มองเป็นบุญ
หลวงพี่ต้องคุมคนงาน ดูแลคนงาน ต้องเทศน์ให้กำลังใจ การเทศน์ให้กำลังใจ ยกใจผู้อื่นนั้น เป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน แต่เราก็ต้องทำ
จะทำอย่างไรเราต้องเริ่มคิด เราพูดกับตัวเราเองอย่างไร เราสอนตัวเราเองอย่างไร เราก็นำไปสอนเขาอย่างนั้น ถ้าเรายังไม่ได้สอนตัวเอง เราก็ไม่ต้องไปสอนคนอื่นเขา
ถามตัวเองว่า ทำไมเราทุ่มเททำงานให้พระศาสนา ทำให้กับวัดขนาดนี้ แล้วเราก็ตอบตัวเองว่า เราอยากได้บุญ เรามองทุกอย่างที่ทำเป็น 'บุญ' เราไม่ได้มองว่าเป็น 'งาน'
ฉะนั้นคนที่มาทำงานร่วมทีมกับเรา ไม่ว่าจะเป็นช่างไม้ ช่างปูน ช่างเหล็ก ช่างสี หรือคนงานก็ตาม เราก็อยากให้เขาได้บุญ ถ้าเขาได้บุญแล้วเขาจะได้ไม่ลำบาก จิตก็จะได้ประณีต จะได้คุยกันรู้เรื่อง และจะได้ทำงานละเอียดถูกใจเรา เราจะได้ไม่ต้องปากเปียกปากแฉะ
เราอยากจะให้เขาเห็นว่า ค่าแรงที่ทางวัดมอบให้นั้น เป็นเครื่องเลี้ยงตัวเขา เลี้ยงครอบครัวเขาในปัจจุบันเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่จะให้เขาได้ติดตัวไปคือ 'บุญ' ซึ่งจะติดตัวข้ามภพข้ามชาติไป พอเข้าใจอย่างนี้แล้ว เราจะคุยเป็นภาษาเดียวกัน ในสมัยก่อนโอทีหรือเงินค่าล่วงเวลาไม่ต้องพูดเลย ทุกคนลุยงานกันทั้งวันทั้งคืนโดยไม่รับเงินค่าล่วงเวลา
. . . . . . . . . .
ช่างเหล็กทีมงานสร้างเต็นท์ เวลาทำงานกลางคืน เขาจะเปลี่ยนผลัดกัน คืนนี้คนนี้มาทำ คืนนี้ไม่มาเขาไปซักผ้า ขอพักคืนหนึ่ง คนอื่นก็มาแทน แต่คนที่เป็นหลักคือหลวงพี่ และหลวงพี่มหาชิโต เขาเห็นหลวงพี่ยืนคุม แบบนี้ทั้งคืน ตี 1 ตี 2 ก็คงเห็นอาการหลวงพี่เพลียโหลเหลๆ เขาก็บอกว่า
"หลวงพี่ไปจำวัดเถอะ"
หลวงพี่ก็บอกว่า "ไม่เป็นไร หลวงพี่จะอยู่เป็นเพื่อนพวกเรา"
"หลวงพี่ไม่ต้องห่วง หลวงพี่พักเถอะ เดี๋ยวงานก็เสร็จ"
"หลวงพี่เป็นห่วงว่างานจะเสร็จไม่ทัน"
"ถ้าไม่เสร็จผมไม่เลิก"
คนของหลวงพี่เป็นแบบนี้
ตอนเช้าหลวงพี่ฉันเช้าเสร็จ เช็คอะไรเสร็จ ตอน 8 โมงเช้า มาดูว่าเขาทำงานเสร็จไหม เห็นเขานอนกันกับพื้น พอไปดูงาน ปรากฏว่างานเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาถึงนอนพักกัน
ถามว่าหลวงพี่จะไปหาทรัพยากรบุคคลแบบนี้ได้ที่ไหน ถ้าเราไม่ได้สร้างเขาขึ้นมา ถ้าไม่ได้ชี้ถึงบุญ เดี๋ยวนี้หาไม่ได้ โอทียังไม่ยอมทำเลย เงินซื้อไม่ได้ มีแต่ศรัทธาเท่านั้นเอง
สิ่งที่จะเป็นมรดกของโลกหรือว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในอดีตหลายๆ แห่งเขาสร้างด้วยใจ ไม่ได้สร้างด้วยเงิน
. . . . . . . . . .
สิ่งที่เรามี
สมัยก่อนงานบางอย่างเราไม่เคยทำ ไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีเงินทุนหนา ไม่มีกำลังคนมาช่วย ไม่มีเวลามากนัก เรียกว่าเราแทบจะไม่มีอะไรเลย
แต่สิ่งที่เรามีอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากก็คือ 'ใจ'
ใจคนเรานั้นสั่งให้ทำอะไรก็ทำได้ ไม่มีอะไรจะขวางใจได้
กำลังใจ คือ สิ่งสำคัญที่สุดที่เรามี และเมื่อมีกำลังใจแล้ว ไม่ว่างานนั้นจะยากแค่ไหน เราก็สามารถที่จะทำให้สำเร็จได้ แต่ถ้าเราไม่มี
กำลังใจเลย แม้งานง่ายๆ ก็ยากที่จะทำให้สำเร็จ
. . . . . . . . . .
เรื่องง่ายทำให้ยาก
หลวงพ่อทัตตชีโวท่านจะทำเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ อธิบายธรรมะเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ส่วนหลวงพี่ถนัดทำเรื่องสิ่งก่อสร้างที่ง่ายๆ ให้กลายเป็นเรื่องยาก หลวงพี่จะใส่รายละเอียดลงไป ใส่ไปจนกระทั่งกลายเป็นเรื่องยาก
เมื่อก่อนที่หลวงพี่สร้างกุฏิสามเณร 5 หลังแรก มุงจากง่ายจะตายไป แค่เอาเสามาตั้ง ไปซื้อจากที่จะมุงหลังคามา แม้ไม่ได้เรียนวิศวะ ความรู้แค่ ป.4 ก็สามารถทำได้ แต่หลวงพี่มักจะทำเรื่องง่ายๆ ให้กลายเป็นเรื่องยาก
. . . . . . . . . .
เริ่มตั้งแต่ 'เสา' ซึ่งเป็นส่วนที่สัมผัสกับดิน ถ้าเป็นชาวบ้านสร้าง เขาก็จะปักเสาลงไปในดิน แล้วเอาดินกลบก็จบ ลดขั้นตอนเสียเวลา และลดเรื่องค่าใช้จ่าย แต่หลวงพี่จะขุดลงไปในดินก่อน ทำตอม่อหล่อเป็นปูนให้พ้นดินขึ้นมาสัก 1 ฟุต แล้วถึงค่อยขึ้นเสา ซึ่งทำแบบนี้จะทนทาน แม้โดนน้ำฝน เจอน้ำท่วม เจออะไรต่ออะไรก็ไม่กลัว
เสาที่เอามาใช้ หลวงพี่จะนำไปแช่น้ำยากันมอด กันปลวกก่อน แช่ไว้ล่วงหน้าเลย 3 วัน ส่วนไม้ไผ่ที่จะขึ้นเป็นโครง หลวงพี่จะไปหาไม้ไผ่เก่าๆ จะไม่ใช้ไม้ไผ่สดๆ แต่ถ้าเป็นไม้ไผ่สด หลวงพี่จะผึ่งให้แห้งก่อน แล้วค่อยนำไปแช่ในบ่อน้ำยาไม่ให้มอดกิน ถ้ามีเวลาจะแช่น้ำทิ้งไว้เลยสัก 2 อาทิตย์จนเน่า พอดึงขึ้นมากลิ่นจะเหม็นมาก แต่แบบนี้มอดไม่กิน ล้างเมือกออก อย่าไปผึ่งแดด ให้เอามาผึ่งลมให้แห้งแล้วถึงเอามาใช้งาน
จากที่จะมาใช้มุงหลังคา หลวงพี่จะไปหาจากที่ดีที่สุด ที่จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร อาชีพหลักของที่นั่นคืออาชีพทำนา พอเขาว่างจากนา เขาจะเอาใบจากมาทำเป็นตับๆ เขาทำกันปีละครั้ง ดังนั้นใบจากของที่นั่นจะแก่ มอดปลวกจะไม่กิน อีกทั้งไม้ทับเขาก็ใช้ก้านจากไม่ได้ใช้ไม้ไผ่ ราคาจากแบบนี้อาจจะแพงกว่าทั่วไปนิดหน่อย แต่ใช้งานได้ยาวนานกว่ามาก คิดแล้วคุ้ม พอได้จากมาแล้ว หลวงพี่ก็เอามาแช่น้ำยา แช่แล้วเอาหินทับเอาไว้ ทิ้งไว้เลย 2-3 วัน จนมันอิ่มตัว พอถึงเวลาก็นำไปมุงหลังคา
พื้นดินหลวงพี่ไม่ได้เทปูน หลวงพี่ปรับดินให้เรียบเสมอกันก่อน แล้วเอาน้ำพรม เอาน้ำเกลือราด ทุบดินรอบกุฏิให้แน่น เอากำมะถันมาป่นแล้วนำมาโรยให้รอบเพื่อกันมด กันปลวก กันมอด
หลวงพี่ทำแบบนี้ที่พักโยมแม่และกุฏิสามเณรในยุคแรกๆ รุ่นนั้นสามารถอยู่ได้ถึง 5-6 ปีทีเดียว ที่บอกว่าหลวงพี่ทำเรื่องง่ายๆ ให้ยากเป็นอย่างนี้
การทำเรื่องง่ายๆ ให้ยากนั้น สิ่งที่เราได้คือ ทำให้เรารู้จักใช้ปัญญา รู้จักนำเอาศิลปะเข้าไปใช้ในทุกสิ่งที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มองข้ามว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยหรือต่ำต้อย
เมื่อใดก็ตามที่เราใช้ปัญญา ใช้ศิลปะเข้าไปเกี่ยวข้อง สิ่งนั้นจะยิ่งใหญ่เสมอ
. . . . . . . . . .
