อานิสงส์ถวายพวงดอกมะลิ

วันที่ 13 พย. พ.ศ.2558

อานิสงส์ถวายพวงดอกมะลิ 
 

อานิสงส์ถวายพวงดอกมะลิ

 

     ความงามยามราตรีอยู่ที่รัศมีแห่งแสงจันทร์ ความงามของดวงตะวันอยู่ที่การทอแสงให้กับสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ความงามของมนุษย์ทั้งหญิงและชายอยู่ที่การฝึกฝนอบรมตนเองให้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เป็นผู้มีใจผ่องแผ้ว ประกอบด้วยมหากรุณาเหมือนทะเลและท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล การหมั่นฝึกฝนอบรมใจให้ใสสะอาดบริสุทธิ์อยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ จะทำให้ใจของเราเกลี้ยงเกลาจากมลทินคือกิเลสที่มาห่อหุ้มดวงจิต เมื่อไม่มีมลทินของใจความสว่างไสวก็จะเข้ามาแทนที่ ความรักและความปรารถนาดี ที่เกิดจากใจหยุดนิ่งจะบังเกิดขึ้นแก่ชาวโลกและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น ควรให้โอกาสอันสำคัญกับตนเอง ด้วยการหมั่นทำสมาธิกันทุกๆ วัน


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สุมนสูตร ความว่า
 

"ดวงจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาศย่อมสว่างกว่าหมู่ดาวทั้งปวงในโลกด้วยรัศมี ฉันใด บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีศรัทธา ย่อมไพโรจน์กว่าผู้ตระหนี่ทั้งปวงในโลกด้วยจาคะ ฉะนั้น
เมฆที่ลอยไปตามอากาศ มีสายฟ้าปลาบแปลบ มีช่อตั้งร้อย ตกรดแผ่นดินทำให้เต็มที่ดอน
และที่ลุ่ม ฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สมบูรณ์ด้วยญาณทัสสนะ เป็นบัณฑิตก็ฉันนั้น ย่อมข่มผู้ตระหนี่ได้ด้วยฐานะ ๕ ประการคือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตย
ย่อมบันเทิงใจในสุคติโลกสวรรค์"


     การได้อัตภาพเป็นมนุษย์ นับเป็นความโชคดีที่สุดในโลก เพราะทำให้มีโอกาสได้สั่งสมความดีสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป แต่ในความเหมือนกันคือได้ความเป็นมนุษย์นั้น ก็ยังมีความแตกต่างกันทั้งรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ เชื้อชาติ ตระกูล รวมไปถึงจิตใจ แม้จะเกิดมาวันเดียวกัน เป็นฝาแฝด เป็นครอบครัวเดียวกัน ก็มีศีลมีทิฐิไม่เสมอกัน ยากที่จะให้ถึงพร้อมเหมือนกันทุกอย่าง ที่เป็นเช่นนี้เพราะกรรมเป็นเครื่องปรุงแต่งให้มีความแตกต่างกัน คือเกิดจากการประกอบเหตุที่ต่างกันเอาไว้ในภพชาติอดีตนั่นเอง 
 
     
* มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยของพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวเมืองปรารถนาจะถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ในวันแรกจะให้โอกาสเสนาบดีได้ทำบุญก่อน เสนาบดีจึงจัดแจงอาหารคาวหวานอันประณีตมากมายเตรียมทำบุญกับพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์  ในวันเดียวกันนั้น ภรรยาของท่านเศรษฐีได้ปรารภกับลูกสาวซึ่งกลับมาจากไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนหญิง ๕๐๐ คนว่า "ลูกเอ๋ย หากว่าพ่อของลูกยังมีชีวิตอยู่ วันนี้แม่ต้องนิมนต์พระบรมศาสดาให้มาฉันภัตตาหารเป็นคนแรก" 
 
     ลูกสาวได้ฟังแม่พูดอย่างนั้น ก็ปลอบใจว่า “แม่จ๋า ถ้าอย่างนั้น ลูกจะหาวิธีที่จะให้พระภิกษุสงฆ์อันมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขฉันภัตตาหารของเราเป็นหลังแรก” เมื่อพูดแล้วนางก็บรรจุข้าวมธุปายาสที่ไม่มีน้ำลงในถาดทองคำมีค่าหนึ่งแสน และเอาถาดอีกใบหนึ่งครอบเอาไว้ จากนั้นก็ประดับตกแต่งด้วยพวงมาลัยและดอกมะลิ ครั้นได้เวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จบิณฑบาต นางก็ยกถาดนั้นออกไปพร้อมด้วยเพื่อนหญิงทั้ง ๕๐๐ คน เพื่อไปดักรอพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ในระหว่างทางนางถูกคนรับใช้ของเสนาบดีห้ามไม่ให้ผ่านทาง เพราะกลัวนางจะทำบุญถวายภัตตาหารพระพุทธเจ้าก่อนท่านเสนาบดี
 
