อานิสงส์ปลูกต้นโพธิ์เป็นพุทธบูชา

วันที่ 13 พย. พ.ศ.2558

อานิสงส์ปลูกต้นโพธิ์เป็นพุทธบูชา
 

อานิสงส์ปลูกต้นโพธิ์เป็นพุทธบูชา

 

     การประคองรักษาตนให้พ้นจากภัยในสังสารวัฏ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องศึกษาเรียนรู้ เกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิต และเมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็ควรเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในการสั่งสมบุญบารมี และหมั่นตรึกระลึกนึกถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะได้เข้าถึงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับท่าน ชีวิตในสังสารวัฏของพวกเราทั้งหลายจึงจะปลอดภัยจากอบายภูมิ หากเราขยันหมั่นเพียรเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติธรรม ชีวิตของเราจะมีคุณค่าสมกับที่ได้เกิดมาในภพชาตินี้


มีวาระแห่งภาษิตที่ปรากฏอยู่ใน อสนโพธิยเถราปทาน ความว่า
 

“องค์พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ติสสะ เป็นสยัมภู เป็นอัครบุคคล
ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดปลูกต้นโพธิ์นี้
และกระทำพุทธบูชาโดยเคารพ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติในเทวดาทั้งหลาย ตลอด  ๓๐ กัป
และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๔ ครั้ง เคลื่อนจากดุสิตพิภพแล้ว  อันกุศลมูลตักเตือน
เสวยสมบัติทั้งสองแล้วจักรื่นรมย์อยู่ในความเป็นมนุษย์ ผู้นั้นมีใจแน่วแน่เพื่อความเพียร
สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ เข้าถึงพระนิพพาน”


     การบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเจริญพุทธานุสติอย่างเต็มกำลังนั้น เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุด สำหรับผู้ที่เกิดมาเป็นนักสร้างบารมี เราชาวพุทธทั้งหลายจะต้องรู้จักขวนขวายแสวงหาบุญใส่ตัว การสร้างบุญแต่ละอย่างที่มีบันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฎกนั้น เป็นแบบอย่างที่ดีของการสร้างความดีของนักสร้างบารมีในรุ่นหลัง และในครั้งนี้มีเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก หลวงพ่ออยากจะนำมาเล่าให้ฟังในที่นี้ ก็เพื่อจะได้เกิดความเชื่อมั่นว่า บุญเล็กบุญน้อยที่เราตั้งใจสั่งสมเอาไว้ในพระศาสนา โดยมีใจน้อมไปในพระพุทธเจ้านั้น เป็นทางมาแห่งผลานิสงส์อันยิ่งใหญ่ไพศาล อย่างไม่มีประมาณอย่างคาดคะเนไม่ถึงกันทีเดียว
 
     เนื้อความแห่งพระคาถานั้น เป็นใจความที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นพระดำรัสอันเป็นมงคลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่พระองค์ได้ตรัสถึงอานิสงส์แห่งการรักษาต้นไม้แห่งการตรัสรู้ธรรม นี่ก็น่าจะเป็นบุญอีกงบหนึ่งที่ทุกท่านควรจะรับทราบเอาไว้ เพราะเมื่อมีเจตนาต้องการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว สิ่งที่ทำไปไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย สิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ล้วนเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ไพศาลทั้งนั้น 
 
     หลวงพ่อขอนำประวัตินักสร้างบารมีท่านหนึ่ง ที่ท่านได้สร้างบุญพิเศษด้วยการปลูกต้นไม้ น้อมถวายบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเถระรูปนี้มีนามว่า
อสนโพธิยเถรเจ้า  ซึ่งท่านเป็นพระอรหันตสาวกองค์หนึ่งในสมัยพุทธกาล ที่ได้เสวยผลแห่งบุญอันเกิดจากการบูชาเนื้อนาบุญผู้เลิศ พระเถระรูปนี้
 
