ทำความสะอาดห้องน้ำใครจะไปรู้ว่า เจ้าสัวที่เป็นประธานใหญ่ เป็นระดับประธานบอร์ดของบริษัทที่มีชื่อเสียง จะมานั่งถูพื้นวิหารคด มาเช็ดถูศาลา มาเช็ดถูเก้าอี้เป็นขบวนการ เป็นหัวหน้าม็อบ แต่เป็นม็อบความดี ม็อบสะอาด ลักษณะของเขากับของเราจะคล้ายๆ กัน แต่เขาทำมากกว่าเรา เขาทำทุกขั้นตอน
แม้แต่เวลาเกิดภัยธรรมชาติที่ไหนขึ้นมาในโลก ฉือจี้จะต้องไปถึงจุดนั้นก่อนคนอื่น รัฐบาลในประเทศนั้นยังไปไม่ถึง แต่เขาจะไปถึงก่อนแต่เขาก็มาแพ้เราอยู่หน่อยหนึ่ง ที่พม่าโดนพายุนาร์กีสกวาดเรียบ มูลนิธิธรรมกายไปถึงก่อนเพื่อน ไปถึงก่อนรัฐบาลพม่าด้วย ฉือจี้เข้าไปไม่ได้เพราะว่าเขาไม่รับ ส่วนทางเราเนื่องจากมีสัมพันธไมตรีที่ดีกับทั้งทางทหารและกับทางคณะสงฆ์ด้วย พม่าเขายกย่องพระมาก พระของพม่ากับพระของเราก็มีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน เขาจึงเปิดทางให้หมด ให้เราไปถึงก่อน ก็เก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์ความภูมิใจของวัดพระธรรมกาย
. . . . . . . . . .
ฉือจี้กับฝอกวงซานเป็นคนละหน่วยงานกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย แต่ละองค์กรจะมีความโดดเด่นที่ไม่เหมือนกันอยู่ในตัว
ถ้าด้านสังคมสงเคราะห์ต้องยกให้ฉือจี้ แต่ฉือจี้เองก็มีการเผยแผ่มีการเรียนการศึกษาเหมือนกัน แต่ฉือจี้จะดังทางด้านสังคมสงเคราะห์และการแพทย์ เขามีการศึกษาทางพันธุวิศวกรรมที่เจริญก้าวหน้ามากเป็นแห่งหนึ่งที่โดดเด่นมากในเอเชียโดดเด่นมากในระดับภูมิภาคเพราะเขาส่งเสริมทางด้านนี้
ฝอกวงซานมีความโดดเด่นทางด้านการเผยแผ่ การศึกษาของเขาก็มี ถ้าพูดถึงการเผยแผ่ เขาจะโดดเด่นกว่าใครทั้งหมด แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการศึกษาแล้ว ชื่อเสียงเขาเป็นรองอีกที่หนึ่ง คือสถาบันจงหัว
สถาบันจงหัวโดดเด่นทางด้านการศึกษา หลวงพี่ของเราหลายรูปสำเร็จมาจากที่นี่ แต่ไม่ใช่ว่าการเผยแผ่เขาไม่มี เขามี สังคมสงเคราะห์เขาก็มี แต่ถ้าพูดถึงการศึกษาต้องยกให้ที่นี่
แล้วมีอีกที่หนึ่งคือ 'จงไถฉานซือ' เป็นที่ที่โดดเด่นทางด้านการภาวนา ในขณะเดียวกันเขาก็มีการเผยแผ่ มีการศึกษาด้วย สรุปแล้วทั้ง4 องค์กรนี้โดดเด่นคนละอย่าง
เราสัมผัสได้ว่าเขาเอาจริงเอาจัง เพราะอะไร? เพราะรัฐบาลเขาส่งเสริม เขาไม่ขัดขวางกัน เขาสามารถโตด้วยตัวของเขาเองได้ รัฐบาลเขาไม่หวาดระแวงว่าโตขึ้นมาแล้วจะมาเล่นการเมือง เขาไม่ได้หวังอะไรจะมาเล่นทำไม เขาเห็นว่า ทุกคนควรทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติให้กับประชาชน เขาเล็งตรงนี้เป็นข้อสำคัญ
หลวงพี่ไปมาหมดทั้ง 4 แห่ง แต่ละจุดเราก็ได้ข้อคิดมา อย่างที่'จงไถฉานซือ' สถาบันที่โดดเด่นทางด้านการภาวนา แม้แต่ชาวต่างชาติก็มาบวชเป็นภิกษุ ภิกษุณี และมีหนุ่มๆ สาวๆ มาบวช พวกฝรั่งก็มานั่งสมาธิ มาเข้าคอร์ส แล้ววันๆ หนึ่งเขาจะนั่งสมาธิเป็นหลัก สมาธิเป็นเรื่องเด่นของเขา ทั้งวันแทบจะไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งสมาธิ แต่ว่าการศึกษาเขาก็มี
. . . . . . . . . .
