
สอบเข้ามหาวิทยาลัย
ตอนเริ่มเป็นวัยรุ่นได้เข้ากลุ่มเพื่อนเด็กหนุ่มทั่วๆไป หลวงพี่เป็นเด็ก เรียนเหมือนกันแต่ว่าเป็นเด็กกิจกรรมมากกว่า เรื่องความตั้งใจเรียน ในตอนนี้ต้องบอกว่าไม่เหมือนตอนสมัยประถม มัธยมต้น ความตั้งใจ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยน้อยกว่า แต่ใจอยากเรียนไปทางวิศวะ แล้วก็ ซ้ำรอยเดิมอีก ตอนสอบเอนทรานช์เข้ามหาวิทยาลัย ไม่ได้ไปดูห้อง สอบก่อน
สนามสอบอยู่ที่ธรรมศาสตร์ก็ไม่ได้ไป กว่าจะหาห้องสอบเจอก็เสียเวลา เข้าไปสอบเจอวิชาแรก ฟิสิกส์ ตอนนั้นเราตี่นสถานที่ จำได้แม่นว่ามีพัดลมหมุนส่งเสียงวิ้งๆๆ รบกวนตลอด ไม่ได้ดูข้อสอบเลยว่า ออกอะไร เสียงวิ้งๆ มันหนวกหูจังไม่ชอบเลย
ทำฟิสิกส์ได้เกือบเต็ม แต่คณิตศาสตร์ไม่ดี เพราะว่าเราขาด ความเคารพ
ความเคารพในครูบาอาจารย์สำคัญมาก เป็นที่มาของความรู้ ตอนที่เราอยู่ ม.ศ.4, ม.ศ.5 ความเคารพในครูบาอาจารย์ของเราน้อย ความอหังการมีมากกว่า ทำให้ข้อสอบหมูๆ เราพลาด
ผลสอบออกมาติดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลวงพี่เลือกวิศวะฯ จุฬาฯ อันดับ 1 อันดับ 2 วิศวะฯ เกษตร มาติดที่เกษตรก็ได้มาเป็นรุ่นน้องของหลวงพ่อ เข้าเรียนวิศวะฯ ปี พ.ศ. 2511
. . . . . . . . . .
ชีวิตในมหาวิทยาลัย
ทั่วๆ ไปแล้วชีวิตช่วงนี้ก็หกคะเมนตีลังกาไปกับหมู่คณะเพี่อนฝูงอยู่พักหนึ่ง พอขึ้นปี 2 ปี 3 เราก็เริ่มเป็นตัวของตัวเองบ้างเพราะไม่ต้อง โดนรับน้อง ตอนนั้นจะมีหนังสืออยู่ 2 อย่าง ที่เป็นหนังสืออ่านประกอบ นอกเวลาเรียน คือหนังสือเรี่องรถกับหนังสือธรรมะ
โยมพ่อซื้อรถให้ขับไปเรียนหนังสือตั้งแต่ ม.ศ.2, ม.ศ.3 เป็นรถโฟล์ค พอเรียน ม.ศ.4, ม.ศ.5 ก็ยังเป็นรถโฟล์คแต่เป็นโฟล์ครุ่นใหญ่ ไม่ใช่โฟล์คเต่าเหมือนคันก่อน พอขึ้นมาเรียนปี 1 โยมพ่อขึ้อวอลโว่ให้ พอปี 2 โยมพ่อซื้อบีเอ็ม 1800 ให้ พออยู่ปี 3 เป็นบีเอ็ม 2000 ใช้เรื่อยมาจนเรียนจบ หลังจากนั้นโยมพี่ชายจัดการดูแลให้เรียบร้อย โยมพี่ชายเอาไปใช้แล้วขายและช่วยใช้เงินทั้งหมด
ชีวิตในมหาวิทยาลัยนั้นจะต่างกับเพี่อนๆ พวกที่เรียนวิศวะฯ ด้วยกัน เพื่อนวิศวะฯ เขากินเหล้าแล้วก็จะไปสนุกที่ไหนต่อก็เป็นเรื่องของเขาส่วนเราก็กินเหล้าแล้วกินโค้ก คือกินโค้กผสมเหล้า แต่ว่าไม่ชอบ สักเท่าไหร่ ชอบกินกับแกล้มเสียมากกว่า แต่ก็ไปกับเพี่อนๆ ได้ เวลา เมาก็เมากับเพี่อน เพื่อนเมาเหล้า เราก็เมากับแกล้ม พอเพื่อนฟุบเราก็ แบกเพี่อนขับพาไปส่งบ้าน เพื่อนไปไหนก็ชอบชวนเราไปด้วยแต่เรา ก็ไม่ได้ไปแบบของเขา เราแค่อยากคบเพื่อน อยากมีสังคม แต่ถ้าให้ไป สนุกหกคะเมนตีลังกาถึงไหนถึงกันกับเพื่อนเราไม่เอา
. . . . . . . . . .
