มหาธรรมกายเจดีย์

วันที่ 01 ธค. พ.ศ.2568

เริ่มต้นหลวงพ่อท่านอยากจะสร้างที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และไว้สำหรับเก็บหลักฐานต่างๆ ตามเส้นทางการค้นพบวิชชาธรรมกาย และยังเอาไว้เป็นที่เคารพสักการะของมนุษย์และเทวดา มีการสเก็ตช์แบบออกมาสวยงามมาก แบบที่สเก็ตออกมามีความสูงมากประมาณสัก 150 เมตร หรือเท่ากับตึกสูง 50 ชั้น

 

 

               สมัยก่อนสนามบินอยู่ที่ดอนเมือง วัดเราเป็นเส้นทางผ่านของเครื่องบิน เขาเรียกเป็นเส้นทาง Gate Way เวลาจะขึ้นจะลงต้องผ่านทางด้านนี้ แบบของเรามีความสูงมากขนาดนี้ จะมีข้อบังคับเยอะมากซึ่งต่อมาขณะที่หลวงพ่อท่านปฏิบัติธรรมที่ดอยสุเทพร่วมกับหมู่คณะท่านได้ค้นธรรมะที่ละเอียดเข้าไปอีก แล้วท่านก็ได้รูปแบบล่าสุดออกมาเป็นมหาธรรมกายเจดีย์

 

 

               หลวงพี่เสียดายมากตอนที่หลวงพ่อท่านขีดเส้นรูปมหาธรรมกายเจดีย์ด้วยลายมือของท่านที่เป็นลายเส้นดินสอ หลวงพี่ไม่ได้เก็บเอาไว้หลังจากนั้นต่อมาก็มีการพัฒนาแบบเพื่อสร้างเป็นมหาธรรมกายเจดีย์โดยที่มีการกำหนดว่าจะมีพระพุทธรูปองค์พระธรรมกายประดิษฐานอยู่บนมหาธรรมกายเจดีย์

 

 

               ตอนแรกๆ ที่เรานั่งสเก็ตแบบ เราใช้สัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมแทนองค์พระธรรมกาย ต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2536-2537 เริ่มมีการพัฒนาจนมีแบบการยึดติดตั้งองค์พระธรรมกายที่เจดีย์ องค์พระธรรมกายสามารถประดิษฐานอยู่ข้างนอกได้ 3 แสนองค์ ส่วนอีก 7 แสนองค์ก็จะประดิษฐานอยู่ในมหาธรรมกายเจดีย์

 

 

                    ในใจของหลวงพ่อท่านมีพระธรรมกาย 1 ล้านองค์อยู่ในใจตลอดแต่เทคโนโลยีของเรายังไปไม่ถึง

. . . . . . . . . .

 

1-12-68_b44%282%29.jpg

 

 

กลั่นแผ่นดิน

 

 

ในปี พ.ศ. 2531 เราเริ่มได้แผ่นดินที่จะสร้างมหาธรรมกายเจดีย์แล้วโดยได้มาก่อน 1,000 ไร่ จากงานทอดกฐินคุณยาย ตอนนั้นมีเรื่องมีราววุ่นวายจากคนที่ประสงค์ร้าย เกิดเป็นเรื่องเป็นราวกันขึ้นมา ท่ามกลางกระแสที่วัดพระธรรมกายของเราโดนโจมตีในปี พ.ศ. 2531 แต่กฐินของคุณยายสามารถปลดหนี้ได้ เป็นเรื่องอัศจรรย์มาก

 

 

                    เมื่อได้แผ่นดินมาแล้ว แบบที่จะก่อสร้างชัดเจนแล้ว เราก็เริ่มต้นด้วยการกลั่นแผ่นดิน มีธุดงค์กลั่นแผ่นดินเมื่อปีใหม่ พ.ศ. 2538 สาธุชนหลายหมื่นคนมาร่วมอยู่ธุดงค์ปีใหม่และร่วมกลั่นแผ่นดินสนุกสนานมากแล้วต่อมาก็มีพิธีก่อเจดีย์ทราย โดยนำดินจากแต่ละบ้านทั่วทุกสารทิศที่กลั่นจนบริสุทธิ์แล้ว มารวมเป็นผืนเดียวกันกับผืนดินที่จะสร้างเจดีย์

 

 

                    หลังจากนั้นมีการบอกบุญซื้อที่ดินมาตลอด ตารางวาละ 62.50บาท เราก็ได้ที่ดินขยายเพิ่มขึ้นมาเรื่อยจนถึงปี พ.ศ. 2536-2537แบบของมหาธรรมกายเจดีย์เริ่มชัดเจนเป็นแบบก่อสร้างขึ้นมา ตอนนั้นก็เริ่มติดต่อประสานงานไปยังต่างประเทศถึงการสร้างองค์พระและวิธีการติดตั้ง ตอนนั้นคุณอนันต์ อัศวโภคิน เริ่มเข้ามา โดยส่งลูกน้องเข้ามาช่วย

 

 

                    เมื่อได้แผ่นดินมาแล้ว แบบที่จะก่อสร้างชัดเจนแล้ว เราก็เริ่มต้นด้วยการกลั่นแผ่นดิน มีธุดงค์กลั่นแผ่นดินเมื่อปีใหม่ พ.ศ. 2538 สาธุชนหลายหมื่นคนมาร่วมอยู่ธุดงค์ปีใหม่และร่วมกลั่นแผ่นดินสนุกสนานมากแล้วต่อมาก็มีพิธีก่อเจดีย์ทราย โดยนำดินจากแต่ละบ้านทั่วทุกสารทิศที่กลั่นจนบริสุทธิ์แล้ว มารวมเป็นผืนเดียวกันกับผืนดินที่จะสร้างเจดีย์

 

 

                     สมัยก่อนชาวบ้านเขาจะมีประเพณีก่อกองทราย จากคติที่ว่าเวลาเราเดินออกไปจากวัดจะมีเศษดินเศษทรายติดออกมา เพื่อจะไม่ให้เป็นหนี้พระพุทธศาสนาก็เลยมีการนำทรายไปถวายวัดโดยการก่อเป็นรูปเจดีย์ขึ้นมา ซึ่งเรื่องการก่อเจดีย์ทรายนี้เป็นปฐมเหตุทำให้เรามีการบูชาข้าวพระ

. . . . . . . . . .

 

 

สมัยนั้นที่วัดปากน้ำ คุณยายกับคุณยายทองสุขท่านก็ก่อเจดีย์ทรายเหมือนกัน เอาธงสีไปปักที่กองทรายด้วย ตามประเพณีโบราณเลยบ้านหลวงพี่ที่สุโขทัยก็ทำหรือไม่ว่าที่ไหนชาวพุทธก็จะทำอย่างนี้ทั้งนั้นในเทศกาลสงกรานต์จะมีประเพณีก่อกองทราย คุณยายทองสุขกับคุณยายของเราท่านก็ทำ ด้วยนิสัยของบัณฑิตที่เมื่อทำแล้วก็อยากได้บุญเยอะๆ ก็เลยน้อมนำไปถวายพระพุทธเจ้า ว่าแล้วท่านก็เลยนั่งยองๆพนมมือแล้วก็ทำสมาธิ น้อมนำเจดีย์ทรายที่ก่อขึ้นไปถวายพระพุทธเจ้าทรายที่น้อมนำขึ้นไปก็ละเอียดใสเป็นแก้วเป็นเพชรหมดเลย

 

 

