
หลวงพี่บวชในปี พ.ศ. 2516 แล้วอยู่ที่วัดปากนา 2 พรรษา พอออกพรรษาในปีพ.ศ. 2517 หลวงพี่ก็ย้ายมาที่วัดพระธรรมกายซึ่งตอนนั้น ยังเป็นศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมส่วนหลวงพ่อและคุณยายท่านยังไม่ได้ย้ายมา ท่านยังต้องเดินทางไปๆมาๆระหว่างวัดปากน้ำกับที่นี่ พอหลังวันมาฆบูชาปี พ.ศ. 2518 ท่านถึงย้ายมาอยู่ที่นี่ตลอด
วัดของเราผูกพันและเกี่ยวข้องกับวันมาฆบูชามากและงานไฮไลต์ ของเราคืองานมาฆบูชา การจุดโคมมาฆประทีปเริ่มต้นจุดกันบริเวณ รอบศาลาจาตุมหาราชิกาหลังจากนั้นพอเราสร้างโบสถ์ยังไม่ทันเสร็จดี ก็เริ่มมาจุดประทีปที่รอบโบสถ์จากรอบโบสถ์แล้วก็ย้ายมาจุดที่ลานแถว ด้านหน้าสภาฯหลังคาจากที่เมื่อก่อนยังเป็นเต็นท์ 3 หลังหรือปัจจุบันนี้ คือหอฉันคุณยาย แล้วจากนั้นได้ย้ายไปจุดที่ม่อนลานธรรมที่ปัจจุบันนี้ เป็นสภาธรรมกายสากล เมื่อต้องรื้อพื้นที่ม่อนลานธรรมเพี่อจะสร้าง สภาฯการจุดมาฆประทีปก็เลยย้ายมาจุดบริเวณปทุมเจดีย์ในปัจจุบันนี้ หลังจากนั้นเมื่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ก็ได้กลับมาจุดที่ลานธรรม มหาธรรมกายเจดีย์ ตลอดเรื่อยมาจนปัจจุบัน
. . . . . . . . . .
เสียงดื่มนํ้า
ตอนนั้นกุฏิยังค่อยๆ ทยอยสร้าง เมื่อหลวงพ่อท่านย้ายมา ท่านอยู่กุฏิ หลังเดียวกับหลวงพี่ก่อนที่บริเวณกุฏิ 3 หลัง หรือปัจจุบันคือกุฏิหลัง ที่อยู่ตรงข้ามกับกุฏิหลวงพี่ฐิตสุทโธ อยู่ด้วยกัน 1 พรรษา
ตอนนั้นหลวงพ่อท่านสอนหลวงพี่เป็นวิธีการสอนที่นุ่มนวลมาก ถ้าเราไม่รู้จักสังเกตเราจะแทบไม่รู้ตัวเลยว่าท่านกำลังสอนเรา พอตอน เข้าท่านเข้าห้องน้ำ หลวงพี่ก็ดี่มน้ำตามสูตรที่แนะนำกันมาเลยดื่มนี้ไป 5 แก้ว เสียงมันคงจะดัง ท่านก็ถามว่า “ท่านฌานาดื่มนํ้ากี่โอ่งแล้ว"
แค่นี้เรารับรู้ได้แล้ว ท่านทักเราอย่างนี้ ท่านกำลังสอนเรา อย่าดื่มน้ำเสียงดัง จากนั้นมาหลวงพี่เลยพยายามหัดดี่มน้ำไม่ให้มีเสียง แต่จะดื่มน้ำอย่างไรไม่ให้มีเสียง หัดดื่มอยู่นานกว่าจะรู้เทคนิคการดื่มน้ำ ไม่ให้มีเสียง หมดน้ำไปเป็นโอ่งๆ
เวลาที่ดื่มเข้าไปแล้วต้องให้ปริมาณน้ำพอดีคำ ไม่ให้มีลมเข้าไป ผสมแล้วจากนั้นค่อยๆกลืนให้ไหลรินเข้าไปโดยไม่ให้น้ำลงไปเป็นก้อนต้องให้น้ำค่อย ๆไหลลงไป ทำแบบนี้ถึงจะไม่มีเสียง
. . . . . . . . . .
