
ต้องรู้จักคิด
'ช่างลาภ' เขามีอาชีพทำหินล้างอย่างเดียวมาตลอด ทำมาทั่วประเทศเขาก็ยังไม่เคยเจอการทำงานประณีตแบบที่เราทำ ต้องมานั่งเลือกหินทีละเม็ด แต่พอทำงานเสร็จแล้ว เขาก็ภาคภูมิใจและปีติใจมาก สามารถคุยไปได้ตลอดชีวิต โบสถ์ที่สร้างนี้มีแค่หลังเดียว เป็นต้นแบบให้เขาตอนหลังมาสร้างหอฉันคุณยายฯ ก็เลยมีการเอาหินมาคัด เลือกใช้เฉพาะหินสีขาว คือเดินรอยตามแบบการสร้างโบสถ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี
บางท่านมาคุยกับหลวงพี่ สิ่งที่ทำไปนี้โอเวอร์ (Over) ไปไหมหลวงพี่อยากให้ลองคิดดูอีกมุมหนึ่ง สิ่งนี้มีอะไรมากมายซ่อนอยู่ในนั้นและยิ่งใหญ่กว่าที่เราจะมองแบบฉาบฉวย
ทุกสิ่งทุกอย่างมีอะไรให้เราจับแง่คิดได้เสมอ ถ้าเรารู้จักคิด
. . . . . . . . . .
แง่คิดจากพายุ
ตอนสร้างถนน มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งเป็นบทเรียนชีวิตที่คนในยุคนี้น่าจะเรียนรู้ไว้
ตอนนั้นกำลังทำถนนช่วงหน้าประชาสัมพันธ์หินอ่อน เป็นช่วงเดือนเมษายน ลมพายุฤดูร้อนพัดมาแรงมาก ข้างโบสถ์ในสมัยนั้นยังโล่งๆ ว่าง ที่ริมตลิ่งมีต้นกล้วยที่คุณยายปลูกไว้ขึ้นอยู่ พวกช่างที่ทำงานก็พากันมาหลบในที่มุงบัง หลวงพี่ก็เข้าไปหลบฝนอยู่ข้างๆ เขาด้วย
ลมพายุพัดมารุนแรงมาก ต้นกล้วยที่ริมตลิ่งถูกพายุพัดจนลำต้นเอนลงไปเรื่อยๆ ทุกคนมองต้นกล้วยแบบลุ้นๆ ลุ้นให้ล้ม พอพายุพัดมาต้นกล้วยก็เอนลงๆ พอพายุอ่อนแรงต้นกล้วยก็กลับตั้งขึ้นเหมือนเดิมพายุพัดมาอย่างนี้ไม่กี่ครั้ง ต้นกล้วยก็ถูกถอนรากล้มไปเลย คนที่ลุ้นๆกันมาตลอดก็ปรบมือชอบใจ
มีช่างอยู่คนหนึ่งชื่อ 'บุญช่วย' เขาชอบใจมากเป็นพิเศษ เขาส่งเสียงเชียร์ให้ต้นกล้วยล้มดังลั่น แรงอีกหน่อย! แรงอีกหน่อย! เฮ! ล้มแล้ว
เมื่อพายุสงบลงทุกคนก็เก็บงาน พอมืด ต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
วันรุ่งขึ้น หลวงพี่มาเข้างานทำถนนต่อ ปรากฏว่าไม่เห็นบุญช่วย
"เอ๊ะ! วันนี้บุญช่วยไปไหน?"
