ออกธุดงค์

วันที่ 26 พย. พ.ศ.2568

ออกธุดงค์

 

26-11-68_b6%282%29.jpg

ธุดงค์เมืองกาญจน์ ฯ

 

ตอนนั้นไปอยู่ที่ไร่โยมเสริมจังหวัดกาญจนบุรี ที่นั่นเขาจะมีจัดอยู่ ปริวาสกรรมและอยู่ธุดงค์ โดยจะอยู่ธุดงค์ก่อน 10 วัน แล้วค่อยอยู่ ปริวาสกรรมอีก 10 วัน รวมแล้ว 20 วัน

 

             ในนั้นจะมีพระอยู่ร่วมกันประมาณ 40-50 รูป พระแต่ละรูป ก็จะมีเด็กวัดหรือลูกคิษย์ตามไปคอยดูแลด้วย พอลูกศิษย์วัดมาเจอกัน ก็หกคะเมนตีลังกา ปีนต้นไม้ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ซนกันไปตามประสาเด็ก ดังนั้นเวลาพระนั่งสมาธิก็จะได้ยินเสียงพวกนี้ทะเลาะกันบ้างเล่นกันบ้าง จนชิน เลยไม่มีใครว่าอะไร

 

             จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง หลวงพ่อธัมมชโยจับพวกเด็กๆ เหล่านี้ มานั่งสมาธิ วันนั้นพระอาจารย์ไม่ได้ยินเสียงเจึ๊ยวจ๊าวเลยเกิดสงสัย จนนั่งสมาธิไม่ติด เอ๊ะ! วันนี้ทำไมถึงเงียบจังเลย ลูกศิษย์ไปเล่นน้ำกันหรือเปล่าเพราะบริเวณนั้นใกล้แม่น้ำแควก็กลัวเด็กไปเล่นแล้วจะจมน้ำ พอเดินออกหาก็ไม่เจอ ก็ยิ่งสงสัยว่า ลูกศิษย์เราไปไหนกัน เดินหาจน มาเจอ กำลังนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นมะขาม

 

             หลวงพี่ได้อาศัยใต้ต้นมะขามเป็นที่ปักกลด ทำโคกเนินดินยกสูง ขึ้นมา และก็เอาพลาสติกปู เอาเสื่อปู มะขามต้นนี้เป็นบริเวณของ หลวงพี่นะส่วนของหลวงพ่อจะเป็นอีกต้นหนึ่งหลวงพ่อท่านชอบมานั่ง ที่ใต้ต้นไม้หลวงพี่และก็นั่งคู่กัน แล้ววันนั้นเด็กๆ ก็จะมานั่งสมาธิกับ หลวงพ่อ

 

             หลวงพ่อก็จับนั่งสมาธิ และพอนั่งไปแล้วมีความสุข จิตใจของ เด็กเขาอินโนเซนต์ (Innocent) พอนั่งสมาธิไปเขาเห็นองค์พระ เห็น แสงสว่างได้ไว พอเด็ก 2 คนนั่งได้ ก็เอาอีก 2 คนมาฝึกประกบกัน 1 ต่อ 1 จนได้ 4 คน เด็กก็มาเพิ่มอีก ฝึกกันแบบนี้จนเด็กคนอื่นที่ยังไม่ได้มานั่งไม่มีเพี่อนเล่น เพราะพรรคพวกมานั่งกันหมด สุดท้ายเมื่อ ไม่รู้จะทำ อะไรเด็กที่เหลือก็เลยมานั่งด้วย

 

               หลวงเตี่ย หลวงพ่อที่พาลูกศิษย์มา พอมาเห็นลูกศิษย์ของท่าน นั่งสมาธิกับหลวงพ่อธัมมชโยเงียบกริบ ท่านก็หมดความกังวลใจ

 

             เด็กๆ เวลาเล่นเขาก็เล่นกันหกคะเมนตีลังกาไปตามเรื่องเขา พอหลวงพ่อเริ่มมานั่งสมาธิเขาจะวิ่งเข้ามานั่งด้วย เด็กบางคนจากที่วิ่งเล่น สนุกๆ พอมานั่งยังหอบแฮกๆ เหงื่อโทรมเลย หลวงพ่อบอกให้ไปล้าง หน้าล้างตาก่อน ใจจะได้นิ่งๆ เด็กตอบทันทีเลยว่า “ใจนิ่งแล้วครับ”

 

             แปลกดีที่เห็นว่าเขายังเพิ่งหกคะเมนตีลังกามาหยกๆ แต่ทำไม ข้างในนิ่งได้ หลวงพ่อบอกว่า กายส่วนกาย จิตส่วนจิต เด็กพวกนี้เชี่ยว มากเพราะใจเขาอินโนเซนต์

. . . . . . . . . .

