ออกแบบสร้างเต็นท์
เมื่อก่อนงานบุญอยู่ในวัดโดยมีศาลาจาตุมหาราชิกาเป็นศูนย์กลางพิธีทุกครั้งเราเช่าเต็นท์ผ้าใบมาใช้งาน มีสาธุชนที่มาร่วมงานมากจนล้นออก
มานอกศาลา และหลายครั้งก่อนวันงานเจอฝนเจอพายุ ลมพายุหอบเต็นท์ไปอยู่กลางสระน้ำหน้าโบสถ์ สภาพเต็นท์เหมือนเรือใบกางใบ
อยู่ในน้ำ และเมื่อฝนตกน้ำจะรั่วลงมาระหว่างเต็นท์แต่ละหลัง นี่คือปัญหาที่เจอ
วันหนึ่งขณะที่เดินกับหลวงพ่อ หลวงพี่ก็กราบเรียนท่านว่าจะทำเต็นท์คลุมระหว่างโบสถ์ไปจนถึงศาลาจาตุมหาราชิกา ท่านบอกว่าอยาก
ได้ซุ้มการเวกใหญ่ๆ เดินเข้ามาจะได้ร่มรื่น และต่อมาภายหลังหลวงพ่อท่านเพิ่มโจทย์ให้ซุ้มสามารถกันฝนได้ด้วย นี่เป็นจุดที่หลวงพี่เริ่มต้นออกแบบสร้างเต็นท์
หลวงพี่คิดทำเต็นท์ใหญ่ๆ เลยดีกว่า เต็นท์ใหญ่จะได้ไม่มีรอยต่อเปิดตำราดู โครงสร้างเขามีเส้นอยู่แค่ 2 เส้น จุดหมุน 3 จุด นอกนั้นไม่มีให้อะไรมาเพิ่มเลย
เรามีจุดหมุนที่ฐาน 2 จุด จุดที่หมุนตรงกลางอีกจุดหนึ่งคีออกไก่มีจุดที่หมุนได้อยู่แค่ 3 จุด แล้วก็ลากเส้นกลายเป็นเต็นท์ขึ้นมาได้หลวงพี่ออกแบบคำนวณใส่น้ำหนักแรงลมเข้าไป โดยต้องค้นคว้าหาความรู้เพิ่ม เพราะความรู้ที่เรียนมายังไม่พอ ช่วงนั้นหลวงพี่ไปขอใช้คอมพิวเตอร์ที่สถาบันเอไอที เพราะในวัดเรายังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้
สมัยก่อนคอมพิวเตอร์ยังไม่สะดวกและมีไม่มากเหมือนสมัยนี้ที่สถาบันเอไอทีมีคอมพิวเตอร์ให้นักศึกษาใช้อยู่ประมาณ 20 เครื่องหลวงพี่ไปใช้คอมพิวเตอร์ที่นั่นบ่อยมาก จนคนเขาเข้าใจกันว่าพระจากวัดพระธรรมกายมาเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก
หลังฉันเพลแล้วหลวงพี่ก็เริ่มเข้าไปในห้องคอมฯ พอออกแบบแล้วไม่ถูกใจก็เอาใหม่ จำได้ว่าออกแบบไปประมาณ 20 แบบ ออกจากห้องมาอีกทีตอน 4 ทุ่ม มองเห็นพระจันทร์อยู่ข้างบน มองดูเวลาแล้ว4 ทุ่ม เกือบ 9 ชั่วโมงที่นั่งอยู่แต่ในห้องนั้น หลวงพี่ไม่ได้ไปไหนเลยห้องคอมฯ ที่เข้าไปอยู่นั้นมืด เป็นห้องไม่มีหน้าต่างมีแค่การเจาะช่องลมเท่านั้น พอออกมามึนเลย เดินเป๋ไปเป๋มาแทบหมดแรง
พอกลับมาถึงวัดสรงน้ำให้สดชื่นยังไม่ได้นอน หลวงพี่นั่งทำงานต่อ ดูว่ามีตรงไหนที่ผิดพลาดบ้าง เราต้องการทำให้มันดี พอได้แบบที่ถูกใจแล้ว วันรุ่งขึ้นไปห้องคอมพิวเตอร์อีก เริ่มเข้าเที่ยงครึ่งจนถึง 2 ทุ่มสุดท้ายก็ได้แบบที่ดีที่สุด เบาที่สุด รับน้ำหนักได้ดีที่สุด ชิ้นส่วนของโครงสร้างต้องใช้คนยกได้ ซึ่งแบบโครงสร้างอย่างนี้จะหาซื้อที่ไหนก็ไม่ได้ เพราะในท้องตลาดไม่มีขาย
. . . . . . . . . .