สร้างคนดีสร้างคุณภาพสร้างตั้งแต่เด็ก
ที่จงไถฉานซือ เขาตั้งโรงเรียนคล้ายๆ โรงเรียนพิงครัตน์ มีเจ้าของธุรกิจชื่อดังเป็นสปอนเซอร์ แต่ที่โรงเรียนพิงครัตน์ไม่มี มีแต่เจ้าภาพผู้ใจบุญคอยช่วย นักเรียนที่นี่เข้ามาเรียนตั้งแต่เด็กๆ ปลูกฝังสิ่งที่ดีๆ ให้อุปกรณ์การศึกษาทุกอย่างดีหมด ระดับไฮเอ็น (High-End) ของเขาเลย ทำเป็นเรื่องเป็นราว เห็นแล้วน่าทึ่งมาก
เรื่องทุนของเขาดีมาก อย่างนักเรียนตัวเล็กๆ อยากจะเรียนเปียโนเขามีห้องให้เลย 4-5 ห้อง มีเจ้าภาพบริจาคเปียโนให้ มีนักดนตรีมืออาชีพมาสอนเด็กเล็กให้รักดนตรี แล้วอยากเลือกเรียนอะไรก็เรียนเวลาซ้อมทุกคนก็จะเข้าไปในห้องเก็บเสียง แล้วก็ซ้อมไป ไม่รบกวนคนอื่นๆ แล้วจะมีกล้องวงจรปิด อาจารย์ที่อยู่ข้างนอกจะรู้เลยว่า คนนี้กำลังซ้อมดนตรีในห้องนี้ จะถูก จะผิด จะต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไรเขารู้หมด หรือว่าใครอยากจะเล่นไวโอลินก็มีไวโอลินให้ มีนักดนตรีมาสอนให้
แม้แต่การกีฬาก็เหมือนกัน เอาสุดยอดนักกีฬาทีมชาตินั้นๆ มาสอนให้ บาสเก็ตบอล ฟุตบอล ซอฟต์บอล หรือเบสบอล เขาเอานักกีฬาทีมชาติที่รีไทร์แล้วมาสอนพวกน้องๆ โดยสอนเบสิกอย่างเดียว อย่างกีฬาว่ายน้ำ เขาจะมีห้องรักษาอุณหภูมิ เพราะที่ไต้หวันบางทีอากาศก็หนาวมาก บางทีก็ร้อน เขาจะรักษาอุณหภูมิ ลงน้ำไป 25 องศาสม่ำเสมอแล้วเอานักกีฬานักว่ายน้ำทีมชาติมาสอนท่าฟรีสไตล์ ท่าผีเสื้อ ท่าอะไรต่างๆ แม้แต่การวาดภาพ เขาก็เอาศิลปินระดับชาติมาสอน เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก
เราเห็นแล้วก็รู้สึกว่าเด็กพวกนี้มีบุญ หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านหาเงินให้ แล้วให้ครูไปบริหารให้ดีที่สุด จ้างครูที่เก่งๆ ที่เกษียณมาจากโรงเรียน ที่มีชื่อเสียงของไต้หวันมาวางรากฐานระบบการศึกษาให้ เอาครูดีๆ เข้ามา แล้วที่นี่เป็นหุบเขา ไม่ได้อยู่ในเมือง เด็กๆ ที่พ่อแม่มีสตางค์ทั้งหลายส่งมาเรียนที่นี่ต้องอยู่ประจำ ดังนั้นพอเด็กเข้าอยู่ประจำก็ต้องสวดมนต์ใหว้พระ ต้องนั่งสมาธิ แล้วจะเข้าคอร์สเรียนทุกอย่าง มีโรงละครให้ มีออดิทอเรียม (Auditorium) คล้ายห้องประชุมใหญ่ มีอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมหมด เห็นแล้วรู้สึกว่าเด็กที่เรียนที่นี่มีบุญ ทำอย่างไรโรงเรียนของเราจะได้อย่างนั้นบ้าง ทำอย่างไรถึงจะให้เด็กไทยของเราทุกคนมีโอกาส
