ปิดตาหนีทุกข์

วันที่ 05 กพ. พ.ศ.2569

5-2-69_b65%283%29.png

 

ปิดตาหนีทุกข์ : เมื่อความทุกข์ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง แต่คือหนทางแห่งการเรียนรู้

 

 

พระอาจารย์ : ทดสอบนะครับ เจริญพรทุกท่านนะครับ ในเช้าวันนี้ ตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะได้มีโอกาสได้พักผ่อน กล่าวคือได้มาทำสมาธิภาวนา หลับตารวมใจในเช้านี้ไปด้วยกันนะ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติครับ ที่เราจะได้มีโอกาสในการเจริญภาวนาของตัวเอง ถ้าหากมีท่านใดที่กำลังพบเจอเรื่องอะไรอยู่ก็ตาม ให้เราได้ใช้เวลานี้ในการได้สำรวจใจตัวเองนะ ได้สำรวจใจตัวเอง ได้ใช้เวลาในการใช้คำว่ากลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้งแล้วกัน ให้เราสำรวจใจพอสบายสบาย กลับมาอยู่กับตัวเราเอง ณ วินาทีนี้ ณ ตอนนี้ ณ วันนี้ กลับมาอยู่กับใจนิ่งนิ่ง ณ ตอนนี้ ณ วินาทีนี้ ณ เวลานี้ ให้เราเหมือนได้ใช้ช่วงเวลานี้แค่สั้นๆ ถือโอกาส explore หรือว่าสำรวจความรู้สึกของเรา ความรู้สึกตัวของเรา ใช่ มันเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้สำรวจความรู้สึกตัวของเรา และใช่ มันเป็นช่วงเวลาที่จะได้สำรวจใจของเราไปด้วย มันไม่มีอะไรเลยที่ต้องมานั่งนึกเสียดายในวันนี้แล้ว ขอบคุณวินาทีนี้ แค่เราหายใจช้า ๆ หัวใจเราก็จะเต้นช้า ขอบคุณวินาทีนี้ที่เรายังอยู่ ขอบคุณวินาทีนี้ที่เราอยู่ตรงนี้ ขอบคุณทุกความรักตัวเองที่เรามอบให้ตัวเอง ให้เราขอบคุณนะ ให้เราฝึกขอบคุณตัวเราเอง ขอบคุณที่เรายังรอดชีวิตอีกหนึ่งวัน ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขอันตัวเรานั้นตายแน่ตายแน่ เออ แค่มีชีวิตและชีวิตยังได้ทำเรื่องที่ดี ได้ทำสิ่งดีดีนี่ก็ฟุ้งกับการมีชีวิตมากแล้ว และก็ให้เราลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความเบิกบาน ที่รู้สึกว่าช่างโชคดีจังที่มีชีวิตกันทุกคน

 

เจริญพรทุกท่านในยามเช้าวันนี้เช้าวันที่สี่ตุลาคม ในรายการพระไตรปิฎกยามเช้า วันนี้เราอยู่กันในหัวข้อที่ว่า "ปิดตาหนีทุกข์" นะครับ ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากที่คุณตองได้แชร์ว่า ได้คุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เคารพ ท่านแนะนำว่าเวลามีความทุกข์เกิดขึ้น เราไม่ควรไปใส่ใจมาก ปล่อยผ่านซะบ้าง เดี๋ยวมันก็หายเอง ไม่ต้องไปสนใจมันมากหรอก จนเกิดคำถามว่าการไม่ใส่ใจความทุกข์นั้นดีจริงหรือเปล่า หรือมันเป็นการหลอกตัวเอง เหมือนเอาพรมมาคลุมปัญหาไว้เฉยๆ แต่ไม่ได้แก้ไขจริงๆ หรือว่าทุกข์เราไม่ควรไปทำอะไรกับมันเยอะ แค่นั่งเฝ้าอยู่ในถ้ำแป๊บนึงรอมันผ่านไปตามกฎไตรลักษณ์

 