                     จากนั้นคุณยายของเราท่านก็คิดต่อไปว่า ถ้าน้อมนำทรายขึ้นไปถวายได้อย่างนี้ก็สามารถน้อมนำเอาอาหารหวานคาวขึ้นไปถวายได้ด้วยเช่นกัน จากนั้นท่านทั้งสองจึงได้เริ่มต้นบูชาข้าวพระ

 

 

                     ในสมัยนั้นจานข้าวเป็นสังกะสีแต่ละใบมักจะมีรอยบิ่นรอยบุบไม่ว่าจะเป็นจานกระเบื้องหรือจานเคลือบก็มักจะมีรอยถลอกรอยบิ่นดังนั้นเมื่อท่านน้อมนำไปบูชาข้าวพระจานที่ถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บุบบิ่นไปด้วย คุณยายถึงได้ย้ำกับพวกเรานักหนาว่า เราทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น เพราะเหตุกับผลมันตรงกัน

 

 

                      จากนั้นมาคุณยายจะเลือกภาชนะสวยๆ ดีๆ มาใช้ในการบูชาข้าวพระ ลูกศิษย์ก็เอาจานแก้วจานเจียระไนมาแต่งจนสวยเพื่อมาบูชาข้าวพระ ทับทวีโอชารสถวายแด่พระพุทธเจ้ามากมาย แล้วคุณยายท่านก็ไปตรวจดูบุญ ได้บุญมหาศาลจริงๆ นี่คือที่มาของพิธีบูชาข้าวพระในทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน

. . . . . . . . . .

 

 

การก่อกองทรายเพื่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์นั้น ทุกคนจะนำเอาทรายมาจากบ้านกระป๋องหนึ่งหรือกำมือหนึ่งแล้วแต่ความศรัทธา ปรากฏว่านักสร้างบารมีของพวกเราบางท่านใจใหญ่ นำทรายมาเทเป็นกระป๋องรู้สึกไม่อิ่มใจ ว่าแล้วก็เลยนำทรายมาทีละคันรถ 10 ล้อ เอามาเทจนปลื้มใจอย่างเต็มที่ การก่อเจดีย์ทรายครั้งนี้มีคนจากทั่วประเทศและจากต่างประเทศมากมายนำเอาดินเอาทรายมาร่วมอธิษฐานจิต แล้วร่วมกันก่อเจดีย์ทรายขึ้นเป็นรูปมหาธรรมกายเจดีย์

 

 

                      พิธีกรรมในวันนั้นหลวงพ่อท่านเป็นประธานในพิธีโดยมีหลวงพ่อทัตตชีโวและคณะสงฆ์โรยดอกมะลิบชาเจดีย์และอธิษฐานจิตร่วมกัน

 

 

                      จากท้องไร่ท้องนาที่เป็นบึงน้ำ ตอนนี้เราก็ได้สำรวจและวางผังวางขอบเขตปักหลักให้ดูว่า รัศมีวงกลมของมหาธรรมกายเจดีย์นั้นกว้างใหญ่ขนาดไหน แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเรื่อยๆตามลำดับ

. . . . . . . . . .

 

เสาเข็ม

 


ตอนที่ออกแบบสร้างมหาธรรมกายเจดีย์นั้น ทุกอย่าง ทุกขั้นตอน เราทำกันด้วยความละเอียดประณีตมากอย่างเสาเข็มที่ใช้ในการทำฐานราก
เขาหล่อเสาเข็มแข็งมาก ซึ่งราคาก็แพงมากด้วยเพราะต้องสั่งซิลิกาฟูม(Silica fume) มาจากต่างประเทศ ในเนื้อเสาเข็มเราใส่เหล็กแรงดึง
มากกว่าปกติเกือบ 2 เท่าตัว เพื่อที่เวลาขนถ่ายจากโรงหล่อเสาเข็มมาตอกยังพื้นที่ก่อสร้างจะได้ไม่มีรอยแคร็ก(Crack) หรือร้าวแม้แต่นิดเดียวดังนั้นรอยแคร็กขนาดเท่าเส้นผมแค่นิดเดียวก็ไม่มี ผิวคอนกรีตเรียบเนียนสวยงามมาก

 

1-12-68_b45%282%29.jpg

 

                      เราทำด้วยความประณีตมาตลอด ตั้งแต่เสาเข็มที่อยู่ใต้ดินลึกลงไป 20 กว่าเมตร จนถึงข้างบนที่เป็นงานฐานราก แล้วพิธีงานบุญเทฐานรากก็เกิดขึ้น

. . . . . . . . . .

 

ฐานราก

 


                      ฐานรากของเราหนาแน่นและแข็งแรงมาก คอนกรีตที่เทหนามาก มีการผูกเหล็กทำเป็นแพอย่างแน่นหนา ถ้าจะขุดจากใต้ดินเพื่อเข้ามาในมหาธรรมกายเจดีย์ทำได้ยากมากเพราะความที่เหล็กมันแน่น การเทฐานรากด้วยคอนกรีตจำนวนมากและมีความหนามากๆ นั้น ในด้านวิศวกรรมเวลาคอนกรีตเซตตัว จะเกิดรอยร้าวเพราะความร้อน ดังนั้นจึงต้องเอาน้ำแข็งไปโปะขนาดเราใส่สารใส่ตัวช่วย เพื่อให้คอนกรีตค่อยๆเซตตัวอย่างช้าๆ แล้ว ควบคุมอุณหภูมิความร้อนไม่ให้สูงขึ้นมากนักเรายังต้องใช้น้ำแข็งเข้ามาช่วยเสริมด้วยนับว่าเป็นครั้งแรกที่เทคอนกรีตแล้วต้องใช้น้ำแข็งมาช่วยบ่มคอนกรีตทำให้มันเย็น มหาธรรมกายเจดีย์เส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 200 เมตร ต้องเทคอนกรีตกันทั้งวันทั้งคืน

 

 

                      คอนกรีตของเราเป็นคอนกรีตที่ออกแบบพิเศษ ความหนาแน่นมากกว่าคอนกรีตในท้องตลาดทั่วๆ ไป ถ้าหากว่าในท้องตลาดเขาคิดว่าคอนกรีต 1 ลบ.ม. น้ำหนักตกประมาณ 2,300 กว่ากิโลกรัมต่อ 1 ลบ.ม.แต่ว่าคอนกรีตหล่อ Superstructure ดีไซน์พิเศษ ของเรานี้ขึ้นไปถึง 2,600 กว่ากิโลกรัมต่อ 1 ลบ.ม. เนื้อคอนกรีตแทบจะไม่มีอากาศแทรกได้เลย

 

 

                      โครงสร้างทั่วๆ ไป เขาออกแบบให้ใช้คอนกรีตที่รับน้ำหนักได้ประมาณ 420 กิโลกรัมต่อ ตร.ซม. หมายถึงว่าใน 1 ตร.ซม. จะต้องรับน้ำหนักได้ 420 กิโลกรัมต่อ ตร.ซม. แต่คอนกรีตที่เราออกแบบมานี้ประมาณการคร่าวๆ ว่าน่าจะรับน้ำหนักได้ประมาณ 900 กิโลกรัมต่อตร.ซม. แต่พอเอาเข้าจริงๆ เมื่อผ่านการบ่มเรียบร้อยแล้วน้ำหนักที่สามารถรับได้ขึ้นไปถึง 1,100 กว่ากิโลกรัมต่อ ตร.ซม. มาตรฐานสูงขึ้นไปถึงเกือบ 3 เท่าตัว ซึ่งในเมืองไทยยังไม่เคยได้ยินว่ามีที่ไหนแข็งเท่าของมหาธรรมกายเจดีย์

1-12-68_b46%282%29.jpg

. . . . . . . . . .