 

บิณฑบาต

 

เวลาที่ออกบิณฑบาตก็จะแบ่งออกเป็นสายๆ แบ่งเป็น 3-4 สาย สายนี้เลียบแม่น้ำ สายนี่ไปทางตลาด สายนี้ไปทางถนนใหญ่ สายนี้ไป ทางหมู่บ้าน แบ่งๆ กันไป ปรากฏว่าบรรดาเด็กๆ มารวมอยู่ในสาย หลวงพ่อกันหมด

 

             พอเริ่มออกเดิน เด็กๆ ก็เดินตามไปเป็นแถว แล้วเด็กๆ เขาก็พูด กับเพี่อนๆ ในหมู่เด็กด้วยกัน “เฮ้ย ! แบ่งๆ กันไปอยู่สายอื่นบ้าง" แล้ว ก็ผลักเพื่อนออกไป เจ้าเพี่อนที่ โดนผลักก็ไม่ไป “เอ็งก็แบ่งไปสายโน้น บ้างสิ กูจะไปสายเดียวกับหลวงพี่ธัมมะ" เด็กๆ เขาเรียกหลวงพ่อว่า ‘หลวงพี่ธัมมะ' แล้วก็ไม่มีใครอยากจะไปสายอื่น อยากจะมาสายของ หลวงพ่อ จนหลวงพ่อต้องเอ่ยปากบอกให้ผลัดกัน แบ่งๆ กันไป

 

             หลวงพี่ก็เดินบิณฑบาตสายเดียวกับหลวงพ่อโดยเดินตามหลังท่าน บางทีเราก็เปลี่ยนสายเดิน จากสายนี้ก็ไปสายนั้นบ้าง ครั้งที่ออก เดินสายถนนใหญ่ พระรูปที่อยู่หัวแถวท่านจะเดินนำ แล้วหลวงพ่อธัมมะเป็นรูปที่สอง รูปหัวแถวเดินนำหน้าไปประมาณร้อยกว่าเมตร เกือบสองร้อยเมตรแล้ว ท่านเดินไวมาก ขณะที่หลวงพ่อและหลวงพี่ ยังเดินอยู่ตรงนี้

 

             ขณะที่เดินๆไป เจอขวดแก้วแตก เจอโคกกระสุน (ผลของต้นไม้ ชนิดหนึ่ง มีหนามแหลมคม) เจอลูกรังที่มีเหลี่ยมหินแหลมๆ คมๆ เท้าหลวงพ่อท่านนุ่มๆ ส่วนเท้าหลวงพี่ก็อ่อนและบางยังไม่คุ้นกับการ เดินบนทางแบบนี้ รูปหัวแถวท่านเดินจ้ำฉับๆ ไปอย่างสบาย ส่วนของ เราต้องค่อยๆย่องไปทีละก้าวๆออกเดินบิณฑบาตสายนี้ สู้ไม่ไหวฝ่าเท้า เรามันบอบบางเกินไป

 

             เมื่อหมุนเวียนมาเดินสายเลียบแม่น้ำ เดินได้สบายขึ้น พื้นที่เดิน เป็นทราย เวลาเดินจะนุ่มเนียนเท้า เดินไปใด้เรื่อยๆ หลวงพี่เลยชอบ เดินสายริมแม่น้ำเพราะเป็นสายที่ร่มรื่นเดินเข้าตลาดแล้วก็อ้อมออกมา

. . . . . . . . . .

 

เด็กอ่านใจ

 

วันหนึ่งเดินบิณฑบาตไปเจอหมาแม่ลูกอ่อน พอเด็กเห็นเขาก็พูดขึ้นมา เลยว่า "หลวงพี่ๆ ผมเห็นด้วย ผมเห็นไอ้หมาตัวนี้มันมาจากไหน เห็น ด้วยว่ามันเคยทำกรรมอะไรมาก่อน"

 

             เด็กเขาพูดออกมาเสียจนพระที่เดินบิณฑบาตสายเดียวกันนี้ ประมาณสัก 7-8 รูปหูผึ่ง เด็กเขาเห็น เขาก็พูดพากย์จ๋อยๆ "นี่นะ เมื่อก่อนมันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้...'’