"ไม่มาครับ" เพื่อนร่วมงานมองหน้ากันแล้วก็ยิ้ม ๆ
หลวงพี่ถาม "ทำไม"
"กำลังซ่อมบ้านอยู่ครับ ลมพายุเมื่อวานนี้หอบทั้งหลังคาทั้งฝาบ้านช่างบุญช่วยไปหมดเลย"
เรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า ขณะที่เรากำลังสนุกกันอยู่ด้านหนึ่ง เราอาจลืมไปว่าสิ่งนั้นจะย้อนกลับมาหาตัวเราได้เช่นกัน
บุญช่วยหายไปอยู่ประมาณ 3 วัน พอกลับมาเราก็เลยแซวว่า "เป็นอย่างไรบุญช่วย ทำไมเพิ่งมา?" เขาก็หัวเราะแฮะๆ บอกว่า "มัวแต่ซ่อมหลังคาและฝาบ้านใหม่ครับ"
"อ้อ .. ทำไมล่ะ"
"ลมหอบไปครับ"
"ลมอันไหน"
"ก็วันนั้นที่พายุพัดมาแหละครับ"
ขณะที่กำลังสะใจอยู่อย่าลืมคิดอีกด้านหนึ่งว่าตัวเราเองก็มีโอกาสโดนเช่นเดียวกัน เพราะกฎแห่งกรรมนั้นมีอยู่ ถึงเมื่อเวลานั้นแล้วเราจะหัวเราะไม่ออก
. . . . . . . . . .
คนขับรถแท็กซี่
หลวงพี่เจอโยมคนหนึ่งเป็นธรรมทายาทเก่า มีอาชีพขับแท็กซี่ เขาได้ยินว่ามีคนถวายปัจจัยทำบุญแบบปิดบัญชี ซึ่งคนนั้นเกิดความปลื้มใจไม่มีวันลืม เขาจำคำพูดที่หลวงพ่อท่านบอกได้ว่า ทำบุญต้องทำจนกระทั่งเกิดปีติ เขาก็ตั้งความปรารถนาอยากได้ทำบุญจนเกิดความปีติเช่นนั้นบ้าง แต่เขาไม่มีเงินเป็นล้าน ๆ แล้วเขาจะทำอย่างไร
เขาเป็นแค่คนขับแท็กซี่ แม่ก็มี เมียก็มี ลูกก็มี แต่เขาอยากทำบุญเขาเริ่มคิดว่า รถเป็นของเขา ไม่ต้องเสียค่าเช่า แล้วเขาก็กินข้าวให้อิ่มเติมแก๊สให้เต็มถัง เอาเงินที่เหลือทั้งหมด 600 กว่าบาทถวายทำบุญกับวัดจนหมด แล้วไปขับแท็กซี่หากิน เดิมพันชีวิตว่าถ้าหาผู้โดยสารไม่ได้ก็อด เขาทำทุ่มหมดใจ พอตัดสินใจทำแบบนี้แล้ว ใจเขาก็เบิกบานอาจหาญ ปรากฏว่าเขาได้ผู้โดยสารมาอย่างต่อเนื่อง
วันต่อไปเริ่มต้นใหม่ กินข้าวให้อิ่ม เติมแก๊สเต็มถัง มีเงินเหลืออยู่ 1,000 กว่าบาท ถวายทำบุญหมด แล้วมุ่งหน้าไปหาใหม่ ไปหาเอาข้างหน้า เขาตั้งความปรารถนาที่จะทำบุญจากวันแรกๆ ให้ได้เป็นหลักร้อย จนกระทั่งเพิ่มขึ้นมาเป็นหลักพัน ปัจจุบันนี้เขาตั้งความปรารถนาเป็นหลักล้าน แล้วเขาก็ได้ถวายเรียบร้อยสมความตั้งใจ เขาทำได้อย่างไรเงินที่ได้มา ไม่ได้เกิดจากการขับรถแท็กซี่ แล้วมาจากไหน ใจของเขาอยู่ในบุญตลอด ด้วยแรงอธิษฐาน ในไม่ช้าทุกอย่างก็สำเร็จสมปรารถนา
. . . . . . . . . .