ชีวิตครอบครัว
ชีวิตช่วงเรียนมหาวิทยาลัยนี้เป็นเรื่องของความสนุก ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะที่น่าหมั่นไส้ที่สุดก็คือ คณะวิศวะฯ เพราะว่ามัน หยิ่ง มันเก๊ก มันสารพัดจะเจอข้อหา เขาจะมีการถ่ายรูปปี 1 ของคณะ ว่าหน้าตาแต่ละคนเป็นอย่างนี้ แล้วก็เอาไปติดตามหอ คนที่หอเขามาเล่าให้ฟังภายหลังว่า รูปของหลวงพี่โดนกาดอกจันทำเครื่องหมายพิเศษ ไว้ 5 ดาวเลย หมายความว่าไอ้เจ้าหมอนี่โคตรหยิ่ง
ส่วนใหญ่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นี้เขาจะใช้จักรยานกัน จักรยานเราก็มี แต่ไม่ได้สนใจ จอดทิ้งไว้ไม่รู้หายไปไหน ไปใช้รถยนต์แทน รถบีเอ็มที่โยมพ่อซื้อให้ เขานั่งกัน 5 คนเป็นอย่างมาก รถของหลวงพี่นั่งกันถึง 9 คน ข้างคนขับนั่งไป 3 คน เข้าไปนั่งอัดกันแล้ว ต้องโผล่หน้าออกมาหายใจข้างนอก ส่วนข้างหลังไม่ต้องพูดถึง 5 คน อัดเข้าไป ระบบโช้ค ช่วงล่างเจ๊งหมด
หลวงพี่ไม่เคยไปยุ่งกับหญิงไม่เคยไปยุ่งกับสาวที่ไหน หลวงพี่มีแต่สนุกสนาน เตะบอล เล่นบาสไปแทงสนุกเกอร์ไปกินโค้กผสมเหล้า อยู่ในกลุ่มเฉพาะพวกวิศวะฯ ด้วยกัน สนุกเฮฮาไปตามกลุ่มเพี่อนๆ
หลวงพี่มีหน้าที่อย่างหนึ่งคือต้องดูแลหลานที่เป็นลูกของพี่สาว หลานเรียนที่โรงเรียนจิตรลดา เราต้องไปรับส่งเขาตลอด นี่คีออีกหนึ่ง เหตุผลที่พ่อซื้อรถให้
ตอนเช้าต้องไปส่งหลานและตอนเย็นก็ไปรับกลับการรับส่งหลาน เป็นประจำเช่นนี้ทำให้รู้ว่าคนมีครอบครัวต้องรับภาระ เราจะอยู่กับเพี่อนฝูง จะสนุกสนานเฮฮาก็ไม่ได้
ตั้งแต่เด็กมาแล้วเราก็มองว่าครอบครัวโยมพี่สาวเป็นอย่างไร ครอบครัวโยมพี่ชายเป็นอย่างไร ครอบครัวของโยมพ่อเป็นอย่างไร พอมองเรื่องของคนอื่นแล้วมันได้คิด เรารู้สึกว่าชีวิตการมีครอบครัว อึดอัดมาก ไม่มีอิสระ การมีครอบครัวไม่เห็นดีเลย บางทีก็ทะเลาะกัน บางทีก็งอนกัน บางทีก็ต้องทำกิจกรรมต่างๆ สารพัด รู้สึกว่าเป็นภาระมาก สู้ชีวิตนักบวชไม่ได้
หลวงพี่นึกถึงตอนไปอยู่ธุดงค์กับหลวงพ่อ ตอนนั้นทำให้เรารู้เลยว่าการที่เรามีแค่กลดหลังหนึ่งกับเสี่อ การที่เรานอนอยู่บนเนินดิน คล้ายๆหลุมศพที่ยกพื้นให้สูงขึ้นมาเพี่อหนีน้ำ ไม่ต้องเช็ด ไม่ต้องถู ไม่ต้องขัด ไม่ต้องดูแลรักษาเลย เป็นชีวิตที่พอดีๆ เราอยากไปไหนก็ม้วนเสื่อไปได้อิสระและมีความสุขเป็นชีวิตที่ไม่ต้องทำมาหากิน ไม่ต้องรับภาระ เช้าบิณฑบาต มีบาตรใบเดียว อิ่มก็คือจบ
ชีวิตครอบครัวที่ได้มองเห็นทำให้เรารู้ว่าชีวิตของเรานี้ เราต้องการอะไร
. . . . . . . . . .