. . . . . . . . . .
เราเองว่าเป็นคนรุ่นใหม่แล้ว พอเราไปเห็นเขาปรากฏว่า พระเขายังหนุ่มๆ กันทั้งหมดเลย อย่างพระที่จงไถฉานซือ ที่โดดเด่นทางด้านการภาวนา หน้าตาก็ผ่องใส แม่ชี ภิกษุณีฝรั่ง หน้าตาอิ่มเอิบผ่องใสทุกคนเขานั่งสมาธิกันมาก แล้วเวลาเราไปคุยกับเขาในแง่ของการปฏิบัติ จะคุยเข้ากันได้ดี เขาก็รักเรา เราก็รักเขา นี่คือคนรุ่นใหม่ของเขา แต่ละสถาบันที่เราไปดู เป็นคนรุ่นใหม่ทั้งนั้นเลย
. . . . . . . . . .
ที่ฝอกวงซาน แม้ท่านต้าซือเอง ตอนนั้นท่านบอกว่า ท่านอายุ 80 ปีท่านขอถอนตัวจากการเป็นเจ้าอาวาส แต่ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแล้วให้ลูกศิษย์เอกของท่านคนหนึ่งขึ้นมาเป็นเจ้าอาวาสรับภาระแทนตอนนี้องค์นี้ก็ออกจากเจ้าอาวาสแล้ว มีอีกคนหนึ่งขึ้นมาแทน เขาจะส่งต่อเป็นเจนเนอเรชั่น (Generation) ระบบของเขาที่วางเอาไว้ จะมีการให้การศึกษา มีที่ปรึกษาเข้ามาดูแล คอยประคับประคองเจ้าอาวาสเสร็จแล้วท่านก็จะสร้างคนรุ่นใหม่มารอ ดังนั้นจะรู้กันเลยว่า เมื่อคนนี้
เขาจะให้การฝึกฝน ให้การศึกษาที่สร้างขึ้นมาอย่างเป็นระบบไม่ได้สร้างขึ้นแบบตามบุญตามกรรม ท่านเจ้าอาวาสต้าซือตอนนี้ท่านน่าจะอายุใกล้ 84 ปีแล้ว ท่านเอาเวลามานั่งเขียนหนังสือ ไปทำทางด้านนี้แทน ท่านบอกตอนนี้แรงที่จะพูดน้อยลง แต่ว่าถ้าเขียนหนังสือยังพอไหว ค่อยๆ พูด แล้วให้ลูกศิษย์เขียนตาม บางทีอัดใส่เทปแล้วลูกศิษย์เอาไปถอด ท่านจะมาทำทางด้านการเขียนมากขึ้น แล้วองค์ที่เป็นศิษย์เอกรองจากท่านตอนนี้ก็ขยับมาเป็นที่ปรึกษาแล้ว มาทำทางด้านการปกครอง คอยดูอะไรต่อมิอะไรว่าเรียบร้อยไหม
เวลาไปเยี่ยมก็จะมีการแลกเปลี่ยนกัน ของท่านก็จะตั้งทีมขึ้นมาเราก็มีทีมของเราไป นั่งคุยกัน เรื่องนี้ทำอย่างนี้ เรื่องนั้นทำอย่างไรเผยแผ่ทำอย่างไร ตรงโน้นมีปัญหาอย่างไร ตรงนี้เจออะไรบ้าง ก็พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ทุกคนมีโอกาสได้ฝึกการรับแขกต่างชาติ ฝึกการต้อนรับพิธีกรรมทางการทูต มารยาท คำทักทาย การจัดโต๊ะเก้าอี้ เราก็ได้ไปเรียนรู้กับท่าน
. . . . . . . . . .