ทำให้ดีให้ติดตัวไปให้ได้
เมื่องานเร่งมากเข้า หลวงพี่ตัดสินใจลุยงานให้จบไปก่อน แล้วจากนั้นค่อยมาเก็บความเรียบร้อยสมบูรณ์ตามหลัง ถ้าหากว่าเก็บรายละเอียดไปพร้อมกัน งานจะเสร็จไม่ทัน
บางอย่างถ้าโดยภาพรวมในความรับผิดชอบเราทำได้ 85-90 เปอร์เซ็นต์ หลวงพี่ก็พอใจแล้ว แต่ถ้าหากมีเวลาหลวงพี่จะทำให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าได้ไม่ถึง 100 ก็เอาให้ได้สัก 99.99 เปอร์เซ็นต์
แต่ในการลุยให้จบไปก่อนนั้น หลวงพี่ก็ต้องพิจารณาแล้วว่า ไม่ทำลายความประณีต ความดั้งเดิมที่เราสั่งสมมาในอดีต แต่ถ้าหากว่าเราทำงานชุ่ยในตอนนี้แล้วจะไปทำลายงานที่ดีของเราในอนาคต รวมถึงไปทำลายสิ่งดีงามในภพชาติก่อนๆ ที่เราทำผ่านมาอย่างดีแล้วอีกด้วย ที่สำคัญมันก็จะกลายเป็นผังการทำงานชุ่ยของเราต่อไปในอนาคต
บางสิ่งเราอาจต้องยอมเสียแต่สิ่งหนึ่งที่หลวงพี่จะไม่ยอมเสียเลย ก็คือ จะไม่ยอมให้ตัวเราเองเสียนิสัย เพราะการเสียนิสัยเป็นสิ่งที่ร้ายแรงที่สุด จะติดตัวข้ามภพข้ามชาติไป
เสียสตางค์ก็หมดไปแค่ชาตินี้
เสียทรัพย์ก็เสียไปแค่ชาตินี้
. . . . . . . . . .
สอนตัวเอง
เรื่องการสอนตัวเองให้ได้นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ หลวงพี่นั่งนึกถึงสมัยที่หลวงพี่ยังอยู่วัดปากน้ำ แล้วย้ายมาอยู่ศูนย์พุทธจักรฯ นึกเปรียบเทียบมาตลอด
สมัยเริ่มสร้างศูนย์พุทธจักรฯ ตอนนั้นความเป็นอยู่ลำบากกว่าปัจจุบันมาก อย่าว่าแต่น้ำขวดสำหรับดื่มเลย น้ำฝนที่เก็บไว้เป็นน้ำดื่ม แค่หมดฤดูกาลเราก็ต้องเอาน้ำคลองมาแกว่งสารส้ม แล้วต้มเป็นน้ำดื่ม เรื่องแบบนี้คนรุ่นปัจจุบันไม่รู้จัก
. . . . . . . . . .
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อทัตตชีโวเคยถามหลวงพี่ว่า "ท่านมีคำแนะนำเรื่องรสชาติอาหารที่ทางโรงครัวทำมาอย่างไรบ้างไหม"
"หลวงพ่อถามผมเรื่องอาหารหรือครับ หลวงพ่อดูหุ่นผมก็คงรู้ว่า พอผมเจออาหารอะไรก็ตาม ทุกอย่างอร่อยหมด"
หลังจากนั้นหลวงพ่อท่านก็เลยเลิกถามหลวงพี่
พอผ่านโลกมามาก เราก็จะเข้าใจตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน เมื่อปรับรสชาติไม่ได้ เราก็ควรหันมาปรับลิ้นของตัวเอง ปัจจุบันนี้อาหารที่วัดพระธรรมกายนี้ดีแล้ว
. . . . . . . . . .
ปัจจุบันนี้เจ้าหน้าที่ในองค์กรมีรถใช้ทำงานคนละคัน มอเตอร์ไซค์บ้าง จักรยานบ้าง ถามว่าเวลาที่มีโอกาสเดินบนถนน มีใครเคยนึกถึงไหมว่า เดินแล้วโคลนมันติดเท้าหนึบๆ จะก้าวแต่ละก้าวเหมือนมีอะไรดูดอยู่กับเท้า ถามว่า 4,000 กว่าคนในวัดมีใครเคยเจอไหม
ทุกวันหลวงพี่เดินถนนบ่อยๆ ก็นึกถึงว่าไม่มีดินติดรองเท้าเราแล้ว ไม่ต้องลากรองเท้าติดดิน ไม่ต้องหิ้วรองเท้าแล้วก็เดินแหยะๆ ไป เพราะดินเปียกฝน ตอนนี้ฝนตกเราก็ไม่กลัวแล้ว
ถ้านึกถึงลานธรรม มหาธรรมกายเจดีย์ ที่เมื่อก่อนยังไม่เทปูนเราต้องลุยย่ำโคลนกันไป แต่เดี๋ยวนี้เดินบนถนนลานคอนกรีตสบายๆ เราเดินทางมาไกลจนกระทั่งเราลืมหันไปมองย้อนหลัง
ถ้าเราหันมองย้อนหลัง แล้วสอนตัวเอง สอนคนที่เดินตามมาข้างหลัง เมื่อเขามาบ่นเรื่องนั้นบ่นเรื่องนี้ให้หลวงพี่ฟัง หลวงพี่ก็ต้องเล่าตำนานในยุคบุกเบิกให้ฟัง กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้สัก 40-50 ปีที่แล้ว มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นนะ ถามว่าถ้าเราย้อนไปอยู่ในยุคนั้น เราจะอยู่ได้ไหม ทั้งเรื่องอาหารการกิน เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องพบปะผู้คน
หลวงพี่ว่าเราจำอดีตได้ทุกคน แต่ว่าไม่เอามาคิด หลวงพ่อท่านสรุปเลยว่าต้องนั่งสมาธิ แล้วจะทำให้เราสอนตัวเองได้
คำว่า "สอนตัวเอง" เป็นคำที่สำคัญ คุณยายบอกว่า ถ้าเราสอนตัวเองได้ เราก็สอนคนทั้งโลกได้ ถ้าเราสอนคนทั้งโลกแต่เราสอนตัวเองไม่ได้ เราไปสอนใครไม่ได้หรอก ท่านจึงอธิษฐานอยู่เสมอว่า "ภพชาติต่อไป ขอให้ยายมีบุญมากพอที่จะสอนตัวเองได้"
เราจะสอนตัวเองได้ต้องนั่งสมาธิให้มีมุมคิดขึ้นมา จับที่แง่มุมว่า เราจะคิดกับเรื่องนี้อย่างไร เรามีน้ำอยู่แก้วหนึ่ง กินเข้าไปแล้วเหลือครึ่งแก้ว ถ้าคิดแบบลบคือ เราจะอยู่ได้อย่างไรเมื่อเหลือน้ำแค่ครึ่งแก้ว ถ้าคิดแบบบวกคือ เราสามารถอยู่ต่อไปได้สบายมาก เพราะยังมีน้ำเหลืออยู่ตั้งครึ่งแก้ว
. . . . . . . . . .
ตอนที่เราปวดฟันเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดในโลก พอเรารักษาหายแล้ว เราก็ลืมเรื่องปวดฟัน กินอะไรก็อร่อยหมด กินอะไรได้จนพุงกาง ลืมไปเลยว่าเราเคยปวดฟันแทบเป็นแทบตาย
เช่นกันคนเรามักจะลืมนึกถึงอดีต ไม่นำเอาอดีตมาทบทวนเพื่อที่จะไว้สอนตัวเอง
. . . . . . . . . .