     เมื่อถูกห้ามลูกสาวเศรษฐีจึงถามว่า "พวกท่านเห็นอาหารในมือของฉันหรือ" คนรับใช้ก็บอกว่า “เห็นแต่ดอกไม้”  นางจึงถามว่า “แล้วท่านเสนาบดีไม่บูชาด้วยดอกไม้ด้วยหรือ”  คนรับใช้ไม่รู้กุศโลบายของนางก็ไม่ได้ตอบปฏิเสธแต่อย่างใด ทำให้นางได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ถวายภัตตาหารที่ประดับด้วยดอกไม้นั้น จากนั้นนางก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า “เมื่อข้าพระองค์ไปบังเกิดในภพน้อยใหญ่ ขออย่าให้มีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดสะดุ้งเลย ในภพที่ข้าพระองค์เกิด ขอให้เป็นที่รักดุจพวงดอกไม้นี้ และขอให้มีชื่อว่าสุมนา”
 
     คนที่อยากทำบุญมากๆ เมื่อรู้ว่าเนื้อนาบุญอยู่ที่ไหน เขาจะหาทางไปทำบุญให้ได้ แม้เส้นทางการสั่งสมบุญนั้นจะยากลำบาก ก็จะหากุศโลบายที่จะทำให้ได้ไปทำบุญนั้น เมื่อละโลกไปแล้ว ทำให้นางได้ไปบังเกิดในเทวโลก ในขณะที่นางเกิด ฝนดอกมะลิก็ตกลงมาเต็มทั่วทั้งเทวโลกสูงท่วมถึงหัวเข่าทีเดียว ทวยเทพจึงได้ตั้งชื่อเทพธิดานั้นว่า สุมนา เทพธิดานั้นท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกตลอด ๘๙ กัป ในที่ๆ นางเกิดจะมีฝนดอกมะลิตกลงมาทุกครั้ง
 
     มาในภพชาตินี้ นางได้บังเกิดเป็นพระธิดาของพระเจ้าโกศล ในขณะเดียวกันกุมาริกา ๕๐๐ คน ก็ถือปฏิสนธิในตระกูลของอำมาตย์ แล้วยังคลอดจากครรภ์มารดาในวันเดียวกัน ในขณะที่ออกจากครรภ์ฝนดอกมะลิก็ตกลงมาท่วมสูงถึงหัวเข่า พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระธิดาแล้วก็ทรงปลื้มพระทัยว่า ธิดาของเรานี้เป็นผู้มีบุญมาเกิด จึงพระราชทานพระนามว่า สุมนา จากนั้นก็ทรงดำริว่า ธรรมดาเมื่อผู้มีบุญมาเกิดจะต้องมีบริวารมาด้วย แล้วพระองค์ก็สดับว่า มีทาริกาอีก ๕๐๐ คนมาเกิดเป็นสหชาติกัน จึงโปรดให้เลี้ยงไว้ทั้งหมดด้วยพระองค์เอง เมื่อพระธิดามีพระชนม์ได้ ๗ ชันษา เป็นเวลาเดียวกันกับที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างเชตวันมหาวิหารเสร็จพอดี จึงส่งทูตไปกราบทูลพระตถาคต 
 
     เมื่อพระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ได้เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงกราบทูลพระราชาว่า “ขอพระองค์โปรดให้พระธิดาสุมนาราชกุมารีพร้อมด้วยทาริกา ๕๐๐ ถือเครื่องไทยธรรมมีดอกไม้เป็นต้น รับเสด็จพระทศพลเถิด”  พระราชาทรงอนุญาต พระธิดาจึงได้เสด็จไปถวายบังคมพระบรมศาสดา ทรงบูชาด้วยของหอมและดอกไม้มากมาย สุมนาราชกุมารีเมื่อได้โอกาส จึงกราบทูลถามเหตุอัศจรรย์ที่ติดค้างใจมานาน ไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวว่าจะไม่มีใครเชื่อ เนื่องจากว่า พระธิดาได้สดับเสียงของพระอนุชาที่เกิดมาได้ไม่กี่วัน สามารถสนทนากับลูกของนางสนมที่นอนอยู่ใกล้ๆ กันว่า "เพื่อน เพราะเจ้าไม่เชื่อคำของเรา เจ้าดูสมบัติของเราสิ เรานอนบนที่นอนอันเป็นสิริ อยู่ภายใต้เศวตฉัตร เจ้านอนบนเตียงต่ำ ปูลาดด้วยของแข็ง" อีกฝ่ายก็โต้ตอบว่า "เพื่อนเอ๋ย ของนั้นทั้งหมด เป็นเพียงธาตุดินเท่านั้นมิใช่หรือ" นางได้เล่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาทั้งหมดให้พระพุทธองค์ได้สดับฟัง แล้วทูลถามว่า 
 