 

 

เกินพันปี

 


ทุกอย่างจะเห็นความประณีตที่เราทุกคนตั้งใจทำมาทุกขั้นตอนได้มีการคำนึงถึงเรื่องแผ่นดินไหว แต่เนื่องจากรูปทรงมหาธรรมกายเจดีย์เป็น
ฐานกว้างความสูงไม่มากเมื่อเทียบกับสัดส่วนความกว้างของฐานที่กว้างกว่ามาก ทำให้เราไม่ต้องห่วงเรื่องแผ่นดินไหว เรื่องของรูปทรงจึงมี
เสถียรภาพสูงมาก

 

 

จากนั้นมาดูเรื่องของวัสดุที่เราจะใช้สร้างมหาธรรมกายเจดีย์เนื่องจากหลวงพ่อให้โจทย์มาว่า มหาธรรมกายเจดีย์นี้ต้องอยู่ได้เกิน1,000 ปี เราก็มานั่งคิดดูว่า ในโลกนี้มีใครออกแบบสิ่งก่อสร้างที่เกิน1,000 ปีบ้าง เราก็ไปดูบริษัทต่างประเทศ ที่ไปดูมาแต่ละบริษัทใหญ่และที่มีชื่อเสียงในอเมริกา ในฝรั่งเศส เขาบอกไม่เคยมีที่ไหนที่คิดออกแบบไปถึง 1,000 ปี เขาบอกว่าที่ออกแบบให้อยู่ได้นานที่สุดก็อยู่ที่ 300 ปี สิ่งนั้นคือภาชนะที่เก็บกากกัมมันตรังสีที่ออกแบบให้กันซึมแล้วก็ทนได้ถึง 300 ปี แต่สำหรับให้ถึงหรือให้เกิน 1,000 ปี เขายังไม่เคยได้ยิน พอหลวงพ่อบอกโครงการนี้จะต้องอยู่อย่างต่ำ 1,000 ปีหลวงพ่อท่านพูดง่ายๆ แต่ว่าในวงการวิศวกรรมหรือวงการก่อสร้างสะท้านสะเทือนเลย ไม่คาดคิดว่าจะมีคนคิดแบบนี้ มีฝรั่งมาติดต่อและมาถามมาคุยกัน มาขอดูรายละเอียด๑ดังนั้นเราจึงให้โจทย์นี้ไปช่วยกันคิดให้ได้อย่างน้อย 1,000 ปี

 

1-12-68_b47%282%29.jpg

. . . . . . . . . .

 

 

แคลดดิง (Cladding)

 


แคลดดิงติดองค์พระ เราได้ดอกเตอร์ที่เก่งที่สุดเรื่องโลหะ มาออกแบบเรื่องของโลหะว่าโลหะอะไรที่อยู่ได้ 1,000 ปี

 

 

            ตอนแรกจะเอาไททาเนียม แต่ไททาเนียมเพิ่งเกิดมาได้ 100 กว่าปี เราจึงยังไม่แน่ใจเพราะไททาเนียมยังเป็นของใหม่ เราไปเอาของที่เคยยืนยันในอดีตมาแล้วว่าสามารถอยู่ได้เป็น 1,000 ปี ดีกว่า สุดท้ายโลหะที่จะใช้ก็มาสรุปที่ "บรอนซ์" (Bronze)

 

 

            บรอนซ์ ก็คือส่วนผสมของทองแดงกับโลหะต่างๆ ที่เราเรียกว่าทองสัมฤทธิ์แต่ในทองบรอนซ์จะมีหลายตระกูลด้วยกันแล้วแต่ส่วนผสมถ้าต้องการแข็งแรงที่สุด ทนทานที่สุดเราได้รับคำแนะนำว่าให้ใช้'ซิลิคอนบรอนซ์" (Silicon Bronze)

 

 

            ซิลิคอน บรอนซ์ ได้ถูกออกแบบมาให้ทนทานที่สุดและแข็งแรงที่สุด ซิลิคอน บรอนซ์นี้เขาใช้ในสายพานรถถัง ใช้เป็นใบพัดเดินเรือ
สมุทร เรือดำน้ำ จากข้อมูลที่ศึกษากันมาบอกว่าโลหะนี้ทนที่สุด แล้วก็แข็งแรงมาก ผลวิจัยจากแล็ป มีเคมีคอล ฟิสิคอลมาให้ดูว่ามันรับแรงอย่างไร มีส่วนประกอบอย่างไร เมื่อเราได้ดูเราก็ทึ่งว่าตัวนี้แข็งแรงมากที่สุด

 

 

            ดูจากข้อมูล ถ้าเป็นบรอนซ์ธรรมดาที่เขาค้นพบในอดีต ที่ญี่ปุ่นเขาค้นพบโคมที่ทำด้วยพวกทองสัมฤทธิ์มีอายุ 2,000 กว่าปี และยังมีหลักฐานที่อยู่ได้เกิน 1,000 ปี อย่างโคมไฟโบราณของญี่ปุ่นซึ่งก็เป็นโลหะบรอนซ์ ที่เขาเจอมีทองแดงบริสุทธิ์ผสมอยู่ประมาณ86 เปอร์เซ็นต์แต่ซิลิคอนบรอนซ์ของเราตัวนี้ใช้ทองแดงบริสุทธิ์ 90-94 เปอร์เซ็นต์ซึ่งเรามั่นใจว่ามันจะต้องทนมากกว่าของที่ค้นพบในอดีต

 

 

           ทางกองทัพเรือของสหรัฐ (U.S. Navy) เขามีการทดสอบโลหะตัวนี้ด้วย เขาคิดวางแผนด้วยว่า ถ้าหากเป็น 100 ปีจะสึกกร่อนเท่าใดถ้า 1,000 ปี จะสึกกร่อนเท่าใด ทำให้มีผลการวิจัยรองรับได้อย่างดีว่าจะสามารถอยู่ได้อย่างน้อย 1,000 ปี เราก็เลยสรุปที่โลหะตัวนี้โดยที่ไม่ได้คิดถึงเลยว่า โลหะตัวนี้มันหล่อยากหรือเปล่า

 

 

           พอเราสรุปเลือกลงไปแล้วว่า มันเป็นโลหะที่ดีที่สุดสำหรับเราดังนั้นแม้ว่าจะหล่อยากแค่ไหนเราก็จะขอสู้ เมื่อถึงขั้นตอนการหล่อปรากฏว่าหล่อยากจริงๆ เนื่องจากว่า เป็นบรอนซ์ที่ไม่ค่อยมีการนำมาหล่อทั่วๆ ไป มากนัก ในเมืองไทยโรงงานหล่อสัมฤทธิ์ก็มีอยู่ หรือที่ของประเทศฝรั่งเศส ก็เคยมีประวัติการหล่อเทพีสันติภาพไปให้กับสหรัฐอเมริกา แต่นั่นเขาใช้บรอนซ์ธรรมดาเนื้อทองแดงประมาณ 86เปอร์เซ็นต์

 

 

                ในการหล่อองค์พระธรรมกายนี้เราได้ออกทุนสร้างเตาหลอมขึ้นมาเองเลย

. . . . . . . . . .

