ท่ามกลางผืนป่าหิมพานต์อันกว้างใหญ่ มีอาศรมแห่งหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้และขุนเขา เป็นที่พำนักของเหล่าฤๅษีกว่าห้าร้อยตน ผู้ละทิ้งชีวิตทางโลกเพื่อแสวงหาความสงบเหล่าฤๅษีทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ผู้ทรงปัญญา ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของทุกคนแต่แม้จะเป็นสถานที่แห่งการปฏิบัติธรรม ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้

วันหนึ่ง แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านยอดไม้ลงมายังลานกว้างใกล้อาศรมฤๅษีร่างผอมผู้หนึ่งกำลังใช้พร้าผ่าฟืนอย่างเหน็ดเหนื่อย เหงื่อไหลอาบใบหน้า ขณะที่เขาพยายามจามคมพร้าลงบนท่อนไม้แข็งฉับ! ฉับ!แต่ไม้กลับไม่ยอมแตกออกโดยง่ายไม่ไกลนัก ฤๅษีอีกตนหนึ่งนั่งมองอยู่ใต้ร่มไม้ เขาเป็นคนช่างพูดและชอบออกคำสั่งผู้อื่น

“ไม่ใช่ตรงนั้น! เจ้าต้องฟันตรงนี้สิ!”ฤๅษีร่างผอมชะงักเล็กน้อย ก่อนลงมือผ่าฟืนต่อ“บอกให้ฟันตรงนี้อย่างไรเล่า! ทำไมถึงไม่ฟัง!”เสียงตำหนิดังขึ้นอีกครั้งฤๅษีร่างผอมเริ่มขมวดคิ้ว แต่ยังพยายามอดทน ฉับ!“ผิดอีกแล้ว! ถ้าทำเช่นนั้นทั้งวัน ไม้ก็คงไม่แตกหรอก!” คำพูดที่ดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ความอดทนของผู้ผ่าฟืนค่อย ๆ หมดลงในที่สุด เขาก็หยุดมือ หันกลับไปมองผู้ที่นั่งออกคำสั่งด้วยความโกรธ

“ท่านจะพูดอะไรนักหนา!”แต่ฤๅษีปากกล้ากลับไม่ยอมหยุด“ก็ข้าเห็นว่าเจ้าทำไม่ถูก จึงช่วยบอก!”“ข้าไม่ได้ขอให้ท่านมาสอน!”ฤๅษีร่างผอมตะโกนกลับ ก่อนกล่าวด้วยความเดือดดาล“ท่านไม่ใช่อาจารย์สอนผ่าฟืนของข้าเสียหน่อย!”สิ้นเสียงนั้น เขาก็เงื้อพร้าคมกริบขึ้นสุดแขน แล้วฟันลงไปยังฤๅษีผู้ช่างพูดอย่างแรงฉับ!ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าจะมีใครห้ามทันร่างของฤๅษีปากกล้าล้มลงกับพื้น และสิ้นใจในทันทีลานผ่าฟืนที่เคยมีเสียงโต้เถียงกลับเงียบสงัด
ความโกรธเพียงชั่ววูบได้พรากชีวิตหนึ่งไป ส่วนคำพูดที่ไม่รู้จักยับยั้ง ก็กลายเป็นชนวนเหตุแห่งโศกนาฏกรรมเมื่อเรื่องราวทราบถึงอาจารย์ผู้เป็นหัวหน้าคณะฤๅษี ท่านจึงให้เหล่าศิษย์ช่วยกันจัดการพิธีศพแก่ผู้เสียชีวิตแต่เหตุการณ์ที่น่าเศร้ายังไม่จบเพียงเท่านั้น...ไม่ไกลจากอาศรม มีจอมปลวกสูงแห่งหนึ่งตั้งอยู่ริมทางเดินในป่า

ทุกเช้าและเย็น นกกระทาตัวหนึ่งมักบินขึ้นไปยืนบนยอดจอมปลวก แล้วส่งเสียงร้องดังก้องไปทั่วบริเวณ“กะต๊าก! กะต๊าก!”เสียงของมันดังจนเหล่าฤๅษีที่เดินผ่านไปมาต่างคุ้นเคยเป็นอย่างดีวันแล้ววันเล่า นกกระทายังคงส่งเสียงร้องจากที่เดิม โดยไม่รู้เลยว่าเสียงของมันกำลังนำภัยเข้ามาใกล้