     
* ในอดีต ท่านเคยเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ และได้บำเพ็ญบุญกับพระพุทธเจ้ามาแล้วหลายพระองค์ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งความปรารถนาพระนิพพานมาโดยตลอด
 
     จนมาถึงในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ติสสะ ท่านก็ได้มาเกิดในเรือนมีของผู้มีตระกูลแห่งหนึ่ง แม้ไม่ใช่ตระกูลที่รํ่ารวยอะไร ฐานะก็เพียงปานกลางเท่านั้น ครั้นเจริญเติบโตขึ้นในท่ามกลางหมู่ญาติและครอบครัวที่อบอุ่น อยู่มาจนกระทั่งได้ข่าวการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ติสสะ พระองค์ทรงประกาศพระสัทธรรมไปทั่วพื้นชมพูทวีป กิตติศัพท์อันงามของพระพุทธองค์ได้ฟุ้งขจรไปไกลว่า “บัดนี้ พระพุทธเจ้าผู้เลิศ อุบัติขึ้นแล้วในโลก พระธรรมของพระองค์ งดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย สามารถระงับทุกข์ ต้นเหตุแห่งทุกข์ได้อย่างสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ”  ชาวชมพูทวีปต่างก็พากันกล่าวขานกันไปทั่ว กุลบุตรผู้มีบุญท่านนี้พอได้ฟังอย่างนั้นก็คิดว่า เมื่อไหร่หนอพระศาสดาจักเสด็จมาโปรดเรา แล้วสักวันหนึ่ง เราคงมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา และได้ฟังธรรมในสำนักของพระพุทธองค์ 
 
     จนถึงวันหนึ่ง พระติสสสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จไปถึงเมืองที่กุลบุตรนี้อาศัยอยู่ มีพุทธบริษัทมากมายเดินทางไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาชนิดที่เรียกว่าต้องเบียดเสียดกันเข้า กุลบุตรนี้ได้เดินทางร่วมไปกับสาธุชนเหล่านั้นด้วยและมี่โอกาสได้ฟังธรรม ในขณะที่ฟังธรรมพร้อมกับสาธุชนทั้งหลาย ก็ได้ไตร่ตรองเนื้อความแห่งธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง เกิดความรู้สึกประหนึ่งว่า พระศาสดาแสดงธรรมเฉพาะกับตนเท่านั้น พระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดาละเอียดลึกซึ้งลุ่มลึกไปตามลำดับ ทรงชี้ให้เห็นถึงโอกาสอันแสนยากที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ควรตักตวงสร้างบุญใหญ่มุ่งไปสู่อายตนนิพพาน ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า  
 
     เราเป็นผู้ที่โชดดีอย่างมากที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีโอกาสฟังธรรมของพระพุทธองค์ หากเราไม่ได้มาฟังธรรมในวันนี้แล้ว ก็คงเป็นผู้ที่ประมาทอยู่  ดังนั้นเราไม่ควรประมาทในการสั่งสมบุญ เราควรจะสร้างบุญพิเศษอะไรสักอย่าง ก็มองเห็นต้นประดู่ที่เป็นต้นไม้ตรัสรู้ของพระพุทธองค์ จึงคิดว่า ฐานะเราก็ไม่ใช่รํ่ารวยดังเช่นคนอื่น เราจะเอาบุญด้วยการปลูกต้นไม้นี้บูชาธรรม จึงเอาหน่อต้นโพธิ์ที่ออกจากต้นโพธิ์นั้นมาปลูกใหม่เพื่อบูชาพระองค์ โดยตั้งใจดูแลรักษาอย่างดีเป็นเวลานานถึง ๕ ปี
 
     หลวงพ่อขออธิบายตรงนี้สักเล็กน้อยเกี่ยบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแต่ละพระองค์จะมีต้นไม้คู่บุญ คือเป็นต้นไม้เพื่อการตรัสรู้ธรรมแต่ละชนิดที่แตกต่างกันออกไป เมื่อพระองค์ประทับนั่งตรัสรู้ที่โคนต้นไม้ต้นใด ต้นไม้นั้นจะได้นามว่า ต้นโพธิ์ แปลว่าต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ 
 