     "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ๒ คน มีศรัทธา มีศีล มีปัญญาเท่าๆ กัน คนหนึ่งเป็นผู้ให้ คนหนึ่งไม่ให้ คนทั้งสองนั้นเมื่อตายไปแล้ว พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์จะได้รับความแตกต่างกันหรือไม่" พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ดูก่อนสุมนา คนทั้งสองนั้นพึงมีความพิเศษแตกต่างกัน คือผู้ให้เมื่อเป็นเทวดาย่อมข่มเทวดาผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตยคือความเป็นใหญ่ที่เป็นทิพย์"
 
     พระธิดาทูลถามต่อไปว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเทวดาทั้งสองนั้นจุติจากเทวโลกแล้ว มาสู่ความเป็นมนุษย์ ทั้งที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันอย่างไรพระเจ้าข้า" "ดูก่อนสุมนา คนทั้งสองนั้นมีความพิเศษแตกต่างกัน คือ ผู้ให้ทานเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมข่มคนผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตยที่เป็นมนุษย์" พระนางได้ทูลถามต่อไปอีกว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าคนทั้งสองนั้นออกบวช ทั้งที่เป็นบรรพชิตเหมือนกัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือไม่พระเจ้าข้า"
 
     พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ว่า "ดูก่อนสุมนา คนทั้งสองนั้นมีความพิเศษแตกต่างกัน คือคนที่ให้เมื่อเป็นบรรพชิต ย่อมข่มคนที่ไม่ให้ด้วยเหตุเหล่านี้ คือผู้ให้เมื่อออกปากขอจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชก็ย่อมได้มาก ผู้ไม่ให้เมื่อออกปากขอย่อมได้น้อย เมื่ออยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจรรย์เหล่าใด เพื่อนพรหมจรรย์เหล่านั้นก็ประพฤติต่อเธอด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันเป็นที่พอใจเป็นส่วนมาก ไม่เป็นที่พอใจเป็นส่วนน้อย ดูก่อนสุมนา ผู้ให้เมื่อเป็นบรรพชิต ย่อมข่มผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการอย่างนี้แหละ"
 
     พระนางสุมนาได้ทูลถามครั้งสุดท้ายว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าคนทั้งสองนั้นบรรลุอรหัตเหมือนกันแล้วพึงจะได้รับความพิเศษแตกต่างกันหรือไม่" "ดูก่อนสุมนา เราไม่กล่าวเหตุความแตกต่างกันในความเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว" จากนั้นพระองค์ก็ทรงสรุปให้ฟังว่า "บุคคลเมื่อเกิดเป็นคนควรให้ทาน ควรสั่งสมบุญเอาไว้ เพราะบุญเป็นอุปการะแม้แก่มนุษย์ และเทวาทั้งหลาย และมีอุปการะมากแก่บรรพชิต"
 
     จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า ถึงแม้การเกิดได้อัตภาพความเป็นมนุษย์ที่เหมือนกัน แต่ก็ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างกันอยู่มาก เพราะบุญกุศลที่สั่งสมเอาไว้ไม่เท่ากัน ทำให้ทุกคนเกิดมาต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์ที่เกิดมาบนโลกนี้ ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือแสวงหาทางหลุดพ้นจากกองทุกข์ เพื่อให้เข้าถึงความสุขอันเกษมศานต์ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต เมื่อมวลมนุษยชาติได้เข้าไปถึงจุดแห่งความหลุดพ้นแล้วจะไม่มีอะไรที่แตกต่างกันอีกเลย เนื่องจากเป็นกายธรรมอรหัตเหมือนกันหมด เหมือนที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ ฉะนั้นในภพชาตินี้ พวกเราจึงควรทำแต่ความดีล้วนๆ ความไม่ดีอย่าได้ทำ ถ้าอยากให้หนทางนั้นใกล้เข้ามา ก็ต้องทำความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ให้ได้ตลอดเวลา ทาน ศีล ภาวนา ทำให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา กระทั่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกายภายในกันทุกๆ คน

 


พระธรรมเทศนาโดย : พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)
* มก. เล่ม ๓๖ หน้า ๖๐