CPM (Critical Path Method) การบริหาร ในภาวะวิกฤต

วันที่ 08 ธค. พ.ศ.2568

8-12-68_b62%282%29.jpg

 

 

CPM (Critical Path Method) การบริหารในภาวะวิกฤตปี พ.ศ. 2525 การบริหารงานก่อสร้างที่เป็นที่กล่าวขานกันอย่างมากคือ เรื่องของการทำเพิร์ธ CPM (Perth CPM) หรือ การบริหารในภาวะวิกฤต' หมายถึงว่า จะทำการก่อสร้างอย่างไรให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด ภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด จึงต้องมีการบริหารการจัดการที่ดีเข้ามาช่วย

 

 

               สมัยนั้นมีศูนย์การค้าแห่งหนึ่งต้องการก่อสร้างให้เสร็จ เพื่อให้ทันเปิดใช้งานตอนสิ้นปี เพราะเป็นช่วงฤดูกาลปีใหม่ที่จะมีการจับจ่ายใช้สอยกันมาก อาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงทางด้าน CPM นี้ ได้ทำการวางแผนงานก่อสร้างเพื่อให้เสร็จทันใช้งานซึ่งถือเป็นความแปลกใหม่ของเมืองไทยในยุคนั้น ที่ตึกสูงหลายชั้นทำงานไล่จากข้างบนลงมาข้างล่าง จนสามารถเสร็จทันเปิดใช้งานในช่วงเทศกาลปีใหม่พอดี

. . . . . . . . . .

 

 

เพิร์ธ CPM เป็นการบริหารงานก่อสร้าง โดยจะแบ่งงานออกมาเป็นรายละเอียดย่อยๆ ในเนื้องานการก่อสร้างอาคารหลังหนึ่งจะแบ่งงานออกมาตั้งแต่ออกแบบ ถอดราคา ประมูล ตอกเสาเข็ม ลงฐานรากไล่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมุงหลังคาไปจนถึงทาสีทุกอย่าง คิดรายละเอียดออกมาเป็นร้อยเป็นพันรายการ รายการไหนต้องทำก่อน ใช้เวลาเท่าไรรายการที่จะทำตามมาใช้เวลาเท่าไร งานบางอย่างสามารถทำเหลื่อมเวลากันได้ ซึ่งจะประหยัดเวลา ไม่ต้องรอให้งานนี้จบ แล้วมาเริ่มงานต่อไป สามารถทำคู่ไปด้วย ใช้เวลาใช้คนให้มีคุณภาพสูงสุด

 

 

               เหมือนกับเราจะทำอาหารสักมื้อหนึ่ง ต้องมีการหุงข้าว เริ่มตั้งแต่ซาวน้ำ ล้างข้าว แล้วก็ตั้งหม้อไฟฟ้า เริ่มเตรียมผัก หั่นเนื้อ หั่นกุ้งจนกระทั่งผัด ตุ๋นไข่ เจียวไข่ ทอด หรือแกง ซึ่งเราไม่ต้องรอให้หุงข้าวเสร็จก่อน แล้วค่อยมาเตรียมผัก ผักเสร็จแล้ว เราไม่ต้องไปรอ พอตั้งข้าวเสร็จทำโน่นทำนี่ต่อๆ กันไปได้ แบบนี้เขาเรียก เพิร์ธ CPM

. . . . . . . . . .

 

 

คนของเราที่รู้จักอาจารย์ได้เชิญท่านมา เขาเห็นว่าหลวงพี่สนใจการบริหารงานแบบนี้ เพราะอยากทราบการวางแผนงานว่ามีวิธีคิดงานได้อย่างไร เพราะเราทำงานอยู่แต่ในวัด เราไม่รู้เรื่องระบบพวกนี้มาก่อน

 

 

               เมื่อท่านอาจารย์ใด้มาพบหลวงพี่ ท่านขอทราบรายละเอียดว่าวันหนึ่งหลวงพี่ต้องทำอะไรบ้าง หลวงพี่ก็เลยลิสต์ (List) สิ่งที่ต้องทำให้อาจารย์ดู