วันหนึ่งขณะที่ขับรถไป ผู้โดยสารพูดขึ้นมาว่า มีที่ดินอยู่ตรงบริเวณนี้อยากจะขาย เขาฟังแล้วก็เก็บไว้เป็นข้อมูล ขับแท็กซี่ไปไม่ถึงอาทิตย์ผู้โดยสารอีกคนก็ถามว่า มีที่ที่ไหนจะขายบ้างไหม เขาก็บอกว่ามี อยู่ตรงบริเวณนี้ เขาได้เงินค่าคอมมิชชั่นครั้งนี้มาล้านกว่าบาท เอามาทำบุญหมดเลย
สำหรับคนขับแท็กซี่ที่อยากทำบุญให้ได้หลักล้านสักครั้งในชีวิตเป็นเรื่องยากที่ไกลเกินฝัน ลำพังหาเงินให้ได้วันละเป็นหลักพันก็ยากลำบากแล้ว หาทั้งชาติจะได้ถึงล้านหรือเปล่ายังไม่รู้ แต่อะไรก็ขวางคนมีบุญไม่ได้ แล้วบุญก็ส่งผลให้เขาสมความปรารถนา
ใจเขาไม่เล็ก ความที่เขาทำงานแบบนี้ ทำบุญแบบนี้ ตอนนี้เขาอยากได้บ้านให้แม่ นึกถึงบุญอย่างเดียวเขาก็ทำได้สำเร็จในทำนองนี้ใจของเขาไม่ธรรมดา
ใจของเราทุกคนก็เป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา มีพลังและอานุภาพที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้สำเร็จดังที่ได้ตั้งใจไว้
. . . . . . . . . .
ครั้งหนึ่งเขาขับแท็กซี่แล้วเจอโจรจี้ แต่ก็แคล้วคลาดมาได้ด้วยอานุภาพหลวงปู่ หลวงพ่อ และคุณยาย
ตอนนั้นเป็นเวลา 2 ทุ่ม มีวัยรุ่นผู้ชายใส่กางเกงขาสั้นเสื้อยึดคอกลม 4-5 คน ยืนโบกมือเรียกแท็กซี่แต่ก็ไม่มีคันไหนกล้ารับ แต่เขารับ
พอรับขึ้นมาบนรถ พวกนั้นก็ถาม "พี่ๆๆ ไม่กลัวพวกผมเหรอ"
"กลัวซิ ก็พวกมึงแต่งตัวแบบนี้แล้วมาโบกมือแบบนี้ ใครเขาจะไปกล้ารับ"
"แล้วพี่ทำไมรับ"
"สงสารพวกมึง"
พอเขาขับรถไป เหลียวดูกระจกหลัง ท่าทางชักไม่ค่อยดี วันนี้อาจโดนจี้แน่ เขานึกถึงหลวงปู่ นึกถึงหลวงพ่อ คุณยาย ให้ช่วยคุ้มครอง
เมื่อขับมาแถวคลอง 4 คลอง 5 ซึ่งยังไปไม่ถึงที่หมาย อยู่ๆ พวกนั้นก็ขอลงจากรถไปก่อน เขาเลยรอดมาได้
ครูบาอาจารย์ของเรานั้น ท่านช่วยคุ้มครองดูแลเราอยู่ตลอดเวลาเพียงแค่เราตรึกระลึกนึกถึงท่านอยู่เสมอ
. . . . . . . . . .
อย่าดูเบาเรื่องความเคารพ
ช่วงที่หลวงพี่ยังเรียนหนังสือแล้วเกิดความประมาท เพราะถือว่าตัวเองนั้นรู้แล้ว ทำให้หลวงพี่นึกถึงท่านจุลปันถกในสมัยพุทธกาล ที่คาถาแค่เพียง 4 บาท ท่านยังท่องจำไม่ได้ ทั้งๆ ที่ในอดีตชาติท่านเป็นถึงปราชญ์ผู้หนึ่งที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดแตกฉานและเก่งมาก แต่เพราะความประมาททำให้ท่านไปดูถูกและทำให้ผู้อื่นเขาหมดกำลังใจ ส่วนหลวงพี่ไม่ได้ถึงขนาดนั้นช่วงที่หลวงพี่เรียนแล้วเกิดความประมาทเพราะเห็นว่าวิชาที่เรียนนั้นหมูๆ พอครูมาสอนก็เลยไม่ค่อยสนใจ ถือว่าเรารู้หมดแล้วความไม่เคารพนี้ทำให้เราเจริญรุ่งเรืองต่อไปไม่ได้ ความเคารพเป็นที่มาของปัญญา
. . . . . . . . . .