วิชาสุดท้าย
ผลการเรียนตอนจบมหาวิทยาลัยอยู่ในระดับพอประคองตัวได้แต่มีอยู่ วิชาหนึ่งเป็นวิชาสุดท้ายที่หลวงพี่นำมาใช้ประโยชน์ได้มากในการดีไซน์ โครงสร้างต่าง ๆ ในวัด
อาจารย์วิศวะฯที่สอนวิชานี้ท่านชื่ออาจารย์จิตท่านไม่ได้แต่งงาน ท่านชอบอ่านกำลังภายในและกินน้ำชาอยู่ที่ระเบียง เป็นคนอารมณ์ดี ยิ่งเห็นลูกคิษย์สอบตกยิ่งอารมณ์ดีใหญ่
อาจารย์ท่านนี้เป็นที่รู้จักทั้งคณะ รุ่นหลวงพี่เป็นรุ่นที่โดนหนัก เคี่ยวหนักมาก สอบวิชาโครงสร้างชึ่งเป็นวิชาที่สำคัญมาก เป็นวิชาที่ตำราเป็นภาษาอังกฤษทั้งนั้น ตำราแต่ละเล่มหนาเป็นปึกๆ กองเป็นตั้งๆ เวลาสอบเอาหนังสือเข้าไปสอบได้ มีอะไรอยากเอาเข้าไปในห้องสอบได้เลย แล้วถ้าอยากจะลอกกันก็ลอกกันได้อยากจะคุยกันปรึกษากัน ถามกัน ก็ทำได้เต็มที่ สอบวิชานี้มันน่าจะสบาย
ท่านออกข้อสอบมา 3 ข้อ ให้เวลาทำ 3 ชั่วโมง มีนักเรียนสอบ ทั้งหมดประมาณ 62 คนผลสอบออกมาสอบได้ 1 คนคะแนนเต็ม 60 คะแนนคนที่สอบได้ทำได้แค่เพียง 28 คะแนนนอกนั้น 0 หรือ 1 คะแนน กันทั้งห้อง และหลวงพี่ก็เป็นหนึ่งในคนส่วนใหญ่คือสอบตก
วิชานี้เป็นวิชาสุดท้ายที่ต้องจบไม่รู้ทำไมพอตกกันทั้งห้องอย่างนี้ อาจารย์หัวเราะชอบใจคนที่สอบได้คนเดียวเขาเก่งตอนนี้เป็นดอกเตอร์ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่ที่อเมริกาส่วนคนที่ตกทั้งหมดนั้นอาจารย์ ให้สอบแก้ตัวใหม่
ตอนที่สอบเสร็จเป็นช่วงปิดเทอมเพื่อนๆ ชวนไปสวนโมกข์ หลวงพื่ก็ไปกับเขา อยากไปดูว่าเป็นอย่างไร เพราะไม่เคยไป ไปถึงแล้วเพื่อนโทรเลขไปบอกว่าให้กลับมาสอบซ่อมด่วน
เพิ่งไปค้างได้คืนเดียว ตั้งใจจะอยู่สัก 3 คืน พอทราบข่าวว่า ให้กลับมาสอบซ่อม หลวงพึ่ก็กลับมากับเพื่อน สอบซ่อมครั้งที่ 2 ข้อสอบ 3ข้อให้เวลา 3ชั่วโมง แล้วผลสอบก็ออกมาเหมือนเดิมหมด ทุกอย่าง ซึ่งครั้งนี้มีเวลาได้เตรียมตัว 2 อาทิตย์ หลวงพี่ก็นั่งดูตำรา ศึกษาทำความเข้าใจแล้วก็ไปสอบ ทั้งหมด 60 กว่าคน ปรากฏว่า ตกเรียบไม่ผ่านแม้แต่คนเดียว
ครั้งที่ 3 อาจารยํให้สอบอีก ข้อสอบข้อเดิมให้เวลา 3 ชั่วโมง คราวนี้กลับมาดูตำราอย่างเต็มที่ แล้วก็เข้าไปสอบ พอออกมาหลวงพี่ ว่าหลวงพึ่ทำได้บอกกับตัวเองว่าสอบครั้งนี้พอแล้ว ถ้าอาจารย์ให้ก็จบ เพื่อนทุกคนก็เหลือวิชานี้วิชาเดียว อยู่ที่อาจารย์จิตแล้วว่าจะให้จบหรือ ไม่ให้จบ
อาจารย์เรียกหลวงพี่เข้าไปพบ อ่านกำลังภายในไปซดน้ำชาไป อย่างอารมณ์ดีแล้วพูดขึ้นว่า “ได้ข่าวว่าเธอจะบวชหรือ ถ้าเธอบวชไม่สึก จะให้จบ” อาจารย์ท่านพูดแหย่หลวงพี่เล่นๆ เพราะรู้ว่าหลวงพี่มาทาง นี้
