
คำถาม : นิพพานมันคืออะไร ทําไมเราต้องอยากไปคือถ้าเกิดเราทําบุญรักษาศีลภาวนาแบบพอประมาณน่ะเอาให้ชาติต่อไปไม่ลําบาก คือสมมติว่าเวลาเราอยากจะเดินทางเนี่ยอยากจะเดินทางไปที่ไหนสักแห่งเนี่ยเขาก็ต้องรู้ก่อนว่าปลายทางหน้าตามันเป็นยังไง มันสวยตรงไหน มันดียังไงไม่รู้ ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะพุ่งหน้าไปทางนั้นทําไมเขาก็เลยบอกปังว่า เอ้าที่เขายังไม่ค่อยรู้สึกอยากนิพพานเนี่ยเพราะเขายังไม่เคยเห็นภาพเลยว่านิพพานมันคืออะไรตองก็เลยแบบเกิดคําถามขึ้นมาในใจเหมือนกันว่าเออหรือจริงจริงแล้วพวกเรานะคะรู้แต่ว่ามันคือเป้าหมายสูงสุดของชาวพุทธเนี่ยแหละแต่ว่ามันยังมีความรู้สึกว่านิพพานน่ะเป็นของไกลตัวใกล้ตัว เวลาเรานึกถึงนิพพานน่ะเป็นเรื่องของคนที่ปฏิบัติมาขั้นสูงเป็นปลายทางของคนมีบุญอย่างเงี้ยค่ะแต่สําหรับคนธรรมดาอย่างเราอย่างเงี้ยมันเหมือนจุดไหนก่อนดีหลวงพี่คือเริ่มจากเห็นความทุกข์ในชีวิตก่อนหรือเริ่มจากการปฏิบัติภาวนาหรือเริ่มจากการตั้งคําถามแบบที่เพื่อนร่วมงานตอนตั้งคําถามนี่แหละวันนี้ก็เลยอยากจะขอให้หลวงพี่ช่วยอธิบายค่ะ แบบภาษาคนธรรมดาเข้าใจง่ายเลยเนี่ยว่านิพพานมันคืออะไรไม่เบียดเบียนใครใช้ชีวิตเรียบๆ แล้วตายไปแล้วก็ไปดีอย่างเงี้ย แล้วก็กลับมาเกิดใหม่วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏแบบค่อนข้างปลอดภัยเนี่ยโดยที่ยังไม่ต้องไปถึงนิพพานเนี่ย มันพอไหมหรือว่าเราควรคิดยังไง หรือมองไปให้ไกลกว่านี้ยังไงคะ
พระอาจารย์ : ครับ ขอบคุณครับ คําถามคําถามพี่ดีนะครับ ใครเคยเจอสภาวะนี้บ้างว่าทําไมเราต้องไปนิพพานด้วย หรือทําไมเราต้องมีเป้าหมายปลายทางด้วย เราก็ไม่ต้องรีบก็ได้มั้ง ชีวิตมันก็ดี ต้องรีบไปด้วย หลวงพี่ว่าหลายคนอาจจะมีคนที่สงสัย แล้วก็ตั้งคําถามกับชีวิต โดยเฉพาะคนที่อยู่ในศาสนาพุทธมานาน แล้วเราก็รู้สึกว่าแบบ เราไม่เห็นต้องรีบเลย เราก็ ฉันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ แบบน็อตแบดอะมันก็ไม่ได้แบบเลวร้ายมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น มันก็แบบไม่ได้ ไม่ได้จะพังพินาศขนาดนั้นนี่ ทําไมล่ะ ทําไมเราต้องไปนั่งเครียดด้วย ทําไมเราต้องแบบรีบไปนิพพานด้วย ทําไมต้องแบบจริงจังในการสร้างบุญด้วยบ้าบุญหรือเปล่า หลายคนนะอยู่ในสภาวะเนี้ย ว่าทําไมอ่ะ นั่นสิ
