อานิสงส์บูชาด้วยดอกมะลิ

วันที่ 12 พย. พ.ศ.2558

อานิสงส์บูชาด้วยดอกมะลิ
 

อานิสงส์บูชาด้วยดอกมะลิ

 

     การเดินทางไกลในสังสารวัฏเพื่อข้ามไปสู่ฝั่งแห่งอมตมหานิพพาน จำเป็นจะต้องมีเสบียงคือ บุญ เป็นเครื่องสนับสนุนหล่อเลี้ยงเพื่อให้เราได้สร้างบารมีอย่างสะดวกสบาย เกิดมาภพชาตินี้ ควรมุ่งมั่นสั่งสมบุญให้ได้มากที่สุด เพราะถึงเวลาจะหลับตาลาโลก แม้เราจะรักใครมากที่สุด หรือคนอื่นจะมารักมาสงสารไม่อยากให้เราต้องจากโลกนี้ไป หรือแม้ร้องไห้นํ้าตาแทบเป็นสายเลือด เขาก็ช่วยเหลือเราไม่ได้ มีเพียงบุญกุศล ที่เราสั่งสมไว้ดีแล้วเท่านั้น ที่จะเป็นเพื่อนแท้ในการเดินทางไปสู่สัมปรายภพ ดังนั้นเมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีโอกาสได้สร้างบุญสร้างบารมี จงอย่าปล่อยให้โอกาสดีๆ นี้ผ่านไป เพราะบุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งของเราทั้งในโลกนี้และโลกหน้า บุญจะสนับสนุนให้เราได้บรรลุจุดหมายปลายทาง ไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้ 


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ปุญญาภิสันทสูตร ว่า
 
   
 "บุคคลใดมีศรัทธาตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวในพระตถาคต มีศีลอันงามที่พระอริยเจ้าพอใจสรรเสริญ
มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง บัณฑิตทั้งหลายเรียกชีวิตของบุคคลนั้นว่า
ไม่ว่างเปล่าจากแก่นสาร เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงประกอบเนืองๆ ซึ่งศรัทธาในพระตถาคตเจ้า ศรัทธาในศีล ในความเลื่อมใส
และความเห็นธรรมเถิด"


     ความเลื่อมใสศรัทธา เป็นทางมาแห่งมหากุศลความดีทั้งหลาย  โดยเฉพาะความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันประเสริฐสุด จะเป็นจุดเชื่อมโยงให้เราได้พบกับสิ่งที่ดีๆ เป็นเหตุให้ได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ คือเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว อะไรที่เป็นสมบัติของมนุษย์ เราจะได้สิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปสมบัติ มีร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่ไข้ มีอายุขัยยืนยาวได้สร้างความดีไปนานๆ มีทรัพย์สมบัติ ทั้งชื่อเสียง เกียรติยศ ก็ไหลมาเทมา และมีคุณสมบัติ คือมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด รู้แจ้งแทงตลอดทั้งทางโลกและทางธรรมเป็นต้น
 
     เมื่อถึงคราวหลับตาลาโลก สวรรค์สมบัติจะบังเกิดขึ้น จะเพียบพร้อมไปด้วยทิพยสมบัติ ทำให้มีรัศมีกายที่สว่างไสว มีวิมานที่รุ่งโรจน์สวยงาม เมื่อถึงคราวประพฤติปฏิบัติธรรม นิพพานสมบัติก็เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย สามารถทำใจให้หยุดนิ่งได้อย่างสบายๆ  เป็นประเภทปฏิบัติสะดวก ตรัสรู้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องลำบาก  นี่คืออานิสงส์ที่เกิดจากความเลื่อมใสศรัทธาในรัตนะอันเลิศคือพระรัตนตรัย
 
   
 * มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อ ขัณฑสุมนะ  ท่านเกิดในราชตระกูลแห่งเมืองปาวา  เป็นผู้มีกลิ่นกายหอมเหมือนดอกมะลิ ผิวพรรณวรรณะก็เปล่งปลั่งผ่องใสมากเป็นพิเศษ เมื่อได้ยินข่าวว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก กำลังประทับอยู่ที่สวนอัมพวันของนายจุนทะ ท่านบังเกิดความศรัทธาเลื่อมใส ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะไปฟังธรรม เหมือนผืนดินที่แห้งแล้งรอคอยฝนจากฟากฟ้ามายาวนาน หรือเหมือนปลาในหนองนํ้าที่แห้งขอดกำลังรอฝนด้วยใจจดใจจ่อฉันใดฉันนั้น ลูกเศรษฐีท่านนี้เพียงได้ยินคำว่า "พุทโธ" เท่านั้น ก็รีบชักชวนข้าทาสบริวารไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อฟังพระธรรมเทศนา  ครั้นฟังแล้วก็ยิ่งศรัทธามากขึ้น จึงตัดสินใจออกบวช ท่านบำเพ็ญเพียรเพียงไม่นาน ก็สามารถทำใจให้หยุดนิ่ง ขจัดกิเลสอาสวะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา มีฤทธิ มีเดช มีอานุภาพมาก
 