 

 

               ตั้งแต่เช้ามาก็เช็ดถูศาลา เสร็จแล้วตอบจดหมายคนที่เขียนมาถามปัญหาต่างๆ หลังจากนั้นก็มาคุมงานก่อสร้างของวัด มีความจำเป็นก็รับแขกด้วย เพราะสมัยนั้นพระมีอยู่ไม่กี่รูปก็ต้องช่วยกัน วันอาทิตย์ก็เตรียมงาน หรือบางครั้งไปช่วยหลวงพ่อทัตตชีโวเขียนโบรชัวร์ เขียนโปสเตอร์ผ้าประชาสัมพันธ์งานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า แล้วก็ต้องจัดการกระจายงานให้น้องๆ ชมรมพุทธฯ ที่มาอยู่วัดในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์รับบุญต่างๆ นับรวมแล้วทั้งหมดมีประมาณ 11 รายการ

 

 

               อาจารย์ถามว่าแล้ววันเสาร์ วันอาทิตย์ทำอะไร หลวงพี่บอกว่าวันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันที่ยุ่งที่สุด งานมากที่สุด เพราะเป็นวันที่น้องๆชมรมพุทธฯ มาช่วยงาน ซึ่งเราต้องจ่ายงานให้น้องๆ รับบุญให้เต็มที่ถ้าหากว่าวันจันทร์ถึงวันศุกร์เราต้องทำงานด้วยตัวเอง พอวันเสาร์วันอาทิตย์เรามีน้องๆ มาช่วยงานมาก วันนั้นเป็นวันที่เราจะได้งานเป็นชิ้นเป็นอันอย่างมาก

 

 

                 อาจารย์ถามว่า แล้ววันนักขัตฤกษ์ได้พักไหม หลวงพี่อธิบายว่ายิ่งวันนักขัตฤกษ์จะยิ่งหนัก บางทีไม่ได้นอน 2 คืน 3 คืน เพราะว่าจะต้องเตรียมงานมาฆะ วิสาขะ เข้าพรรษา หรืองานกฐิน งานของหลวงพี่เป็นงานด้านตั้งรับ เป็นเรื่องของอาคารสถานที่ ที่จอดรถ ทุกอย่างต้องทำหมด ทำโปสเตอร์ ป้ายผ้า ทำหมด ถ้าวันนักขัตฤกษ์บางทีไม่ได้นอนอยู่ 2 คืน ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ

 

 

                 อาจารย์มองหน้าแล้วถามอีกว่า "ในรอบ 1 ปี มีวันหยุดบ้างไหม"

 

 


                 หลวงพี่นั่งนึกๆ ก็บอกว่า "วันเสาร์และวันอาทิตย์งานมากกว่าวันปกติ วันนักขัตฤกษ์งานมากกว่าวันเสาร์วันอาทิตย์อีกหลายเท่าเพราะต้องเตรียมงานให้เสร็จตอน 7 โมงเช้า"

 

 

                 อาจารย์ถามว่า "ทำมากี่ปีแล้ว"

 


                 "ทำแบบนี้มา 12 ปีแล้ว"

 


                 อาจารย์บอกว่า "ท่านทนได้อย่างไร ถ้าเป็นทางโลกไม่เกิน 5 ปีเขาเบรคดาวน์ (Break Down) แล้ว"

 

 

                 หลวงพี่ก็งงว่าคำนี้แปลว่าอะไร มารู้ทีหลังว่า ระบบประสาทของร่างกาย ต้องพังทลายแล้ว เพราะมันหนักเกินไป

 

 

                 อาจารย์รำพึงขึ้นมาว่า "ผมต้องมาเรียนกับท่านแล้วล่ะว่าทำงานเยอะๆ แบบนี้ ยังทนอยู่ได้ แล้วเห็นหน้าตาของท่านสดใสดี ไม่ Break Down เลย ท่านทำได้อย่างไร"

 

 