การติดต่อเจรจา
หลวงพี่ไม่ใช่นักธุรกิจ แต่คิดว่าจะติดต่อธุรกิจอย่างไรให้เราได้สิ่งที่ดีที่สุด เพราะส่วนใหญ่เขามองว่าวัดเราก็คงเหมือนวัดทั่วๆ ไป ที่ก่อสร้างไปแล้ว ยังไม่จ่ายเงิน รอไว้ทอดกฐินได้เงินแล้วค่อยเอามาจ่าย ถ้าหากทอดกฐินแล้วไม่ได้เงินมา ทางวัดไม่มีเงินจ่าย เขาก็ไม่รู้ว่าจะฟ้องร้องวัดอย่างไร เมื่อมองเช่นนี้ส่วนใหญ่จึงไม่อยากทำธุรกิจกับวัด ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะทำให้เขาเกิดความเชื่อถือในวัดของเรา
การรับผิดชอบหน้าที่ของหลวงพี่ เริ่มตั้งแต่การต่อรองกับบริษัทยักษ์ใหญ่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาแล้ว อย่างเช่นพื้นสำเร็จรูปชั้น 2 ของสภาธรรมกายสากล เราคำนวณไว้แล้ว 170,000 ตารางเมตร จากนั้นก็ติดต่อไปทางบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งช่วยทำ เพราะเห็นคุณภาพงานที่เขาทำแล้วได้มาตรฐานตามที่เราต้องการ เขาคิดเราตารางเมตรละ 400 กว่าบาท โดยเขาจะส่งให้เราได้เดือนหนึ่งประมาณ 3,000 กว่าตารางเมตร ซึ่งเราบอกว่าพื้นที่ใช้งานของเรามีตั้งแสนกว่าตารางเมตร ผลิตให้เราได้แต่ละเดือนแค่นี้ อีกกี่ปีกว่างานจะจบ การเจรจาต่อรองจึงเกิดขึ้น คุณช่วยผลิตให้เรามากกว่านี้หน่อยได้ไหม เขาบอกว่าไม่ได้ เพราะว่าเขาต้องรักษาฐานของลูกค้า เขาต้องทำงานส่งลูกค้ารายอื่นด้วย ถ้าเขาส่งให้วัดพระธรรมกายมากกว่านี้ ลูกค้าที่เขามีอยู่จะตำหนิได้ นั่นก็หมายความว่าเขาไม่ได้เห็นเราอยู่ในสายตา
หลวงพี่จึงเปลี่ยนวิธีต่อรอง ช่วยลดราคาให้เราได้ไหม เขาบอกว่า ลดไม่ได้ ต้องราคานี้เท่านั้น แล้วก่อนที่เราจะได้ของ ต้องนำเงินไปจ่ายล่วงหน้าก่อน แล้วเขาจึงส่งของมาให้ หลวงพี่เลยเจรจาขอให้ช่วยส่งของมาก่อนแล้วเราจะจ่ายเงินให้ได้ไหม เขาก็บอกไม่ได้ ต้องจ่ายเงินให้เขาก่อน เพราะเป็นระเบียบทางบริษัทเขา การเจรจากับบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้เป็นอันว่าต้องยุติการติดต่อไป
จากนั้น หลวงพี่ลองติดต่อบริษัทอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีญาติสาธุชนของเราทำงานในบริษัท ให้เขาช่วยติดต่อประสานงาน ทำให้เราได้ของในราคาที่ถูกกว่าเจ้าแรก และยังสามารถส่งของมาให้เราได้อย่างเต็มที่ ทำให้งานของเราดำเนินคืบหน้าต่อมาเรื่อยๆ
ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2541-2542 เศรษฐกิจของประเทศเกิดภาวะฟองสบู่แตก บริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าแรกที่เรายุติการติดต่อไปนั้น ติดต่อกลับมาหาเราเพื่อของานทำ โดยบอกว่าตอนนี้เขาพอจะผลิตของส่งให้วัดพระธรรมกายได้แล้ว เราก็บอกเขาไปว่าเราได้บริษัทผลิตให้แล้ว เขาก็อ้อนวอนขอแบ่งงานให้เขาบ้าง ส่วนเรื่องราคาบริษัทอื่นให้ราคาเท่าไรเขาก็ให้ราคาเท่ากัน เรื่องการจ่ายเงินก็ส่งของมาก่อนแล้วค่อยจ่ายเงินก็ได้ และจะให้เขาส่งของให้เดือนละเท่าไรเขาก็ทำให้ได้หมด เราเลยถามกลับไปว่า แล้วลูกค้าอื่นของคุณจะไม่เสียหายหรือ เขาบอกว่าเขาไม่ค่อยอยากส่งของให้ลูกค้าอื่นแล้ว เพราะส่งไปแล้วเขาเก็บเงินไม่ได้
. . . . . . . . . .
เรื่องฉนวนไฟเบอร์กลาสที่เราต้องนำมาใช้งาน ในท้องตลาดมีสินค้านี้อยู่ 2 ราย การเจรจาเกิดขึ้นทีละเจ้า หลวงพี่ติดต่อเชิญทางบริษัทยักษ์ใหญ่มาคุยก่อน บริษัทเขาว่าอย่างไร ให้ราคาเท่าไร จากนั้นก็เชิญอีกเจ้าหนึ่งมาคุย พอเราได้ข้อมูลจากทั้งสองที่แล้ว ปรากฏว่าเจ้าที่สองได้ราคาถูกกว่า เมื่อเราแจ้งให้ทางบริษัทยักษ์ใหญ่ทราบว่าอีกที่หนึ่งให้ราคาถูกกว่า เขาบอกว่าขอไปถามทางหัวหน้าก่อน
ปริมาณสินค้าที่เราต้องใช้งานขนาดแสนตารางเมตรแบบนี้ ถ้าเขาปล่อยให้หลุดมือไป เขาจะต้องถูกหัวหน้าเล่นงานแน่เลย แล้วทางบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ตอบกลับมาว่า เขาลดราคาลงมาให้เราได้ แต่ยังมีเรื่องของเงื่อนไขการจ่ายเงินที่ยังไม่จบ ต้องเจรจากันต่อ เขาบอกว่าเราต้องจ่ายเงินให้เขาก่อนแล้วเขาถึงจะทำออร์เดอร์ (Order) ไปสั่งของออกมาแล้วจึงค่อยส่งของมาให้เรา เพราะระเบียบบริษัทเขาต้องทำแบบนี้
การจ่ายเงินในจำนวนที่มาก ๆ ไปก่อนโดยที่เรายังไม่ได้รับของนั้น เป็นเรื่องที่ทางเราเสียเปรียบ หลวงพี่จึงแจ้งกลับไปว่า เงื่อนไขของทางวัดพระธรรมกายมีอยู่ว่า คุณต้องส่งของมาก่อน เมื่อของมาถึงไซต์งานแล้วเราถึงจะจ่ายเงิน และเงินที่เราจ่ายเป็นเงินสด
เขาบอกกลับมาว่า บริษัทของเขาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ไม่เคยโกงใคร หลวงพี่ก็บอกว่า อาตมาก็เคยได้ยิน อาตมาก็เชื่อมั่นว่าบริษัทเขามีความน่าเชื่อถือ แต่วัดพระธรรมกายก็ไม่เคยเสียชื่อเสียงเรื่องการจ่ายเงินเลย ทางคุณลองไปประชุมปรึกษาหารือกัน
จากนั้น เขาได้กลับไปคุยกับเจ้านาย แล้วก็ตอบกลับมาว่าตกลง เขายอมที่จะส่งของมาให้ก่อน สรุปว่าการเจรจาต่อรองครั้งนี้มีผลให้เขายอมปรับระเบียบเดิมที่ตั้งไว้ ทางเราก็ไม่เสียเปรียบทั้งด้านเงื่อนไขการจ่ายเงิน ทั้งด้านราคา ทั้งด้านคุณภาพของสินค้า
การติดต่อเจรจาต้องมีข้อมูลว่า ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร เราต้องอ่านให้ขาด อ่านให้ทะลุ เพื่อรักษาประโยชน์ให้พระพุทธศาสนาไม่ให้ถูกใครเอาเปรียบ
. . . . . . . . . .
เค้นศักยภาพ
กล้องวัดระดับ กล้องวางแนว คืออุปกรณ์จำเป็นและสำคัญที่เราต้อง ใช้ในการทำงานก่อสร้าง
สมัยก่อนหลวงพี่ต้องไปขอยืมกล้องจากที่ต่างๆ มาใช้ แล้วแต่ว่าที่ไหนเขาจะมียังว่างให้ยืม ถ้าอาทิตย์ไหนนักศึกษาวิศวะเขาฝึกงาน เราก็ยืมไม่ได้
กล้องที่หลวงพี่ยืมมามักจะผ่านมือนักศึกษามามากจึงมาในสภาพที่เละและช้ำ หลวงพี่ต้องเอามาซ่อมและปรับใหม่ ทำกล้องให้แม่นยำและเที่ยงตรงเป๊ะๆ ปรับแต่งเสียจนหลวงพี่สามารถปรับกล้องได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการปรับกล้องนี้อาจารย์ไม่ได้สอน หลวงพี่ต้องมาค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติม ว่ากล้องมันมีหลักการทำงานอย่างไร
การที่เราต้องไปขอยืมเขาเรื่อยๆ ก็เพราะเราไม่มีเงินซื้อ หลวงพ่อให้นโยบายมาว่าให้ขอรับบริจาค เพราะกล้องสมัยนั้นตัวหนึ่งราคาเป็นแสน ถ้าขอบริจาคไม่ได้ก็ให้ขอยืมมาใช้ ถ้าขอยืมไม่ได้ก็ให้ขอเช่า และถ้าขอเช่าไม่ได้ถึงให้ขอซื้อ ต้องพิจารณาไปทีละขั้นตอนก่อน ซึ่งสมัยแรกๆ นั้นเราไม่มีเงิน จำเป็นต้องขอยืมอย่างเดียวเท่านั้น
ความไม่มีเงิน ไม่มีกำลังคน บีบเค้นให้เราแข็งแกร่ง ทำให้เราแน่นจากที่ทำไม่เป็นทำให้เราต้องเป็น จากที่ไม่รู้ทำให้เราต้องรู้ และรู้อย่างผิวเผินไม่ได้ ต้องรู้ลึก รู้ละเอียด
เมื่อหลวงพี่ส่งกล้องกลับคืนไปให้ที่คณะวิศวะฯ ทุกคนจะแฮปปี้กันมาก เพราะพอหลวงพี่ยืมมา หลวงพี่ต้องนำมาปรับตั้งใหม่ ดูว่ากล้องนี้ผิดพลาดไปเท่าไร แล้วปรับให้ตรงเป๊ะ ตั้งระดับทั้งกล้องให้ใหม่หมดเลย
การก่อสร้างรุ่นหลังๆ มานี้ หลวงพี่จะช่วยจัดหาเครื่องมือต่างๆ ให้เพราะหลวงพี่เคยลำบากมาก่อน เคยขาดแคลนมาก่อน กว่าจะได้กล้องมาเป็นของเราเองโดยที่ไม่ต้องยืมใครนั้นเป็นเรื่องที่ลำบากมาก ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเลยต้องหาเครื่องมือให้เขาใช้
. . . . . . . . . .