     วันหนึ่ง ท่านระลึกชาติดูประวัติการสร้างบารมีของตัวท่านว่า บุญอะไรที่ทำให้ท่านเป็นผู้มีกลิ่นกายหอม และมีฤทธานุภาพมากมายถึงปานนี้  ก็พบว่ามีอยู่ชาติหนึ่ง ท่านได้บังเกิดในยุคของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ซึ่งหลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน มหาชนได้ช่วยกันสร้างพระสถูปที่ทำด้วยทองคำเพื่อเป็นเครื่องระลึกนึกถึงพระรัตนตรัย  ส่วนตัวท่านได้สร้างกำแพงที่ทำด้วยไม้แก่นจันทน์ ซึ่งเป็นไม้เนื้อหอม ล้อมรอบพระสถูปอีกชั้นหนึ่ง ทำให้พระสถูปซึ่งนอกจากจะมีสีเหลืองอร่ามเหมือนทองคำแล้ว ยังมีกลิ่นหอมที่เกิดจากไม้แก่นจันทน์อีกด้วย ทำให้ผู้มานมัสการพระสถูประลึกนึกถึงพระรัตนตรัยด้วยใจที่สบาย เป็นเหตุให้มหาชนได้บรรลุธรรมไปสู่สวรรค์และนิพพานกันนับไม่ถ้วน
 
     ด้วยผลบุญที่ได้ทำในครั้งนั้น ทำให้ท่านไปเสวยทิพยสมบัติในสุคติสวรรค์  เป็นผู้มีกลิ่นจันทน์หอมออกจากสรีระร่างกาย กลิ่นหอมฟุ้งขจรขจาย ใครได้กลิ่นก็ชื่นใจ และอยากเข้าใกล้ ท่านเสวยทิพยสมบัติเป็นเวลายาวนานมาก เมื่อลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า สมัตตะ ท่านเป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่มีชื่อเดิมอยู่ถึง ๘ ครั้ง เมื่อละโลกก็กลับไปเสวยทิพยสมบัติในสุคติสวรรค์อีก เวียนว่ายตายเกิดเฉพาะใน ๒ ภพภูมินี้เท่านั้น  

     เมื่อมาเกิดในยุคสมัยหลังพุทธปรินิพพานของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า มหาชนต่างพากันบูชาพระพุทธองค์ด้วยการก่อเจดีย์ทองสูง ๑ โยชน์  ท่านปรารถนาจะบูชาพระเจดีย์ด้วยดอกไม้ แต่ซื้อไม่ได้ ครั้นเห็นดอกมะลิกิ่งหนึ่ง จึงขอซื้อมะลิกิ่งนั้นด้วยราคาที่แพงลิบลิ่วทีเดียว เพราะคนขายโก่งราคาสูงมาก แต่ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ทำให้ท่านตัดสินใจซื้อเพื่อแลกกับการได้บูชาพระรัตนตรัย
 
     ขณะที่เดินถือดอกมะลิไปบูชาพระเจดีย์นั้น ท่านบังเกิดปีติโสมนัสทุกๆ ย่างก้าว  เมื่อไปถึงก็ถือกิ่งมะลิเวียนประทักษิณ ๓ รอบ แล้วทำการบูชานอบน้อมด้วยความเลื่อมใส  แค่บูชาด้วยดอกมะลิเท่านั้น บุญส่งผลให้ท่านได้กลับไปบังเกิดในเทวโลกอีกครั้งหนึ่ง เสวยสุขในสวรรค์อยู่นานถึง ๘๐ โกฏิปี ครั้นมาในยุคพุทธกาลของเรานี้ ท่านได้มาเกิดเป็นพระกุมารในแคว้นมัลละ เพียงได้ยินว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก ขนท่านก็ลุกชูชัน ปรารถนาจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ทันที
 
     คนในสมัยก่อน เมื่อเกิดศรัทธาไม่รอช้า จะรีบทำความดีทันที และจะไม่ให้สิ่งใดมาเป็นอุปสรรค เป็นข้อแม้ ข้ออ้างหรือเงื่อนไขในการทำความดี  ความรู้สึกเช่นนั้นไม่เกิดขึ้นกับนักสร้างบารมีในสมัยก่อนเลย เมื่อใจเปี่ยมด้วยศรัทธา ปัญญาก็เจริญ เมื่อมีปัญญา ปัญหาก็ไม่มี กลายเป็นคนไม่มีปัญหา มีแต่ปัญญา ขวนขวายหาช่องทางในการทำความดีนั้นให้สำเร็จจนได้  นี่คือแบบอย่างนักสร้างบารมีที่ดี การตัดสินใจไปฟังธรรมในครั้งนั้น ทำให้ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา และมีกลิ่นกายที่หอมเหมือนดอกมะลิอีกด้วย
 