เมื่อเทียบกับของเรา บางด้านของเราจะเด่นมากๆ แต่บางด้านอาจจะเป็นคนละวัฒนธรรม เลยเทียบกันไม่ได้ ของเราก็จะสบายๆ ไม่เครียดเราไปดูของเขาแล้วเป็นระเบียบดี แต่มันมีความเครียด ของเขามีคนหมู่มาก เขาต้องเป็นระเบียบ ของเราหมู่มากเหมือนกัน แต่เราสบายอย่างฉันภัตตาหาร บางทีเราก็คุยกันบ้าง แต่ก็คุยเงียบๆ มีอะไรก็มานั่งพูดคุยในวงฉัน พูดให้เพื่อนที่บวชรุ่นเดียวกันฟัง คนนี้ศึกษาตรงนั้นคนนั้นศึกษาตรงนี้ แต่ก็เป็นรุ่นเดียวกันมานั่งคุยกัน มีการทักทายกันงานเป็นอย่างไรบ้าง แต่ของเขาไม่มีการพูดคุยกันเลย ก็ดีคนละอย่าง
อาหารการกินของเขาไม่ให้มีเหลือ ต้องกินให้หมด เหลือไม่ได้ของเราสบายๆ เหลือเดี๋ยวลูกศิษย์จัดการ ลูกศิษย์เหลือเดี๋ยวมีคนงานรับช่วงต่อ คนงานเหลือเดี๋ยวมีนก มีปลา ก็เลยไม่เหมือนกัน
ถ้าพูดถึงความสะอาด วัดเราไม่แพ้เขา
พูดถึงความเป็นระเบียบ วัดเราก็ไม่แพ้ใคร
แต่ถ้าพูดถึงการสร้างบารมีอย่างมีความสุขหลวงพี่เชื่อว่าพวกเราเหนือกว่า เป้าหมายในชีวิตของเราชัดเจนกว่า สูงส่งกว่า โดดเด่นกว่าเอาท์สแตนดิง (Outstanding) กว่า เรามองไปไกลกว่านั้นมาก พอเราดูของเขาแล้ว เทียบกันแล้วเราไปไกลกว่ามาก เพราะทุกคนปักธงไว้ที่สุดแห่งธรรม ทุกคนจะมุ่งไปที่ตรงนี้ แต่ของเขาไปรื้อสัตว์ขนสัตว์อะไรแบบนั้น
. . . . . . . . . .