 

หล่อองค์พระ

 


แบบองค์พระธรรมกายนี้ หลวงพ่อต้องใช้เวลาค้นในละเอียดถึง 20 กว่าปีถึงได้มาเป็นองค์พระธรรมกายที่สวยงามมาก

 


           ก่อนที่เราจะมาดำเนินการหล่อพระธรรมกายที่สวยงามด้วยตัวเองเริ่มแรกเราให้ที่อื่นเขาหล่อให้เราก่อน เขาทดลองหล่ออยู่ 8 เดือนก็ยังหล่อออกมาไม่สำเร็จ บางทีหล่อไปแล้วเกิดฟองบ้าง เกิดรอยร้าวที่ฐานบ้าง คำศัพท์ที่เราใช้เรียกกันคือ "มีสิว" หล่อออกมาแล้วจะมีฟองอากาศเล็กๆ อยู่ตลอดเวลา เขาทดลองอยู่ 8 เดือนก็ยังไม่สำเร็จ

 

 

           จากนั้นเรามุ่งไปที่ญี่ปุ่น มีหลวงพี่หมู (พระรังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก)ไปด้วย พอไปถึงเราก็ไม่รู้ไม่ชี้เข้าไปดูในโรงงาน ตอนนั้นเราจับมือกับบริษัทคิคูคาว่า ซึ่งเป็นบริษัทอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นเกี่ยวกับเรื่องโลหะเขารับเหมาหล่อแคลดดิงที่จะทำเป็นที่ติดตั้งองค์พระบนมหาธรรมกายเจดีย์ให้กับเรา เขาพาไปดูโรงหล่อที่ทำเกี่ยวเนื่องกับซิลิคอนบรอนซ์โดยเฉพาะ โรงหล่อแต่ละโรงมีชื่อเสียงของประเทศทั้งนั้น

 

 

           เราให้เขาทดลองหล่อองค์พระให้เราดู ที่นี่เขาทำได้ หล่อออกมาแล้วสวยงามแต่พอถามเขาว่าเขาจะหล่อให้เราได้ปริมาณเท่าไรต่อเดือนเขาก็บอกว่าต้องเคลียร์งานหล่อของลูกค้าเก่าให้หมดเสียก่อน แล้วถึงจะหล่อให้เราได้ โดยจะส่งงานให้เราได้เดือนละ 5,000 องค์ หรือได้ประมาณ 1 ตู้คอนเทนเนอร์พอดี

 

 

           ภายนอกมหาธรรมกายเจดีย์เรากำหนดองค์พระไว้ที่จำนวน 3แสนองค์ ถ้าเขาหล่อได้เดือนละ 5,000 องค์ เมื่อคำนวณดูแล้วต้องใช้
เวลาถึง 60 เดือน หรือประมาณ 5 ปี ถึงจะหล่อองค์พระ 3 แสนองค์เสร็จ โรงงานนี้ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องเวลาให้เราได้ แต่ต้องยอมรับความประณีตของเขา ยอมรับฝีมือของเขา ดังนั้นเราจึงต้องมุ่งหน้ากลับมาที่เมืองไทย

 

 

           หลวงพี่หมูได้ทดลองทำการหล่อเอง พอไปดูเขาแล้วว่าเขาหล่ออย่างไรเขาถึงหล่อได้ ก็มาสรุปได้ว่าอยู่ที่ความสะอาด

 

 

           เรื่องความสะอาดของโรงงานที่จะหล่อองค์พระนั้นไม่ใช่สะอาดแค่ 98-99 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะได้ ต้อง 99.9999 ถึงจะได้ เนื่องจากซิลิคอนบรอนซ์จะต้องหล่อที่อุณหภูมิ 1,250 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่เหมาะสมที่หล่อได้ดีต้องบวกลบไม่เกิน 50 องศา หมายถึงว่า เมื่อเอาออกมาจากเตาแล้วต้องนับ 1, 2, 3 แล้วก็เททันทีเลย ไม่อย่างนั้นอุณหภูมิจะลดลงแล้วจะไม่สามารถหล่อให้ดีได้

 

 

           อุณหภูมิขนาดนี้ถ้าเทียบกับบรอนซ์ทั่วๆ ไป บรอนซ์ทั่วไป 800องศาเซลเซียส แต่บรอนซ์ที่เราใช้นี้ 1,250 องศาเซลเซียส ซึ่งจะหล่อยากมาก ทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่นยังไม่เคยมีโรงงานไหนที่หล่อซิลิคอนบรอนซ์ มีแต่หล่อบรอนซ์ธรรมดา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเขา
เองก็ไม่เคยทำ

 

 

           พอเรามาทดลองหล่อของเราเอง ผงขี้ฝุ่นนิดเดียวหล่นไปอยู่ในตัวแบบที่จะหล่อไม่ได้เลย เพราะถ้าหากมันโดนความร้อนขนาดนั้นมันจะขยายตัว สิวจะเกิดขึ้น รอยร้าวก็จะเกิดตามมา ดังนั้นความสะอาดต้องมาเป็นอันดับแรก เรื่องความสะอาดนี้จึงกลับไปที่คุณสมบัติพื้นฐานที่คุณยายท่านได้วางไว้ให้คือ ต้องมีความสะอาด ดังนั้นพระธรรมกายประจำตัวแต่ละองค์ที่เกิดขึ้นมาจะต้องมีความสะอาดเป็นพื้นฐานไม่อย่างนั้นหล่อไม่สำเร็จ เราเลยมองดูว่าที่บริษัทแรกๆ เขาหล่อให้เราไม่สำเร็จนั้นเป็นเพราะความสะอาดไม่ถึง

 

 

           เมื่อเราเข้าไปในห้องโรงหล่อองค์พระของเรา จะเหมือนเข้าไปในห้องผ่าตัดเลย ทุกอย่างต้องสะอาดหมดจึงจะหล่อออกมาได้ ตอนแรกๆ เราหล่อได้วันหนึ่ง 200 ถึง 300 องค์ แล้วก็ค่อยๆ ขยับขึ้นมาที่500 องค์ต่อวัน แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 700 ถึง 800 องค์ จนกระทั่งวันหนึ่งหล่อได้มากถึง 1,000 กว่าองค์

 

 

           เราหล่อองค์พระธรรมกายประจำตัวกันทั้งวันทั้งคืน ส่วนพวกมีหน้าที่ติดตั้งก็ติดตั้งไป เร่งทำงานกันไป ปรากฏว่าทางญี่ปุ่นเขาตกใจคิคูคาว่าเป็นบริษัทอันดับต้นๆ ในระดับเบอร์ 1 เบอร์ 2 ของญี่ปุ่นเขาขอตามมาดู พอมาเห็นโรงหล่อของเราเขาตกใจเลย มันใหญ่กว่าโรงหล่อในญี่ปุ่นของเขาไม่รู้กี่เท่า บริษัทของเขาหล่อได้ 5,000 องค์ต่อเดือน ส่วนของเราวันหนึ่งเราหล่อได้ 4,000 กว่าองค์ งานนี้เราเลยเสร็จทัน ทำได้ทันกำหนดที่จะปิดเจดีย์ และในวันนั้นก็เกิดอัศจรรย์ตะวันแก้ว

 

1-12-68_b48%282%29.jpg

 

 

 

           หลวงพี่หมูนำทีมทั้งหมดหล่อองค์พระกันด้วยความทุ่มเทเต็มที่มีบางคนนั่งหลับคามือ พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็ทำงานต่อ ตอนนั้นมีพระบวชเข้ามาก็ชักชวนให้มาช่วยกันทำทั้งวันทั้งคืนเลย ทำเป็นเดือนๆ ถ้าใครง่วงก็ไปนั่งหลับที่โต๊ะ ไม่ต้องกลับไปพักที่กุฏิ ลุยกันจนในที่สุดเราก็ทำสำเร็จจนปลื้มปีติ ได้บุญกันเต็มที่

 

 

           เครื่องไม้เครื่องมือในการทำงานเราก็มีจำกัด มีรถยกฟอร์กลิฟต์ตัวหนึ่ง กลางวันใช้งานอย่างหนึ่ง พอตกกลางคืนถึงจะว่าง อย่างนั้นเรามานั่งทำงานกลางคืนกัน โดยแบ่งกันสลับกันใช้ระหว่างงานแคลดดิงกับองค์พระ ถ้าว่างเมื่อไรขอเอามาใช้เพราะมีอยู่ตัวเดียวจริงๆ น่าจะหาซื้อเพิ่มอีกสักตัว แต่ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ คิดแต่จะลุยทำงานอย่างเดียว เราพยายามเซฟงบประมาณให้ได้มากที่สุด ทำให้ประณีตที่สุด ประหยัดที่สุด ในที่สุดเราก็ผ่านพ้นการหล่อองค์พระมาด้วยความภาคภูมิใจ

. . . . . . . . . .