ตอนที่หลวงพี่ได้กล้องตัวแรกมา หลวงพี่เอาไปไว้ในกุฏิ เอามานอนกอด เอามานั่งเช็ด เพราะกว่าเราจะได้มายากลำบากจริงๆ แต่รุ่นหลังๆ ไม่ค่อยเห็นคุณค่า อาจจะเพราะว่าได้มาง่าย การใช้เครื่องไม้เครื่องมือจึงไม่ค่อยทะนุถนอมกันเลย
สมัยก่อนรถแทรกเตอร์ต้องไปขอยืมเขา เช่น ของทางราชการ ศูนย์วิจัย ศูนย์เครื่องจักรกลของทางเกษตร ของทางบริษัทก็เคยไปขอยืม ของทางทหารก็ไปยืมมา รถแทรกเตอร์พวกนี้เมื่อหน่วยงานเขาเอาไปลุยงานเสร็จ พอมีปัญหาเขาก็ส่งโรงซ่อม พอซ่อมเสร็จจะต้องมีการนำไปทดสอบก่อน ช่วงที่มีการทดสอบนี้เราก็ขอยืมมาทดลองใช้ในงานของเราก่อน จะชักชวนให้เขามาทดสอบในพื้นที่ของเรา โดยเราขอออกค่าน้ำมันให้
สมัยก่อนยากลำบากมากกว่าจะได้รถแต่ละคันมาทำงาน ต้องไปอ้อนวอนเขา ต้องไปขอยืมเขาตลอด ตอนหลังพอเริ่มลุยพื้นที่ 2,000 ไร่ หลวงพ่อถึงยอมให้ซื้อรถแทรกเตอร์ ยอมให้ซื้อรถดั๊มพ์ (Dump) มาทำงาน หลวงพี่ดีใจมาก ได้แทรกเตอร์มาแล้ว ได้แบ็คโฮมาแล้ว ได้สิบล้อมาแล้ว เราไม่ต้องเที่ยวไปขอยืมใครอีก หน้างานก็ไม่ต้องไปรอเวลาขอยืมรถมาใช้ เราสามารถลุยงานได้ต่อเนื่องเลย แต่รุ่นหลังๆ มา แม้มีรถแทรกเตอร์มีอะไรให้พร้อมสรรพแล้ว เมื่อทำงานกลับมีเสียงบ่น
ความยากลำบาก ความไม่มี ความไม่สมบูรณ์พร้อมอะไรสักอย่างอุปสรรคต่างๆ ไม่เคยทำให้เราท้อ แต่กลับทำให้เรามัน เรามันเพราะทำให้เราได้ใช้ศักยภาพของเราอย่างเต็มที่
ถ้าไม่มีหลวงพ่อ หลวงพี่ก็คงมาไม่ถึงขนาดนี้ ศักยภาพต่างๆ จะไม่ถูกเค้นออกมา
. . . . . . . . . .
ความลำบากสร้างคน
เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2522 ปูนซีเมนต์ขาดตลาด อย่างปูนตราช้างแม้มีเงินไปซื้อเขาก็ไม่รับ เพราะยังไม่มีของให้ เขาเปิดให้จอง ใครจะได้ปูนตราช้าง ปูนตราเสือ (ของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย) ต้องใช้เส้นสาย เหตุการณ์นี้ทำให้มีการเปิดทางให้เอาปูนจากจีนแดง จากอินโดนีเซีย เข้ามาในประเทศไทย
ตอนนั้นหลวงพี่จำได้ว่าปูนที่นำเข้ามาเป็นปูนตราดอกจิก บรรทุกมาเป็นลำเรือ ซึ่งปูนของเขาส่วนผสมไม่เหมือนปูนตราช้าง คุณภาพต่างไปจากที่เราเคยใช้ สีปูนคล้ำกว่า ออกดำหน่อยๆ มองดูแล้วไม่สวย แล้วเวลาที่คนงานไปแบกปูนมา เนื้อตัวจะคันไปหมด
ตอนนั้นเรากำลังสร้างโบสถ์เราทำงานด้วยความตั้งใจและทำด้วยความประณีต ทำให้เราอยากได้ปูนตราช้าง ก็เลยไม่ใช้ปูนตราดอกจิก ซึ่งมีคนถวายมา 1 คันรถสิบล้อ จึงตัดสินใจนำปูนตราดอกจิกนี้ไปเทถนนที่ธุดงค์ล้านนา ซึ่งตอนนั้นหลวงพี่สุนทร หลวงพี่จรินทร์ หลวงพี่วันชัย ยังอยู่ช่วยงานที่ธุดงค์ล้านนา รถขนปูนไปถึงตอนกลางคืน การขนถ่ายปูนลงจากรถก็ต้องแบกกันทั้งคืน เอาผ้าสบงมาผูกหัวแล้วก็แบก ช่วยกันแบกจนไหล่ลู่ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปแล้วย้อนกลับมาทบทวน ต่างก็ภาคภูมิและประทับใจไม่มีวันลืม
. . . . . . . . . .
อะไรก็ตามถ้าหากมันยากๆ หรือมันลำบากๆ อย่าไปกลัว ให้วิ่งเข้าใส่ ทุกครั้งที่หลวงพ่อท่านใช้งาน ไม่ว่ายากขนาดไหนก็ตาม ให้เราทำให้เต็มที่ ให้ทำแบบเอาชีวิตวางเป็นเดิมพันไปเลย แล้วจะมีเรื่องราวแห่งความประทับใจตอบแทนกลับคืนมาให้กับเรา
คนที่หลวงพ่อใช้งานโปรเจกต์ใหญ่ๆ เขามักจะลุยงานกันชนิดหามรุ่งหามค่ำ ทุ่มเทชีวิตจิตใจกันเต็มที่ เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว เขาจะมีเรื่องราวความประทับใจมาเล่าให้พวกเราฟังอยู่เรื่อยๆ เราฟังแล้วก็พลอยชื่นใจกับเขา เพราะการเล่าของเขาไม่ต้องมีสคริปต์ เขาพูดออกมาจากใจ พูดแบบซื่อๆ แบบไม่ต้องเตรียมบท ไม่ต้องเล่นคำไม่ต้องอะไร น่าฟังทุกประโยค ที่เป็นเช่นนี้เพราะนั่นคือชีวิตจิตใจที่เขาทุ่มเททำงานชิ้นนั้นขึ้นมา
ตัวอย่างผู้ที่ทุ่มเทแบบนี้ในหมู่คณะของพวกเรามีเยอะมากทุกคน ทุกรูปเคยผ่านความกดดันนี้มา วัดของเราเรียกว่าทำงานแบบต้องทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจเป็นเดิมพัน และทำงานสำเร็จมาเยอะมากแล้ว เพราะที่ผ่านมาเรากำลังทุนเราก็มีจำกัด กำลังคนก็มีจำกัด เวลาก็มีจำกัด จำกัดทุกอย่าง
การสร้างศูนย์โตเกียวเป็นตัวอย่างหนึ่ง การเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นสมัยนั้นไม่มีอะไรให้ นอกจากตั๋วเครื่องบินไปใบเดียว ส่งหลวงพี่ฐานวุฑโฒไปอยู่ที่โน่น อยู่กับครอบครัวของพระญี่ปุ่น ภาษาก็ไม่ค่อยคล่อง วัฒนธรรมประเพณีก็ต่างจากเรา จนกระทั่งท่านสามารถบุกเบิกญี่ปุ่นตั้งศูนย์โตเกียวได้ และสามารถขยายศูนย์ได้อีกหลายสาขา ลองให้ท่านเล่าความประทับใจล้วนแต่น่าฟังทุกเรื่อง หรือหลวงพี่สมเกียรติ วรยโส ที่อยู่ศูนย์สิงคโปร์ ท่านก็ได้บุกเบิก ลองให้ท่านเล่าให้ฟัง แต่ละรูปจะมีความประทับใจ มีแง่มุมของตัวเองที่ผ่านความยากลำบากมาด้วยกันแล้วทั้งนั้น ล้วนแต่น่าประทับใจและน่าเอาเป็นตัวอย่าง
เมื่อเราสร้างบารมีมาถึงจุดนี้ หลวงพี่อยากบอกว่า ความลำบากนั้นสร้างคน ความสบายทำให้คนประมาท และความสบายก็มักทำลายคนในที่สุด
. . . . . . . . . .
วันนี้เราทำงานกันสบาย
ปัจจุบันในองค์กรของเราการทำงานมีระบบที่ชัดเจนรองรับแต่เมื่อหน่วยงานนี้ จุดนี้ กำลังขาดคน ต้องการขอกำลังคนให้ไปช่วย เมื่อแจ้งให้ไปช่วยบางครั้งเรากลับได้รับการปฏิเสธ ด้วยเหตุผลว่า "ผมไม่ชอบ ผมไม่ถนัด"
กรณีเช่นนี้ถ้าเป็นรุ่นบุกเบิก เราไม่มีสิทธิ์ใช้คำพูดว่า "ผมไม่ชอบ" "ผมไม่ถนัด" "ผมเบื่อ" เหล่านี้ได้เลย เมื่อครูบาอาจารย์เรียกใช้ เรามีแต่ "ครับ" อย่างเดียว แต่เพราะเหตุใดถึงมีคำพูดเหล่านี้กับหมู่คณะได้ ทำไมถึงเลือกอะไรต่อมิอะไรได้มากขนาดนี้ เพราะความสบายใช่ไหม?
ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร พูดถึงเรื่องนี้กันหลายครั้ง จนมีข้อเสนอว่า ก่อนที่ใครก็ตามจะขึ้นมาทำงานในระดับสูง อยากจะให้ไปฝึกอยู่ในสาขาแต่ละจังหวัดเสียก่อน อย่างเช่น ก่อนที่จะขึ้นไปเป็นผู้อำนวยการสำนัก อยากให้ไปบริหารธุดงค์จังหวัดนั้น ไปบริหารศูนย์กัลยาณมิตรจังหวัดนี้ ไปดูแลกัลยาณมิตรในจังหวัดนี้ ดูงานเผยแผ่จังหวัดต่างๆ ก่อน เพื่อประเมินความสามารถก่อนมารับงานบริหารส่วนกลาง
การที่ได้ออกไปฝึกทำหน้าที่จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของงานทั้งหมด จะมองเห็นว่าการเป็นเจ้าอาวาสที่ต้องรับผิดชอบทุกเรื่องนั้นไม่ง่าย เป็นภาระหน้าที่ที่หนักมาก คำว่าสมภารนั้นหมายถึง ผู้แบกรับสัมภาระ เพราะฉะนั้นหน้าที่ความรับผิดชอบจึงเป็นอย่างนี้ แล้วจะเข้าใจหลวงพ่อ การหาปัจจัยมาทำนุบำรุง มาทำงานพระศาสนานั้นยาก เพราะเราไม่ได้ทำการค้า ไม่ได้ทำธุรกิจ เราเป็นองค์กรที่ไม่ได้แสวงหากำไร องค์กรของเราอยู่ได้ด้วยศรัทธา แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะปลูกศรัทธาคนให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้นทุกคนจึงต้องช่วยกันปลูกศรัทธา และนี่คือที่มาของทรัพยากร
ญาติโยมที่เข้ามาที่วัดนั้นไม่ใช่เขาบังเอิญมา ไม่ใช่จับพลัดจับผลูหลงทางมา แต่ละคนเขาตั้งใจมา เดินทางมาจากที่ไกลๆ จากต่างจังหวัดจากต่างประเทศ บางคนมาจากกรุงเทพฯ กว่าจะฝ่าการจราจรมาได้ลำบากมาก พอมาถึงวัดแล้วเราต้องมาช่วยกันประคองศรัทธาของเขา ถ้าเราพูดแบบนี้ ทำกิริยาแบบนี้ เราต้องคิดแล้วว่ากำลังทำให้ศรัทธาของญาติโยมเพิ่มมากขึ้นหรือว่าทำให้ลดถอยลง ถ้าทำให้ลดถอยลง นั่นก็แสดงว่าเรากำลังทำลายวัดพระธรรมกาย กำลังทำลายองค์กรของเราเอง
ถ้าได้ไปเป็นหัวหน้าศูนย์สาขา หัวหน้าศูนย์กัลยาณมิตร หัวหน้าธุดงค์แล้วจะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างดีว่า ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่นั้น จะต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง จะได้มีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้ปฏิบัติงานมากขึ้น ไม่ใช่ว่าจะยึดตามตัวหนังสือเป็นหลักอย่างเดียว ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่าง
เมื่อไปเป็นหัวหน้าจะรู้ว่า เจ้าอาวาสหรือหัวหน้าศูนย์รับภาระขนาดไหน จะแบมือขอใครไม่มี ต้องหาเอาเอง หาอย่างไร ก็ต้องไปเอาใจใส่ศรัทธาญาติโยม ต้องไปคิดวิธีว่าจะทำอย่างไรถึงจะเลี้ยงองค์กรให้อยู่ได้ ทำศูนย์สาขานั้นได้ ทำธุดงค์นั้นได้ ผู้ที่ผ่านงานเหล่านี้มาแล้วถึงค่อยมานั่งเป็นผู้บริหารที่วัดพระธรรมกาย
เมื่อหลวงพ่อมีโครงการบวชพระ 100,000 รูป บวชอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน 1 ล้านคนทั่วประเทศขึ้นมา เราทุกคนต้องกระจายลงไปในพื้นที่ทั้งหมด ชอบหรือไม่ชอบ เคยทำหรือไม่เคย เหน็ดเหนื่อยแค่ไหนเราก็ต้องลงไปช่วยในพื้นที่ทั้งหมด แต่ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยากลำบากมากนัก เพราะหลวงพ่อมีปัจจัยจากส่วนกลางให้ไป มีกำลังคนให้ไป มีเทคโนโลยี มีสื่อธรรมะที่จะใช้ในการอบรมให้ ซึ่งสมัยแรกๆ ไม่มีให้แบบนี้ ให้ไปแต่ตัวเปล่าๆ ทุกคนต้องสร้างขึ้นมาจากตัวเปล่าๆ ทั้งนั้น เมื่อถึงเวลาเทศน์ต้องนั่งเทศน์เอง ถึงเวลาปฏิบัติธรรมต้องนำปฏิบัติธรรมเอง นำสวดมนต์ทำวัตร... ต้องนำสวดเป็น บทนำกล่าปล่อยสัตว์ ปล่อยปลาก็ต้องกล่าวได้ แต่ปัจจุบันนี้ พอถึงเวลา 9 โมงครึ่งวันอาทิตย์ หลวงพ่อหรือพระอาจารย์ท่านลงนำนั่งสมาธิ ส่วนใน DMC หลวงพ่อก็เมตตาลงเทศน์สอน หรือไม่ก็เปิดแผ่นซีดี เป็นเรื่องที่สบาย แต่หลวงพี่อยากจะบอกว่า ความลำบากนั้นมันช่วยสร้างคน
. . . . . . . . . .
เพชรกับถ่าน
สมัยก่อนตอนที่หลวงพ่อให้ช่วยกันกระจายศูนย์กัลยาณมิตรไปทั่วทั้งประเทศ ให้หลวงพี่ดูแลภาคเหนือ หลวงพ่อสั่งมาให้ทำแค่คำเดียว เราก็ต้องทำตลอดชีวิต
การออกไปทำหน้าที่ตอนนั้นไม่มีอุปกรณ์อะไร หลวงพี่ไปบอกบุญญาติโยมช่วยหารถเพื่อเดินทางไป บางครั้งนั่งรถไฟ นั่งรถเมล์ไป นั่งรถไปแต่ละครั้ง เนื้อตัวยอกไปหมด แต่ความลำบากนั้นมันสร้างคน
ไปถึงที่หมายแล้วก็นึกว่า วันนี้เราจะเทศน์เรื่องอะไรให้ญาติโยมฟังดี ก็พิจารณาว่าคนสูงอายุเขาต้องการฟังอะไร กลุ่มนี้เป็นเด็กนักเรียนพวกเขาต้องการฟังอะไร ข้าราชการต้องการฟังอะไร เจอผู้ว่าราชการจังหวัด เจอพระผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าคณะจังหวัดเราจะต้องพูดคุยอย่างไร ต้องคิดตลอด
ความลำบากช่วยสร้างเราขึ้นมา ทำให้เราได้ใช้สมอง ได้ออกกำลัง ทำนั่นทำนี่ ถ้าหากว่าเป็นนักสร้างบารมีแล้วเกี่ยงงาน คนประเภทนี้จะเจริญรุ่งเรืองยาก จะไปไม่ได้ไกล เพราะไม่มีแรงบีบคั้นที่จะให้เขาเป็นเพชร เพราะเพชรนั้นคือถ่าน แต่ภายใต้แรงกดดันที่สูง ความร้อนที่สูง บวกกับระยะเวลาที่บ่มนานๆ ถ่านนั้นจะกลายเป็นเพชร
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของหลวงพี่ทำให้มองเห็นว่าคนที่เกี่ยงงาน เช่น ผมไม่ชอบงานนี้ ผมไม่ทำ ผมขอย้าย ผมไม่ถนัด ผมไม่มีเวลา ผมไม่สะดวก ผมติดนั่นติดนี่ สุดท้ายแล้วก็ยังคงเป็นถ่านเช่นเดิม แต่ถ้าใช้แล้วไปทำทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้เลย "ไปทำนี่หน่อยนะ" "ครับ ครับ" พวกที่ครับๆ นี้จะกลายเป็นเพชรได้ นักสร้างบารมีต้องไม่มีข้อแม้และเงื่อนไข
. . . . . . . . . .
ความสามัคคี
รุ่นบุกเบิกนั้นทั้งคุณยายและหลวงพ่อท่านไม่เคยชม เวลาทำงานเสร็จแล้วท่านจะชี้ขุมทรัพย์ให้เราเห็นว่า ตรงจุดนั้นเรายังพลาดอยู่ ตรงจุดนี้ยังผิดอยู่ หรือตรงนั้นเรายังทำไม่สมบูรณ์ เราก็จะรับว่า "ครับ จะแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นอีกครับ" พอท่านชี้แนะมาเราก็ "ครับ! ทราบครับ งานครั้งต่อไปจะไม่เกิดขึ้นอีกครับ" แต่ถ้างานไหนผ่านไปได้โดยไม่ถูกติงมา แค่นี้เราก็ชื่นใจแล้ว แสดงว่างานของเราสมบูรณ์แล้ว เพราะไม่ถูกครูบาอาจารย์ติง ถ้าเมื่อใดที่ไม่โดนติง นั่นก็ถือว่าเป็นคำชมที่สูงสุดสำหรับเราแล้ว
แต่รุ่นหลังกลับไม่ใช่ ขอให้พวกเราอย่าได้เป็นคนที่หิวคำชม หรือชอบเสนอหน้า คนที่เขาทำงานเขาทำเกือบตาย อดหลับอดนอน ตากแดดตากฝน ทุ่มทุนชีวิตของตัวเองลงไป แต่อีกคนหนึ่งกลับไปเสนอหน้า ในขณะที่ตัวเองได้หน้า อีกคนหนึ่งกำลังน้อยใจ อีกกลุ่มหนึ่งหรืออีกคนกำลังน้อยใจ ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ งานต่อไปคนที่ทำงานจะไม่ค่อยอยากทำ หรือทำก็ทำไม่เต็มที่ แล้วงานก็เสีย งานส่วนรวมก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
เรื่องการทำงาน หลวงพ่อบอกว่าให้ทำงานเป็นทีม เป็นหมู่คณะ เวลาที่งานสำเร็จ เราทุกคนสำเร็จด้วยกัน ไม่ใช่งานนี้สำเร็จเพราะฉัน แต่ต้องบอกว่างานนี้สำเร็จเพราะพวกเราทุกคน
คำว่า 'พวกเรา' นี้ เป็นต้นกำเนิดของความสามัคคี เป็นที่มาของความสามัคคี ความรักใคร่สามัคคีกลมเกลียวกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน
. . . . . . . . . .