 

             เสร็จแล้วเด็กก็ยังพูดอีกว่า "โอ้! หลวงพี่ ผมเห็นพระธรรมกาย ชองหลวงพี่ที่เดินบิณฑบาตทุกองค์เลยใสสว่างเห็นองค์พระของหลวงพี่ ทุกรูปเลย..." คราวนี้พระที่มาเดินสายเดียวกันกับหลวงพ่อต่างก็เดินตัวตั้ง ใจต้องคอยจรดนิ่งอยู่ตลอดเวลา เพราะเด็กมันพูดออกมาจ๋อยๆ แล้ว ถูกต้องด้วย เด็กอ่านใจได้ เวลาที่เด็กๆ เขาได้ธรรมะแล้ว เขามีความสุขและสนุกมาก

. . . . . . . . . .

 

ฉันเอกา

 

บิณฑบาตในตลาดโยมเขาก็ตักข้าวใส่ลงมาในบาตร บางท่านมีโอวัลติน ก็ใส่ลงมาในข้าว มีกะปิก็ใส่กะปิลงมา มีสังขยาก็ใส่สังขยาลงมา มีอะไรก็ถวายใส่มาด้วยความศรัทธา แต่พอกลับมาฉันก็ฉันๆไป รสชาติ อร่อยแปลกๆ

 

             ตอนนั้นเวลาฉันหลวงพี่ไม่คิดอะไรเลย นึกถึงตอนสมัยหลวงปู่ ที่หลวงพ่อเล่าให้ฟัง ญาติโยมมาถวายอาหารท่านเยอะ ท่านก็จะหยิบ เฉพาะที่อยู่ข้างหน้า ส่วนน้ำจิ้มต่างๆ ไม่ได้ใช้ แค่เฉพาะที่อยู่ตรงหน้า เท่านั้นก็จบแล้ว เป็นการฉันเพี่อรักษาอัตภาพให้เป็นไปได้ ไม่ต้องปรุงแต่งรสชาติ และเป็นการฉันเพี่อสงเคราะห์ญาติโยมไม่ได้ฉันด้วยความเป็นหนี้ หลวงพ่อท่านก็จะสอนแบบนี้

 

             เมื่อพระมาอยู่ธุดงค์รวมกัน ดูแล้วก็เป็นหมู่คณะ แต่ละรูปก็มี ประสบการณ์ของตัวเอง บางรูปอดีตท่านเป็นทหารเคยไปรบที่ลาวมา แม้มาบวชได้หลายพรรษาแล้ว ประสบการณ์ยังฝังใจ หลวงพี่ยังจำได้ ท่านชื่อหลวงพี่สำลีท่านเล่าให้ฟังว่าพอตอนกลางคืนแค่ได้ยินเสียงแก๊ก ภาพต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมายังฝังอยู่ในใจ เผลอเพียงนิดเดียวก็ตายได้แล้ว ส่วนบางรูปท่านก็ถือว่าท่านฉันเอกา

 

             หลวงพี่รูปนี้รูปร่างท่านไม่สูงเลยเหมือนมะขามข้อเดียวท่านบอก ว่าท่านฉันเอกา ความหมายฉันเอกาของท่านคือ วันหนึ่งท่านฉันเพียงมื้อเดียว

 

             หลวงพี่ก็สงสัยเลยขอลองไปดูอยากรู้ว่าท่านฉันเอกาเป็นอย่างไร พอเห็นแล้วถึงได้รู้ว่า 'กา’ ของท่านนั้นไม่ได้ปกติธรรมดาทั่วๆ ไป แต่ ใหญ่โตเป็น 'กะละมัง'

 

             ถ้าเอาปริมาณข้าวที่ท่านฉันเอกามาให้เราฉัน ทั้งหลวงพ่อและ หลวงพี่ ถ้าฉันปริมาณมากขนาดนี้สามารถฉันได้ถึง 3 วัน และไม่แน่ ถ้าผ่านไป 3 วันแล้วยังไม่รู้จะหมดหรือเปล่าด้วยซ้ำ แต่ของท่านปริมาณ ขนาดนั้นฉันได้แค่มื้อเดียว เหลือเชื่อมาก

 

             แล้วเวลาที่หลวงพ่อท่านนั่งสมาธิกับเด็กๆ ใต้ต้นไม้ ท่านคงจะเห็นอะไรต่ออะไรท่านถึงพูดว่า "เทวดาเอาบุญมาฝากนะ ให้ได้บุญ เยอะๆ นะ..." หลวงพ่อท่านก็พูดออกมาทำนองนี้ จากนั้นท่านก็ลุกเอา มือไปตบต้นมะขามเบาๆ บริเวณนั้นมีต้นมะขามอยู่สิบกว่าต้น "เทวดา เอาบุญมาฝากนะให้ได้บุญเยอะๆ นะ" ท่านก็ทำเช่นนี้ 2-3 ต้น