                  หลวงพี่ก็ยิ้ม แล้วพูดว่า "ข้างนอกเขาเป็นอย่างนี้เหรอ ถ้าทำงานไม่ได้พักผ่อนแบบนี้ไม่เกิน 5 ปี ก็ Break Down" แล้วหลวงพี่ก็ชวนอาจารย์คุยเรื่องวิธีวางแผนงาน เรื่องเพิร์ธ CPM อาจารย์บอกว่า "เรื่องเพิร์ธ CPM เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว แต่เรื่องวิธีทำงานแบบหลวงพี่นี้ยากในโลกนี้มีคนทำงานแบบนี้ 12 ปีแล้วยังทนอยู่ได้ หน้าตายังสดใสยังอยู่ได้"

 

 

                  แล้วอาจารย์ก็ถามว่า "หลวงพี่ฉันอะไร อย่างไร"

 


                  "ก็ฉันแบบพระ ฉันเช้า ฉันเพลตามปกติ บางวันถ้าหากไม่ได้ตื่นเช้า เพราะนอนดึกมากตื่นไม่ไหว ก็ฉันรวมเอากับมื้อเพลเลยมื้อเดียว"

 


                  "วันหนึ่งทำงานกี่ชั่วโมง" อาจารย์ถาม

 


                  "ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ตื่นขึ้นมาฉันเช้าเสร็จก็ลุยงานเลย เลิกงานก็ประมาณสัก 4 ทุ่ม บางทีก็เที่ยงคืน"

 

 

                  "ทำงานมากขนาดนี้ มันหนักกว่าคนธรรมดา คนธรรมดาเขาทำงาน 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น วันเสาร์วันอาทิตย์เขาหยุด แล้วยังมีวันหยุดนักขัตฤกษ์ แล้วเขายังมีสังสรรค์เฮฮา มีหนัง มีทีวี ดูเพลง มีอะไรต่ออะไรรื่นเริง ของท่านไม่มีเลย ข่าวก็ไม่มี วิทยุ ทีวีไม่มีอะไรสักอย่างเลยมีแต่งานอย่างเดียว ทนได้อย่างไร

 

 

                  แล้ววันหนึ่งทำงาน 6 โมงเช้าจนถึง 4 ทุ่ม รวมแล้ววันๆ หนึ่งทำงาน14 ชม. 16 ชม.ท่านทนได้อย่างไร เรื่องเพิร์ธ CPM เป็นเรื่องเล็กไปแล้ว เรื่องที่ท่านทำได้คือเรื่องใหญ่ เรื่องว่าทำอย่างไรถึงสามารถทำงานได้ต่อเนื่องได้ยาวนานแบบนี้โดยไม่ Break Down"

 

 

                  รู้สึกอาจารย์จะเอาจริงกับเรื่องนี้ อาจารย์สงสัยว่าหลวงพี่คงจะฉันยาบำรุง หลวงพี่เลยบอกกับอาจารย์ว่า "ถ้าจะมีก็คือเรื่องนั่งสมาธิหลวงพี่ไม่ได้มีเรื่องวุ่นวายกับทางโลกหรือเรื่องธุรกิจ ในชีวิตมี 2 เรื่องคือ มีเรื่องงานกับเรื่องนั่งธรรมะ ว่างจากงานก็ไปนั่งสมาธิ"

 

 

                  "ท่านทำงานมากขนาดนี้แล้วมีเวลาไปนั่งสมาธิได้อย่างไร" อาจารย์ถาม

 

 

                  "ตอนพักเที่ยงหลังฉันเพลแล้ว หลวงพี่ก็จะไปนั่งธรรมะ มันสดชื่นพอบ่ายโมงก็มาทำงานต่อ ตื่นเช้าขึ้นมาต้องนั่งธรรมะก่อนครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง ต้องนั่งทุกวัน ก่อนนอนตอนค่ำก็ต้องให้ได้อย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง"

 

 

                  "สงสัยการนั่งสมาธิจะช่วยให้ท่านรอดมาได้จริงๆ" อาจารย์ท่านเปรยออกมาอย่างนั้น

 

 

                  ก็เลยเล่าให้อาจารย์ท่านฟัง ถึงเรื่องที่หลวงพ่อท่านเตือนให้นั่งธรรมะ อาจารย์ท่านทึ่ง ท่านเลยบอกว่าวันหลังจะมาขอเรียนธรรมะไปนั่งธรรมะกับหลวงพ่อที่ท่านสอนทุกเช้าวันอาทิตย์บ้าง

. . . . . . . . . .

