ความจริงเรื่องจักรวาล คือ กรงขังสรรพสัตว์

วันที่ 07 กย. พ.ศ.2558

 ความจริงเรื่องจักรวาล คือ กรงขังสรรพสัตว์

            ประเด็นที่จะนำเสนอในหัวข้อต่อไปนี้ เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับหัวข้ออื่นๆ ที่จะทำให้เราเห็นภาพของตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อเราได้ศึกษาองค์ประกอบของจักรวาลอันเป็นที่อยู่ของสรรพสัตว์และโครงสร้างของจักรวาลแล้ว เราเห็นเพียงภาพรวมของจักรวาลเท่านั้น มิได้เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงการไปเกิดมาเกิดระหว่างภพภูมิ ตามกฎสังสารวัฏ

สังสารวัฏ คือ การที่สัตว์ทั้งหลายทุกรูปทุกนามต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ รวมทั้งชีวิตปัจจุบันของมนุษย์ในโลกนี้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด กระบวนการความเป็นไปของสังสารวัฏมีธรรมเป็นแบบอิงอาศัยกันสัมพันธ์กันเป็นลูกโซ่ ดังนั้นความเป็นไปของสังสารวัฏจึงประกอบด้วยองค์ 3 คือ กิเลส กรรม วิบาก

ความสัมพันธ์ขององค์ 3 เมื่อกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ กำเริบส่งผลให้ใจเศร้าหมอง บีบบังคับใจมนุษย์ให้ทำกรรมทางกาย วาจา ใจ ส่งผลให้ได้รับวิบากอันมีอำนาจนำมนุษย์ เมื่อตายแล้วให้เสวยผลแห่งกรรมในภพภูมิ 31 และวิบากนี้ก็เป็นเหตุให้บีบคั้นกิเลสในใจของสรรพสัตว์ต่อไปอีก เป็นสภาวะหมุนเวียนด้วยความเป็นเหตุเป็นผลอยู่อย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด

 

            สังสารวัฏเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับคนทั่วไป ที่มิได้มีความศรัทธาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคนจำนวนมากมีความเข้าใจว่า คนเราเมื่อตายแล้วสูญ ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่อีก จึงดำเนินชีวิตตามความพอใจของตน ไม่คำนึงถึงหลักศีลธรรม หรือบางพวกที่เข้าใจเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด แต่ก็ไม่ทราบวิธีการที่จะหลุดพ้นจากสังสารวัฏนี้ได้อย่างไร มนุษย์มีปัญญาความรอบรู้อยู่ในขอบเขตจำกัด มักจะรู้เฉพาะประสบการณ์ชีวิตของตนที่ผ่านมาในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น ไม่รู้ไปถึงชาติในอดีตและชาติต่อไปในอนาคต มีเพียงบางพวกเท่านั้นที่พอรู้บ้าง เช่น พวกฤาษีชีไพรที่บำเพ็ญเพียรทางจิต สามารถระลึกชาติย้อนหลัง หรือไปยังข้างหน้าได้ แต่ระลึกได้จำนวนชาติ ที่จำกัด รู้เพียงบางส่วน รู้ไม่ครบวงจร ที่เรียกว่า รู้รอบ รู้แจ้ง ทำให้ความรู้ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ตามความเป็นจริง ส่วนสัตว์บางภูมิ เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดา พรหม เวลาเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดในครรภ์มารดา เหมือนมนุษย์ แต่เกิดแล้วโตทันที สัตว์เหล่านี้สามารถจำเหตุการณ์ในชาติเก่าของตนได้บ้าง จะจำได้เพียงชาติเดียว หรือที่เพิ่งตายมาย้อนหลังได้เพียงไม่กี่ชาติ แต่ย่อมไม่รู้ถึงซึ่งอนาคต

 

            เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์หรือแม้แต่สัตว์ในสุคติภูมิย่อมไม่สามารถรู้ได้ว่า ภพ 3 เป็นที่คุมขังพวกตน ให้วนเวียนตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายไม่มีวันจบสิ้น เกิดครั้งใดก็ไม่มีทางรอดจากความทุกข์ ความทุกข์เป็นสภาพที่ทนได้ยาก แม้รู้จักทุกข์กันดีก็จริง แต่ไม่รู้จักวิธีการดับทุกข์ ครั้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติตรัสรู้ขึ้นในโลกมนุษย์ พระปัญญาธิคุณของพระองค์ กว้างขวางไม่มีประมาณไม่มีขอบเขตจำกัด พระองค์ทรงรู้แจ้งแทงตลอดด้วยญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์ในความเป็นไปของสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งปวง ทรงรู้แจ้งเห็นแจ้งซึ่งพระนิพพานอันเป็นสถานที่หลุดพ้นจากภพสาม เป็นที่ไม่มีเกิดไม่มีตาย ตลอดถึงทรงทราบวิธีปฏิบัติเพื่อการเลิกเวียนว่ายตายเกิด พระองค์ทรงพบว่า มนุษย์นั้นยังตกอยู่ในอำนาจกิเลส เป็นเหตุให้ก่อกรรมนำไปสู่วิบากในภพทั้ง 3 การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้ง 3 จึงเสมือนกับคุกที่กักขังสรรพสัตว์ ให้หมดอิสรภาพ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ถูกกิเลสบังคับชักนำให้สร้างกรรม เกิดวิบาก วนเวียนตายเกิด ได้รับทุกข์ทรมานอยู่ในภพภูมิต่างๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด แม้โลกมนุษย์เองก็เป็นคุกย่อยในคุกใหญ่ คือ ภพ 3

 

           บางคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าชาวสวรรค์ ก็ยังมีความทุกข์ด้วยหรือ ในที่นี้ขอกล่าวถึงสภาพความทุกข์ของสรรพสัตว์ทั้งหลายในภพสามที่เปรียบเสมือนคุกขังสรรพสัตว์

สัตว์นรก ทุกข์เพราะถูกลงโทษทัณฑ์ทรมานด้วยประการต่างๆ อย่างโหดร้ายทารุณถึงที่สุดจาก นายนิรยบาล

เปรต ทุกข์เพราะความหิวโหย ความห่วงใยในคนที่ผูกพัน

อสุรกาย ทุกข์เพราะความหวาดกลัว ไม่มีที่อยู่ ที่กิน

สัตว์เดรัจฉาน ทุกข์เพราะเรื่องการหาอาหารเลี้ยงชีพเป็นสำคัญ

มนุษย์ ทุกข์เพราะต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เศร้าโศกเสียใจด้วยเรื่องต่างๆ

เทวดา ทุกข์เพราะมีสมบัติไม่เท่าเทียมผู้อื่น (ติดในกามคุณอารมณ์)

พรหม ทุกข์เพราะความเป็นผู้มีรัศมีสว่างไสวไม่เท่าผู้อื่น (มีสักกายทิฏฐิและมานะ)

 

           อย่างไรก็ดี สรรพสัตว์ทุกชีวิต ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใดๆ มักจมอยู่กับทุกข์ในภพที่ตนอยู่จนเป็นความเคยชิน มองทุกข์ไม่พบ เมื่อไม่พบก็ไม่คิดจะหนีออกจากทุกข์ ทั้งยังแก้ไขอย่างผิดวิธี เหมือนป่วยเป็นไข้แต่ไม่รู้ว่าป่วย กลับหาของแสลงโรคให้กับตนเอง อาการของโรคจึงเพียบหนัก เมื่อใดมนุษย์มีปัญญาเห็นทุกข์ รู้จักทุกข์ เมื่อนั้นก็จะรู้จักพยายามหาต้นเหตุของทุกข์ให้พบแล้วกำจัดเสีย ปัญญาชนิดนี้เกิดเองได้ยาก ถ้ามีผู้มีปัญญาเหนือกว่ามาชี้แจงแนะนำ บอกทางให้ก็จะทำให้ง่ายและสะดวกขึ้น ดังนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระปัญญาธิคุณอันประเสริฐ ทรงชี้นำ แนะแนวทางในการดับทุกข์ ออกจากคุกไว้ให้แล้ว ขอให้เราได้ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของพระองค์ ย่อมบรรลุมรรคผลนิพพาน เลิกเวียนว่ายตายเกิดอย่างแน่นอน ไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงสอนเหมือนกันทั้งสิ้น ทรงสอนเรื่องสำคัญที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ การหลุดพ้นจากสังสารวัฏ มิได้ทรงสอนหมดทุกเรื่อง เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงเปรียบเทียบว่า ความรู้ที่พระองค์สอนนั้นเป็นเพียงใบไม้ในกำมือ แต่ความรู้นั้นมีอีกมากมายดุจใบไม้ในป่าประดู่ลาย

-------------------------------------------------------------------

GL 204 ศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กลุ่มวิชาเป้าหมายชีวิต