สิ่งที่หลวงพ่อท่านต้องการมากที่สุด ต้องการมากกว่างานอื่นๆ นั่นก็คือ ความรักความสามัคคีของหมู่คณะ ความสำเร็จของผลงานยังเป็นเรื่องที่รองลงมาด้วยซ้ำ
ถ้าหากว่างานสำเร็จ แต่ว่าพวกเราทั้งหมดต้องตายกันเกลื่อน อย่างนี้หลวงพ่อท่านก็ไม่แฮปปี้ เรื่องนี้หลวงพี่ไม่ได้ถามท่านตรงๆ แต่อ่านจากใจของท่าน แม้งานประสบความสำเร็จ แต่ทุกคนไม่มองหน้ากัน แยกเป็นก๊กเป็นเหล่า ครั้งต่อไปก็จบ ไม่ต้องทำงานกันอีก แต่ถ้าทำงานไปแล้วทุกคนมีความสุขและสนุก มีความสามัคคีเพิ่มมากขึ้น แม้งานครั้งนี้สำเร็จไม่สมบูรณ์นักก็ไม่เป็นไร เรามาแก้ตัวใหม่ในงานหน้า เราทุกคน
มาร่วมมือร่วมใจ เราต้องปิติเบิกบานใจ จะต้องชิตัง เม ด้วยกัน ถ้าเป็นแบบนี้ โอกาสที่จะสำเร็จสมบูรณ์ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างง่ายๆ
. . . . . . . . . .
โปสเตอร์
เวลาเราจัดงานตักบาตร หลวงพี่เห็นเขาทำโปสเตอร์เชิญชวนตักบาตร ติดไปทั่วทั้งเมือง สอบถามว่าค่าโปสเตอร์เท่าไร ได้รับคำตอบว่าเป็นหลักแสน กว่าเราจะหาเงินได้เป็นแสนๆ มันยากมากนะ ใช้แล้วทิ้ง หลวงพี่เห็นแล้วก็คิดว่า หรือยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว เราคงจะเป็นคนโบราณไปแล้ว เดี๋ยวนี้เขาทำกันแบบนี้
โปสเตอร์ที่หลวงพี่ไปจัดงานถวายสังฆทาน 266 วัด ทางภาคใต้ เป็นโปสเตอร์เก่าของเดิมที่เราใช้มาแล้วจากครั้งก่อนๆ นำมาใช้ครั้งนี้ ครั้งที่เท่าไร ถ้าครั้งที่ 54 เลข 5 ยังใช้ได้ เราก็เอาเลข 4 ไปทับเลข 3 เปลี่ยนวัน เปลี่ยนวันที่ แต่ พ.ศ. ยังเหมือนเดิม
โปสเตอร์ที่ว่านี้ใช้มาหลายต่อหลายครั้งแล้วทำประโยชน์ให้อย่างมหาศาล แต่โปสเตอร์ไวนิลตักบาตรใช้แค่วันเดียวทิ้ง คนอื่นเขาเห็นก็มีความรู้สึกว่าใช้เงินฟุ่มเฟือย ตรงนี้คืออันตรายขององค์กร อันตรายของหมู่คณะ อันตรายของวัด ถ้าใช้กันแบบนี้ ต้องฟังคุณยายท่านพูด "เราใช้เงินบนหัวคนอื่นนะ"
. . . . . . . . . .
การสร้างคน
แม้หลวงพี่จะสร้างสิ่งก่อสร้างอะไรต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่หลวงพี่เน้นย้ำก็คือ การสร้างคน
การสร้างคนจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย และการสร้างคนให้เห็นผล เป็นคนมีคุณภาพเลยนั้น วัดกันยาก กำหนดได้ยาก ทรัพยากรบุคคลต้องทะนุถนอมมากที่สุด คนนี่เองที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเคลื่อนไหว มีชีวิตชีวา และทำสิ่งที่เป็นสุดยอดของมนุษย์ให้เกิดขึ้นได้
การนำคนที่เราสร้างให้มารวมทำงานเป็นทีมได้นั้นเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราจะทำงานใหญ่เราต้องระดมคนมาก่อน แล้วทุนถึงจะตามมา พอได้ทุนมาก็เสริมการระดมคน และเสริมการระดมธรรม หมุนเวียนกันไป ทั้งนี้ทั้งนั้นทรัพยากรบุคคลนั้นสำคัญ
เห็นหลวงพ่อท่านสร้างคนมาแล้ว มันนึกถึงคำพูดของคนโบราณที่ว่า 'ภายใต้ธงชัยของขุนพล ไม่มีทหารเลว' หมายความว่าคนๆ นั้นไม่ว่าจะเป็นใคร อย่างไรก็ตาม เมื่อมาอยู่สร้างบารมีกับหลวงพ่อ และคุณยายแล้ว คนๆ นั้นจะถูกฝึกถูกปั้นให้มีคุณค่า มีศักยภาพสูงขึ้นมาทันทีเลย
ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นได้กับผู้นำทุกคน บางคนดีๆ มาก่อน พอเอามาอยู่กับผู้นำบางคนเละเทะ เสียคนก็มี แต่คนที่ไม่มีฝีมือ ไม่มีความสามารถพิเศษอะไรมาเลย เมื่อมาอยู่กับหลวงพ่อ ท่านสามารถทำให้เขาเปล่งประกาย ฉายศักยภาพในตัวของเขาออกมาได้ นี่เป็นเรื่องที่สุดยอด ที่เราควรนำท่านมาเป็นตัวอย่าง
คนที่เราดูแลอยู่ ต้องทำศักยภาพเขาให้เกิดขึ้นมา ให้เขาได้ใช้ศักยภาพในตัวเขาตามความถนัด ตามนิสัยของเขา ให้เปล่งประกายออกมา
คนทุกคนจะมีจุดเด่นจุดด้อยอยู่ในตัว เอาจุดเด่นเขาขึ้นมา ชูขึ้นมา ปรับได้ก็ปรับ แก้ได้ก็แก้ แต่ต้องชูจุดเด่นไว้ และในที่สุดจุดเด่นมีมากก็จะข่มจุดด้อยลงจนเบาบางไปเอง
ดังนั้น ถ้าหากว่าในทีมงานของเรา มีใครที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดดี และกำลังมีไฟในการทำงาน ถ้าอยู่ในทิศทางที่เราส่งเสริมได้ เขาต้องการเครื่องมือ ต้องการเงินทุน เราจัดให้พอเหมาะพอสม ส่งเสริมเขา อย่าไปขวางเขา ถ้าเขามีความคิด มีพลัง เราควรรีบส่งเสริมสนับสนุนไปเลย เพราะหลังจากนั้น ถ้าเขาจะดาวน์ เขาดาวน์ของเขาเอง แต่ถ้าตอนเขาดาวน์แล้วเราจะยกเขาขึ้นมา ตอนนั้นเราจะต้องออกแรงเหนื่อยมาก
. . . . . . . . . .
เราต้องช่วยกัน
ไม่ว่าใครก็ตามที่จะมานั่งเป็นคณะกรรมการบริหารวัด หลวงพี่อยากให้ไปเป็นเจ้าอาวาสสาขาในประเทศหรือต่างประเทศก็ได้ อย่างน้อย 1 เทอม แล้วค่อยกลับมานั่งเป็นคณะกรรมการบริหารเพื่อให้ได้รู้จักคุณค่าของปัจจัย รู้จักต้อนรับญาติโยม รู้จักการให้ธรรมะ รู้จักการปลูกศรัทธา ให้รู้จักสิ่งเหล่านี้ก่อนแล้วค่อยมานั่งเป็นคณะกรรมการบริหาร
เมื่ออยู่ใต้บารมีของหลวงพ่อ จะทำโครงการอะไรแต่ละอย่างก็ได้งบประมาณไปทำ แต่ถ้าหากไม่ได้ก็ทำไม่ได้และไม่ทำ อยากให้ลองไปเป็นเจ้าอาวาสสักระยะหนึ่ง ลองไปเป็นประธานศูนย์สาขาสักสาขาหนึ่ง แล้วจะรู้ว่าเวลาหาปัจจัยเราต้องช่วยกันต้อนรับญาติโยม สาธุชนเขาตั้งใจมาถึงที่นี่แล้ว ถ้าเขายังไม่มีศรัทธาต้องช่วยกันปลูกศรัทธาให้เกิด ถ้าเขามีศรัทธาอยู่แล้ว ต้องทำศรัทธาของเขาให้เพิ่มขึ้น ถึงจะถูกต้อง นี่คือหน้าที่ของพุทธบุตร หน้าที่ของพระ แล้วไม่เฉพาะคนใดคนหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทั้งพระ อุบาสก อุบาสิกาและเจ้าหน้าที่
พนักงานทุกคนต้องทำหน้าที่นี้ด้วย ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของหลวงพ่อเพียงลำพังรูปเดียว
. . . . . . . . . .
สมัยก่อนเราเริ่มสร้างวัด ตอนนั้นเป็นศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม อยู่ไกลปืนเที่ยงมากๆ กว่าจะมาถึงที่นี่ได้ต้องอุตสาหะจริงๆ คุณยายท่านเลยวางกฎให้ว่า พระของเราไม่ต้องไปบิณฑบาต คุณยายท่านจะเลี้ยงพระเอง เพราะพระวัดเรามีน้อย แต่โดยรอบนี้มีวัดเยอะ ทางเหนือก็มีวัด ทางใต้ก็มีวัด เราไม่ต้องไปแย่งศรัทธาของญาติโยมที่อยู่แถวนี้
ถ้าใครอยากจะฟังธรรมให้มาที่วัด ถ้าเขามาวัดแสดงว่าใจเขาพร้อมที่จะมารับธรรมะ เทศน์ให้เขาฟังสิ ถ้าหากว่าเขานิมนต์เราไป แล้วเราก็ออกไปเทศน์ เราอาจได้รับคำชื่นชมว่าเทศน์เก่ง เทศน์ดี แต่คนที่ตั้งใจฟังก็มี คนไม่ตั้งใจก็มี แต่คนตั้งใจมีไม่มาก คนไม่ตั้งใจมีมากกว่า ถ้าเราออกไปก็เสียเที่ยว เสียเวลา
แล้วที่สำคัญที่สุดคือ คนที่เขามีศรัทธาเรา เขาอุตส่าห์นำอาหาร นำอะไรต่อมิอะไรมาถวายเพลเรา เขาเดินทางมาไกล กว่าจะมาถึงศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม เมื่อเขามาแล้วไม่เจอพระ ก็เป็นการทำลายศรัทธา เสียกำลังใจมาก คุณยายเน้นเรื่องนี้มาก ฉะนั้นพระวัดเราในรุ่นแรกๆ จะไม่รับนิมนต์ ทุกรูปต้องช่วยกันต้อนรับญาติโยมที่มาวัด
. . . . . . . . . .