 

 

งานยิ่งเยอะยิ่งต้องนั่ง

 


ช่วงปี พ.ศ. 2517 ตอนเริ่มสร้างวัดใหม่ๆ หลวงพ่อท่านอยู่วัดปากน้ำหลวงพี่อยู่ศูนย์พุทธจักรฯ เวลาท่านมาเยี่ยมก็มักถามหลวงพี่ว่า

 

 

                  "นั่งสมาธิมากไหม"

 


                  หลวงพี่ก็ตอบท่านไปว่า "นั่งมากอยู่ครับวันละชั่วโมงหรือชั่วโมงเศษๆ ครับ"

 


                  "นั่งแค่นี้ยังไม่พอ" หลวงพ่อบอก

 


                  "งานมันเยอะครับ"

 

 

                  "งานยิ่งเยอะยิ่งต้องนั่ง" หลวงพ่อพูดมาอย่างนี้ ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังไม่เข้าใจความหมายที่ท่านพูด งานยิ่งเยอะยิ่งต้องนั่ง แปลว่าอะไรในเมื่อเวลาทำงานยังไม่ค่อยจะพอ ทั้งที่ลุยต่อเนื่องทั้งกลางวันกลางคืนแบบนี้ แล้วเรายังแบ่งเวลาไปนั่งสมาธิได้ถึง 1 ชม. ซึ่งคิดว่าน่าจะมากพอแล้ว ต่อมาภายหลังหลวงพี่ถึงเข้าใจในสิ่งที่หลวงพ่อพูด

. . . . . . . . . .

 

 

ตอนที่เราเจอภาระงานที่หนักๆ โถมเข้ามา สังขารกับสุขภาพก็ไม่ค่อยจะดี เมื่อก่อนตากแดดคุมรถแทรกเตอร์ หลวงพี่ไม่ต้องมีร่มมากาง ไม่ต้องมีอะไรมาบังแดดทั้งสิ้นผิวหนังไหม้เกรียมนั้นลอกเป็นแผ่น ลอกแล้วลอกอีก ดำเกรียมเลย หลวงพ่อเคยถาม "ทำไมไม่ใช้ร่ม"

 

 

                  หลวงพี่บอกท่านว่า "เกะกะครับ"

 


                  "ทำไมไม่หาอะไรคลุมกันแดดเสียหน่อยล่ะ"

 


                  หลวงพี่ก็ตอบท่านเหมือนเดิม "เกะกะครับ"

 


                  สมัยก่อนต้นไม้ก็ไม่มีแบบสมัยนี้ อยู่กลางแดด ดำเป็นเหนี่ยงเลยถอดอังสะมาส่วนที่อยู่ใต้อังสะนี้ขาวนอกนั้นดำเกรียมหนังลอกออกเป็นแผ่นๆ พอฝนตกมา ท้องนาไม่มีต้นไม้ให้หลบ สักพักลมพายุมาอีก เราต้องคลุมแทรกเตอร์และปิดหน้างานไว้ไม่ให้น้ำซึมลงไปไม่อย่างนั้นงานที่เราทำจะเสียหาย

 

 

                  ลุยทำงานกันแบบไม่มีหน้าฝนหรือหน้าแล้ง ลุยกันตลอดทุกฤดู  พอฝนมาร่างกายหนาวสั่นจนลมออกหูและแทบจะเป็นไข้ พอเสร็จงานสรงน้ำแล้วฉันยาดีคอลเจนเม็ดหนึ่ง นอนตื่นขึ้นมาก็หายเป็นปกติ เป็นแบบนี้หลายครั้ง

 

 