 

 

ตรวจแคลดดิง

 


           ตอนที่ตรวจรับแคลดดิง ทีมงานก่อสร้างเขาให้ทางญี่ปุ่นเป็นผู้หล่อหล่อเสร็จแล้วก่อนที่เขาจะส่งมายังเมืองไทย เขาให้เราไปตรวจรับจากที่โน่นก่อน เผื่อกรณีที่ตรวจแล้วไม่ผ่าน เราจะได้ไม่ต้องส่งกลับ เพราะจะมีค่าใช้จ่ายการขนส่งไปมาเกิดขึ้น ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักเอาใจของเขามาใส่อกเราว่า เราจะเฮี้ยบอย่างเดียวไม่ได้ เพราะการตรวจรับงานแต่ไหนแต่ไรมาของวัดเราเข้มข้นอยู่แล้ว ดังนั้นเราเลยนำทีมเดินทางไปตรวจรับที่ญี่ปุ่นเลย ต้องเดินทางไปตรวจทุกเดือน ถ้าผ่านค่อยให้เขาขนลงเรือส่งมาที่เรา

 

 

           หลวงพี่โต (พระสมุห์อำนวยศักดิ์ มุนิสกฺโก) จะคอยตรวจดูว่ามีรอยร้าวไหม มีจุดที่เป็นตามดไหม ถ้าแคลดดิงแผ่นที่ตรวจนี้ผ่านก็โอเคที่เหลือผ่านหมด จากนั้นไปตรวจดูความหนาว่าได้ไหม ทางญี่ปุ่นเขาก็เอาตัววัดความหนามาวัดว่า ความหนาของแคลดดิงที่เราตกลงกันไว้ว่าต้องหนาแค่นี้มิล ทางญี่ปุ่นเขามีเครื่องวัดให้เราดู พอเขาตรวจแคลดดิงผลออกมาก็ผ่านหมด ความหนาก็มากกว่าที่กำหนดไว้ด้วยเราเลยขอตรวจดูเครื่องมือที่เขาใช้ว่าแม่นยำแค่ไหน

 

 

           เมื่อตรวจแล้วพบว่า เครื่องคลาดเคลื่อนไปมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อวัดจริงๆ ด้วยตัวเวอร์เนียธรรมดาไม่ผ่าน เราบอกให้ไปปรับตัววัดมาใหม่ พอมาวัดแคลดดิงใหม่อีกครั้งปรากฏว่าไม่ผ่าน เราเลยตีกลับทั้งล็อต เขาต้องนำไปหลอมใหม่ทำใหม่หมดเลย

 

 

           เมื่อเขาเจอเราตรวจสเป็คอย่างเข้มข้นแบบนี้เข้า จากนั้นมาทุกอย่างก็เที่ยงตรงและแม่นยำ ทุกอย่างประณีต ผิวแคลดดิงที่ออกมา
สวยงดงามได้มาตรฐานตามที่เรากำหนดไว้ทุกอย่าง จากนั้นเขาจึงเริ่มส่งงานมา

 

 

           เรามีค่าใช้จ่ายที่สูงในการเดินทางไปตรวจงานครั้งละ 6-7 คนมีทั้งพระและฆราวาสไปด้วย โรงงานที่ไปตรวจก็ไม่ได้อยู่ในเมือง ต้องนั่งรถออกไปอีก และเขาก็ไม่ได้ทำแค่โรงงานเดียว เขามีอยู่ 2-3 โรงงาน

 

 

           ครั้งหนึ่งขณะที่เดินทางไปตรวจแคลดดิง โรงงานนี้ตั้งอยู่บนเขาเป็นโรงงานเก่าแก่ ทำอาชีพนี้มา 6-7 ชั่วคน เขาหล่อบรอนซ์มาตลอดโรงงานเขาตั้งมาหลายร้อยปี แล้วตอนนั้นเป็นหน้าหนาวพอดี มีหิมะตกลงมา รถที่หลวงพี่นั่งไปต้องเอาโซ่ล็อกล้อไว้แต่ล้อมันก็ยังลื่น หิมะตกหนักมากขึ้นเรื่อยๆ และพร้อมจะพังทลายลงมาจากหน้าผา ถ้าหิมะพังมันอันตรายเพราะสามารถดันรถเราตกเหวได้ แต่เราก็ต้องเดินทางกันต่อไปแบบนี้ ปรากฏว่าเขาเตรียมอาหารให้เราฉันเพล แต่เราไปไม่ทันไปถึงล่าช้ากว่ากำหนดถึง 3 ชั่วโมง

 

 

             แล้วในที่สุดเราก็ได้แคลดดิงมาติดตั้งเข้ากับเจดีย์ ทุกอย่างเรียกได้ว่าทุ่มทั้งชีวิต ทุกคนรวมใจเป็นหนึ่ง เหนื่อยแค่ไหน หนักแค่ไหนก็สู้นี้คือเบื้องหลังส่วนหนึ่งของการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์

. . . . . . . . . .

 

หินแกรนิต

 


เมื่อก่อนหินแกรนิตที่จะใช้เราจะเอาหินสีขาวแบบหิมะ ทางสถาปนิกเขาเลยเสนอหินจากประเทศกรีซ ซึ่งหินของเขาสีขาวจริงๆ แต่เวลาที่เรา
มองมหาธรรมกายเจดีย์แสงสะท้อนจากหินแกรนิตสีขาวสะท้อนมากเกินไป เราจึงต้องเลือกสีของหินแกรนิตใหม่ที่ดูแล้วไม่แสบลูกนัยน์ตา
มาก และไม่สะท้อนจ้าจนเกินไป ก็ได้หินแกรนิตที่ดีที่สุดของอเมริกามาเป็นแหล่งหินสีที่มีความสม่ำเสมอที่สุดและสวยที่สุด อาคารรัฐสภาของอเมริกาก็ใช้หินแบบนี้ จากนั้นเราก็ไปเจอที่ไต้หวันซึ่งก็มาจากแหล่งเดียวกัน

 

 