     นี่เป็นตัวอย่างของการบูชาพระเจดีย์ด้วยดอกมะลิ ถ้าหากเรามีความเลื่อมใสศรัทธาจริงๆ แม้พระบรมศาสดาจะทรงพระชนม์ชีพอยู่หรือดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็ตาม อานิสงส์แห่งความเลื่อมใสนั้นก็มีผลเสมอกัน เพราะฉะนั้น แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพานไป ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้วก็ตาม หากสิ่งที่เป็นอนุสรณ์แห่งความดี เป็นเครื่องหมายที่ทำให้เราและชาวโลก ได้ตรึกระลึกนึกถึงพระพุทธองค์ ก็คือมหาธรรมกายเจดีย์ ที่เราได้ร่วมกันสถาปนาขึ้นมาด้วยความเคารพเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเป็นอย่างยิ่ง
 
     สิ่งที่เราได้ร่วมกันสร้างขึ้นมาด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และลงทุนลงแรงด้วยความเหนื่อยยากนี้ จะก่อเกิดเป็นบุญใหญ่ให้กับเราทุกคน เหมือนฝนที่ตกลงมาในจักรวาล ไม่มีลมพายุ มีแต่เม็ดฝนล้วนๆ หากเราเอาภาชนะที่ไม่มีรูรั่วตั้งไว้กลางแจ้ง ฝนตกลงมาเท่าไรก็เต็มภาชนะ ฉันใด เราก็จะได้บุญกันเต็มที่ไม่รั่วไปไหน ฉันนั้น  เราทำบุญถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กุศลที่เกิดขึ้นจึงทับทวีเป็นอสงไขยอัปมาณัง เราจะได้อานิสงส์ใหญ่กันเลยทีเดียว
 
     บุญที่เกิดขึ้นจะชำระกาย วาจา ใจของเรา ความบริสุทธิ์ มีความผ่องใส เป็นเหตุให้เกิดความสุขและความสำเร็จต่อไปในอนาคต  เราจะได้สมบัติทั้งสาม คือมนุษย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ และนิพพานสมบัติ ซึ่งสมบัติทั้งสามนี้จะติดตามตัวเราไปอย่างต่อเนื่อง จะเกิดเป็นสมบัติใหญ่ สมบัติมหาศาล  ถ้าเป็นมนุษย์ เขาเรียกว่ามนุษย์มหาศาล เศรษฐีมหาศาล คือมีสมบัติในเมืองมนุษย์มาก  ให้จับจ่ายใช้สอยสำหรับการสร้างบารมีได้เต็มที่  ใช้เท่าไรก็ไม่รู้จักหมดจักสิ้น  หากยังไปนิพพานไม่ได้ ไปเป็นชาวสวรรค์ ก็จะได้สมบัติทิพย์ที่มหาศาลเช่นเดียวกัน 
 
     จนกระทั่งชาติสุดท้าย เมื่อบุญบารมีเต็มเปี่ยม สมบัติของพระนิพพานมหาศาลก็เกิดขึ้น คือแทนที่จะตัดกิเลสได้อย่างเดียว วิชชา ๓ ก็ยังเกิดขึ้นด้วย  ได้อภิญญา ๖  ปฏิสัมภิทาญาณ ๔  จรณะ ๑๕  เป็นทั้งนักปราชญ์บัณฑิต สำเร็จมรรคผลนิพพาน ทุกอย่างเต็มเปี่ยม เข้าถึงความเป็นเลิศของแต่ละวิชชานั้นๆ ตั้งแต่ได้หูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติได้ มีมโนมยิทธิอิทธิวิธีแสดงฤทธิ์ได้ หรือรู้วาระจิตของคนอื่น จนกระทั่งขจัดกิเลสอาสวะได้หมดสิ้น  บุญจึงมีความสำคัญเช่นนี้ 
 
     ดังนั้นให้เราหมั่นประกอบความศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัยไว้ให้ดี  ให้มีพระรัตนตรัยเป็นอารมณ์ ยิ่งถ้าหากทุกคนฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งควบคู่ไปด้วย กระทั่งเข้าไปพบกับพระรัตนตรัยภายในได้เมื่อไร ความศรัทธานั้นก็จะเป็นอจลศรัทธาที่ไม่คลอนแคลนไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดๆ ขอให้หมั่นฝึกฝนใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์หยุดนิ่ง จนกว่าจะเข้าถึงพระธรรมกายภายในกันทุกคน

 

พระธรรมเทศนาโดย : พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)
* มก. เล่ม ๕๐ หน้า ๔๔๘

 

รวมเรื่องอานิสงส์แห่งบุญ