ต้นแบบ
ในขณะที่เราไปดูงานที่ไต้หวันทั้ง 4 ที่ งานของเราก็มีความโดดเด่นจนต่างประเทศขอมาดูงานที่วัดพระธรรมกายเช่นกัน แล้วถ้าถามว่าวัดพระธรรมกายเอาต้นแบบมาจากไหน เราไปดูใครมา ก็ต้องตอบว่าทั้งหมดนี้เราได้มาจากวัฒนธรรมของคุณยาย
เมื่อมองย้อนกลับไปจะพบว่า การที่เรามารวมตัวกันสร้างบารมีตรงนี้ เริ่มต้นมีคุณยายเป็นหลัก ซึ่งท่านได้รับธรรมะ คุณธรรมมาจากหลวงปู่วัดปากน้ำ แล้วหลวงพ่อธัมมะท่านก็รับมาจากคุณยาย แล้วก็มีการพัฒนาขึ้นมา โดยหลักๆ คือ เราจะไปถึงที่สุดแห่งธรรม ทำพระนิพพานให้แจ้ง แล้วก็แสวงบุญ ทำบุญทุกอย่าง ทำชนิดที่ว่าอะไรเป็นบุญเอาหมด นี่คือการสร้างบารมีของพวกเรา เป้าหมายของเราชัดเจนเพราะฉะนั้นเวลามีเรื่องอะไรขึ้นมา ก็จะอดทนและสร้างความดีให้ยิ่งๆขึ้นไป
สิ่งที่คุณยายวางไว้ คือ ความสะอาด ความเป็นระเบียบ ความเงียบรวดเร็ว และประหยัด คุณยายวางคอนเซ็ปต์ (Concept) นี้ไว้ แล้วก็พัฒนาแตกย่อยออกมามากมาย ความสะอาดของห้องน้ำ ห้องครัว ศาลาปฏิบัติธรรม ห้องพักในกุฏิ ที่พักที่นอนจัดสะอาดหมด แค่คำว่า "สะอาด"คำเดียวครอบคลุมได้หมดเลย
ส่วนคำว่าเรียบร้อย คือ เรียบ เป็นระเบียบ เป็นหมวด เป็นหมู่ที่หลวงพ่อท่านมาถ่ายทอดให้พวกเราฟังเรื่องที่คุณยายท่านวางขวดยาเรียงเป็นพี่เป็นน้องเหมือนเรียงแถวทหาร ขวดสูงไว้ตรงนี้ ขวดกลางขวดเล็ก เรียงเป็นระเบียบ พอไปถึงในครัว กระทะใหญ่ กระทะเล็กหม้อใหญ่ หม้อเล็ก ตะหลิวใหญ่ ตะหลิวเล็ก ช้อน มีดอันใหญ่ อันเล็กเรียงเป็นระเบียบหมด อันนี้ของพระ อันนั้นของฆราวาส แค่สะอาดกับเป็นระเบียบก็จัดทุกอย่างได้หมดเลย
แล้วยังต้องรวดเร็วด้วย คือใครมีอะไรทำ ให้ทำเลยทันที ไม่ให้มีงานคั่งค้าง ถ้าทำเดี๋ยวนี้ได้ ก็ทำเดี๋ยวนี้ และทำให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จพรุ่งนี้ต้องทำต่อ ต้องลุยต่อให้เสร็จ สะอาด เรียบ เงียบ แล้วก็เร็ว
"เงียบ" คำเดียวก็คือ ไม่มีหนัง ไม่มีละคร ขยายไปถึงตรงนั้นไม่มีการหาเสียง ไม่มีการนำข่าวร้อนใจเข้ามาในวัด อะไรแบบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเอื้อต่อการนั่งสมาธิ วัฒนธรรมของพวกเราทุกคน คือรักในการปฏิบัติธรรม
นี่คือจุดเด่นที่สร้างอะไรต่อมิอะไรขึ้นมาเยอะ เกิดเป็นต้นไม้ เกิดเป็นโบสถ์ เป็นวิหาร เป็นศาลาการเปรียญ เป็นเต็นท์ เป็นถนนหนทางเป็นกุฏิ เป็นอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง แต่จะเกิดขึ้นมาได้ต้องใช้เงิน คุณยายท่านสอนไว้ว่า เราใช้เงินบนหัวชาวบ้าน ชาวบ้านเขาบริจาคมา 5 บาท 10 บาท จบหัวแล้วจบหัวอีก อธิษฐานแล้วอธิษฐานอีก แล้วเรามาเป็นผู้ใช้เงินต้องระวัง นี่คือประหยัด