             ถามเขาว่า สีของหินนี้จะมีความสม่ำเสมอกันทั้งหมดไหม เขาบอกว่าถ้าเจาะลงไปในพื้นดิน 70 กว่าเมตร สีของหินทุกชั้นจะเป็นแบบเดียวกันหมดเลย หินจะมีความเป็นโฮโมจีเนียส (Homogeneous) คือเนื้อเดียวกัน 70 กว่าเมตร ลึกกว่านั้นยังไม่ได้เจาะ ภูเขาทั้งลูกคิดเป็นเนื้อที่เท่ากับวัดพระธรรมกาย 200 ไร่ เขาตัดเป็นชั้นๆ ไปขาย ปีหนึ่งขายไปทั่วโลก เฉลี่ยแล้วหินแกรนิตของเขาลดลงไปประมาณ 30 ซม.ลองคำนวณดู 200 ไร่ 1 ปี หายไป 30 ซม. ชั้นหินลึก 70 กว่าเมตรไม่รู้กี่ปีจึงจะหมด และที่ลึกกว่านี้ก็ยังไม่ได้ดูว่ามีเท่าไร ถ้าเขาดำเนินงานอยู่ในศีล ในธรรม เขาจะมีกินไปตลอดชีวิตหลายๆ ชั่วคน

 

 

             เมื่อเราไปตรวจหิน เรากำหนดกับเขาว่า ถ้าหินมีลายแร่เป็นสีดำแบบนี้เราไม่เอา หรือมีติดมาบ้างแค่นิดเดียวเราก็ไม่เอา ดังนั้นเขาจะทำตัวอย่างติดไว้ที่โรงงานของเขาเลยว่า แบบไหนบ้างที่เราไม่เอา

 

 

             เราใช้หินแกรนิตนี้ในส่วนที่เป็น "ธรรมรัตนะ" และ "สังฆรัตนะ"ออกแบบให้อยู่ 1,000 ปี ดังนั้นขนาดของหินแกรนิตในท้องตลาดใช้ไม่ได้เราทำหนาถึง 5 ซม. จะโดนแดดโดนฝนอย่างไรหรือมีการสึกกร่อนก็ต้องเกิน 1,000 ปี และไม่มีการใช้ปูนทรายติดหินแกรนิต เราให้หินแกรนิตหายใจได้ คือต้องให้ลมโกรกผ่านได้ น้ำไหลผ่านได้ ส่วนใต้หินแกรนิตก็เป็นฉนวนกันความร้อนหุ้มคอนกรีต ทั้งๆ ที่คอนกรีตก็เป็นSuperstructure ขนาดคอนกรีตเป็น Superstructure มีความแข็งแรงทนทานอย่างนี้แล้ว เรายังเอาหินแกรนิตเป็นตัวคลุมเป็นฉนวนไม่ให้
คอนกรีตโดนแดดโดนฝนเลย จึงมั่นใจได้ว่าจะอยู่คงทนอย่างน้อยเกิน1,000 ปีแน่นอน

 

1-12-68_b49%282%29.jpg

. . . . . . . . . .

 

สเตนเลส (Stainless)

 


ตัวที่ใช้ Support หินแกรนิตเป็นสเตนเลส 316 เกรดสูงที่สุดของสเตนเลส ในวงการช่างเขาจะรู้เป็นอย่างดี สเตนเลสในท้องตลาดเกรดต่ำกว่า เช่น สเตนเลส 304 ที่ใช้ทำภาชนะ ใช้ทำช้อน ราคาถูกกว่ามากเราเลือกใช้วัสดุที่ดีที่สุดสำหรับสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์และทรงคุณค่าที่สุด

 

 

             การที่เราทำทุกอย่างเพื่อจะให้อยู่ได้เป็น 1,000 ปี คือ สิ่งที่ดีที่สุดส่วนใหญ่มันต้องแพง แต่คนทั่วไปไม่เข้าใจในประเด็นนี้ เมื่อหลวงพ่อบอกว่าใครเป็นเจ้าภาพองค์พระขอเชิญร่วมบุญบริจาคได้องค์ละหนึ่งหมื่นบาท เขาฟังแล้วบอกว่าแพง แล้วแพงจริงไหมลองมาคิดดู คอนกรีตในท้องตลาด สมัยก่อนคิวหนึ่ง 1,000 กว่าบาท แต่พอเราทำเป็นSuperconcrete จะตกคิวหนึ่งประมาณ 3,000 กว่าบาท แพงกว่าในท้องตลาด 2 เท่ากว่า แต่สเป็คมันสูงกว่าท้องตลาดเกือบ 3 เท่าตัว

 

 

              ส่วนเสาเข็ม เราไม่ให้มีรอยแคร็ก เพราะว่าในดินของเราเป็นกรดเสาเข็มเราต้องสู้กับกรดได้ พื้นที่ดินท้องนาทุ่งรังสิตนี้เป็นกรด เมื่อก่อนมาสร้างกุฏิ สร้างวัดใหม่ๆ ตอนที่ยังเป็นศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมพอตะปูหล่นไปในดิน เพียงแค่ไม่กี่เดือนตะปูผุหมดเลย ผุเป็นฝุ่นเป็นผงไปเลย ที่นี่พื้นดินเป็นกรดแรงมาก น้ำที่ขุดตามสระน้ำของวัดจะใสเหมือนกับมีการแกว่งสารส้ม มองลงไปในน้ำจะเห็นสาหร่าย เห็นปลาเพราะดินเปรี้ยวมาก ดังนั้นถ้าเสาเข็มเกิดมีรอยแคร็ก ก็จะเริ่มมีอนุภาคของแคลเซียม อนุภาคของฟอสเฟตวิ่งเข้าไปทำลายเหล็ก ไปทำลายเนื้อคอนกรีต เราจึงไม่ต้องการให้มีรอยแคร็ก

 

 

              ก่อนจะตอกเสาเข็ม เราเจาะสำรวจชั้นดินลึกลงไปร่วม 80 เมตรเพื่อดูว่าแต่ละชั้นมีอะไรบ้าง และก็ส่งไปให้ห้องแล็บที่เยอรมัน ทดสอบแล็บหนึ่ง และส่งเข้าแล็บในเมืองไทยด้วย ผลออกมาตัวเลขก็ตรงกันว่ามีส่วนผสมอะไรที่เป็นอันตรายต่อคอนกรีตของเสาเข็มบ้าง และที่ความลึกเท่าไรมีอะไรบ้าง พอสำรวจมาแล้วเราถึงได้ออกแบบเสาเข็มว่าเสาเข็มเราต้องพิเศษ ถ้าจะเอา 1,000 ปี ต้องพิเศษ ช่วงที่มีความเป็นกรดอยู่ในระยะลึกจากพื้นผิวดินประมาณสัก 2-9 เมตร เราจึงใช้สเตนเลสหุ้มเสาเข็มเลย นอกจากเราจะออกแบบเสาเข็มพิเศษให้ลวดในเสาเข็มเพิ่มมากกว่าอีก 1 เท่าตัวแล้ว เรายังเอาสเตนเลสหุ้มเสาเข็มอีก เรียกว่าในชั้นนี้ โอกาสที่อนุภาคของแคลเซียม อนุภาคของฟอสเฟตจะเข้าไปทำลายในเนื้อคอนกรีตจึงเป็นไปได้ยาก ในโลกนี้ไม่มีใครเอาสเตนเลสหุ้มเสาเข็ม แต่ถ้าจะเอาให้คงทนอย่างน้อย 1,000 ปีทุกอย่างทุกขั้นตอนต้องละเอียด

1-12-68_b50%282%29.jpg

. . . . . . . . . .