 

             หลวงพี่ที่ฉันเอกาท่านมองดูหลวงพ่อตลอดพอหลวงพ่อแบ่งบุญ ให้เทวดาเสร็จท่านก็ปล่อยให้หลวงพ่อเดินคล้อยหลังไปหลวงพี่ก็เดิน ตามไปสังเกตหลวงพี่ที่ฉันเอกา เห็นท่านเอามือไปถูๆ ต้นมะขามตรงที่ หลวงพ่อเอามือไปแตะ พอหลวงพี่กลับมาเล่าให้หลวงพ่อธัมมชโยฟัง ก็เป็นเรื่องที่สนุกๆ ขำๆ ที่ยังจำได้

. . . . . . . . . .

 

แผ่เมตตา

 

ตอนที่เดินบิณฑบาตจากริมแม่น้ำเข้าไปในตลาด หมาที่ชาวบ้านว่าดุๆ ตอนแรกก็เห่าตามปกติ แต่พอเจอพระเดินมาหมาเงียบเลย กระดิกหาง แด็กๆไม่ดุเลย คล้ายว่าเราแผ่เมตตาให้มัน มันก็เลยเป็นมิตรกับเรา

 

             พอกลับมาก็มาฉันที่ใต้ต้นมะขามอาหารอะไรที่ญาติโยมใส่บาตร มา หลวงพ่อก็ต้องฉันแบบนั้นเหมือนกัน

 

             ส่วนเรื่องการสรงน้ำ เขาจะกั้นเป็นพี้นที่ให้สำหรับสรงน้ำโดย เฉพาะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องส้วมมากนัก แล้วก็มีโอ่งใส่น้ำเตรียมไว้ให้ เวลาจะสรงก็ใช้ขันตัก ก็สรงน้ำอยู่ในสวนไม่ได้ไปสรงที่แม่น้ำ แล้วเวลาที่จำวัดก็ใต้ต้นมะขาม กลดคนละอัน

 

          แม่น้ำที่นั้นในอดีตทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตเยอะมากทางฝ่ายพันธมิตร ก็ตายกันเยอะ ตกกลางคืนจะมีเสียงอะไรต่ออะไรแปลกๆ ให้ได้ยิน เสมอ เราก็นั่งแผ่เมตตาและอุทิศบุญให้ตลอด

 

          คนที่นั้นเขาบอกว่า จากที่เมื่อก่อนโหยหวน แต่พอเราแผ่เมตตาแล้ว เขารู้สึกว่าเสียงเหล่านั้นเงียบลงไปเยอะ ชาวบ้านแถวนั้นก็เลย รู้สึกดีขึ้น บรรยากาศก็ดีขึ้น ความกลัวของคนก็ลดน้อยลง

. . . . . . . . . .

 

ธุดงค์หัวหิน

 

พออยู่ปริวาสกรรมเสร็จกลับจากธุดงค์เมืองกาญจน์ฯ หลวงพ่อก็กลับ ซึ่งตอนนั้นหลวงพ่อท่านก็เริ่มไม่ค่อยสบาย แต่ว่าก่อนจะเดินทางกลับ ได้คุยกันว่าเราจะไปธุดงค์กันต่อที่หัวหิน มันร่มรื่นดี เพราะตอนนั้น อารมณ์กำลังติดการออกธุดงค์

 

          พอหลวงพ่อท่านอาพาธ คุณยายก็คอยดูแลท่านอยู่ หลวงพี่ก็เลยกราบเรียนท่านไปว่า “อย่างนั้นผมขออนุญาตไปเดินธุดงค์ต่อ” แล้ว หลวงพี่ก็ออกลุยเดินไป นั่งรถไปบ้าง

 

          พอไปถึงที่หัวหินก็ลงจากรถ มื้อเพลนี้จะไปฉันที่ไหนก็ยังไม่รู้ ท่องที่ก็ไม่คุ้นเคย หลวงพี่ก็เลยเดินเข้าไปที่วัดแห่งหนึ่ง เขากำลังมีงาน ศพ

 

          พอเดินเข้าไปเขาก็ถามว่า “ท่านมาจากไหน"

 

          “มาจากวัดทางกรุงเทพฯ”

 