เต็นท์อบรมธรรมทายาท
พอได้โครงสร้างมาแล้ว วิธีการต่อมา ตอนนั้นท่านสุคันโธยังไม่ได้บวชมาช่วยงานหลวงพี่ เอาช่างวิศวกรด้านปฏิบัติการเกี่ยวกับการเชื่อมมาฝึกคนของเรา ซึ่งแรงงานของเราที่ฝึกปัจจุบันนี้ยังอยู่เลย เป็นชุดทหารเสือที่ลุยสร้างวัดมากับหลวงพี่ การที่ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญมาฝึกเพราะถ้าเชื่อมไม่ดีโครงสร้างจะบิด ความร้อนมันจะดึงเหล็กเมื่อมันขยายตัว แรงงานของเราจากไม่มีฝีมือเลย ฝึกจนสามารถเชื่อมผ่านเอ็กซ์เรย์ได้ รอยเชื่อมสวยเป็นเกล็ดปลา เมื่อเอ็กซ์เรย์ดูไม่มีตามดอยู่ข้างใน แม้จะอัดน้ำเข้าไปก็ไม่มีอะไรทะลุรั่วออกมา ฝีมือการเชื่อมระดับนี้ค่าตัวแพงมากหลวงพี่ฝึกคนงานจากแรงงานจนเป็นมือเชื่อมระดับนี้ได้ ถ้าหากหลุดออกไปในท้องตลาดเมื่อไร ใครๆ ก็ต้องรีบคว้าตัวไว้ทันทีเพราะเป็นที่ต้องการ เราเจียระไนจากสิ่งที่เจียระไนได้ให้มาเป็นเพชรเป็นพลอยชุดนี้เป็นชุดทหารเสือที่ฝีมือเชื่อมเยี่ยมมาก

เมื่อหลวงพ่อทัตตชีโวได้มาเห็นเต็นท์ที่หลวงพี่ใช้ทำงานในร่มท่านชอบใจขอนำไปใช้อบรมธรรมทายาทก่อน หลวงพี่เลยถวายท่านไป
เต็นท์นี้เวลาที่ดินทรุด แม้ทรุดลงไป 1 เมตรก็ไม่เป็นไร เพราะโครงสร้างมีการยืดหยุ่น แม้เจอแรงลมความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ไม่กลัว
. . . . . . . . . .
เต็นท์รับบริจาค
เมื่อโครงเต็นท์แรกเสร็จ หลวงพี่ก็ทำอีกโครง หลวงพี่สุวิชาโภท่านมาเห็นเข้า ท่านชอบใจอีกเช่นกัน จะขอยืมมาใช้กับทางเหรัญญิกด้านการรับบริจาคบ้าง เพราะเมื่อจัดงานที่ศาลาจาตุมหาราชิกามีเหรัญญิกมาช่วยงานเยอะ เต็นท์เล็กๆ ที่ใช้อยู่พอฝนตกดินก็เฉอะแฉะ ท่านอยากได้เต็นท์ใหญ่ที่คลุมพื้นที่ได้มาก หลวงพี่จึงให้ท่านวัดขนาดพื้นที่มาเลยว่าต้องการเท่าไร เอาให้เต็มพื้นที่ที่ทำได้
ความกว้างระหว่างขาเต็นท์เขาเรียกสแปน (Span) เมื่อวัดความกว้างที่ต้องการแล้วได้ออกมา 23 เมตร หลวงพี่ก็ไปออกแบบคำนวณใหม่ ที่ต้องทำใหม่เพราะที่ออกแบบเต็นท์แรกนั้นสแปนแค่ 14 เมตรเมื่อสแปนของเต็นท์นี้ 23 เมตร ซึ่งกว้างขึ้นจากเดิม ก็นำมาใช้ด้วยกันไม่ได้ การรับน้ำหนักต้องออกแบบใหม่ ปรากฏว่าเมื่อคำนวณออกมาแล้ว น้ำหนักมันเยอะ ถ้าใช้ความหนาขนาดนี้ ความกว้างขนาดนี้คนยกไม่ได้ แล้วเราจะทำอย่างไร
หลวงพี่จึงต้องเริ่มต้นออกแบบนับหนึ่งใหม่หมด ต้องออกแบบใหม่เปลี่ยนมาเป็นเต็นท์โครงสร้างแบบถัก เมื่อออกแบบสำเร็จแล้วได้เต็นท์ที่น้ำหนักเบากว่าเดิม ราคาถูกกว่าเดิม คนสามารถยกได้ด้วยสมัยก่อนไม่มีรถยกไม่มีนั่งร้าน ใช้คนทำงานเป็นหลัก ตอนหลังการสร้างเต็นท์เขาใช้รถยกมายก
. . . . . . . . . .