น้ำคลอง
อยู่ในศูนย์พุทธจักรฯ นี้ มีผักต้มจิ้มน้ำพริกให้กินก็กิน มีไข่ต้มไข่ดาว ไข่เจียวก็กินกันไป กินอยู่กันแบบนี้ น้ำขวดไม่ต้องพูดถึง น้ำแข็งไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าไม่มี ได้น้ำฝนถือว่าเป็นน้ำที่ดีที่สุดแล้วในตอนนั้น
น้ำฝนเรามีให้ดื่มอยู่ประมาณปีหนึ่งแค่ 3 เดือน ฝนตกมากินน้ำฝน กินน้ำฝนแล้วชื่นใจ พอน้ำฝนที่เราสต็อกไว้ในนแท็งก์หมดแล้ว อีก 5-6 เดีอนต่อไปนี้เราก็ไปกินน้ำคลอง เอาน้ำในคลองมากินน้ำในคลอง ตอนนั้นมันใสอยู่แล้วไม่ต้องแกว่งสารส้มให้ตกตะกอนเลย เอาน้ำคลอง ที่เห็นใสๆ นี้มาต้ม พอต้มเดึอดแล้วทิ้งให้มันเย็น พอเย็นแล้วไปดูมัน จะมีตะกอนขาวๆ หนาเป็นนิ้วๆ เลย ต้มใส่หม้อเบอร์ 50 ต้มแล้วต้อง ค่อยๆ รินไม่อย่างนั้น ตะกอนมันจะขุ่นขึ้นมา รินแล้วเอามาดื่ม รสชาติ มันจะเฝื่อนๆ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีกิน

ดังนั้นน้ำขวดไอศกรีมหรืออะไรต่ออะไรเหมือนสมัยนึ้ไม่ต้องพูดกัน เพราะว่าไม่มีให้กิน น้ำมะพร้าวไม่ต้องพูดกัน ได้น้ำฝนถือว่าดีที่สุด ฉันอาหาร ฉันน้ำคลองกันมาแบบนี้ตลอด สมัยบุกเบิกรุ่นแรกๆ อยู่กันแบบนี้ เห็นแต่ท้องนา ยังมองไม่เห็นอะไรแม้แต่อนาคต
. . . . . . . . . .
ไม่มีว่าง
หน้าที่ของหลวงพี่คือ ฉันเช้าเสร็จหลวงพี่ก็จะทำความสะอาดศาลาจาตุฯ เช็ดขี้นกซึ่งเหม็นคาวมาก เพราะนกกลางคืนมันจะกินหนูกินปลามา แล้วก็มาถ่ายมูลเต็มศาลาจาตุฯ ต้องเช็ดทำความสะอาดทุกเช้าทุกวัน เช็ดอยู่คนเดียวประมาณ 3-4 ปีจนกระทั่งหลวงพ่อท่านสงสาร
หลวงพ่อท่านสงสารก็เลยบอกว่า เดี๋ยวให้อีกองค์มาช่วยอีก องค์ที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในวัดแล้ว ก็มาเดินเตรไปเตร่มา เดินอยู่ประมาณ 2-3วัน แล้วก็ไม่มาอีกเลย
พอทำความสะอาดศาลาจาตุฯ เสร็จก็จะมาดูเรื่องงานก่อสร้าง มาอบรมคนงาน เทศน์ธรรมะให้คนงานฟัง รวมใจและให้กำลังใจเขา ก่อนทำงานจากนั้นแจกจ่ายงานให้แยกย้ายกันไปทำ แล้วหลวงพี่ถึงมา ตอบจดหมาย
แล้วหลวงพี่ถึงมาตอบจดหมายญาติโยม สาธุชน ที่เขาอ่านหนังสือธรรมะแล้วมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ ปัญหาธรรมะ เขาจะเขียนมาถาม ซึ่งถ้าหลวงพี่ตอบได้หลวงพี่ก็ตอบ ถ้าตอบไม่ได้หลวงพี่ก็จะไปถามหลวงพ่อ ถ้าหลวงพ่อไม่อยู่หรือไม่สะดวก หลวงพี่ก็จะไปค้นคว้าหาข้อมูลที่ห้องสมุดมาตอบให้เขา