รับแขก
หลวงพี่ต้องคุมคนงาน แล้วก็ต้องรับแขก แต่ไม่มีอัธยาศัยในการรับแขกที่ทำได้เพราะคิดอยู่อย่างเดียวว่าการที่เขามาศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม มาวัดของเรา ซึ่งมันไกลมาก คนที่เขามาได้ เขาต้องมีความคาดหวัง ถ้ามาแล้วไม่เจอใคร เขาจะผิดหวัง เพราะฉะนั้นถ้าหากมาแล้ว ส่วนใหญ่จะเจอหลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อทัตตชีโว แต่ถ้าไม่เจอหลวงพ่อ แล้วไม่มีใครอยู่หลวงพี่ต้องออกมารับ บางทีเหงื่อเปียกโชกทั้งตัวก็ออกมารับ
สมัยหนึ่งอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ มา หลวงพี่ก็มารับ คิดอย่างเดียวว่าอย่าให้ท่านผิดหวังกลับไป การที่คนตั้งใจมาแล้วผิดหวังกลับไปถือว่าเป็นการทำลายศรัทธาของญาติโยมอย่างยิ่ง และนี่คืออันตรายของพระศาสนา
. . . . . . . . . .
วัดคือบ้านของเรา
หลวงพี่เคยบอกกับอุบาสก อุบาสิกา แม้กับคนงานว่า ให้เราทำความรู้สึกว่า เราเป็นเจ้าของวัดไม่ใช่ผู้อาศัยวัด
ความรู้สึกของความเป็นเจ้าของวัดต้องมาก่อน แล้วอย่างอื่นค่อยคุยกัน ถ้ามาอาศัยวัดสักพัก แล้วพอมีช่องทางอะไรดีๆ ก็พร้อมจะจากไป ถ้าคิดแบบนี้ก็เป็นเพียงแค่ใครคนหนึ่งซึ่งมาอาศัยวัดเท่านั้นเอง
แต่หากมีความรู้สึกว่า ฉันจะปักหลักที่นี่ สู้ที่นี่ โตที่นี่ ตายที่นี่ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นเจ้าของวัด
เราอยู่ – อยู่ด้วยกัน
เราดี – ดีด้วยกัน
เราสุข – สุขด้วยกัน
เราเหนื่อย – เหนื่อยด้วยกัน
เวลาชนะ – เราก็ชนะด้วยกัน
. . . . . . . . . .
เรือนไม้ตาล
เรือนไม้ตาลที่อยู่ในบริเวณสโตร์หน้าวัดนี้แปรรูปมาจากขยะ หลวงพี่ชอบคำพูดหนึ่งของหลวงพ่อที่ว่า "ไม่มีขยะในโลก" คำพูดนี้ถ้าเรามาแปลความให้ลึกแล้วอยู่ที่เราจะเอาสิ่งที่ใครมองว่าเป็นขยะไปใช้ทำอะไรเพื่อให้เกิดประโยชน์ขึ้นมาได้เท่านั้นเอง
ตอนนั้นหลวงพ่อท่านจะให้อยู่ธุดงค์ 1 แสนคน ปี พ.ศ. 2529 ตอนนั้นเราจัดงานราชบูชาแล้วธุดงค์ปีใหม่ด้วยสถานที่จัดงานอยู่บริเวณหอฉันในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อก่อนเป็นลานโล่ง
ทำเลที่ใช้ปักกลดอยู่ที่อาศรมอุบาสิกาในปัจจุบัน มีร่องน้ำเพื่อระบายน้ำฝน เราต้องสร้างสะพานให้สาธุชนเดินข้ามไปมาได้เป็นโจทย์ที่หลวงพี่ต้องคิดเพราะในเมื่อเวลาก็มีจำกัด เงินทุนก็มีจำกัด กำลังคนที่จะช่วยสร้างก็มีจำกัด เราจะทำอย่างไร
การสร้างสะพานทั่วๆ ไปต้องใช้งบประมาณที่สูง หลวงพี่นึกถึงตอนที่มาเข้าอบรมธรรมทายาทปีแรก หลวงพี่เดินข้ามสะพานไม้ไผ่แล้วตกน้ำ หลวงพี่เลยมีแนวความคิดที่จะทำสะพานลักษณะนี้ แต่ต้องให้ปลอดภัย ไม่ให้มีใครเดินข้ามแล้วต้องตกน้ำ พอได้แนวคิดนี้หลวงพี่เลยชวนพระในทีมงานก่อสร้างเดินทางไปหาชาวบ้านแถวปทุมฯ ไปขอต้นตาลเขา ตาลต้นไหนที่ตายแล้วเขาไม่ได้ใช้หลวงพี่ก็ไปขอเขามา
ชาวบ้านพอเห็นพระไปหาเขาก็ดีใจ พอเขารู้ความต้องการของเราก็ช่วยกันตัดต้นตาลให้ บ้านนี้ให้ต้นหนึ่ง บ้านนี้ให้ 2 ต้น แล้วเขาก็จะบอกต่อๆ กัน งานสร้างสะพานของหลวงพี่ก็คืบหน้าไปเรื่อยๆ
ขณะที่เข้าไปขอต้นตาลกับชาวบ้าน พอถึงเพลที่บ้านไหน ชาวบ้านเขาก็ชวนกันนำอาหารมาเลี้ยงเพล บรรยากาศเหมือนกับการออกเดินธุดงค์
เมื่อได้ต้นตาลมาแล้วก็ขนขึ้นรถสิบล้อ แล้วเอามาวางพาดร่องน้ำ ใช้ไม้หน้าสามตียึดไว้ไม่ให้ต้นกลิ้งไปมา สะพานมีความแข็งแรงมั่นคง เดินข้ามไปมาได้สบายไม่ต้องกลัวตกน้ำ พอสะพานของหลวงพี่เสร็จเรียบร้อย สรุปว่าการสร้างสะพานครั้งนี้ใช้งบถูกมาก ใช้แค่ค่าขนย้ายต้นตาลเท่านั้นเอง
. . . . . . . . . .
เมื่อานธุดงค์ผ่านไปแล้ว มีการปรับเคลียร์พื้นที่จัดงานในทุกจุด เหลือจุดที่เป็นสะพานต้นตาลนี้ที่ต้องเคลียร์ จะปล่อยให้มันผุเปื่อยไปเฉยๆ ก็เสียดาย หลวงพี่ว่ามันน่าจะมีประโยชน์ เพราะ "ไม่มีขยะในโลก" แต่จะเอามาทำอะไรดี
ธรรมชาติของต้นตาลเปลือกมันแข็งแต่ข้างในต้นจะกลวง หลวงพี่ไม่เคยรู้มาก่อนว่า เขาเอามาทำไม้ได้ หลวงพี่เลยอยากทดลองดูว่าจะทำได้ไหม ลองคุยกับทางโรงเลื่อย เขาบอกส่งต้นตาลมาให้เขาได้เลย เขาจะแปรเป็นไม้ให้ แล้วทางโรงเลื่อยก็แปรเป็นไม้ ไส อบ เข้าลิ้นเสร็จเรียบร้อย โดยเขารับบุญทำถวายทั้งหมดไม่คิดค่าใช้จ่าย
เมื่อได้ไม้ตาลมาแล้ว หลวงพี่เลยคิดอยากเอามาทำเป็นอาคารเรือนไม้ตาล โครงอาคารของเรือนหลังนี้ หลวงพี่ก็เอาเศษเหล็กจากโครงเต็นท์เหล็กที่มีอยู่มาต่อๆ กัน จนสร้างสำเร็จออกมาเป็นเรือนไม้ตาลที่ใครมาเห็น ต่างก็ชอบกันหมดทุกคน
จากคำพูดที่ว่า "ไม่มีขยะในโลก" คำๆ นี้ของหลวงพ่อเป็นมรดกที่ยิ่งใหญ่ หลวงพี่ว่าเป็นถ้อยคำเพชรถ้อยคำพลอย เป็นถ้อยคำทองคำ ในโลกเรานี้ไม่มีขยะ เพียงแต่เราจะเอาสิ่งนั้นไปทำอะไร ถ้าเรานำไปใช้ทำประโยชน์ไม่ได้ นั่นหมายถึงเราไม่มีปัญญา ถ้าเราไม่มีปัญญา สิ่งนั้นก็คือ 'ขยะ' แต่ถ้าเรามีปัญญา นำสิ่งนั้นมาใช้ประโยชน์ได้ สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเช่นเดียวกับปัญญาของเรา
. . . . . . . . . .