เต็นท์โครงถัก
สมัยที่ออกแบบศาลาจาตุมหาราชิกา เราออกแบบรองรับจำนวนสาธุชนไว้ที่ 500 คน มีผู้ใหญ่บางท่านพูดทำนองว่าวัดเรานั้นทะเยอทะยานอยู่ตามท้องนาใครจะมา ทำไมสร้างศาลาเสียใหญ่โตขนาดนี้ ก็จริงตามที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นบอก เพราะสมัยนั้นศาลาที่จุคนได้ 500 คนตามวัดต่างๆ ในประเทศไทยมีอยู่เพียงไม่กี่วัด วัดเรามีศาลาใหญ่ขนาดนี้และอยู่กลางท้องนา เป็นวัดเกิดใหม่ด้วย
แต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมา สาธุชนก็มากันเต็มจนกระทั่งตอนหลังหลวงพ่อบอกว่าให้สร้างอีกศาลาคู่กับศาลาจาตุฯ ให้เป็นศาลาแฝด
หลวงพี่ก็นั่งนึกดู ถ้าสร้างแล้วตรงรอยต่อของศาลาจะเป็นอย่างไรริมตลิ่งรับน้ำหนักไม่ไหวแน่ เป็นเรื่องที่อันตราย ต้นไม้ที่อยู่รอบๆ ศาลาก็จะหายไปด้วย หลวงพี่จึงขออนุญาตหลวงพ่อว่าจะสร้างศาลาใหม่คร่อมคูน้ำโดยที่สามารถรองรับคนได้ 2 เท่าของศาลาจาตุมหาราชิกาหลวงพ่อท่านก็อนุญาต
. . . . . . . . . .


แนวคิดออกแบบเต็นท์หลังที่ 3 นี้ ข้างล่างมันฟิกซ์ (Fixed) ขามันต้องใหญ่ แล้วมีช่วงที่เรียวด้วยนิดหนึ่ง ตรงที่เป็นอกไก่เราซื้อสำเร็จรูปมาให้มันเชื่อมกันพอดี ตัวพื้นเราทำเป็นโครงถัก ปูพื้นไม้อัดคลุมคร่อมคูน้ำ สามารถจุคนได้ประมาณ 1,000 คน ราคาต่อตารางเมตรถูกมากและสร้างไวด้วย ประสบการณ์สอนเราให้ทำงานให้ถูก เร็ว และดี
หลวงพี่ชอบจับงานดีไซน์ (Design) ออกแบบ และงานสนามมากกว่างานบริหาร พออายุมากขึ้นเขาไม่ให้เราตากแดด เขาให้เรานั่งห้องแอร์ ตอนหลังเลยไม่มีอะไรใหม่ๆ
เพื่อนหลวงพี่จบวิศวะมา แล้วมาก่อสร้างที่รังสิต เขามาเห็นโครงเต็นท์ของหลวงพี่เขาชอบ เขามาขอแบบ หลวงพี่บอกว่าได้ ทั้งที่บริษัทเขามีเครื่องไม้เครื่องมือและมีคนที่เก่งๆ เยอะแยะ บางคนมาดูมาก๊อบ(Copy) แบบ นี่เป็นงานออกแบบโครงสร้างชิ้นหนึ่งที่เราทำขึ้นมา นึกถึงอาจารย์ที่เคี่ยวเข็ญเรา สอบแล้วสอบอีกถึง 3 ครั้ง อาจารย์ก็ยังไม่ให้
ผ่านทั้งชั้น
ต่อมาเมื่อสาธุชนมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนล้นออกมานอกเต็นท์งานบุญใหญ่คนแน่นไปหมด วัดเราเล็กไปแล้ว จึงจำเป็นต้องมาสร้างสภาธรรมกายสากลหลังคามุงจาก
. . . . . . . . . .