                  ต่อมาฉันยาเม็ดเดียวเอาไม่อยู่ต้องเพิ่มเป็น 2 เม็ด ตอนหลังๆพอตื่นขึ้นมายังไม่ไหว ยา 2 เม็ดเริ่มเอาไม่อยู่แล้ว ก็เริ่มถามตัวเองว่าต้องฉันเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ เลยหรือ แล้วก็เริ่มสังเกตตัวเองว่าเวลานอนทั้งที่ง่วงมากๆ แต่มันไม่หลับ ร่างกายมีอาการกระตุก 3 ที 4 ที 5 ทีกว่าจะหลับได้ นี่แสดงว่ามันผิดปกติแล้ว ร่างกายเราเครียดและเริ่มไม่ไหวแล้ว เราถล่มสังขารเกินไป

. . . . . . . . . .

 

 

สรีรยนต์ของหลวงพี่ เหมือนรถยนต์ที่ตั้งไฟแก่ เมื่อก่อนเวลาสตาร์ทรถจะใช้วิธีตั้งไฟด้วยปีกผีเสื้อ หรือคาบูเรเตอร์ พอดับเครื่องแล้ว แต่ตรงส่วนนี้มันยังแชะๆ ไม่ยอมดับ

 

 

                  พอได้นั่งสมาธิก่อนนอนมันเริ่มดีขึ้น แม้จะง่วงนอนแค่ไหนก็ต้องนั่งสมาธิ นั่งแค่ไหน นั่งไปครึ่งชั่วโมง นั่งไปหนึ่งชั่วโมงก็ยังไม่พอ ต้องนั่งจนกว่าร่างกายมันจะสงบ จนหายตึงแล้วค่อยล้มตัวลงนอน

 

 

                  ช่วงงานขุดดินแล้ววางท่อ หลวงพี่เลิกงานกลับไปถึงกุฏิตอนตี 2ตี 3 ง่วงก็ง่วงแต่อย่านอน นอนไม่ได้ ร่างกายมันกระตุก ต้องนั่งสมาธินั่งจนสว่างคาตา พอมันคลายตัวแล้วค่อยนอน

 

 

                  เวลาที่จะเอามานั่งเอามาจากไหน พอฉันเพลเสร็จแล้วนั่งพักสักครู่ พอบ่ายโมงออกมาคุมงานต่อ พอถึงเวลา 5 โมงครึ่ง หลวงพี่มหาชิโตกลับไปสรงน้ำก่อน ส่วนหลวงพี่อยู่กับคนงานคอยจ่ายงานเตรียมงานช่วงกลางคืน

 

 

                  คุณยายท่านอยู่ในครัวจะเอาอาหารมาเลี้ยงคนงาน พอ 6 โมงครึ่งปั๊บก็ทำงานกันต่อ หลวงพี่ก็แจกงานให้แต่ละคนไปทำ แล้วเราก็ไปตามคุมงานแต่ละจุด พอหลวงพี่มหาชิโตสรงน้ำแล้ว ได้นั่งสมาธิแล้วท่านก็ออกมาช่วง 2 ทุ่ม หลวงพี่ก็คุยงานส่งงานต่อให้ท่านว่าทำอะไรไปถึงไหน แล้วท่านก็รับช่วงต่อ เปลี่ยนผลัดให้หลวงพี่กลับไปสรงน้ำไปนั่งสมาธิบ้าง

 

 

                  พอ 3 ทุ่มเศษๆ หลวงพี่ก็ออกมาเปลี่ยนให้หลวงพี่มหาชิโตกลับไป บางทีท่านก็อยู่คุมงานจนถึง 4 ทุ่ม 4 ทุ่มครึ่ง ส่วนหลวงพี่ก็ทำงานต่อไปเรื่อยๆ ก็ทำแบบนี้ตลอดไม่มีวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เราลุยงานกันมาแบบนี้

 

 

                  หลวงพ่อเคยพูดบ่อยๆ ว่า การทำงานคือการพักผ่อน ก็เป็นจริงดังนั้นถ้าเราวางใจ ทำใจ ปรับกระบวนความคิด จิตใจก็สุขสบายและปีติเบิกบาน

. . . . . . . . . .

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0036601980527242 Mins