อานิสงส์ก้มกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์

วันที่ 17 พย. พ.ศ.2558

อานิสงส์ก้มกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์
 

อานิสงส์ก้มกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์

 

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงบำเพ็ญบารมีมายาวนาน กว่าที่บารมีของท่านจะเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ จนได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในแต่ละภพแต่ละชาติที่ผ่านมา พระพระพุทธองค์อาศัยความมุ่งมั่นในการสร้างบารมี มีจิตใจเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งที่จะทำความดีอย่างยิ่งยวด ไม่มีข้อแม้ข้ออ้างหรือเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น การใช้ชีวิตของพวกเรา ก็ควรจะดูแบบอย่างของพระบรมครูของพวกเรา แล้วตั้งใจดำเนินตามรอยบาทพระบรมศาสดา


มีวาระแห่งภาษิตที่ตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย เถรีคาถา ความว่า
 
 
   "ดูก่อนนางมุตตา เธอจงเปลื้องจิตจากกิเลสเครื่องประกอบทั้งหลาย
เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับแล้ว พ้นจากเครื่องเศร้าหมองฉะนั้น เธอมีจิตหลุดพ้นแล้ว
จงเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคก้อนข้าวเถิด"

 
     พระคาถานี้ เป็นพระดำรัสที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสสอนภิกษุณีรูปหนึ่งให้เป็นผู้ดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท โดยหมั่นทำใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการเปลื้องตนออกจากทุกข์ ซึ่งความไม่ประมาทเป็นสิ่งที่สำคัญ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ความไม่ประมาทเป็นยอดแห่งธรรมทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายนั้นจะประชุมรวมลงที่ความไม่ประมาท เหมือนรอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายที่ประชุมรวมลงในรอยเท้าช้าง 
 
    ผู้มีบุญมาก จะมีชีวิตที่ดีกว่าผู้ที่มีบุญน้อย เพราะดวงบุญในตัวจะคอยตักเตือนผู้นั้นให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท หรือแม้บางครั้งบางเวลาอาจจะเผลอไผล หากมีกัลยาณมิตรมาชี้แนะตักเตือน แม้เพียงครั้งเดียวก็เพียงพอสำหรับผู้มีบุญ ท่านเหล่านั้นจะมีดวงปัญญาสามารถดำรงตนอยู่อย่างมีคุณค่า ไม่ปล่อยให้วันเวลาสูญไปเปล่า เหมือนเรื่องราวที่พระบรมศาสดาได้กล่าวตักเตือน พระเถรีรูปนี้
 
     หากเรามองเพียงปัจจุบันก็อาจจะสงสัยว่า สตรีธรรมดาผู้หนึ่ง ภายหลังที่ได้รับฟังพระโอวาทของพระบรมศาสดาแล้ว เธอก็ได้ตั้งใจปฏิบัติตามคำสอนอย่างเคร่งครัด จนมีผลแห่งการปฏิบัติธรรมที่ดีเยี่ยม หลวงพ่อขอนำประวัติการสร้างบารมีของพระมุตตาเถรีผู้มีบุญ มาเล่าให้พวกเราได้รับทราบ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้เราตระหนักถึงคุณค่าของบุญ จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างคุ้มค่าสมกับที่ได้เกิดมาในชาตินี้
 
     * ย้อนไปหลายภพหลายชาติที่ผ่านมา พระเถรีท่านนี้เป็นผู้ไม่เคยห่างเหินจากเส้นทางบุญ ซึ่งในแต่ละครั้งที่ทำบุญท่านก็ทำให้พอเป็นอุปนิสัย ต่อพระนิพพานในภพนั้นๆ จนกระทั่งมาถึงภพชาติที่พลิกชีวิต คือในยุคของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ได้เสด็จอุบัติขึ้น ท่านได้มาบังเกิดในตระกูลๆ หนึ่งที่มีฐานะมีอันจะกินไม่มีความลำบาก
 
     เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังประกาศพระศาสนาไปยังแว่นแคว้นต่างๆ ทั่วชมพูทวีป ซึ่งเป็นช่วงที่ทาริกาท่านนี้ยังเป็นเด็กไร้เดียงสา แต่ทว่าได้ยินกิตติศัพท์อันดีงามของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านี้ได้ก่อตัวเป็นความเลื่อมใสอยู่เงียบๆ บังเกิดขึ้นในใจของทาริกา และภาพที่ได้เห็นอยู่เป็นประจำก็คือ ภาพแห่งการสั่งสมความดีที่มหาชนได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อสร้างบุญกับหมู่สงฆ์ และภาพของผ้ากาสาวพัสตร์ที่โบกสะบัดในยามเช้า  ในขณะที่คณะภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ออกเดินบิณฑบาต
 
     ภาพเหล่านี้ได้ผ่านเข้ามาในสายตาของทาริกานี้อยู่เป็นประจำทุกวัน ภาพที่เห็นนี้มีผลต่อจิตใจมาก หากเราได้ซึมซับภาพดีๆเข้ามาไว้ในใจ จิตใจจะอ่อนโยนน้อมเข้าไปในกุศลธรรมเหมือนกับเด็กหญิงผู้นี้ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเธอได้เติบโตขึ้นรู้เดียงสาแล้ว มีอยู่วันหนึ่งเห็นพระบรมศาสดาเสด็จไปบนถนน ทันทีที่เห็นก็เกิดความปีติมีใจเลื่อมใส ได้ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วฟุบลงแทบพระยุคลบาทของพระบรมศาสดา 
 
     ขณะที่นอนควํ่าหน้า หัวใจของนางก็พองโต ขยายไปจนจรดฟ้าครอบ รำพึงอยู่ในใจเพียงคนเดียวว่า นับเป็นบุญลาภอันประเสริฐยิ่งของเราหนอ ที่ได้ถวายบังคมแทบพระบาทชิดพระพุทธองค์ ไม่รู้ว่าจะต้องเกิดกันอีกสักกี่ชาติจึงจะได้ทำอย่างนี้ คิดอย่างนี้ขนก็ลุกชูชันด้วยกำลังแห่งมหาปีติ หลังจากวันนั้นผ่านไป ภาพที่ได้หมอบลงกราบแทบพระบาทถวายบังคม ได้ติดอยู่ในใจตลอดเวลา ในเวลาละจากโลกนี้ไป เธอก็ไปบังเกิดในเทวโลก  ท่องเที่ยวไปมาอยู่ในสุคติภูมิเท่านั้น ชีวิตไม่เคยตกต่ำเลย
 
     จนกระทั่งมาถึงในสมัยพุทธกาล ได้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง  คราวนี้เกิดในตระกูลของพราหมณ์มหาศาลในกรุงสาวัตถี มีชื่อว่า มุตตา สาเหตุที่เธอได้ชื่อว่า มุตตา ก็เพราะว่า เป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยอันงดงามน่ารัก จึงเป็นที่รักของญาติพี่น้องบิดามารดาเป็นอย่างมาก
 
     ชีวิตของเธอเป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยความสะดวกสบาย แต่ในความคิดลึกๆ แล้ว มุตตาทาริกาจะเฝ้าถามตนเองอยู่เสมอว่า ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ต้องไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ที่ได้รับ น่าจะมีความสุขที่ยิ่งกว่านี้อีก เมื่อสงสัยก็แสวงหา กอปรกับตนเองเป็นผู้ที่มีศรัทธาอยู่ในตัวอยู่แล้ว พออายุ ๒๐ ปี เธอจึงบวชเป็นสิกขมานาในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมี พอพระมหาปชาบดีโคตมีบอกกัมมัฏฐานแล้ว ก็ตั้งใจบำเพ็ญเพียรไม่ได้ขาด
 