หลวงพี่ว่า เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เอาดีๆ อ่ะ ก็น่าถามนะ เพราะ เออ เพราะถ้ามันไม่ได้รีบอะ ถ้ามันไม่ต้องรีบอะ ถ้ามันไม่ใช่เรื่องจําเป็นนะ จะไปทําไม จริงมั้ย หลวงพี่ว่า ถ้าเรารู้สึกว่ามันก็ไม่ได้จําเป็นนี่หว่า หลวงพี่ แล้วมันจะต้องรีบไปทําไม แล้วที่มันน่ากลัวที่สุดคือ เมื่อกี้มีคํานึงออกมาตอนที่ตองพูดว่า เราก็ใช้ชีวิต เกิดสบายๆแล้วก็ตาย อย่างปลอดภัยนี่
ประเด็นคือคําว่าปลอดภัยนะครับ คือเอาดีๆ รู้ได้ยังไงครับว่าปลอดภัย
เอาดี ๆ รู้ได้ยังไงครับมา แล้วเจอคนเข้าใจเรื่องกฎที่อยู่เบื้องหลังของโลก ในทุก ๆ ชาติที่เราเกิด รู้ดิครับว่ายังไม่เกิด จะไม่เกิดมาเจอสังคมที่ไม่ดี และรู้ได้อย่างไรครับว่าจะไม่เกิดมาอยู่ในถิ่นทุรกันดารมาก ๆ อยู่ใช่ไหม เอาดีดี รู้ได้ยังไงครับ ว่าจะเกิดมาดี ใช่มั้ยคะ ใช่มั้ย เรารู้ได้ไงครับว่าเราจะเกิดมาดี การเกิดมาของเรา เราจะได้เจอคนดีดีอยู่รอบกาย เราจะปลอดภัยพอ เราจะโชคดีพอ เรามั่นใจได้เหรอ เราแน่ใจจริงจริงหรอ ว่าชีวิตเราอะ เราจะได้เจอสิ่งนั้น
อยากให้เราลองกลับมาตรองเบาเบา สะกิดปึ๊บหนึ่ง สะกิดนิดหน่อยมาสักครั้งหนึ่งของเรา เราไม่ได้มาจะมาการันตีได้เลยว่ามันจะปลอดภัยมันจะรอดมันจะสบายมันจะใช่ มันก็ไม่ได้ผิดนะ แต่การที่เรายังไม่มีเป้าหมายในการจะไปนิพพาน มันก็จะกลายเป็น ความประมาทว่า วันนี้เรามีเงินใช้แล้วหวังว่าพรุ่งนี้บริษัทจะจ้างเราต่อ โดยเราไม่มีอะไรการันตีว่าเขามีสิทธิ์จะเลิกจ้างเราเมื่อไหร่ก็ได้ คือแล้วเราก็บอกว่าชีวิตมันก็ดีดิ เป็นลูกจ้างก็ไม่เห็นจะลําบากเลย ก็ไม่ต้องทําอะไรเยอะแยะ ก็มั่นคงดีออก อยู่เบื้องหลังเราจะได้รู้แบบนี้อีกไหม เกิดมาจะรู้จักคําว่าบุญอีกกี่ชาติ เกิดมีปัญญาอยู่แค่ไหน เอาดี ๆ ไว้ล่ะครับ
มันคือว่า เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกนี้ เรารู้จักมันน้อยมาก และเราจะมาประมาทว่า มันจะเป็นไปดั่งใจเราต่อไป หลวงพี่ว่านั้นแหละ พระพุทธเจ้าคือไม่รีบช่วยเหลือคนอื่น แต่การที่เรามีเป้า เราปักธงชัดว่าเรารู้แล้วว่า สังสารวัฏไม่ปลอดภัย ความเพลินมันเหนื่อย มันก็จะเริ่มเห็นโทษภัย เขาเรียกว่าเห็นโทษภัยในสังสารวัฏ คือเห็นโทษและเห็นภัยที่จะมาถึง ประหนึ่งคนที่นอนอยู่ริมชายหาดแล้วเห็นน้ําลดอย่างรวดเร็ว แล้วก็รู้ทันทีเลยว่า โทษภัยอันตรายใกล้แล้ว เราควรต้องวางใจ เร่งตัวเอง ขวนขวายได้แล้วว่า มันไม่ได้ปลอดภัยนะ ในสังสารวัฏแห่งนี้ ครับ นั่นแหละครับ
พระอาจารย์สัจจาธิโก
ฟังเพิ่มเติมได้ที่
https://www.youtube.com/live/16HHEub-cIA?si=sMP-SgnYVrDCSdgf