สตูดิโอ - ปิดฉากการทำงาน
เช้าวันจันทร์หลังจากที่ผมมาถึงสตูดิโอและได้กราบพูดคุยกับหลวงพี่จนกระทั่งใกล้เพล ก็ได้เวลาที่หลวงพี่ท่านจะฉันเพลและปฏิบัติกิจของท่าน ส่วนผมก็ต้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่ของผมต่อ
ก่อนกลับผมก็นึกทบทวนเรื่องราวที่หลวงพี่เล่าให้ฟัง ย้อนช่วงที่หลวงพี่แนะนำให้ผมได้รู้จักสตูดิโอแห่งนี้มากขึ้นกว่าที่ผมเคยรู้จัก
เมื่อเข้าไปดูภายในห้องประชุมงานก่อสร้าง ซึ่งจะมีทีมงานทั้งวิศวกร สถาปนิก ผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านมามาประชุมภายในห้องเป็นประจำอยู่เสมอ ห้องประชุมซึ่งเป็นสถานที่สร้างผลงานฝากไว้ในพระพุทธศาสนามาโดยตลอด น่าประหลาดใจอย่างยิ่งเมื่อทราบในภายหลังว่า ฝาผนังห้องประชุมนี้เป็นส่วนที่กรุขึ้นใหม่และใช้งานมานานนับสิบปี โดยรวมแล้วยังคงดูสวยงามเรียบร้อยดี แต่เมื่อได้ตรวจดูอย่างจะพบว่า ปลวกได้เข้ามาอาศัยอยู่เต็มไปหมด
ไม่น่าเชื่อว่าเสาของสตูดิโอที่ดูแข็งแรงมั่นคงนี้ มองผิวเผินก็คือเสาปูนทั่วไป แต่แท้จริงแล้วภายในคือเสาไม้ต้นสน เป็นเสาไม้ที่ใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นสร้างวัด ซึ่งยังสามารถใช้งานเรื่อยมาได้จนถึงปัจจุบัน
ใครจะคิดว่าขณะที่สตูดิโอแห่งนี้นำเทคโนโลยีที่ล้ำมาใช้ในการก่อสร้างให้กับศูนย์กลางธรรมะแห่งโลก (WDC) แต่ภายในสตูดิโอหลาย ๆ จุด ยังคงใช้ระบบพื้นฐานแบบเดิม ๆ อย่างที่เลือกเปิดโดยไม่ต้องใช้กลอนหรือกุญแจแจ้ง แค่ติดตะปูตัวเล็ก ๆ แล้วพับตะปูให้งอค้ำก็สามารถล็อกบานเปิดได้แล้ว หรือแบบแปลนก่อสร้างที่ยังคงขึงและแขวนติดผนังเช่นเดียวกับสมัยที่เริ่มสร้างโบสถ์

เสาไม้ กระจก วงกบ หน้าต่างของห้องรับแขกและทั้งหมดของสตูดิโอนั้นล้วนเป็นของเหลือมาจากที่อื่น เมื่อรื้อๆ จากตรงจุดโน้นจุดนี้ภายในวัด หลวงพี่ท่านก็นำต่าง ๆ มาปะและปรับประยุกต์ใช้จนกลายเป็นสตูดิโอที่ใช้งานได้อเนกประสงค์และดูดีสวยงาม
หลวงพี่ได้แนะนำจุดต่าง ๆ มาจนถึงเต็นท์ทัคท์ที่เป็นแบบเต็นท์แรกที่ท่านเริ่มออกแบบ ตอนที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าของสตูดิโอ ท่านได้ชี้ให้เห็นเต็นท์โครงถักซึ่งเป็นเต็นท์ที่พัฒนามาจาเต็นท์แบบ ซึ่งตอนนี้ตั้งอยู่ฝากฝั่งด้านหน้าโน้น และจุดสุดท้ายที่หลวงพี่ท่านพาไปรู้จักคือ 'เรือนไม้ตาล'
เรือนไม้ตาล เรือนที่เกิดขึ้นมาจากการะสะพานต้นตาลที่กำลังจะถูกทิ้ง เก็บนำมาสร้างเป็นเรือนหลังย่อมๆ ที่ก่อสร้างอย่างประณีต ลวดลายเส้นสีเหลืองทองที่แทรกในเนื้อสีน้ำตาลเข้มเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของไม้ตาล และเป็นสิ่งแรกที่ใครเห็นก็ต้องสะดุดตา พื้นผิวของไม้ไม่ถูกขัดจนเรียบไร้เสี้ยน เมื่อทาเคลือบเงาเป็นมันก็กลายเป็นของสูงค่าและมีราคา
ภายในเรือนหลังนี้ มีแต่ความเรียบ เกลี้ยง เรียบจนไม่มีอะไรเลยนอกจากสำรับนั่งเท่านั้น ปัจจุบันหลวงพี่ท่านใช้ที่นี่เป็นที่ให้โอวาททีมงานสถาปนิก และทีมวิศวกร เล่าธรรมะเรื่องต่าง ๆ ให้พวกเขาฟัง


บางครั้งใช้เป็นสถานที่มอบของที่ระลึกเพื่อเป็นกำลังใจแด่นักสร้างบารมีที่เกิดในแต่ละเดือน และใช้งานในวาระต่าง ๆ
หลังจากที่ได้รู้จากทุกมุมมองในสตูดิโอมา ผมสามารถสรุปจากสิ่งที่เห็นได้ว่า 'ประหยัดสูง-ประโยชน์สูง'
ประหยัดสูง-ประโยชน์สูงนอกจากจะหมายถึงในเรื่องการก่อสร้าง การนำสิ่งต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์และมีคุณค่าสูงสุดแล้ว ผมยังหมายรวมไปถึงการที่หลวงพี่ได้ปรับแก้ไขอุปสรรคต่าง ๆ บนเส้นทางการสร้างบารมีของท่านให้ประหยัดสูง-ประโยชน์สูง มาโดยตลอดจนท่านครบอายุ 60 ปีอีกด้วย
มีคำพูดหนึ่งที่เปรียบอาชีพการก่อสร้างว่าเป็นอาชีพที่อภัพเหมือนกับ 'นั่งร้าน'
ในช่วงที่มีการก่อสร้างต้องอาศัยนั่งร้านกันสูงขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นนั่งร้านของบ้าน นั่งร้านของตึก หรือนั่งร้านของเจดีย์ ครั้นเมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ก็จำเป็นต้องรื้อถอนนั่งร้านออก เพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว แต่สิ่งที่นั่งร้านและคนทำอาชีพก่อสร้างฝากไว้ คืออาคารบ้านเรือนที่สวยงาม ศาสนสถานที่มั่นคงแข็งแรง เมื่อนั่งร้านของเจดีย์ถูกรื้อถอนออกไป เผยให้เห็นมหาสถูปเจดีย์ที่สง่างาม เป็นที่กราบไหว้ของมนุษย์และเทวดา ชีวิตของคนทำอาชีพก่อสร้างก็เช่นกัน ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของนั่งร้าน บางมุมมองเช่นนี้
แต่นักสร้างบารมีมองต่างออกไป
เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ นั่งร้านถูกรื้อถอนออกเพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์ นักสร้างบารมียังไม่ได้ใช้ประโยชน์ในเวลานั้น และมองต่อไปว่า นี่คือช่วงเวลาที่นั่งร้านจะได้หยุดพัก (ชั่วคราว)ตราบใดที่มนุษย์มีการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ศาสนสถานต่าง ๆ นั่งร้านก็ยังไม่หมดหน้าที ยิ่งถ้าเป็นนั่งร้านของนักสร้างบารมีด้วยแล้ว แม้หมดการก่อสร้างแต่ภารกิจหน้าของนั่งร้านใช้ว่าจะหมดตามไปด้วย
ก่อนที่จะเดินทางกลับผมยังรำลึกถึงสิ่งที่หลวงพี่ได้เล่าให้ฟังในช่วงสุดท้ายว่าภารกิจที่ท่านได้รับมอบหมายมาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อคุณยายและหมู่คณะนั้นก็คือ ก่อสร้าง
เมื่อเริ่มสร้างวัด ตั้งแต่สร้างโบสถ์ แล้วก็สร้างอะไรต่อมามากมายในชีวิตท่านมีอยู่เพียง 2 เรื่องเท่านั้นคือ เรื่องงานก่อสร้าง กับเรื่องงานทำภาวนา
ท่านบอกว่า 'เราแบ่งเวลาให้กับงานก่อสร้าง และแบ่งเวลาให้กับงานภาวนา ซึ่งงานทั้งสองอย่างนี้เราจะต้องทำควบคู่กันไป จะรอให้งานก่อสร้างเสร็จสิ้นเสียก่อนแล้วค่อยมานั่งภาวนานั้น...ไม่ได้! หรือจะเอาแต่นั่งภาวนาโดยไม่สนใจทำงานก่อสร้างเลยก็ไม่ดีอีก'
เหตุผลสำคัญที่ท่านต้องทำทั้ง 2 อย่างควบคู่ไปพร้อมกันก็เพื่อให้จะได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ หากทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่ากับเรายังทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ สิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดคือ เราต้องทำทั้ง 2 อย่างควบคู่ไปพร้อมกัน เพราะงานหยาบ คือการทำที่หมู่คณะมอบหมาย และงานละเอียดทางใจนั้น คือหัวใจหลักในการสร้างบารมีของเรา
การทำทั้ง 2 อย่างควบคู่ไปด้วยกันนี้ แม้เราจะทำได้ไม่สมบูรณ์ที่สุด แต่ก็ก้าวเข้าใกล้เป้าหมายสูงสุดไปเรื่อย ๆ
ชีวิตที่ตรากตรำมามาตลอด ถึงจุดหนึ่งก็ต้องแบ่งเวลาให้ทั้งกายและใจได้หยุดพัก เมื่อเข้ามาภายในเรือนไม้ตาลหลังนี้แล้ว

ความรู้สึกเดียวที่เกิดขึ้นก็คือ เรือนหลังนี้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้เป็น ที่พักใจ
การเดินทางย้อนไปในอดีตตั้งแต่เริ่มบุกเบิกสร้างวัดเรื่อยมาจนจนถึงเวลาปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ได้รับความเมตตาจากหลวงพี่ให้ผมได้มีโอกาสมาเบิกประวัติศาสตร์
คงจริงอย่างที่หลวงพี่บอก ประวัติศาสตร์การสร้างบารมีของหมู่คณะนี้มีมากมาย เบิกเท่าไรก็ไม่มีวันหมด และทั้งหมดนี้คือบางส่วนที่ได้เบิกมาในช่วงที่สตูดิโอเปิดทำการ
โอกาสหน้าผมหวังว่าเราคงได้ร่วมเดินทางกลับมายังสตูดิโอหน้าวัดแห่งนี้ด้วยกันอีก สำหรับครั้งนี้ เป็นเวลาที่สตูดิโอเปิดบริการแล้วครับ
. . . . . . . . . .
โค้ก อลงกรณ์ สถาปิตานนท์