 

 

มหาธรรมกายเจดีย์หายใจได้

 

 

คนมากราบไหว้บูชามหาธรรมกายเจดีย์รุ่นหลังๆ เขาจะเห็นแต่องค์พระธรรมกายประจำตัวที่อยู่บนเจดีย์ โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งก่อสร้างที่อยู่ใต้ดิน
นั้นประณีตขนาดไหน กว่าจะสร้างขึ้นมาเป็นมหาธรรมกายเจดีย์ให้ได้เห็นกันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย

 

 

              วัดพระธรรมกายของพวกเราเริ่มโดนโจมตีช่วงปี พ.ศ. 2541มีคนบอกว่า พระธรรมกายประจำตัวที่ให้ร่วมบุญองค์ละหมื่นบาทนั้นแพง คนพูดนี้เขาพูดแบบคนไม่รู้เรื่อง ไม่รู้คุณค่าถึงสิ่งที่เรากำลังทำหลวงพ่อท่านเลยบอกว่าต่อไปนี้ใครจะร่วมบุญสร้างพระธรรมกายประจำตัวจะต้องร่วมบุญองค์ละ 15,000 บาท จากนั้นมาทุกคนต้องร่วมบุญเพิ่มจากองค์ละ 10,000 บาท เป็น 15,000 บาท ซึ่งองค์พระธรรมกายประจำตัวของเรานั้นต้องตากแดดตากฝนเป็นพันปี โลหะที่ใช้ไม่ใช่ทองเหลืองแบบทั่วๆไป เป็นทองสัมฤทธิ์ไม่ใช่ทองสัมฤทธิ์ธรรมดาเป็นทองสัมฤทธิ์แบบซิลิคอนด้วย

 

 

                จากแนวคิดการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ของเรา หลวงพ่อท่านบอกว่าให้อยู่เป็น 1,000 ปี เพราะฉะนั้นไม่เปิดให้ใครเข้าไปภายในเจดีย์พอบรรจุองค์พระธรรมกายประจำตัวเสร็จ ทุกอย่างก็เสร็จหมด จะไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คอยดูแลรักษาเจดีย์ เพราะฉะนั้นมหาธรรมกายเจดีย์ของเราต้องไม่ใช่เจดีย์ตายๆ แต่เป็นมหาเจดีย์ที่หายใจได้

 

 

                มหาธรรมกายเจดีย์ทำความสะอาดด้วยตัวของตัวเอง เมื่อฝนตกลงมาจะชะล้างฝุ่นที่เป็นองค์พระบนโดมและที่เชิงลาดของมหาธรรมกายเจดีย์ ข้างในเจดีย์มีช่องอยู่ ช่องชั้นข้างบนและชั้นข้างล่างใต้โดมจะเป็นชั้นๆ ให้อากาศถ่ายเทได้ หมายถึงอะไร เวลาแดดส่องมา องค์เจดีย์จะร้อนมาก คนอยู่ไม่ได้ เอามือแตะไม่ได้ อุณหภูมิประมาณสัก 76 องศาพอร้อนจัด อากาศที่อยู่ข้างในก็จะขยายตัว ลอยตัวขึ้นมา อากาศร้อนที่ลอยตัวขึ้นมาจะดูดอากาศเย็นที่อยู่ข้างล่างให้เข้าไปตามช่องที่เรากำหนดไว้ นี่คือการให้เจดีย์หายใจ เป็นหลักการเดียวกันกับหลักของกาลักน้ำ ซึ่งเกิดจากน้ำที่อยู่ที่สูงกับน้ำที่อยู่ที่ต่ำแล้วเรามีท่อต่อมันจะดูดจากข้างบนลงมาข้างล่างได้ เช่นเดียวกันอุณหภูมิสูงมันดูดอุณหภูมิต่ำขึ้นมา เขาเรียกเทอร์โมไซฟอน (Thermosiphon)

 

 

                การที่ธรรมกายเจดีย์หายใจได้ จะทำให้อากาศถูกดึงออกไปเกิดการถ่ายเทอากาศ เลยทำให้ไม่อับ แล้วเราไม่ต้องมีอิเล็กทรอนิกส์ไม่มีไฟฟ้า แต่ระหว่างที่เราต้องทำงานจะมีสายไฟชั่วคราว เมื่อใดก็ตามที่การก่อสร้างเสร็จหมดเราจะปิดเจดีย์ ระบบไฟฟ้าไม่มีความจำเป็นเลยและทุกอย่างจะอยู่ต่อไปเป็นเวลาอย่างน้อย 1,000 ปี

. . . . . . . . . .

 

นัยแฝงในมหาธรรมกายเจดีย์

 


ธรรมกายเจดีย์เป็นสิ่งที่หลวงพ่อท่านมองการณ์ไกลเอาไว้ว่า

 


             1. องค์พระธรรมกายประจำตัวบนเจดีย์เรามั่นใจว่าอย่างไรก็อยู่เกิน 1,000 ปี แต่ถ้าในอนาคตหากเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แล้วต้องการ
สับเปลี่ยน องค์พระที่อยู่ในมหาธรรมกายเจดีย์สามารถขึ้นไปทดแทนองค์พระข้างบนได้ เพราะทุกองค์เหมือนกันหมดทั้ง 1 ล้านองค์

 

 

            2. หลวงพ่อท่านซ่อนสัดส่วนบางอย่างเพื่อให้คนรุ่นหลังที่ได้มาศึกษาเกิดความฉงนใจ เริ่มสนใจศึกษาวิชชาธรรมกาย อย่างสัดส่วนของมหาธรรมกายเจดีย์ทำไมมีเส้นผ่าฐานถึง 108 เมตร ทำไมมีความสูงของแต่ละขั้นถึง 18 ซม. ทำไมตรงนี้ถึง 54 เมตร ทำไมทุกอย่างเลข 9และเลข 18 หารลงตัวหมด ทั้งหมดนี้คืออะไร มีความหมายอย่างไรไปจนถึงในกายของเราทำไมต้องมีถึง 18 กาย ทำไมพุทธคุณ ธรรมคุณสังฆคุณ ต้องมี 108 ทุกอย่าง ทั้งหมดนี้หลวงพ่อท่านได้แฝงนัยอยู่ในมหาธรรมกายเจดีย์หมดเลย

 

 

            ท่านจะเก็บวิชชาธรรมกายไว้สำหรับให้คนรุ่นหลังที่มีบุญมีบารมีได้มาศึกษาวิชชาธรรมกายต่อไป และหวังให้มหาธรรมกายเจดีย์นี้อยู่คู่กับพระพุทธศาสนา เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก อีกทั้งยังบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่มีคนมาถวายท่านไว้ข้างในเจดีย์ด้วย

. . . . . . . . . .

 

คอนเซ็ปต์ (Concept) การก่อสร้าง

 


การสร้างวัดพระธรรมกาย สมัยก่อนมีกำลังคนน้อย มีทุนทรัพย์น้อยมีความรู้น้อย เทคโนโลยีน้อย แต่เรามีกำลังกายมหาศาล เพราะความเป็นหนุ่มนั้นมีอยู่เต็มเปี่ยม แต่การก่อสร้างในปัจจุบันนี้สเกลใหญ่ขึ้นมาก ๆ เราจะใช้โม่มาผสมคอนกรีตเองทีละโม่แบบสมัยก่อนก็ทำไม่ได้งานต้องขยายสเกลตามไปด้วย สเกลงานใหญ่ขนาดไหนก็ตาม แต่การก่อสร้างก็มีเวลาจำกัด

 

1-12-68_b51%282%29.jpg

 

 

            อย่างโบสถ์ของเราใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 ปี สิ่งก่อสร้างใหม่ๆที่เราสร้างอยู่ก็ใช้เวลาประมาณ 2 ปี 3 ปีเช่นกัน แม้ว่าเราขยายสเกลใหญ่กว่าเดิมไม่รู้กี่เท่าแต่ก็ต้องใช้เวลาให้น้อยที่สุดศาลาจาตุมหาราชิกาเมื่อก่อนจุคนได้ 500 คน เขาบอกว่าใหญ่โตมหาศาล เพราะเห็นว่าอยู่กลางท้องนา ทำไมสร้างเสียใหญ่เลย ปรากฏว่าคนมาเต็มจนล้นจึงต้องไปสร้างสภาธรรมกายสากลหลังคามุงจาก