          "ฉันมาหรือยัง"

 

          "ยัง "

 

          “อย่างนั้นนิมนต์มาฉันหน่อย กำลังเลี้ยงงานศพ"

 

         หลวงพี่ก็เลยเข้าไปนั่งฉัน เขาก็มองดูเรานั่งฉัน พอฉันเสร็จ เขาถวายค่ารถให้เราอีก หลวงพี่ก็คิดว่าอย่างนั้นเราไม่ต้องเดินแล้วนั่งรถ ต่อไปดีกว่าเลยถามเขาว่าสำนักปฎิบัติธรรมอยู่ตรงไหนเขาบอกว่าไปอีก 10 กิโล ให้หลวงพี่นั่งรถสองแถวไปโดยเขาจะไปส่งขึ้นรถสองแถวให้

 

         พอลงจากรถสองแถวก็เดินไปเจอหลวงพ่อเจ้าอาวาสกราบเรียน ท่านว่าจะขอมาอาศัยปฏิบัติธรรมช่วงสั้นๆ ท่านก็บอกว่า “เอาสิ” แล้ว ท่านก็ชี้มือให้ไปอยู่ตรงนั้น โอ้โฮ! มันเป็นหอร้าง มีขึ้ค้างคาวเต็มเลย ท่านก็บอกว่า “เอ้า! นอนอยู่ที่นึ่แหละ มันวิเวกวังเวงดี”

 

         รอบๆ หอร้างนั้นจะมีลานแย้ แย้ลักษณะคล้ายกิ้งก่าแต่หางยาวกว่า มันอยู่ในรู แย้คล่องแคล่วว่องไวมุดลงรูเร็วมาก แย้มันก็ออกจาก รูเดินเข้ามาหาหลวงพี่ มันไม่ได้กลัวอะไรเลย มันมองเรา เราก็มองมัน กลางวันหลวงพี่นั่งสมาธิก็นั่งมองมันมันก็มองเราก็มองกันไปมาอย่างนี้ อยู่ปฏิบัติธรรมได้ 2-3 วัน หลวงพ่อก็มาตามกลับ ท่านบอกหลวงพี่ว่าคุณยายให้มาตาม

. . . . . . . . . .

 

หลวงพ่อมาตาม

 

หลวงพี่อยู่ที่นี่พอตี 4 ครึ่งหลวงพี่ก็ออกบิณฑบาตด้วยกันกับเจ้าอาวาส ทางที่บิณฑบาตจากที่พักไปถึงที่ตลาดถ้าไปกลับระยะทางประมาณ 10 กว่ากิโล เดินลงจากเขาไปกว่าจะเจอบ้านคนก็เกือบจะสว่าง อรุณรุ่ง ก็รับบาตร กว่าจะเดินกลับมาถึงที่พัก 7 โมงเกือบ 8 โมงเช้า แล้วก็มา นั่งฉัน

 

         ตอนนั้นอารมณ์กำลังติดการเดินธุดงค์ หลวงพ่อท่านอุตส่าห์ มาตาม ท่านบอกว่า คุณยายให้มาตาม เพราะขืนไม่ตามเดี๋ยวหลวงพี่ หายเข้าป่าไปเลย

 

         เป็นเรื่องที่น่าแปลก ประเทศไทยภาคใต้ก็กว้างขวางไม่ใช่เล่น สถานที่ปฏิบัติธรรมก็มีมากมายหลายแห่ง แล้วหลวงพ่อรู้ได้อย่างไรว่า หลวงพี่อยู่ที่นี่ แล้วมาตามเจอ มาหาถูกด้วย หลวงพี่จึงเดินทางกลับ ไปพร้อมหลวงพ่อ

 

         แต่อย่างไรก็ตามการได้มาอยู่ธุดงค์ ทำให้หลวงพี่ได้เข้าใจถึง ความสุขของชีวิตนักบวชที่มีเพียงกลดหนึ่งหลัง มีเสื่อ มีผ้าพลาสติก อย่างละผืน แล้วก็มีบาตร มีเพียงแค่นี้ก็สามารถดำรงชีพอยู่ได้และ เดินทางไปได้ทั่วเลย การดูแลรักษาก็น้อยไม่ต้องมากังวลเรื่องขโมย ไม่ต้องมีใครมาคอยปัดกวาด เช็ดถู การที่มีสัมภาระน้อยทำให์ชีวิตเราโปร่งเบา เกิดความประทับใจชีวิตนักบวชเป็นอย่างมาก

. . . . . . . . . .

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0010056535402934 Mins