ถ้ามองเรื่องตรงนี้ต่อไปอีก เราทุกคนที่มาวัด บางคนมีบุญบารมีเก่า สั่งสมมามาก เมื่อมานั่งสมาธินึกถึงองค์พระ นึกถึงดวง เพียงไม่นานก็ สามารถเข้าถึงธรรมะภายในได้รวดเร็ว เข้าถึงอย่างง่ายๆ
ลองสังเกตคำที่หลวงพ่อเน้นย้ำบ่อยๆ ”รักษาให้ดีนะลูก อย่าให้ หายนะลูก“ คำที่ท่านเน้นแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วเรากลับไม่ให้ความสำคัญ เราดูเบาเลยฟังผ่านๆ มองข้ามไป บางคนนั่งสมาธิได้ดวง ได้องค์พระ
ง่ายมาก เพราะเขาเพิ่งมาใหม่ จิตใจยังอินโนเซนต์ ก็เลยประมาท พอ ประมาทก็เลยไม่เคารพในคำของครูบาอาจารย์ ตรงนี้เองต่อมาไม่นาน ธรรมะที่ได้ก็หายไป กว่าจะปฏิบัติให้กลับมาได้อีกทีหืดขึ้นคอเลย
ดังนั้น ห้ามดูเบาคำของครูบาอาจารย์ ที่เป็นถ้อยคำง่ายๆ “รักษา ให้ดีนะลูก อย่าให้หายนะลูก” ท่านจะพูดแบบนี้บ่อยๆ เพราะฉะนั้น อย่าดูเบา ต้องให้ความเคารพในถ้อยคำของครูบาอาจารย์
. . . . . . . . . .
กระป๋องปูน
หลวงพี่เคยให้โอวาทคนงานทุกคนเลยว่า ปูนที่เราเทลงไปแต่ละกระป๋อง เหล็กที่เราผูกไปแต่ละเส้น ตะปูที่เราตีไปแต่ละตัวนี้ ถ้าเรามองดูมันไม่ใช่ แค่เราเทปูน 1 กระป๋อง ตีตะปู 1 ตัว แต่เรากำลังสร้างส่วนหนึ่งของ โบสถ์ ดังนั้นเราจะต้องเคารพใน 1 กระป๋องของเรา ที่จะกลายเป็นช่อฟ้า เป็นเสาโบสถ์ เป็นระเบียงโบสถ์ เป็นคานโบสถ์ และรวมเป็นโบสถ์ทั้ง หลัง
. . . . . . . . . .
