บทเรียนพิเศษ (ถ้ำผาเงา)

วันที่ 02 ธค. พ.ศ.2568

2-12-68_b57%282%29.jpg

 

ในช่วงปี พ.ศ. 2529-2530 มีโยมผู้หลักผู้ใหญ่มาขอให้หลวงพ่อช่วยส่งพระไปดูแลปกครองวัดพระธาตุผาเงา ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ห่างจากอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มาประมาณ 6 กม. ห่างจากสามเหลี่ยมทองคำที่มีชื่อเสียงว่า "เหนือสุดในสยาม" 11 กม.

 

 

            ทางโยมบอกว่า พระวัดพระธรรมกายมีการจัดระบบระเบียบที่ดีมาก อยากจะให้ไปช่วยกันดูแลสร้างวัดที่นั่น เจ้าอาวาสองค์ก่อนที่ประจำอยู่ที่นั่นได้ลาสิกขาไป ส่วนองค์ที่อยู่ปัจจุบันหูของท่านก็ไม่ดีเป็นหูน้ำหนวก เรื่องนี้สำหรับหลวงพ่อเองท่านไม่ได้ให้ความสนใจมากนักเพราะภารกิจในวัดก็เยอะมาก และตอนนั้นพระในวัดก็ยังมีน้อย

 

 

              ทางคณะของโยมมากราบขอหลวงพ่ออยู่หลายรอบ รวมระยะเวลาแล้วประมาณร่วมสองปี แม้แต่พระที่เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงาในตอนนั้นท่านก็มาด้วย มีการนำรูปถ่ายสถานที่ต่างๆ ภายในวัดมาให้ดู พูดขอร้องพร้อมโน้มน้าวจนกระทั่งหลวงพ่อใจอ่อน

 

 

              หลวงพ่อพิจารณาดูแล้วว่าหลวงพี่สีลวัณโณ (พระครูปลัดวันชัยสีลวณโณ) น่าจะปฏิบัติภารกิจนี้ได้ ส่วนทางหลวงพี่สีลวัณโณท่านก็แล้วแต่หลวงพ่อเห็นสมควร หลวงพ่อสั่งให้ไปก็ไป ตอนที่ไปนั้นหลวงพี่สีลวัณโณท่านก็มาดึงให้หลวงพี่ไปด้วย ให้ไปช่วยงานด้านอาคารสถานที่ หลวงพี่ก็ไป

 

 

              หลวงพี่ก็ไปดูแลทำเลย์เอาต์ (Layout) ทำมาสเตอร์แพลน(Master Plan) ทำคอนทัวร์ (วัดระดับความสูงต่ำในพื้นที่) เพราะที่นั่นเป็นเนินเขา ลงตำแหน่งอาคาร ตำแหน่งต้นไม้ที่ใหญ่ๆ ที่สำคัญถนนหนทางลงเอาไว้ในแบบแปลนให้หมดเลย ทำตามหลักวิชา เสร็จแล้วก็วางแผนว่าจะเริ่มทำอะไร ตรงไหน อย่างไร ตรงไหนที่สร้างค้างไว้ก็สร้างให้จบ อะไรที่สร้างไว้แล้วไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ก็จัดการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อจะได้อยู่อย่างสบาย ที่ไหนรกๆ ก็ไปช่วยทำให้สะอาดให้ดูเป็นระบบระเบียบดีขึ้น จะได้น่าอยู่

 

 

              บนยอดเขามีเจดีย์เก่าที่ทางคุณโยมผู้ใหญ่ท่านได้ไปสร้างค้างไว้เขาจะให้เราไปทำต่อ บนยอดเขามีเจดีย์ มองเห็นวิวได้รอบ 360 องศามองข้ามไปถึงฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำโขง เห็นแม่น้ำโขงกำลังสวย ก็คิดวางแผนต่อว่าจะทำอย่างไรต่อไป

 

 

            หลวงพี่สีลวัณโณท่านก็จัดการเกี่ยวกับการปกครองวัด พร้อมกันนั้นก็พาพระที่หูเป็นน้ำหนวกมารักษา พระรูปอื่นที่อยู่ด้วยประมาณ5-6 รูป มีสามเณรด้วย ป่วยเป็นอะไรก็รักษาให้หมด ด้วยจิตเมตตาของหลวงพี่สีลวัณโณ