หลวงพี่อยากให้มองอย่างนี้ครับว่า การรับมือกับทุกข์ที่เรียกว่าดี คือเราต้องซื่อสัตย์กับตัวเองก่อนว่าทุกข์นี้ทุกข์เพราะอะไร หลวงพี่คงจะเปรียบอย่างนี้แล้วกัน สมมติวันนี้เราเห็นขยะอยู่หน้าบ้านของคนตรงข้าม แล้วมันเริ่มส่งกลิ่นเหม็น ทางเลือกที่หนึ่งคือ "ปิดตาหนี" ใส่หน้ากากเดินหนีไปเลย ไม่ปรับตัวอะไรแต่ลึกๆ ในใจก็ยังบ่นและเหม็นอยู่ตลอด ทางเลือกที่สองคือ "เดินไปเจรจา" คุยกับเขาอย่างตรงไปตรงมาจนเกิดการเปลี่ยนแปลง นี่คือการจัดการสำเร็จ และทางเลือกที่สามคือ "คุยแล้วแต่เปลี่ยนไม่ได้" พยายามเต็มที่แล้วเขายังไม่เก็บ เราจึงต้องอยู่กับมันด้วยความเข้าใจว่าตอนนี้มันยังเปลี่ยนไม่ได้

 

ผลลัพธ์ของคนที่ 1 กับคนที่ 3 ภายนอกอาจจะเหมือนกันคือขยะยังอยู่และเหม็นเหมือนเดิม แต่สภาวะข้างในต่างกันลิบลับ คนที่เดินหนีลึกๆ มันไม่ได้เข้าใจจริงๆ แต่มันเอนไปทางเพิกเฉยหรืออุเบกขาที่ผิดทิศ แต่คนที่ 3 คือเขามีปัญญาเห็นเหตุปัจจัยแล้ว เขาจึงวางใจได้อย่างสบายใจจริงๆ ดังนั้นมันไม่ได้มีผิดหรือถูก แต่มันขึ้นอยู่กับวิถีและผลลัพธ์ที่เราเลือก ถ้าทุกข์นั้นมันเกินวิสัยที่เราจะรับมือไหว ณ ตอนนี้ เราถอยก่อนได้ ถอยมาเพื่อรอดูว่าใจเราตอบสนองยังไง การถอยไม่ใช่การหนี แต่คือการถอยมาเพื่อเตรียมพร้อมกลับมาดูใหม่เมื่อมีทรัพยากรทางปัญญาเพียงพอ

 

หัวใจสำคัญคือต้องให้ "จุดประสงค์เป็นตัวตั้ง และวิธีการเป็นรอง" ก่อนจะพุ่งชนหรือก่อนจะถอย ให้จูนใจตัวเองก่อนว่าจุดประสงค์สูงสุดคืออะไร ถ้าจุดประสงค์คืออยากจะกลับมาขอบคุณและรักกัน เราก็จะไม่คุยด้วยความรู้สึกอยากตำหนิ เราต้องใช้ใจที่ใสและชัดเจนเป็นหลัก ไม่ใช่ทำเพียงเพราะอยากทำ แต่ทำเพราะสมควรทำแล้ว บางคนเลือกจะ "ชั่งหัวมัน" เพราะใจเขาไม่ทุกข์แล้ว เมื่อใจไม่ทุกข์ก็ไม่มีเหตุที่ต้องไปจัดการอะไรต่อ เหตุปัจจัยแห่งความทุกข์ไม่เกิด เราก็วางได้โดยไม่ติดค้าง นี่แหละครับคือการวางที่แท้จริง เราอาจจะยังทำไม่ได้ทุกเรื่องในวินาทีนี้ แต่เราสามารถฝึก "ไม่ทุกข์เป็นเรื่องๆ ไป" ได้ เมื่อจัดการเรื่องนี้ได้ เดี๋ยวเราก็จะมีบทเรียนไว้ใช้กับเรื่องใหม่ๆ

 