การตอบจดหมายธรรมะหรือการรับบริจาคในสมัยนั้น ยังไม่มีเจ้าหน้าที่รับบริจาคโดยตรงอย่างในปัจจุบัน พอสาธุชนมาทำบุญหลวงพี่ก็รับแล้วก็ออกอนุโมทนาบัตรส่งให้เขา อนุโมทนาบุญกับเขา
การรับแขกสมัยนั้นแม้จะอยู่กลางทุ่งอย่างนี้ก็จริง แต่ก็จะมีแขกมาเยือนอยู่เสมอ เราก็ต้องทำหน้าที่รับแขกด้วย พอตอนเย็นวันอาทิตย์ สาธุชนที่มาทำบุญกลับกันแล้ว หลวงพี่ก็จะทำหน้าที่เก็บขยะ
สมัยนั้นคนที่มาวัดวันอาทิตย์ยังหลากหลายอยู่ ถุงพลาสติกจะไม่ค่อยมีมากเหมือนสมัยนี้ ส่วนมากจะมีแต่ถุงกระดาษอย่างถุงปูนที่ คุณยายนำมาใส่สตางค์ เขาจะทิ้งถุงปูนแบบนี้ไว้ หลวงพี่จะตามเก็บ ทำความสะอาด ล้างห้องน้ำห้องส้วม แล้วก็ตัดหญ้า หญ้าในสนามเรา ต้องตัดเอง แล้วก็ปลูกต้นไม้ คุมแทรกเตอร์ คุมก่อสร้าง ส่วนงานอะไร ที่ทำกลางคืนได้ต้องรีบทำ เราเลยทำงานกันแบบไม่มีเวลากลางวัน กลางคืน เรียกว่ามีบุญให้ทำตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้าจนดึก ไม่มีว่าง
. . . . . . . . . .
ส่องไฟพระประธาน
วันจันทร์ถึงวันศุกร์จะเป็นวันที่เราทำงานทุกอย่างด้วยตัวเราเองหมด แต่พอวันเสาร์อาทิตย์จะเป็นวันที่เราได้แรงงานนิสิตนักศึกษามาช่วยเสริม เย็นวันศุกร์เขาสะพายย่ามสะพายกระเป๋าเข้ามาพักค้างกัน เราก็ต้องเตรียมการแล้วว่าจะให้เขาช่วยทำงานอะไรบ้าง ซึ่งจะทุ่นแรงของเราได้มาก ถ้าหากว่าเป็นวันนักขัตฤกษ์ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา เราต้องทำงานหนักยิ่งกว่าเดิมอีก บางคืนไม่ได้นอนเลย เพราะพิธีจะเริ่มวันรุ่งขึ้นแล้ว จึงต้องลุยกันทั้งวันทั้งคืน อย่างเช่น การจัดไฟส่องพระประธานในโบสถ์
ตอนนั้นต้องการจัดไฟให้เห็นองค์พระประธานอยู่ในกลางดวงกลมสว่าง เมื่อถ่ายรูปออกมาแล้วองค์พระจะอยู่ในดวงกลมสวย ซึ่งสมัยนั้นในเมืองไทยไฟที่จะจัดให้ออกมาได้ตามต้องการนี้ยังไม่มี ต้องสั่งไฟโคมประเภทนี้มาจากต่างประเทศ
ขั้นตอนการจัดไฟซับช้อนมาก เราต้องมานั่งปรับระยะห่างมุมก้ม มุมเงยให้พอดีตามต้องการเพื่อให้องค์พระออกมาสวยๆ อย่างเช่น ถ้าหากอยากส่องไฟให้เห็นนาสิก (จมูก) ขององค์พระพุทธรูป ต้องจัด แสง ให้มีเงานิดๆ จะได้เห็นเลยว่าพระนาสิกโด่งคม ชัด ถ้าจัดแสงไม่ดี เวลาถ่ายภาพด้านหน้าตรงๆ จะเห็นเป็นภาพแบนๆ ไม่มีมิติ จึงต้อง ปรับแสงไฟให้ส่องเอียงๆ เพื่อให้เกิดเงานิดหนึ่ง