 

 

            ต่อมาเราพบว่าตู้รับบริจาคที่อยู่ในวัดไม่ได้เป็นของวัดอย่างเดียวซึ่งที่วัดพระธรรมกายของเราไม่เคยมีแบบนี้ เงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์นำเข้ากองกลางหมด เป็นของวัดทั้งหมด ลาภสักการะอะไรที่เกิดขึ้นมาจะต้องนำมาเข้าเป็นกองกลาง ถ้าคณะสงฆ์มีความจำเป็นต้องการใช้ก็สามารถเบิกไปจากส่วนกลางได้เท่าที่จำเป็น เพื่อจะจัดการปกครองวัดพระธาตุผาเงาให้เหมือนกับที่วัดพระธรรมกาย จึงเคลียร์ตู้รับบริจาคส่วนอื่นหมดเหลือไว้แต่ของวัดเพียงอย่างเดียว และที่ว่าจะแบ่งให้กรรมการวัด หรือใครๆ นั้นก็ไม่มี ถือว่าคนที่มาทำบุญที่วัด มาทำบุญเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนา บำรุงวัด บำรุงคณะสงฆ์เพราะฉะนั้นญาติโยมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กรรมการก็ไม่เกี่ยว หลวงพี่สีลวัณโณท่านดำเนินการเคลียร์ออกหมด

 

 

            แต่ว่าตู้รับบริจาคเป็นแหล่งที่มาของรายได้ของบางคน การขัดแย้งกันจึงเริ่มต้นขึ้น หลวงพี่สีลวัณโณท่านก็ไปเคลียร์ออกให้ชัดเจน

 

 

            ปรากฏว่าในปี พ.ศ. 2531 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่วัดใหญ่ของเราถูกผู้เช่านาก่อม็อบเป็นเรื่องราวขึ้นมา ศาสนาอื่นก็พลอยผสมโรงไปด้วยแล้วก็ยังมีที่สนับสนุนอยู่ข้างหลังอีก ซึ่งเราจะยังไม่พูดถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังในตอนนี้ ขณะที่วัดใหญ่ก็ยังมีปัญหาวุ่นวายอยู่ตรงนี้ ที่วัดพระธาตุผาเงาก็เกิดเรื่องเช่นกัน แปลก !! ที่มันเกิดขึ้นวันเดียวกัน เวลาเดียวกันพร้อมๆ กัน

 

 

            ตอนนั้น หลวงพี่สีลวัณโณท่านออกไปปฏิบัติศาสนกิจไม่ได้อยู่ในวัดพระธาตุผาเงา หลวงพี่เดินทางไปถึงวัดพระธาตุผาเงาโดยไม่รู้เรื่องเลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น พอไปถึงแล้วหลวงพี่ก็แปลกใจว่า ทำไมวันนี้บรรยากาศมันแปลกๆ มันเกิดอะไรขึ้น คนเดินพลุกพล่าน แต่ละคนถืออาวุธ มีมีด มีปืน มีพร้า มีไม้ สักพักก็มีอุบาสกของเราที่อยู่นั่นรีบเข้ามาบอกว่า "หลวงพี่รีบออกไปก่อน"

 

 

            "เรื่องอะไรกัน มีเรื่องอะไรหรือ" หลวงพี่ยังถามอย่างงงๆ

 


            "หลวงพี่ออกไปก่อน เพราะตอนนี้ยังไม่สงบ ยังไม่เรียบร้อยหลวงพี่ออกไปก่อนดีกว่าครับเพื่อความปลอดภัย"

 

 

            แล้วหลวงพี่ก็เห็นชาวบ้านเขาฮือกันเข้ามาล้อมรถที่หลวงพี่นั่งอยู่ทำไมต้องมีมีด มีพร้า มีปืนมาด้วย แต่เขาบอกให้ออกจากวัดหลวงพี่ก็ออกมา ทั้งที่ยังงงๆ อยู่

 

 

            สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ หรือว่ามีก็แพงมาก หลวงพี่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์ การติดต่อสื่อสารไม่เหมือนปัจจุบันนี้ซึ่งสะดวกกว่ามาก
ต้องมองย้อนไปในปี พ.ศ. 2531 ยังไม่เจริญขนาดนี้ หลวงพี่ก็ป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ นั้น แล้วก็หาที่โทรศัพท์ โทรมาถามหลวงพ่อทัตตซีโวว่า"จะเอาอย่างไรดี" หลวงพ่อทัตตซีโวก็บอกว่า "ให้อยู่ที่นั่นก่อน คอยประคองสถานการณ์ที่นั่น อย่าเพิ่งไปไหน ให้อยู่ดูรอบๆ นอก"

 

 

            ตอนนั้นมีหมอท่านหนึ่งและผู้ติดตามคุณหมอไปด้วย หลวงพี่ก็เลยปรึกษากับคุณหมอว่า เราจะไปที่ไหนกัน โชคดีที่ว่าคุณหมอท่านเป็นผู้ที่กว้างขวาง มีคนรู้จักเป็นคนไข้ของท่าน และก็มีบริษัทอยู่แถวนี้ด้วย ท่านเลยบอกว่าอย่างนั้นไปพักตรงนี้ก่อนก็แล้วกัน

 

 

            ระหว่างที่พักอยู่บริษัทใกล้ๆ นั้น ทำให้ทราบข่าวว่า ชาวบ้านเขาไม่พอใจ กล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่เราโกหกเขา "ไหนบอกว่าตุ๊ (ภาษาเหนือแปลว่าพระ) สีลวัณโณไม่อยู่ แล้วที่นั่งรถมานั่นไง ไม่ใช่ตุ๊สีลวัณโณหรือ"คนของเราที่อยู่ในวัดก็ชี้แจง "ที่เห็นในรถนั่นไม่ใช่ตุ๊สีลวัณโณ เป็นคนละองค์กัน ไม่ได้โกหก ตุ๊สีลวัณโณไม่อยู่จริงๆ" ชาวบ้านเขาจะให้ตุ๊โณมาคุยคนของเราก็พยายามบอกว่า ที่เห็นในรถนั้นไม่ใช่ ชาวบ้านเขาก็ยังเข้าใจผิดนึกว่าหลวงพี่เป็นตุ๊โณ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่บังเอิญเหลือเกินว่า หลวงพี่กับหลวงพี่สีลวัณโณรูปร่างหน้าตาคล้ายกันมาก มีคนทักผิดอยู่บ่อยๆ

 

 

            ทางด้านหลวงพี่สีลวัณโณก็ได้รับคำเตือนว่าอันตราย ท่านได้รับการขอร้องให้ออกนอกพื้นที่ แต่ตอนที่ท่านออกนอกพื้นที่ หลวงพี่ไม่ทราบ หลวงพี่ทะเล่อทะล่าเข้าไป จะไปดูงานก่อสร้างตามปกติ เพราะถึงเวลานี้ เดือนหนึ่งต้องขึ้นไปสักครั้งไปดูว่าทำงานไปถึงไหนแล้ว ดูแล้วจะเพิ่มเติมอย่างไร หลวงพี่ไปตรวจงานตามปกติ

 

 

            ตอนนั้นเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายมาก แม้เราไปอยู่ข้างนอก แต่ก็อยู่ในสายตาฝ่ายตรงข้ามที่ไม่หวังดีกับเรา เขาดูเราตลอด ขนาดหลวงพี่เข้าที่พักยังเจอเลย มีชายฉกรรจ์มานั่งดายหญ้าทั้งวันที่ศาลาที่ใช้สำหรับรอรถเมล์ เพื่อดูว่าใครเข้าออกบ้าง ซึ่งหลวงพี่เห็นแล้วว่า บรรยากาศแบบนี้ไม่ปกติแล้วล่ะ ชายฉกรรจ์มานั่งดายหญ้าก๊อกแก๊กๆ ไม่ใช่ทำงานแบบมืออาชีพ คนดายหญ้าจริงๆ เขาไม่ทำกันแบบนี้

 

 