แล้วก็ต้องประโยชน์สูงสุดด้วย "ประหยัดสุด ประโยชน์สูง" นี่คือสิ่งที่หลวงพ่อท่านรับจากคุณยาย แล้วมาทำต่อก่อให้เกิดเป็นรูปร่างสถาปัตยกรรมแบบนี้เต็นท์เป็นแบบนี้อาคารสถานที่เป็นแบบนี้หมด เพราะต้องการประหยัดที่สุดแล้วประโยชน์ต้องสูงที่สุดรากฐานมาจากคุณยาย มาจากหลวงพ่อ แล้วต่อยอดแตกแขนงออกไปมากมาย จากรากแก้วแล้วแตกขยายออกเป็นรากฝอย ก่อให้เกิดเป็นต้นไม้ เป็นลำต้น จากลำต้นมาเป็นกิ่ง กิ่งก้านใหญ่ กิ่งก้านเล็ก ไปจนถึงเป็นใบ จากใบเป็นดอก จากดอกเป็นผล เป็นพุ่มเป็นพวง ทุกอย่างก็เริ่มมาจากรากที่คุณยาย ที่หลวงพ่อ ท่านให้ไว้
คนทั่วไปเขามองเห็นต้นไม้ต้นนี้พุ่มสวย ใบเขียวดี ออกดอกดี ให้ร่มดี กิ่งก้านดี เขามองอย่างนี้ แต่ถ้าคนมีปัญญาเขามองลึกไปอีกว่าใบตรงยอดนี้เริ่มเล็กลง ยอดกิ่งตรงนี้เริ่มแห้ง แสดงว่ารากมีปัญหา ต้นไม้ต้นนี้ใบเบ้อเร่อเลยใบหนาแน่นพุ่มสวย แสดงว่ารากของลำต้นดี เขาไม่ได้ดูที่ใบ ต้องดูลึกถึงรากที่อยู่ในดินที่คนมองไม่เห็น
อาคารหลังนี้ดูมั่นคง สวยงาม ไม่มีรอยร้าวแม้แต่เพียงนิดเดียวแสดงว่าฐานรากดี พอเห็นหลังคามีรอยร้าว สงสัยเสาเข็มจะมีปัญหาคนมีปัญญาเขาจะมองไปถึงสิ่งที่คนมองไม่เห็น คนธรรมดาทั่วๆ ไปอย่างมากก็เห็นเท่าที่เห็น แต่สิ่งที่มองไม่เห็น เขาไม่เห็น แต่คนที่ประสบความสำเร็จ เขาจะมองเห็นนอกเหนือสิ่งที่คนอื่นมองเห็น
เมื่อมองเห็นพระของวัดเรามีผิวพรรณหน้าตาผ่องใส นุ่งห่มเรียบร้อย กิริยามารยาทสำรวม มีสมณสารูป จะเดินเหิน จะลุก จะนั่งมีกิริยาที่เรียบร้อย สงบ สำรวม น่าเลื่อมใส คนทั่วไปจะเห็นแค่นี้ แต่ถ้าคนมีปัญญาเขาจะมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น คืออาจารย์ของพระรูปนี้ ครูบาอาจารย์ของพระสงฆ์เหล่านี้อบรมมาอย่างไรถึงเป็นอย่างนี้ถ้าอบรมมาไม่ดีไม่เป็นอย่างนี้แน่ๆ
ในทางตรงข้ามถ้าเห็นพระผิวพรรณไม่น่าเลื่อมใส นุ่งห่มไม่ค่อยเรียบร้อย กิริยาก็ไม่เรียบร้อย แสดงว่าครูบาอาจารย์ไม่ได้อบรมมาเลยเขามองไปแบบนี้ วัดนี้ไม่น่าเข้า แล้ววัดก็โทรม มันเป็นอย่างนี้ บางทีมาเห็นวัดนี้ใหญ่โต โอ้โฮ ไม่ใช่ว่าคนสร้างเก่ง ต้องมองดูว่า เจ้าอาวาสมีบุญ มีบารมี ถึงมีคนมาศรัทธา มาสร้างสิ่งที่ใหญ่โตแบบนี้ไม่ใช่มาเห็นว่าสร้างใหญ่โตไปทำไม แสดงว่ามองแบบคนไม่มีปัญญา แต่ถ้าคนมีปัญญาจะบอกได้ว่า สร้างศาลาใหญ่ขนาดนี้ แสดงว่าต้องมีคนมามากแล้วคนมามากขนาดนี้ เขาจะดูแลกันอย่างไรถึงจะเป็นระบบเป็นระเบียบศาลาจุคนได้เป็นแสน ระบบระเบียบต้องดี มิฉะนั้นเหยียบกันตาย คนที่สร้างได้ ทำระบบนี้ได้ ต้องไม่ธรรมดา เขามองไปแบบนั้น ไม่ใช่มองว่าสร้างใหญ่ไปทำไมหรือว่าอยากดัง
. . . . . . . . . .