สร้างสะพาน
ทางเข้าวัดด้านหน้าโบสถ์รับโหลดไม่ไหวเพราะสาธุชนหลั่งไหลมาร่วมงานบุญเป็นจำนวนมาก จึงต้องอาศัยทางเข้าอื่นช่วย เรายังไม่มีทางเข้าด้านหน้าอำเภอดังเช่นในปัจจุบัน และทางเข้าด้านถนนสีขาว เราเพิ่งได้พื้นที่ 60 ไร่แรก ส่วนอีก 1,000 ไร่ที่เหลือยังไม่ได้ เราจึงต้องอาศัยเข้าทางด้านคลองแอล โดยมีรถบัสพาสาธุชนมาส่ง ซึ่งต้องข้ามคลองแอล ดังนั้นเราจึงต้องสร้างสะพาน
สะพานข้ามคลองแอลสะพานแรกที่สร้างคือ สะพานที่อยู่ติดกับกำแพงวัดหลังโรงครัวหอฉัน สะพานนี้หลวงพี่คุยกับติ๊กวีระชัย ติ๊กบอกว่า "หลวงพี่ ไม่ต้องออกแบบ เดี๋ยวผมหาแบบมาให้ เป็นแบบโครงเหล็กแล้วน็อคดาวน์ได้" หลวงพี่เลยตกลงให้ติ๊กช่วยรับเรื่องแบบไป
คอยติ๊กอยู่ 2 อาทิตย์ ติ๊กเอาพิมพ์เขียวมาให้ดู หลวงพี่เห็นแล้วนั่งอึ้ง ถามติ๊กว่า "แบบที่เห็นนี้ใช้งบเท่าไร"
"ประมาณ 6-8 แสนครับ"
สร้างสะพาน 6-8 แสน เราจะไปเอาเงินมากขนาดนี้ได้จากที่ไหนในเมื่อเรามีงบอยู่แค่แสนเศษๆ ไม่เกินแสนห้าเท่านั้น หลวงพี่ถามติ๊กต่อ "ใช้เวลาสร้างเท่าไร"
"ประมาณ 4 เดือนครับ"
ใช้เวลาสร้างถึง 4 เดือน เรามีเวลาอยู่แค่ 2 อาทิตย์ ดังนั้นแบบสะพานที่ติ๊กนำมาจึงต้องพับเก็บไปก่อน แล้วหลวงพี่ก็มานั่งออกแบบแล้วเราจะทำอย่างไร? หลวงพี่ให้เทคอนกรีตก่อนเพราะคอนกรีตต้องใช้เวลาในการบ่ม เวลามีแค่ 2 อาทิตย์จึงต้องรีบเทคอนกรีตเป็นการด่วนก่อนเลย
หลักที่หลวงพี่นำมาใช้สร้างสะพานก็คล้ายๆ ที่ขยายศาลาจาตุฯคือต้องออกแบบให้คนยกได้ ไม่ใช่ต้องใช้รถยกอย่างเดียว รถแบคโฮหรือรถ 10 ล้อที่ขนดิน ต้องข้ามสะพานนี้ได้ด้วย รถบัสที่บรรทุกคนเต็มๆ ข้ามแล้วต้องไม่อันตราย
ทีมทหารเสือของหลวงพี่ลุยทำกันแทบไม่ได้นอนกันเลย ทั้งสั่งเหล็ก ตัดเหล็ก เชื่อม ทาสี ปูพื้นด้วยไม้ ติดตั้งทุกอย่างจนเสร็จ ใช้เวลาทั้งหมด 12 วัน ใช้งบไปทั้งหมดแสนสอง



สะพานแบบนี้ไม่มีที่ไหนเขาทำกัน ใช้คนยกได้ รถบรรทุก 10 ล้อข้ามได้ รถบัสข้ามได้ เมื่อเอาทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ ปรากฏว่าใช้ได้ และใช้ได้ดีด้วย จากนั้นจึงใช้แบบของสะพานแรกมาสร้างต่อเป็นสะพานที่ 2ที่อยู่หลังครัวหอฉัน และสะพานที่ 3 อยู่ถนนสุขสบาย แต่ต่อมารื้อทำเป็นถนนคอนกรีตไปแล้ว
เรื่องของงานออกแบบและงานสนาม เรามีจำนวนคนที่จำกัดงบจำกัด เวลาจำกัด เราจึงต้องเค้นศักยภาพของเราออกมาให้เต็มที่
. . . . . . . . . .