กระป๋องปูนเมื่อก่อนไม่ได้เป็นกระป๋องพลาสติกเหมือนในปัจจุบันนี้เป็น กระป๋องเหล็กจริงๆ ก้นก็เป็นเหล็ก ทุกอย่างเป็นเหล็กหมด ก็เลยหนัก เวลาเทปูนไปแล้ว ถ้าล้างทำความสะอาดไม่ดี ขี้ปูนจะจับอยู่ที่กระป๋อง ในที่สุดก็แห้งแข็งติดอยู่อย่างนั้น
แล้วพอปูนติดที่กระป๋องมากเข้าๆ กระป๋องก็ยิ่งหนักมากขึ้นๆ ก็ต้องเอากระป๋องมาเคาะแรงๆ ให้ปูนที่จับอยู่หลุดออก พอเคาะแรงๆ หูที่ไว้จับกระป๋องก็พัง หูหิ้วก็หลุดออกมา ทำให้เวลาเทปูนลำบาก เพราะไม่มีที่หิ้ว
ตอนเทปูน จะต้องส่งกระป๋องปูนขึ้นไป เขาใช้วิธีโยน ทางฝ่ายรับ พอรับแล้วก็โยนกลับมา บางครั้งรับพลาด กระป๋องตกหล่น ก็เสียหาย ซื้อมาให้ใช้แล้ว 1 โหล ใช้ไปสักเดือน 2 เดือน ต้องซื้อเพิ่มอีกแล้ว 1 โหล
ตอนหลังหลวงพี่ให้ทำแบบนี้ ช่างไม้มีสิ่ว มีเลื่อย มีค้อน มีถุงตะปู เป็นอุปกรณ์เครื่องมือของเขา แรงงานทุกคนต้องมีเครื่องมือของตัวเอง เหมือนกัน นั่นก็คือ กระป๋องเทปูน ทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ ตรงนี้ด้วย แล้วหลวงพี่ก็ให้เอากระป๋องเทปูนที่มีอยู่ทั้งหมดมานั่งเคาะ นั่งแต่ง ให้พวกเขาทำกันเองช่วงที่มีเวลาว่าง
เมื่อแต่งกระป๋องเทปูนเสร็จ หลวงพี่จะเขียนชื่อไว้ที่ก้นกระป๋องทุกคนจึงมีกระป๋องของตัวเอง
หลวงพี่ไม่ต้องซื้อกระป๋องปูนเพิ่มเหมือนก่อน เพราะเวลาเขาโยน กระป๋องเทปูนส่งให้กัน ต่างคนต่างจ้องดูกระป๋องของตัวเอง พอรับพลาด กระป๋องหล่น เจ้าของกระป๋องจะตะโกนเตือนเลย ให้รับดีๆ หน่อย เดี๋ยว กระป๋องพังหมด พอเสร็จงานเขาจะล้างกระป๋องและเก็บเข้าที่อย่างดี นี่คือสิ่งที่เราใส่ให้เขาดูแลรับผิดชอบ
เมื่อถึงเวลาที่หลวงพี่พิจารณาความดีความชอบ จะให้ทุกคนเอา กระป๋องมาให้หลวงพี่ดู หูที่หิ้วยังโยกได้คล่องตัวดีไหม ก้นกระป๋องยัง อยู่ครบเรียบร้อยดี ถ้ายิ่งกระป๋องของใครสะอาด ยิ่งได้คะแนนเยอะ มีรางวัลให้
สมบัติพระศาสนาเมื่อบอกว่าเป็นของเขา เขาจะรักษาทะนุถนอมอย่างดี เขาจะโวยวายทันทีถ้าใครเอาของเขาไป เขาจะช่วยดูแลเป็นหู เป็นตาให้ด้วย จะมารายงานทันทีถ้าเห็นใครไม่รักษากระป๋อง เป็นเรื่องที่หลวงพี่เห็นแล้วก็ขำๆ
เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กๆ แต่ว่ายิ่งใหญ่
. . . . . . . . . .
ต้องให้ความเคารพ
โยมแม่ของหลวงพี่สอนว่า ตัวหนังสือ 1 ตัว สามารถบอกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในตัวหนังสือนั้น เพราะฉะนั้น อย่าเหยียบ!