แล้วแต่อาจารย์นะครับ เพราะว่าถ้าให้ผมจบก็จบ ถ้าไม่ให้จบ ก็ไม่จบ แต่ผมไม่มาสอบซ่อมอีกแล้วครับ ผมทำเต็มที่ของผมแล้ว” อาจารย์หัวเราะ แล้วก็ให้จบ
สอบซ่อมครั้งนี้ส่วนใหญ่ผ่านหมด มีบางคนที่ไม่มีสิทธิ์จบ ก็ต้อง ลงเรียนวิชานี้ซ้ำ
หลวงพี่ต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์ท่านมากที่ขับเคี่ยวอย่างหนัก ทำให้หลวงพี่ได้ความรู้มาดีไซน์ออกแบบ แล้ววิชานี้หลวงพี่นำมา ใช้ในตอนที่สร้างโบสถ์ เต็นท์ยักษ์ สะพาน และอื่นๆ อีกมาก
. . . . . . . . . .
ใช้ความรู้เต็มที่ 800%
หลวงพี่จำพรรษาแรกที่วัดปากน้ำช่วงเวลานั้นเป็นช่วงซึมซับวัฒนธรรม และเรียนรู้ที่วัดปากน้ำ วัดของพระอุปัชฌาย์ เรียนกับคุณยายที่บ้าน ธรรมประสิทธิ์ อยู่เรื่อยมาจนปี พ.ศ. 2517 ออกพรรษาแล้วถึงได้มา อยู่วัด ตอนนั้นวัดยังเป็นศูนย์พุทธจักรปฏิปัติธรรม แล้วก็อยู่ยาวจนถึง ปัจจุบัน
โยมแม่มาปลูกกระต๊อบอยู่ที่วัดใกล้ๆ หลวงพี่ในปี พ.ศ. 2520 เมี่อโยมแม่มาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้อยู่กับโยมพ่อเลยตลอด 22 ปี โยมพ่อจะ คอยส่งเงินมาให้ หลวงพี่ก็เอาเงินโยมพ่อมาสร้างที่พักให้โยมแม่
โยมพ่อเริ่มภูมิใจในตัวพระลูกชายมากขึ้นเรื่อยๆ จากโยมแม่ จากโยมพี่สาว โยมน้องสาว ทุกคนก็จะมาเยี่ยมหรือมาเจอ หลวงพี่ได้ พิสูจน์ให้โยมพ่อเห็นว่า บวชเป็นพระไม่ใช่เช้าเอน เพลนอน พระท่าน มีภารกิจมาก จนแทบไม่มีเวลาได้พักเลย
และจากที่เคยมองกันว่า ที่จบปริญญาตรีมา จบวิศวะฯ แล้วมาอยู่วัด ความรู้ที่เล่าเรียนมาเสียเปล่า ก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่อย่างที่มองกัน ทุกสิ่งที่เรียนมาได้เอามาใช้ในงานพระศาสนา มากกว่าเพื่อนที่จบมา ด้วยกันเสียอีก
ตอนกำลังสร้างโบสถ์เพื่อนที่จบวิศวะฯด้วยกันได้มาเยี่ยมหลวงพี่ หลวงพี่ถามเพื่อนอย่างจริงใจว่าได้ใช้วิชาที่เรียนมาสักกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อนเขาอยู่ที่กองวิชาการออกแบบบอกว่าประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนที่ดูโปรเจกต์จริงๆ ก็ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ บางคนใช้แค่ 20 หรือ 30 เปอร์เซ็นต์ก็มากแล้ว แต่หลวงพี่มานั่งนับดู จากที่เรียนมา หลวงพี่ได้ใช้อย่างเต็มที่ถึง 800 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่ใช่แค่ 60 เปอร์เซ็นต์ ที่เรียนมาหลวงพี่เอามาประยุกต์ใช้หมด และวิชาอะไรที่ครูไม่ได้สอน หลวงพี่ต้องมาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา
. . . . . . . . . .