     วันหนึ่ง หลังจากที่กลับจากบิณฑบาต แสดงวัตรคือกิจในการฉันแก่ภิกษุณีผู้เป็นเถรีทั้งหลายและไปที่พักกลางวันเพื่อหาที่นั่งที่สงบเงียบ จึงเริ่มนั่งขัดสมาธิ(Meditation) ทำใจหยุดนิ่งไปตามลำดับ ประจวบเหมาะกับบุญในตัวเต็มเปี่ยมเต็มที่ ทำให้ภาพที่เธอกำลังนั่งหลับตาเจริญภาวนา เข้าไปในข่ายพระญาณของพระบรมศาสดา  พระบรมศาสดาดำริว่า บารมีในตัวของเธอนี้แก่รอบแล้ว ควรที่จะยังใจของเธอให้เข้าถึงพระนิพพาน พอดำริด้วยมหากรุณาอย่างนี้แล้ว แม้ประทับอยู่ที่พระคันธกุฎี ก็ทรงเปล่งพระรัศมีแสดงพระองค์เหมือนประทับนั่งอยู่ต่อหน้าของสิกขมานามุตตา แล้วตรัสว่า
 
     ดูก่อนมุตตา เธอจงเปลี้องจิตจากกิเลสเครื่องประกอบทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับแล้ว พ้นจากเครื่องเศร้าหมองฉะนั้น เธอมีจิตหลุดพ้นแล้ว จงเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคก้อนข้าวเถิด 
 
     นางสิกขมานามุตตานั้นตั้งอยู่ในพระโอวาท ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต ภายหลังที่ได้บรรลุธรรมแล้ว ก็ได้ย้อนกลับไปในอดีตเพื่อตรวจดูบุพกรรมของตนเอง ก็พบว่า บุญที่สั่งสมไว้ไม่ได้ทอดทิ้งไปไหนเลย กลับติดตามอยู่เคียงข้าง ก็เกิดความโสมนัส จึงเปล่งอุทานว่า 
 
     เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้คงที่ ยังเหล่าสัตว์ให้ข้ามสังสารวัฏ เสด็จพุทธดำเนินอยู่บนถนน ข้าพเจ้าได้ออกจากเรือน ก้มลงกราบแทบพระบาท พระโลกเชษฐ์ได้ทรงอนุเคราะห์แล้ว พระผู้นำโลกได้เสด็จไป ด้วยจิตเลื่อมใสนั้น ข้าพเจ้าได้ไปสู่ภพชั้นดุสิต ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ภพทั้งหมดข้าพเจ้าถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องผูก เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ดังช้างพังตัดเชือก การมาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของข้าพเจ้าเป็นการมาดีแล้วหนอ ข้าพเจ้าได้บรรลุวิชชา ๓ ตามลำดับ ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว ความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่จริงหนอ มหาสมบัติใหญ่ทั้งหลายได้มาก็ด้วยผลแห่งบุญอันเล็กน้อยที่ได้ทำในครั้งนั้น
 
     จากเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่าหากเรามีใจที่เลื่อมใสมั่นคง ไม่คลอนแคลนในสิ่งที่เลิศ สิ่งที่ประเสริฐ ดังเช่นพระพุทธเจ้า ก็ย่อมจะทำให้เราได้เข้าถึงสิ่งที่เลิศ สิ่งที่ประเสริฐเช่นกัน ความเลื่อมใสนี้ เป็นสิ่งที่เราทั้งหลายจะต้องทำให้มั่นคง ให้หนักแน่น แม้ในวันนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว แต่เมื่อเรามีจิตเลื่อมใส อานิสงส์ก็ได้เท่ากัน  ดังนั้น เราต้องมีใจที่มั่นคงในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ดูอย่างความเลื่อมใสของพระอรหันตเถรีมุตตาเลื่อมใส ในอดีตชาติที่ผ่านมาท่านอาศัยความเลื่อมใสนั้นเป็นพลวปัจจัยจนได้บรรลุมรรคผลนิพพานในที่สุด ฉะนั้น เราต้องทำใจให้ได้อย่างนั้นทุกๆ คน

 

พระธรรมเทศนาโดย :  พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)
* มก. เล่ม ๕๔ หน้า ๑๒