ขณะเดียวกันแสงไฟที่ไปจับภาพด้านหลังขององค์พระจะต้อง เป็นวงกลมด้วย ซึ่งจะขัดแย้งกันกับแสงไฟที่ส่องให้เกิดเงาที่จมูกของ องค์พระแล้วอย่างนี้เราจะปรับแก้ไขกันอย่างไรปรับใกล้เกินไปหรือเปล่า ไกลเกินไปหรือเปล่า
จำได้ว่าตอนนั้นปรับกันตลอดทั้งคืน ทีมงานปีนขึ้นปีนลง เขาก็เหนื่อยของเขาซึ่งเราก็เห็นใจ เวลาล่วงเลยไปจนเริ่มมีคนเข้ามากราบ พระในโบสถ์แต่เรายังจัดไฟกันอยู่ ก็ชักสงสัยว่าทำไมเขามากราบพระ กันดึกๆ ดี่นๆ มารู้อีกทีตอนที่เขาบอกว่า
"หลวงพี่ตอนนี้ไม่ใช่ตอนดึก นื่มันจะสว่างแล้ว"
"อ้าว เหรอไม่ได้ดูนาฬิกา นี่ตี 5 ตี 5 ครึ่งแล้วหรือ" คนก็เริ่มมา
หลวงพี่ก็ยังขยับไฟอยู่ ขยับจนกระทั่งอีกนิดเดียวเท่านั้นเอง ใกล้จะสำเร็จแล้ว เหลืออีกนิดเดียวเอง
เราปรับขยับไฟอย่างนี้ตั้งแต่บ่าย 3 โมงเย็น มาเสร็จตอนเกือบ 8 โมงเช้า ตลอดทั้งคืนไม่ได้พักเลย ปรับขยับอยู่อย่างนั้น เนื่องจาก เราไม่เป็นและยังไม่มีประสบการณ์ เรามีแต่หัวใจเท่านั้นที่พยายาม ทำให้ดีที่สุด
. . . . . . . . . .
ทุ่มเทสุดๆ
ช่วงงานบุญเราลุยงานของเรา บางคืนไม่ได้นอน เป็นแบบนี้บ่อยๆไม่ได้ ฉันเช้าเลย ต้องอาศัยดื่มน้ำเยอะๆ ช่วย
เตรียมงาน ตรวจงาน ว่าลานจอดรถ ป้ายบอกทาง เรียบร้อยดีไหม ก็นั่งรถกระบะตระเวน ตรวจดูโดยรอบ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็กลับไปนั่งพักที่กุฏิ
ในกุฏิจะมีโต๊ะทำงานตัวหนึ่งไว้สำหรับเขียนแบบ ไว้อ่านหนังสือ แล้วก็มีเก้าอี้ จำได้ว่าครั้งหนึ่งง่วงนอนมากเพราะอดนอนติดต่อกันมา 2 คืน 3 คืน เราเกรงว่าจะเผลอหลับยาวก็เลยนั่งที่เก้าอี้แล้วก็ตั้งนาฬิกา ปลุกเอาไว้ตอน 9 โมง จะได้ล้างหน้าล้างตาเตรียมตัวร่วมพิธีงานบุญ ที่ศาลาจาตุฯ เวลา 9 โมงครึ่ง
เราก็นั่งพักไปเรื่อยๆ กำหนดจิตไปเรื่อยๆ ปรากฏว่ามารู้ตัว อีกที นอนแผ่อยู่บนพี้นเลย เรามานอนบนพื้นตั้งแต่เมื่อไร ไม่รู้ตัวเลย ทุกอย่างรอบข้างเงียบไปหมด มองไปที่นาฬิกาที่ตั้งปลุกไว้ซึ่งขณะนั้น เป็นเวลา 10 โมง 50 นาที พิธีได้เริ่มไปแล้วและเราไม่ได้อยู่ในพิธี เลยรู้สึกตกใจ กลัวหลวงพ่อท่านจะดุเอาว่าเราไม่รับผิดชอบ ไม่อยู่บนสเตจเพี่อเข้าร่วมในพิธี แต่ก็ยังอุ่นใจที่ยังทันฉันมึ้อเพล ไม่อย่างนั้น คงต้องอดไปอีกวันหนึ่ง
เข้าไปกราบขอโทษเพราะเผลอหลับไป หลวงพ่อท่านก็ยิ้มๆ พอ เห็นหน้าเราท่านก็คงเข้าใจว่าเรายังง่วงๆ อยู่ ตอนนั้นทุกคนต่างก็ลุย งานทุ่มเทกันสุดๆ
. . . . . . . . . .