 

 

            ต้องขยายสเกลจากรองรับคน 500 คนเป็น 10,000 คน ขยายใหญ่กว่าเดิม 20 เท่า แต่อยู่ได้ไม่นานก็เต็มอีกแล้ว ต้องมีการขยายเต็นท์มารองรับ พอสภาธรรมกายสากลหลังคามุงจากรับไม่พอ ก็ขยายต่อไปยังพื้นที่ 2,000 ไร่ สร้างเป็นสภาธรรมกายสากล ปัจจุบันนี้รองรับคนได้ 1 แสน สร้างยังไม่ทันเสร็จเลยคนล้นแล้ว ขนาดว่าเราเพิ่มขึ้นมาอีก10 เท่าตัวของสภาฯ หลังคาจาก หรือประมาณ 200 เท่าตัวของศาลาจาตุมหาราชิกา ขณะที่ยังสร้างไม่ทันเสร็จ สร้างไปด้วยใช้งานไปด้วยสาธุชนมาล้นจนต้องขยายเฟส 2 เพิ่มออกไปอีก นั่นก็คือบริเวณตั้งแต่หลังรัตนบัลลังก์ไป ขยายออกไปอีก 50,000 ตร.ม. เป็น 150,000 ตร.ม.และแม้เราสร้างเป็น 2 ชั้น รวมแล้วกว่า 300,000 ตร.ม. ก็ยังไม่พอรองรับ ข้างหน้าจรดมหาวิหารหลวงปู่ ส่วนข้างหลังจรดมหาธรรมกายเจดีย์ เราขยายต่อไปไม่ได้ ซึ่งตอนนี้คนมาเป็นล้าน

 

 

            หลวงพ่อท่านพูดอยู่เสมอว่าเราบวชมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งมาทำวิชชากัน ไม่ใช่มาก่อสร้าง ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเร่งและสร้างให้คงทนถาวร เพื่อที่ตลอดชีวิตเราจะได้ไม่ต้องกลับมาซ่อมแซมกันอีกพอสร้างเสร็จให้หันหลังให้เลย มานั่งหลับตากันดีกว่า มาทำธรรมะภายในให้ละเอียดกันดีกว่า หลวงพ่อท่านให้นโยบายไว้แบบนี้

 

 

            เพราะฉะนั้นการก่อสร้างสมัยเริ่มสร้างศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมกับการก่อสร้างในยุคปัจจุบันนี้ โดยแนวคิดแล้วไม่ต่างกัน แต่โดยวิธีการกับขนาดนั้นต่างกันเพื่อให้เหมาะสมแต่ละยุค

 

 

            เมื่อเปรียบเทียบยุคแรกกับยุคนี้ต้องบอกว่ายุคแรกเป็นยุคเริ่มต้นที่เราต้องเรียนรู้ เรามีความหนุ่ม มีพละกำลัง แต่ยังขาดประสบการณ์ยังขาดทุนทรัพย์ ยังขาดทีมงาน แต่ในยุคปัจจุบันนี้เรามีทีมที่ใหญ่ขึ้นมีทุนพอที่จะทำ เรามีประสบการณ์มากขึ้น แต่สิ่งที่เราร่อยหรอไปทุกวันคือความหนุ่ม พละกำลังเราก็ถดถอยลงไปเรื่อยๆ เวลาในชีวิตเราก็นับถอยหลังลงไปเรื่อยๆ

 

 

            แนวคิดของการก่อสร้างที่หลวงพ่อให้ไว้ตั้งแต่เริ่มต้นถึงปัจจุบันยังคงเดิมคือ สร้างตามความจำเป็น สร้างให้คงทนถาวร สร้างให้ประหยัดที่สุด แต่ได้ประโยชน์สูงที่สุดให้มีความสง่างาม แต่ไม่ให้หรูหราฟุ่มเฟือยให้บำรุงรักษาง่ายที่สุด และไม่ให้เป็นภาระของคนที่ตามมาในภายหลังแนวคิดนี้ตั้งแต่เริ่มสร้างศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมจนกระทั่งบัดนี้ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

             เหล่านี้คือแบบแผนหรือเป็นแผนแม่บทการก่อสร้างของคนยุคต่อไป แม้แต่สาขาต่างๆ ก็อยากให้เป็นแบบแผนเดียวกันไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ ต้องคำนึงถึงสิ่งที่หลวงพ่อได้วางเอาไว้ในการก่อสร้าง เรามีสถานที่นี้มาเพื่อที่จะปฏิบัติธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง เป็นที่รวมของนักสร้างบารมีไม่ทำเพื่ออวดกิเลส อวดใหญ่อวดโตสร้างเท่าที่จำเป็น และอย่าให้เป็นภาระแก่คนรุ่นหลัง

. . . . . . . . . .

 

สิ่งอัศจรรย์

 


             ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา โจทย์ที่อยู่ในใจหลวงพ่อมาตลอด คือ ท่านจะรวมชาวพุทธนักสร้างบารมีมาให้ได้เป็นล้าน มาปฏิบัติธรรมร่วมกันเป็นล้านคน เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นหมู่คณะใหญ่ๆ นับล้าน มีพลังจิตของคนที่รวมเป็นหนึ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 จุดเดียวกัน อยู่กับพระรัตนตรัยพร้อมๆ กันเป็นล้านคนเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา เป็นปรากฏการณ์ของโลก เป็นปรากฏการณ์หนึ่งในหมื่นโลกธาตุที่จะต้องสั่นสะเทือนเรียกว่าเทวดาทุกชั้นฟ้าต้องเหลียวมามองดูนักสร้างบารมีรุ่นพวกเรา

 

 

             ในการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ สร้างวิหารคดอะไรก็ตาม โจทย์ที่หลวงพ่อท่านมุ่งมั่นมาตลอดในการรวมคน 1 ล้านคน ตอนนี้เป็นจริงแล้ว ทุกคนมารวมกันแล้ว ดังที่เราเห็นๆ กันอยู่ ตอนนี้มหาธรรมกายเจดีย์ใช้รวมคนได้ แต่เรายังต้องใส่รายละเอียดเข้าไปให้เต็ม ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

 

 

             อยากให้คนรุ่นหลังมาดู ดูแบบคนมีปัญญา เมื่อมองสิ่งก่อสร้างอะไรแล้ว อยากให้เข้าไปถึงจิตใจ เข้าไปถึงความรู้สึกของคนก่อสร้างในยุคนั้นว่า เขาทำได้อย่างไร เขาทำไปทำไม ให้เห็นถึงพลังศรัทธาของมวลชนชาวพุทธในยุคของเรา ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือหน่วยงานใดเลย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากศรัทธาของคนล้วนๆ ภายใต้การนำของพระเดชพระคณหลวงพ่อของเรา นี่คือสิ่งอัศจรรย์ของโลก

 

 

             อาจจะดูว่าเป็นสิ่งก่อสร้าง แต่ถ้าดูให้อัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น คือศรัทธาของคนที่มีต่อพระรัตนตรัย ต่อวิชชาธรรมกาย ภายใต้การนำ
ของหลวงพ่อของเรา

. . . . . . . . . .

 

1-12-68_b52r%282%29.jpg

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0015004475911458 Mins