ที่หน้าโบสถ์มีป้ายเขียนตัวหนังสือไว้ว่า “กรุณาถอดรองเท้า” พอหลวงพี่เห็นใครถอดรองเท้าไปทับตัวหนังสือ รู้ได้เลยว่า คนนี้ไปได้ แค่ไหน เพราะนี่คือตัวหนังสือ โยมแม่ไม่ให้ทำ
ยิ่งเห็นพวกนักศึกษามาฟังเทศน์หลวงพ่อทัตตชีโว เวลาได้รับ แจกหนังสือธรรมะ หนังสือสวดมนต์ พอรับเสร็จก็ยัดใส่กระเป๋าแล้วนั่ง ไม่มีอะไรจะรองนั่งก็เอาหนังสือมารองก้น หลวงพี่บอกได้เลยว่า คนนี้ อนาคตไปไม่ไกล เพราะได้บาปที่เกิดจากการไม่ยั้งคิด และต้องมอง ไกลไปถึงการสั่งสอนของพ่อแม่เขาด้วย
เวลาเราเทศน์สอนเด็กๆ ไม่ต้องไปมองไกล เอาเรื่องที่พ่อแม่ เขาไม่ได้สอน เรื่องที่เขามองข้ามกัน เอามาสอนพวกเด็กๆ
แม้แต่ชื่อของครูบาอาจารย์ รายชื่อเจ้าภาพ จะเอาไปทิ้งในถังขยะ ให้สิ่งสกปรกใส่ลงมาไม่ได้ หลวงพี่ต้องมาย่อยๆ เป็นเศษกระดาษ หรือ ไม่ก็ต้องเผา อย่าให้ใครเอาเท้ามาเหยียบชื่อ
หลวงพ่อท่านเคารพรูปพระ รูปหลวงปู่ รูปคุณยายมากๆ รูปพระ อยู่อย่างนี้ จะเอาถ้วยกาแฟข้ามไปข้ามมาไม่ได้ รูปพระต้องอยู่ในที่ เคารพสักการะ ดังนั้นเราต้องอย่าดูเบาในเรื่องความเคารพ
. . . . . . . . . .
สร้างบารมีไม่มีเบื่อ
งานของหลวงพ่อแต่ละงานล้วนเป็นงานที่เขย่าโลก ทุกคนจะถูกเค้นเอา ศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ เพราะบางเรื่องเราไม่เคยทำ บางเรื่องเรา ก็ไม่มีประสบการณ์ บางเรื่องเราไม่มีความรู้ แต่ว่าพอรับคำสั่งมาแล้ว เราก็มาตั้งหลัก ค่อย ๆ ลำดับว่าเราจะเริ่มต้นจากตรงไหน อย่างไร แล้วระดมคนมาช่วยงานไปด้วย เมื่อถึงเวลาลุยงาน เราลองใส่ความ สนุกไปด้วย แล้วการสร้างบารมีจะไม่มีคำว่า ‘เบื่อ’
. . . . . . . . . .
เวลาที่เขาตอกเสาเข็มตั้งไม้แบบกัน เขาจะตั้งไม้แล้วใช้เป๊กเหล็กเป็นตัว ยึดเพื่อให้ไม้แบบอยู่นิ่งกับที่ เวลาที่เทปูนลงไป ไม้แบบจะได้ไม่เคลื่อน
การตอกเป๊กเหล็ก เขาจะเอาเป๊กเหล็กยาวประมาณสัก 40 ซม. ไปปักไว้ข้างในแบบ โดยคนตีจะใช้ค้อนปอนด์ยาวประมาณ 1 เมตร หัวค้อนจะเป็นตุ้มใหญ่ๆ ที่มีน้ำหนัก เวลาตีจะช่วยกันตี พอคนนี้ตีปั๊บ อีกคนก็ตีตาม ตีสลับกันไปอย่างนี้ ถ้าชำนาญมากๆ เขาก็ใช้ 3 คนช่วย กัน เสียงตีจะดังแป๊ก! แป๊ก! แป๊ก! เขาจะรู้จังหวะค้อนกัน งานจะเดินไป ไวมากแล้วก็สนุกด้วย
งานหนักๆ บางอย่างถ้าทำคนเดียวน่าเบื่อ แต่ถ้าช่วยกัน 2 คน จะรู้สึกว่าเริ่มสนุก ถ้ายิ่ง 3 คนยิ่งสนุกใหญ่ การทำงานถ้าสนุกขึ้นมา เมื่อไร คนงานอยากจะทำงาน คนไทยเราสามารถทำงานเป็นทีมได้ดี
. . . . . . . . . .