กลางโต๊ะฉัน
พอลุยงานหนักๆ อย่างต่อเนื่องเข้า สภาพร่างกายก็ไม่ไหว ความง่วง ทำให้มื้อเช้าไม่ต้องฉัน รวบมาฉันมื้อเพลมื้อเดียว
ตอนนั้นมีกันอยู่แค่ 6-7 รูป หลวงพ่อทัตตชีโวนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ หลวงพี่ก็นั่งอยู่ในวงด้วย พอโยมมาถวายภัตตาหารชึ่งอาหารก็เป็น แบบพื้นบ้าน ดอกโสนบ้าง ผัดผักบุ้งบ้าง หรือยอดกระถินอย่างที่หลวงพ่อท่านเคยบอกว่าเป็นกระถินไว้สำหรับเลี้ยงม้า
สมัยก่อนได้ฉันกระถินเลี้ยงม้าแล้วมันชึ่นใจก้านกระถินอวบแล้ว ก็กรอบ ซึ่งต่างจากกระถินริมรั้วที่เขาเด็ดมาจิ้มน้ำพริกกินกัน ก้านมัน เล็กนิดเดียวเพราะโดนเด็ดทุกวันจนกุดหมดแล้ว ก็เลยมีแต่กระถินที่เลี้ยงม้านำมาจิ้มกับน้ำพริก ฉันแค่นี้ก็ชื่นใจ
พอฉันเสร็จก่อนที่หลวงพ่อท่านจะให้พร ท่านก็เมตตาสอนโยม ที่มาถวายให้หลับตานึกถึงบุญที่ได้มาถวายภัตตาหาร หลวงพี่ก็หลับตา ไปด้วย หลวงพี่รูปหนึ่งที่นั่งใกล้ๆ กัน หันมาเห็นเข้าก็ขำหลวงพี่ เพราะหลวงพี่หลับไปเลย หลับไปไม่รู้เรื่องอะไรเลย จนหลวงพี่ฐิตสุทโธต้อง มาสะกิดส่งสัญญาณว่าถึงเวลาให้พรแล้ว หลวงพี่ถึงสะดุ้งตื่นขึ้นมา
เหตุที่นอนดึกตี 3 ตี 4 มาตลอด 2 สัปดาห์ ทำให้เราหลับคาโต๊ะอาหารไปไม่รู้สึกตัวเลย
. . . . . . . . . .
ข้าวต้มซี่โครงหมู
ตอนเช้าหลวงพึ่ได้ฉันข้าวต้มเครื่องเป็นข้าวต้มซี่โครงหมู ที่โรงครัวเขา ทำมาถวาย ทำให้นึกถึงข้าวต้มซี่โครงหมูเหมือนกันแต่ว่าคนละเวลา
คุณยายเคยบอกว่าอยากให้พระของเราฉันของเบาๆ เช่น พวกข้าวต้ม พวกโจ๊กในตอนเข้า มื้อเช้าเป็นมึ้อที่ฉันแค่อุ่นเครื่องเท่านั้น ไม่อยากให้ฉันของหนักพวกข้าวสวย เราก็ยึดถือนำเอามาใช้ตลอด พอถึง ตอนเพลจะได้ฉันได้เต็มที่
กลิ่นข้าวต้มซี่โครงหมูมื้อเช้าที่เขาทำมาถวายนี้หอมน่าฉันมาก รสชาติก็กลมกล่อมทีเดียว แต่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเลยว่า กลิ่นหอมของ ข้าวต้มเครื่องซี่โครงหมูนี้ทำให้คนใกล้จะเป็นลมได้เหมือนกัน
. . . . . . . . . .