คอนเซ็ปต์ (Concept) กับ ธีม (Theme)
จากการทำงานด้านวิศวะ ด้านสถาปัตย์ ทำงานก่อสร้าง เวลาเราจะสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง อย่างเช่นเราจะสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมที่เวิร์ลด์พีซวัลเลย์ (World Peace Valley) ก่อนที่จะเป็นเวิร์ลด์พีซวัลเลย์หลวงพ่อบอกมีที่ดินอยู่แปลงหนึ่ง 500 ไร่ คนอื่นเขานั่งงง 500 ไร่อยู่ตรงไหน ขอดูโฉนดก่อน แต่ถ้าทีมงานก่อสร้างจะดูแบบสายตาของนักก่อสร้าง วิศวกร หรือสายตาของสถาปนิก เขาจะมองเลยว่ารูปร่างหน้าตาของพื้นที่ 500 ไร่เป็นอย่างไร ต้องทำเซอร์เวย์ (Survey) ก่อนทำวงรอบว่าทิศตะวันออก ตะวันตก เหนือ ใต้ อยู่ไหน รูปร่างขอบเขตที่ดินเป็นอย่างไร มีสูง มีต่ำ มีเนิน มีเขา มีบ่อน้ำ มีสระน้ำอยู่อย่างไรมีต้นไม้ใหญ่อยู่ตรงไหนบ้าง ห่างจากถนนใหญ่หรืออยู่ติดถนนใหญ่กี่กิโลเมตร แล้วอยู่ในตำบลไหน เขาจะเริ่มขยายคล้ายๆ กับที่กูเกิล(Google) ส่องมาจากโลก
สถานที่แห่งนี้อยู่ในจังหวัดนครราชสีมา อยู่ในแผนที่ประเทศไทยตรงแถวๆ ปากช่อง เราก็ไปช่วยกันสำรวจพื้นที่ก่อสร้าง แล้วเริ่มลงรายละเอียดไปเรื่อยๆ เสร็จแล้วก็ดูว่า ที่ตรงนี้มีอะไรเป็นจุดเด่นบ้างพบว่ามีเขาใหญ่ เขาใหญ่นี่อยู่ทางทิศไหน แล้วแม่น้ำไหลมาจากตรงไหนไหลจากไหนไปไหน มีอ่างเก็บน้ำอยู่ตรงไหนบ้าง เขาต้องมองแบบนี้เสร็จแล้วจะทำเป็นที่นั่งสมาธิ ถ้าทำที่นั่งสมาธิก็ต้องการความสงบถ้าต้องการความสงบพื้นที่ที่เหมาะในการทำความสงบจะต้องปลีกวิเวกนิดหนึ่ง ไม่ให้โดดเด่น แล้วยังต้องมีส่วนที่จะใช้อบรมกลุ่มเยาวชน ครูวีสตาร์ นักเรียนวีสตาร์อีกด้วย กลุ่มนี้ต้องการเคลื่อนไหว สนุกสนานต้องเป็นที่เปิดที่โล่งหน่อย แล้วยังมีกลุ่มต่างประเทศ กลุ่มมิดเดิลเวย์(Middle Way) ที่จะมาใช้สถานที่ด้วย ก็ต้องจัดพื้นที่ให้เขาไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยเป็นส่วนตัว แล้วพวกเซอร์วิส (Service) อยู่ตรงไหน กลุ่มที่มาคอยดูแลต้นไม้ ทำความสะอาด ดูแลอาคารสถานที่ จะอยู่ตรงไหนจะต้องมีโรงซ่อมอะไรต่ออะไร พอธีมออกมาเป็นแบบนี้แล้วก็เริ่มลงมือ