     กุลบุตรนี้ดูแลต้นประดู่โพธิพฤกษ์นั้นถึง ๕ ปีจึงได้เห็นต้นไม้มีดอกบานสะพรั่ง ก็เกิดมหาปีติขนลุกขนพองทีเดียว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลเล่าเรื่องราวทั้งหลายให้พระพุทธองค์ทรงทราบ เมื่อพระบรมศาสดาสดับเรื่องราวความตั้งใจในการปลูกต้นไม้ถวายเป็นพุทธบูชาของกุลบุตรนั้นแล้ว จึงทรงมองไปในอนาคตกาล เห็นผลบุญอันมหาศาลที่จะบังเกิดขึ้น จึงตรัสพยากรณ์ ณ ที่ตรงนั้นว่า
 
     “ผู้ใดปลูกต้นโพธิ์นี้ และกระทำพุทธบูชาโดยเคารพ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นย่อมเข้าถึงอานิสงส์ใหญ่ไม่มีประมาณ จักได้เสวยเทวรัชสมบัติในเทวโลกตลอด ๓๐ กัป และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๔ ครั้ง เมื่อเคลื่อนจากดุสิตพิภพแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว จักรื่นรมย์อยู่ในความเป็นมนุษย์ ผู้นั้นมีใจแน่วแน่เพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วจักไม่มีอาสวะ ได้บรรลุพระนิพพาน เธอจะเป็นผู้สงบระงับในที่ทุกสถาน ด้วยบุญที่ได้ปลูกต้นโพธิ์เป็นพุทธบูชา 
 
     ในกัปที่ ๗๔ แต่กัปนี้ เธอจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงสมบูรณ์ด้วย แก้ว ๗ ประการ มีนามปรากฏว่า ทัณฑเสน ในกัปที่ ๗๓ แต่กัปนี้ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ครั้ง ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีพระนามว่า สมันตเนมิ ในกัปที่ ๒๐ แต่กัปนี้ จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่าปุณณกะ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก ภพชาติสุดท้ายก็จะสมบูรณ์ด้วยคุณวิเศษทั้งหลาย คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖"
 
     เมื่อท่านได้ฟังอย่างนั้น ก็บังเกิดมหาปีติและตั้งใจทำบุญจนตลอดชีวิต ได้ทองเที่ยวไปในสุคติโลกสวรรค์และมนุษย์ จนมาถึงสมัยพุทธกาล ท่านได้บังเกิดในตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงพร้อมด้วยศรัทธา จึงออกบวชเมื่ออายุเพียง ๗ ขวบเท่านั้น และก็ได้บรรลุพระอรหัตขณะปลงผมนั่นเอง
 
     เราจะเห็นว่า การมีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า มีจิตใจผูกพันกับพระพุทธองค์ มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์นั้น มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณ เพียงเราตั้งใจหมั่นทำความดีเป็นพุทธบูชา ปรารภเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้วสร้างบุญไปด้วย ด้วยหัวใจของนักสร้างบารมี และหมั่นเจริญพุทธานุสติ มหานิสงส์ก็จะบังเกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนเรื่องราวที่บังเกิดขึ้นมาแล้วกับนักสร้างบารมีในกาลก่อน 
 
     เมื่อทุกท่านได้ทราบอย่างนี้แล้ว  
ให้หมั่นตรึกระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้ากันบ่อยๆ เวลาเราสร้างบุญอะไรก็ให้นึกถวายเป็นพุทธบูชา จะได้มีอานิสงส์ใหญ่ติดตัวไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม 


พระธรรมเทศนาโดย : พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)
* มก. เล่ม ๗๑ หน้า ๒๓๖