การทำงานของเราก็รู้อยู่แล้วว่าเราจะไม่มีฤดูฝน ฤดูแล้ง ฤดูหนาว คือลุยทำงานกันตลอดทุกฤดู ลุยให้งานมันจบ ปรากฏว่าวันนั้นช่วง ประมาณเดือนมิถุนายนในปี พ.ศ. 2525 เรากำลังฝังท่อระบายน้ำ ที่ลานจอดรถ พอขุดดินมาจนได้ระดับที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ จะเทลีนซึ่งตอนนั้นก็ประมาณเที่ยงคืนแล้ว งานนี้ถ้าเป็นที่อี่นเขาก็จะหยุดพักก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาทำงานต่อ แต่เรารู้กันอยู่ว่าเรากำลัง ทำงานในหน้าฝน แล้วดินของเราเป็นดินท้องนาซึ่งพร้อมที่จะทลายได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเริ่มต้นทำงาน เราต้องทำให้จบ เพราะ ตลอดเวลา ถ้าทิ้งไว้ค้างคืนแล้วพรุ่งนี้เข้าค่อยมาทำต่อ ดินต้องถล่มแน่นอน และล้า ดินถล่ม เราจะต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่ ต้องมานั่งขุดใหม่ เทฐานใหม่ งานค่อนข้างจะเสียหายด้วย ฉะนั้นเราต้องทำต่อให้เสร็จ
ตอนที่ลูกน้องและคนของเราทำงานมาถึงประมาณ 5 โมงเย็น คุณยายท่านก็จะทำอาหารมื้อเย็นมาเลี้ยง จากนั้นก็ลุยงานกันต่อไปจน ถึง 4 ทุ่มพวกเขาก็จะได้อาหารรองท้องซึ่งจะเป็นพวกถั่วเขียวต้มน้ำตาล พอทำไปถึงตี 2 ก็จะมีข้าวต้มมาเลี้ยง ตอนนั้นเป็นข้าวต้มเครื่อง
ถึงเวลาที่เขากินข้าวต้มกัน ก็มีซาเล้งใส่หม้อข้าวต้มเครื่องมาบริการ ด้วยความที่เราอยู่ลุยงานกับเขาตลอด ตากแดดตากฝนตากลม สู้ด้วยกันกับเขามาตลอด ลมก็พัดกลิ่นข้าวต้มเครื่องโชยเข้ามา ตอนนั้น เราก็หิวด้วย ง่วงด้วย และเพลียด้วย พอได้กลิ่นข้าวต้มเครื่องแทบจะ เป็นลม
ข้าวต้มเครื่องหอมๆ เราต้องเดินหนีหลบไปให้ห่างๆ พอเขาทาน กันเสร็จแล้วก็ลุยกันต่อจนเสร็จก็ประมาณตี 4 พอเทลีนเทคอนกรีต เสร็จแล้วก็เสร็จ คราวนี้เราไม่กลัวดินจะพังแล้ว
จากงานที่ทำนี้ทำให้ได้ข้อคิด หลวงพ่อทัตตชีโวเคยเล่าให้ฟังว่า คนโบราณเวลาที่ตีไม้จุดไพฟ เขาจะตีแชะๆๆไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันเกิดความร้อน แล้วเกิดประกายเพี่อจะนำมาจุดไฟ สมัยก่อนที่ยังไม่มีไม้ขีดไพฟ ใช้ต้องตีแชะๆๆ ไปเรื่อยๆ ทีนี้ถ้าหากเราตีไปเรื่อยๆ จนมันกำลังเริ่มร้อนแล้วเราหยุดตี เช่น เราตีไปครั้งที่ 99 อีกเพียงครั้งเดียวไฟก็จะติด แล้วเราเกิดหยุดตีแบบนี้ มันก็เย็นลงทำให้เราก็ต้องมานั่งนับหนึ่งเริ่มตีกันใหม่
ทำงานก็เช่นกัน ถ้าเราทำไม่จริงจังกับมันทำๆ หยุดๆ ทำๆ หยุดๆ ต่อให้ตีแชะๆๆ ทั้งชาติไฟก็ไม่ติด การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ถ้าเรา ลองนั่งสมาธิ นั่งไป ถ้าหากว่าอารมณ์สงบใจ จดจ่ออยู่ที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 จ่อไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เวลานั่งก็นั่ง เวลาทำงานก็ทำงาน แต่ใจนิ่ง ไม่ห่างจากศูนย์กลางกาย ใจจดจ่อไปเรื่อยๆ นึกถึงเรื่อยๆ ไม่ช้าก็จะมีจังหวะที่ตกวูบ บรรลุถึงองค์พระภายใน
งานก่อสร้างก็เหมือนกัน เวลาก่อสร้างพออยู่ช่วงหน้างานต้องทำให้เสร็จ ถ้าทำไม่เสร็จแล้วปล่อยค้างไว้ มันจะเสียหาย ยิ่งงานที่วัดพระธรรมกายจะเข้ามาทุกทิศทุกทาง แล้วงานก็มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย เราต้องทำงานแข่งกับเวลา งานจบเมื่อไรเราถึงจะได้พัก มันคล้ายๆ กันทั้งงานหยาบและงานละเอียด ที่ต้องทำให้ต่อเนื่อง ความสำคัญอยู่ที่ เราจริงจังจริงๆ หรือเปล่า นื่คือปรารภเหตุจากการกินข้าวต้มเครื่องซี่โครงหมู
. . . . . . . . . .