เสร็จแล้วเราต้องการคอนเซ็ปต์อย่างไรบ้าง ที่นี่เราเน้นเรื่องของการนั่งสมาธิ การปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น จะเป็นการอบรมหรือจะเป็นมิดเดิลเวย์ก็ตาม ธีมจะเป็นอย่างเดียวกัน มีความเรียบง่าย สะอาด สว่างสงบ ธีมต้องเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ออกเป็นลายกนกช่อฟ้า หรือจะไปใส่สีสันอะไรต่ออะไรฉูดฉาด ตึกสีแดง สีส้ม สีเหลือง ก็ไม่ใช่อีก นี่เราอยู่ในป่าหลังคาควรจะเป็นคล้ายๆ กับใบไม้ หรือจะเป็นตัวด้วง ตัวอะไรต่อมิอะไร พวกนี้เป็นพวกสัตว์ที่อยู่ในป่า เป็นแบบสงบๆ กลมกลืนไปกับธรรมชาติ
สถานที่ตรงนี้หน้าแล้งขาดน้ำไหม หน้าฝนน้ำจะท่วมไหม จะใช้น้ำที่ไหน บ่อน้ำสามารถใช้ได้เท่าใด รองรับคนได้เท่าไร บ่อควรจะใหญ่ขนาดไหน จะจุน้ำขนาดไหน แล้วน้ำจะมาจากไหน แล้วเรื่องของไฟฟ้าคนมาขนาดนี้จะต้องใช้ไฟฟ้าจากไหน เมน (Main) ของไฟฟ้า จะเข้าทางไหน เข้าทางนี้สายไฟจะเกะกะตาคนไหม จะลงดินหรือจะลอยลงดินราคาแค่นี้ ลอยราคาเท่าไร ค่อยๆ มองไปเรื่อยๆ อากาศทั้งปีอุณหภูมิเฉลี่ยเท่าไร ฝนมากหรือแดดมาก ถ้าภาคใต้แดดฝนจะมากแต่ถ้าทางภาคอีสานแดดฝนจะน้อย ถ้าเป็นอย่างนั้น หลังคาควรจะเป็นอย่างไร จะเป็นธีมไหน
เมื่อเข้าประตูมา ควรจะเห็นต้นไม้ เห็นอะไรต่อมิอะไร ที่ให้ดูแล้วรู้สึกว่านี่คือป่า เข้ามาแล้วรู้สึกวิเวก สงบ พอเข้ามาเปิดหน้าต่างหน่อยจะได้ยินเสียงจักจั่น เสียงอะไรต่อมิอะไร สงบดี วิเวกดีจังเลย เข้าไปไม่เห็นอะไร เห็นแต่ป่า เข้าไปถึงมีศาลาปฏิบัติธรรม มีโรงครัว มีที่ให้
ลงทะเบียน ที่พักอยู่ตรงโน้น จะมองเห็นแบบนี้ เขาเรียกว่าธีมที่มันควรจะเป็น พอวางมาสเตอร์แปลน (Master Plan) แม่บทได้แล้วต่อไปเราก็จะก่อสร้างตามธีมที่เราวางเอาไว้
. . . . . . . . . .