หลวงพี่เคยมีโอกาสไปดูงานที่ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland) ทุกอย่างที่นั้น สนุกสนานเป็นการเอนเตอร์เทน (Entertain) หมด แม้แต่เรื่องเก็บขยะ
หากมีนักท่องเที่ยวทิ้งขยะลงพื้นสักชิ้นหนึ่ง อยู่ๆ คนเก็บขยะโผล่มาจากตรงไหนไม่รู้ เขาจะมีกระป๋องใบหนึ่งแล้วก็มีไม้กวาดเขาแค่กระดกนิดเดียวฝากระป๋องที่เก็บขยะก็เปิด แล้วเขาก็ใช้ไม้กวาดเขี่ย ขยะเข้าไป
ม้าที่เดินอยู่ในดิสนีย์แลนด์ เวลาม้าอยากจะอึมันก็อึ พอม้าอึปั๊บ จะมีคนมาเก็บกวาดเวลาที่เขากวาดเขาไม่ได้กวาดตามปกติแบบที่เราทำเขาจะมีลีลาเหินคล้ายๆ เต้นรำเหมือนนก เหมือนผีเสื้อที่โฉบดอกไม้ วูบวับ ขยับเท้าขยับข้อมือ เดินหมุนตัวแล้วก็ควงอุปกรณ์เก็บกวาด แล้วก็ปัดกวาดอึม้าเข้าไปในกล่อง
ลีลาที่พลิ้วไหวของเขา ทำให้งานเก็บขยะที่ส่วนใหญ่ไม่ชอบทำ มองว่าน่ารังเกียจ พอใส่ความสนุกเข้าไป ใส่ลีลาเข้าไป ใส่ศิลปะเข้าไปที่สำคัญที่สุดคือ ใส่อารมณ์ของเราเข้าไปในงานนั้นแล้ว สิ่งที่ทำออกมา น่าดูไปหมด
หลวงพี่ก็ไปนั่งดูคนเก็บขยะ นั่งดูแล้วเพลิน แม้เขาเป็นแค่คน ทำความสะอาด แต่เขาเอนเตอร์เทนได้ เช่นเดียวกับที่หลวงพี่ดูเขา ตอกเป๊ก นั่งดูเขาเพลินเลย
คนเราเวลาทำงานอะไรก็ตาม ถ้าเราลองใส่ความสนุก ใส่อารมณ์ เบิกบานเข้าไปในนั้น งานที่น่าเบื่อหรืองานที่หนักก็จกลายเป็นงานที่ สนุกสนาน ที่น่าชมขึ้นมาทันที ซึ่งเรื่องนี้หลวงพ่อท่านเก่งมาก
. . . . . . . . . .
เช่นเดียวกับการสร้างบารมีของเราตลอดการเดินทางกว่าจะถึงเป้าหมาย อีกยาวนาน เหนื่อยแล้วก็หนัก แต่ภายใต้ผู้นำที่มีอารมณ์ศิลปิน มีอารมณ์สนุกแบบหลวงพ่อของเรานี้ ทุกคนจะสนุกตามไปด้วย
ดังนั้นเวลาเราทำงานกับหมู่คณะ หรือต้องนำทีมทำอะไรก็ตาม อย่าไปเครียดกับมัน ให้ใส่อารมณ์สนุกลงไป ใส่ศิลปะลงไป ใส่ความเบิกบานใจในงานที่ทำ แล้วงานนั้นจากที่หนักจริงก็จะเบาลงไปกว่าครึ่ง แล้วจะเป็นงานที่น่าทำ ผลงานก็จะออกมาดีอีกด้วย
. . . . . . . . . .