             ตอนนั้นเราก็เกิดความระแวงว่ามีคนคอยสะกดรอยเราตลอดเวลาพอมองกระจกหลังเพียงแค่เห็นรถตามมาเท่านั้น เราก็เหยียบหนีกันสุดฤทธิ์สุดเดช คันหลังนั้นก็เหยียบตามเราสุดฤทธิ์สุดเดช ก็ตอนนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีอะไรที่จะติดต่อสื่อสารกันได้เลย และไม่มีใครรู้ด้วยว่าใครเป็นใคร เราก็ไม่รู้ เขาก็ไม่รู้ ขับหนีมาตั้งนานจนกระทั่งในที่สุดไปเจอกัน ปรากฏว่าเป็นลูกหลวงพ่อเหมือนกัน ก็ไม่รู้จะบอกกันอย่างไร นี่ก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกๆ ทำให้รู้เลยว่าเราไม่ได้ถูกฝึกมาทางด้านนี้ พวกเราใสซื่อบริสุทธิ์จริงๆ

 

. . . . . . . . . .

 

ส่วนที่วัดพระธาตุผาเงา พระของเราที่อยู่นั่นท่านก็ถือว่าท่านบริสุทธิ์ท่านก็ไม่หนี หลบเข้าไปอยู่ในวิหาร ชาวบ้านที่เสียผลประโยชน์ก็มาขับไล่ให้พระออกไป

 

 

             พระก็บอกว่า ท่านมาทำความเจริญที่นี่ ตอนท่านมาก็ไม่ได้มาเองมีโยมไปขอร้องให้ท่านมาช่วยพัฒนาวัด ท่านก็มาทำความเจริญให้ทุกคนก็เห็น ฉะนั้นจะมาขับไล่ท่านออกไป ท่านไม่ไป

 

 

             จากนั้น ชาวบ้านก็เผาพริกเผาควันไฟรมวิหาร ไม่ให้พระอยู่ในวิหาร ต้องการจะขับไล่ออกมาให้ได้ เอาก้อนหินปาเข้าไปในวิหาร มีพระบางรูปโดนหินปาถูกศีรษะแตก ในที่สุดทางเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล ตำรวจ นายอำเภอ ก็เข้ามาขอร้องให้พระออกไปจากพื้นที่เพื่อความสงบสุข พระท่านก็ยังยืนกรานเช่นเดิม จนกระทั่งหลวงพี่ต้องถามหลวงพ่อทัตตชีโวว่า "เมื่อเป็นอย่างนี้จะเอาอย่างไรดี" หลวงพ่อท่านบอกว่า "ให้ออกมาก่อนเพื่อความปลอดภัย" ก็เลยออกมาพักอยู่ที่อำเภอแม่แจ่ม แล้วก็ยังไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ

 

 

             เหตุการณ์เกิดขึ้นไวมากโดยที่เราก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เรามีแต่ใจที่ใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราว ไม่มีการระมัดระวังอะไรทั้งสิ้นคิดแต่ว่าเราจะทำอะไรให้พระศาสนาได้ดีที่สุดเท่านั้นเอง ใจคิดอยู่แค่นี้เราไม่รู้ว่ามันมีอะไรอยู่ข้างหลัง

 

 

             โยมที่นั่นที่เขาศรัทธาหลวงพี่สีลวัณโณต่างรู้สึกเสียดายมากที่วัดพระธรรมกาย นำโดยหลวงพี่สีลวัณโณกับคณะสงฆ์ถูกขับไล่ออกมาอย่างไม่เป็นธรรม บอกว่าตอนกลางคืนแถวนั้นมีเสียงเปรตร้องโหยหวนกันมาตลอดเลย เสียงแบบนี้ชาวบ้านไม่เคยได้ยินมาก่อน แล้วจากนั้นเราก็ไม่ค่อยได้ฟังข่าว ลืมเรื่องราวทั้งหมดนั้นไปเลย นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่วัดพระธาตุผาเงา

 

. . . . . . . . . .