เหมือนที่ลูกศิษย์หลวงพี่คือคุณเบสได้แชร์แนวคิดเรื่อง "อุปมาคนหว่านพืช" (Parable of the Sower) ว่าเวลาเราหว่านพืชไป เราจะเจอทั้งถนน น้ำ ทราย ดินดี และดินแย่ผสมกัน พืชจะขึ้นในดินที่เหมาะสมเท่านั้น ถ้าสิ่งใดทำแล้วไม่งอกเงย ไม่เป็นกุศล เราก็แค่ข้ามไปก่อน รอจนมันเปลี่ยนแปลงเหมาะสม เพราะทุกอย่างในโลกนี้เปลี่ยนไปเสมอ สิ่งที่ทำให้เราทุกข์คือการที่เราส่งใจออกนอกเยอะเกินไป พยายามเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นดั่งใจเรา ทั้งที่ความจริงแล้วแม้แต่จิตใจเราเองเรายังคอนโทรลไม่ได้เลย

 

เมื่อไหร่ที่เราใจตก จิตจะไปเกาะกับเรื่องแย่ๆ และอนุญาตให้บาปอกุศลหรือวิบากเก่าๆ ปรากฏขึ้นได้ง่ายขึ้น เหมือนเป็น "หลุมดำของชีวิต" จิตที่เศร้าหมองรุนแรงจะดึงดูดพลังงานที่เหมือนกันขึ้นมา หน้าที่ของเราคือการวางจิตไว้ให้ชอบ แล้วความคิดจะปรับตามเอง ในการฝึกจิตให้มั่งคง หลวงพี่มีเทคนิคคือ "ความสบาย (Sabai)" ซึ่งเป็นทางที่ง่ายที่สุด สติคือความรู้ตัว ส่วนความสบายคือสภาวะที่นำมาซึ่งความสุขที่อยู่ได้เรื่อยๆ ไม่ลำบาก

 

เวลาปฏิบัติสมาธิแล้วเจอประสบการณ์อะไรก็ตาม ทั้งดีและไม่ดี ให้ฝึก "พอใจในระดับเดียวกัน" วันนี้นั่งดีก็นิ่งและพอใจ วันนี้นั่งฟุ้งก็พอใจในระดับเดิม จิตจะได้ไม่แกว่ง ให้มองตัวเองเป็นเหมือน "ท่อน้ำพีวีซี" ที่มีน้ำไหลผ่าน ประสบการณ์ต่างๆ คือน้ำที่ไหลไป เราแค่ดูและเกาะกระแสความสบายนั้นไว้ ไม่ต้องไปคว้าหรือไปทิ้งมัน แรกๆ จิตอาจจะดีดและดีใจที่เจอความสงบ ก็ให้เริ่มใหม่จนกว่าจะ "เบื่อหน่ายความดีใจ" (นิพพิทา) ซึ่งไม่ใช่การรำคาญ แต่คือการ "อิ่ม" เหมือนคนกินข้าวอิ่มแล้วพร้อมจะก้าวต่อไปในจุดที่ลึกกว่าเดิม

 

สุดท้ายนี้หลวงพี่ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ขอให้มีแต่ความสุข พบเจอแต่สิ่งดีๆ ใครที่ทำงานอยู่ก็ขอให้ร่ำรวยสะดวกสบาย มีอิสรภาพมาใช้สร้างความดีให้สมแก่การเกิดมา ขอให้มีดวงปัญญาสมบูรณ์ การบ้านวันนี้คือลองกลับไปสำรวจดูว่า ความทุกข์ที่คุณเจออยู่ คุณเลือกจะปิดตาหนี หรือเผชิญหน้าด้วยปัญญา และลองถามตัวเองดูว่าจริงจริงแล้วเราได้ประโยชน์อะไรจากการแบกความกังวลนั้นไว้ ถ้าเรารู้ทัน เราก็จะวางได้ง่ายขึ้นครับ ขอให้ชีวิตปีนี้มันง่าย เบาสบาย และขอให้ทุกท่านมีปัญญาชนะความทุกข์ได้ทุกประการเทอญ

 

พระอาจารย์สัจจาธิโก

 

ฟังเพิ่มเติมได้ที่

https://www.youtube.com/live/AzAYJdCTuQ8?si=tqTekpG_5CiELvUp

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0018765648206075 Mins