กระทั่งเช้าวันหนึ่ง...พรานป่าผู้หนึ่งเดินผ่านบริเวณนั้น ขณะกำลังมองหาร่องรอยสัตว์ เสียงนกกระทาก็ดังแว่วเข้ามา“กะต๊าก! กะต๊าก!”พรานหยุดเดินทันที“หืม... เสียงนกกระทานี่นา”

เขาเงี่ยหูฟัง ก่อนค่อย ๆ เดินตามเสียงไปอย่างระมัดระวังยิ่งเข้าใกล้ เสียงร้องก็ยิ่งชัดเจนพรานแหวกพุ่มไม้เบื้องหน้าอย่างช้า ๆ และในที่สุดก็พบต้นเสียงนกกระทาตัวหนึ่งกำลังยืนร้องอยู่บนยอดจอมปลวก โดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครกำลังเฝ้ามองมันพรานยิ้มออกมา

“เจ้าอยู่นี่เอง!”เพียงไม่นาน เขาก็จับตำแหน่งของนกได้แน่นอน ก่อนลงมือฆ่ามัน แล้วนำร่างกลับไปเสียงร้องที่เคยดังก้องไปทั่วป่า จึงเงียบหายไปนับแต่นั้น
หลายวันต่อมา อาจารย์ผู้เป็นหัวหน้าคณะฤๅษีสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างบริเวณจอมปลวกเงียบสงัด ไม่มีเสียงนกกระทาร้องดังเช่นทุกวันท่านจึงหันไปถามเหล่าศิษย์ “นกกระทาที่เคยร้องอยู่บนจอมปลวกหายไปไหนเสียแล้ว? เหตุใดช่วงนี้จึงไม่ได้ยินเสียงของมันเลย?” ฤๅษีผู้หนึ่งตอบว่า

“ท่านอาจารย์ มีพรานป่าเดินตามเสียงร้องของมันไป จนพบที่ซ่อนและฆ่ามันเสียแล้วขอรับ” อาจารย์นิ่งไปครู่หนึ่งท่านนึกถึงเหตุการณ์ที่ฤๅษีปากกล้าถูกฆ่าเพราะคำพูดของตนเอง ก่อนหันมองจอมปลวกที่บัดนี้ไร้เสียงนกกระทาสองเหตุการณ์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน กลับมีบางสิ่งที่เหมือนกันอย่างน่าประหลาดท่านจึงเรียกเหล่าฤๅษีมารวมตัวกัน แล้วกล่าวว่า

“พวกท่านเห็นหรือไม่ว่า คำพูดที่มากเกินไป รุนแรงเกินไป หรือกล่าวโดยไม่รู้จักเวลา อาจนำภัยมาสู่ผู้พูดได้”เหล่าฤๅษีต่างตั้งใจฟัง“ฤๅษีผู้หนึ่งต้องเสียชีวิต เพราะไม่รู้จักยับยั้งคำพูดของตน ส่วนนกกระทาก็ต้องตาย เพราะส่งเสียงร้องดังจนพรานรู้ที่ซ่อน” ท่านหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“คำพูดก็เหมือนอาวุธ หากใช้โดยขาดสติ ย่อมย้อนกลับมาทำร้ายผู้พูดเองได้”เหล่าฤๅษีต่างน้อมรับคำสอน และจดจำเหตุการณ์ทั้งสองไว้เป็นบทเรียนในการดำเนินชีวิตส่วนอาจารย์ผู้ทรงปัญญานั้น ยังคงอบรมสั่งสอนศิษย์และเจริญพรหมวิหารสี่ จนเมื่อสิ้นอายุขัย ก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก
กาลต่อมา เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร พระองค์ทรงปรารภภิกษุชื่อโกกาลิกะ ผู้ได้รับความพินาศเพราะวาจาของตนเองพระองค์จึงตรัสว่า“มิใช่เพียงในชาตินี้เท่านั้นที่โกกาลิกะต้องประสบความพินาศเพราะคำพูด แม้ในอดีตกาลก็เคยเป็นเช่นนี้มาแล้ว”จากนั้น พระองค์ทรงประชุมชาดกว่าฤๅษีผู้ปากกล้าในครั้งนั้น คือโกกาลิกภิกษุเหล่าฤๅษีทั้งหลาย คือพุทธบริษัทในปัจจุบันส่วนอาจารย์ผู้เป็นหัวหน้าคณะฤๅษี ก็คือพระองค์เองในอดีตชาติ