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ถ้ำผาเงานี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันเดียวกับที่มีการทุบพระประธานในลานธรรมที่วัดพระธรรมกายของเรา

 

 

             เมื่อก่อนลานธรรมที่ใช้ที่ประกอบพิธีเวียนเทียนในวันมาฆบูชาอยู่ตรงตำแหน่งสภาธรรมกายสากลในปัจจุบันนี้ มีพระพุทธรูปสีขาวสวยมากตั้งตระหง่านใต้ซุ้มโค้งที่เป็นรัศมีคนที่มาทุบทำลายได้ต้องไม่ใช่ชาวพุทธ เพราะการทำลายพระพุทธรูปนี่บาปหนัก คนพุทธจะไม่ทำ

 

 

             เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อต้องการที่จะทำลายชื่อเสียงหลวงพ่อทำลายชื่อเสียงวัดพระธรรมกาย เพื่อสกัดไม่ให้วัดพระธรรมกายมีการเผยแผ่ธรรมะอย่างเข้มแข็งเท่านั้น นี่คือระลอกที่สองที่เจอมา

 

 

            ระลอกแรกนั้นเจออีกหมู่คณะหนึ่ง คือ คณะผู้ที่ก่อตั้งมอบที่ดินให้สร้างศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมถูกคนยุยงให้ไปเชิญพระเกจิรูปหนึ่งซึ่งเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตอนนั้นปี พ.ศ. 2517 เดือนเมษายน หลวงพี่เองไม่รู้เรื่องเลย เพราะอยู่ธุดงค์ที่เมืองกาญจน์กับหลวงพ่อธัมมชโย แต่ทางวัดวุ่นเลย จนเรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า 'ศึกชิงศูนย์'

 

 

            ตอนนั้นที่ถนนหน้าเต็นท์หนึ่งข้างโบสถ์ เวลาจะข้ามไปที่อาคารประชาสัมพันธ์หินอ่อนปัจจุบันต้องข้ามคลอง (ปัจจุบันคลองคือบริเวณถนนข้างอาคารประชาสัมพันธ์หินอ่อน ตรงประตู 2) เมื่อก่อนยังเป็นคลองที่ทะลุถึงกัน แล้วก็มีสะพานไม้อยู่ หลวงพี่ฐิตสุทโธท่านเป็นนาวิกโยธินเก่า ท่านดำน้ำลงไปตัดสะพาน เพื่อไม่ให้เขาเอากำลังเข้ามาในวัด ใครจะเข้ามาต้องเดินเข้ามา เอารถเข้ามาไม่ได้ ท่านดำน้ำลงไปแล้วใช้เลื่อยตัด ภารกิจนี้ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะเราทำสะพานให้รถขนดินรถแทรกเตอร์ วิ่งไปวิ่งมาได้ ดังนั้นสะพานต้องแข็งแรงมาก นี่เราต้องมาทำลายสิ่งที่ตัวเราเองสร้างขึ้น แต่สรุปแล้วเราก็ผ่านพ้นเหตุการณ์นี้มาได้ด้วยบุญ เพราะมีคุณยาย มีหลวงพ่ออยู่ในบุญตลอด

 

 

                 พอมาถึงเหตุการณ์ระลอกที่ 2 ก็ปี พ.ศ. 2531 กรณีมีคนมาทุบพระพุทธรูปและกรณีชาวนา

 


            มาเจอระลอกที่ 3 ก็ปี พ.ศ. 2541 ที่หลวงพ่อโดนโจมตีออกข่าวทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ต่อเนื่องยาวนานปีกว่าๆ จนต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น นอกจากเหนื่อยแล้วยังเสียเวลาชีวิต เสียเวลาในการทำงานเผยแผ่ ต้องมานั่งรบกันเอง ไม่คุ้มเลย ประเทศชาติขาดโอกาสที่จะได้อะไรดีๆ จากหลวงพ่อเพราะว่าสิ่งที่พวกเราหมู่คณะทำขึ้นมา ไม่ใช่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีหลวงปู่ ไม่มีคุณยาย ไม่มีหลวงพ่อ ก็ไม่มีหมู่คณะพวกเราหรอก

 

 

            ครูบาอาจารย์ของเราท่านเกิดขึ้นมาเป็นเพชรน้ำงามของวงการพระพุทธศาสนา ของประเทศชาติ และของชาวโลกก็ว่าได้ ความหวาดระแวง อิจฉาริษยา หรือความอะไรก็แล้วแต่ มันทำให้ทั้งประเทศชาติชาวไทย ชาวพุทธ ชาวโลก ขาดโอกาสดีๆ ไปมาก ทั้งหมดนี้ก็เป็นบทเรียนพิเศษที่ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

. . . . . . . . . .

 

**บทความ แนะนำ/เกี่ยวข้อง

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00034051736195882 Mins