อานิสงส์มีเพื่อนดี

วันที่ 17 พย. พ.ศ.2558

อานิสงส์มีเพื่อนดี
 

อานิสงส์มีเพื่อนดี


 
     ชีวิตของมนุษย์ทุกคนมีเกิดแก่เจ็บตาย มีการโยกย้าย เปลี่ยนภพภูมิ  ทุกชีวิตจำเป็นต้องเดินทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในวัฏสงสารที่ยาวไกลมากจนหาเบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลายไม่ได้นี้ ในการเดินทางไกลนั้น มนุษย์จะต้องตระเตรียมเสบียงในการเดินทาง ต้องมียานพาหนะ เพื่อที่จะได้ไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ต้องมีเข็มทิศเพื่อที่จะได้ไปสู่เป้าหมายได้แม่นยำ  เป้าหมายสูงสุด ของการเดินทางในสังสารวัฏคือพระนิพพาน สิ่งที่จำเป็นต้องตระเตรียมและเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดก็คือบุญ บุญเท่านั้น ที่จะนำพาเราไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยมีความสุขสวัสดี


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน บัณฑิตวรรควรรณนา ว่า
 

"น ภเช ปาปเก มิตฺเต        น ภเช ปุริสาธเม
ภเชถ มิตฺเต กลฺยาเณ       ภเชถ ปุริสุตฺตเม
 
     บุคคลไม่ควรคบปาปมิตร ไม่ควรคบบุรุษต่ำช้า ควรคบกัลยาณมิตร ควรคบบุรุษสูงสุด"


     การมีเพื่อนดีเป็นศรีแก่ตัว เป็นมงคลของชีวิต คนโบราณมักจะกล่าวสอนเอาไว้ว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล ผลของการคบบัณฑิตก็คือ ความสำเร็จรุ่งเรืองในชีวิต บัณฑิตจะเป็นกัลยาณมิตรคอยชักชวนให้ทำความดี และเวลาที่เราทำความดีแล้วได้ผลดีก็อนุโมทนายกย่องสนับสนุน แม้พลาดพลั้งก็ไม่ซ้ำเติม แถมยังช่วยเหลือและประคับประคองให้พ้นจากภัยพิบัติต่างๆ แม้ถึงคราวประสบทุกข์ ต้องการความช่วยเหลือ ก็ยินดีช่วยเหลือด้วยความจริงใจ
 
     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญในการรู้จักคบมิตรเป็นอย่างมาก เพราะมิตรหรือเพื่อนนั้นเป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากในการดำเนินชีวิต  หากใครได้มิตรดี ชีวิตก็จะมีแต่เรื่องดีๆ ที่นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ใครคบมิตรชั่วชีวิตก็จะตกต่ำอับเฉา เหมือนเอาเสนียดเข้ามาใส่ตัว มักจะพบแต่ความวิบัติ นำพาชีวิตไปสู่ความเสื่อม ดังนั้นการคบหาสมาคมกับบัณฑิต จึงเหมือนเป็นการหาเสน่ห์ใส่ตัว
 
     * ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นกวางอาศัยอยู่ในป่าละเมาะแห่งหนึ่ง มีนกชื่อสตปัตตะ จับอยู่ที่ยอดไม้ต้นหนึ่งในป่านั้น และในที่ใกล้ๆ กันนั้น ก็มีสระอยู่สระหนึ่ง และในสระนั้นก็มีเต่าอาศัยอยู่ สัตว์ทั้งสามได้เป็นสหายกัน ต่างอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ครั้งนั้นมีพรานเนื้อคนหนึ่งท่องเที่ยวไปในป่าแล้วก็ได้พบกับรอยเท้าของพญากวางโพธิสัตว์ที่ริมฝั่งสระน้ำ จึงดักบ่วงที่มีเกลียวแข็งแรงราวกับโซ่เหล็ก ครั้นดักบ่วงเสร็จแล้วกลับไปรออยู่ที่บ้าน
 
     ตกเวลาเย็นวันนั้น เมื่อพญากวางมาดื่มน้ำตามปกติก็เลยติดบ่วง จึงร้องส่งเสียงให้เพื่อนรู้ว่าตัวเองติดบ่วงเข้าแล้ว สัตว์ในละแวกนั้นได้ยินเสียงร้องของกวางก็พากันวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่ว่านกสตปัตตะรีบร่อนลงจากยอดไม้ ส่วนเต่าก็ขึ้นมาจากน้ำคลานต้วมเตี้ยมเข้ามาหาด้วยความห่วงใย แล้วก็ปรึกษากันว่า “จะทำอย่างไรดี” นกก็บอกเต่าว่า “สหายท่านมีฟันแหลมคม จงกัดบ่วงนี้ให้ขาดเถิด ส่วนเราจะไปถ่วงเวลาไม่ให้พรานมาถึง จนกว่าท่านจะกัดแทะบ่วงขาด”
 
     เมื่อปรึกษากันเสร็จแล้ว เต่านั้นจึงเริ่มกัดเชือกหนังทันที นกก็คอยอยู่บนต้นไม้ไม่ไกลจากบ้านของนายพราน ครั้นถึงเวลา นายพรานก็ถือหอกและอาวุธสำหรับล่าสัตว์เตรียมออกเดินทางแต่เช้าตรู่ นกรู้ว่านายพรานออกจากบ้านแล้วก็บินโฉบลงไปจิกนายพรานผู้กำลังจะออกจากบ้าน
 
     นายพรานคิดว่าเราถูกนกกาลกิณีจิกตีเข้าให้แล้ว เห็นจะไม่เป็นมงคล  จึงกลับไปนอนอีกงีบหนึ่งแล้วก็ลุกขึ้นถือหอกออกไปอีก นกคาดการณ์ว่า ครั้งต่อไป นายพรานคงจะออกทางประตูหลัง จึงบินไปจับที่คาคบไม้หลังบ้าน ฝ่ายนายพรานคิดว่า ครั้งแรกเราออกทางประตูหน้าก็พบนกกาลกิณี ครั้งนี้เราต้องออกทางประตูหลัง ทันทีที่ก้าวออกทางประตูหลัง เจ้านกแสนรู้ก็ได้อาศัยช่วงที่นายพรานเผลอเพราะยังไม่รุ่งสาง จึงลงมือโจมตีด้วยการโฉบลงจิกหัวนายพรานอีก นายพรานคิดว่า เราถูกนกกาลกิณีจิกตีอีกแล้ว  นกตัวนี้คงไม่อยากให้เราออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ จึงกลับเข้าบ้านนอนรอจนสว่าง จากนั้นจึงค่อยถือหอกออกไปในเวลาเช้า
 
     นกรีบบินไปบอกกวางว่า นายพรานกำลังเดินมาใกล้จะถึงแล้ว ให้เต่าเร่งกัดบ่วงให้ขาดโดยเร็ว ในขณะนั้นเต่าก็กัดเชือกเกือบขาดหมดแล้ว ยังเหลืออีกเพียงเกลียวเดียวเท่านั้น แต่ฟันของเต่าชักจะไม่ค่อยคมเหมือนเดิม  และจะร่วงออกจากปากเต็มที ปากก็ฟูมไปด้วยเลือด แม้เต่าจะเจ็บปวดทรมานมากแต่ก็ไม่ยอมแพ้ ได้ทุ่มเทสุดหัวใจที่จะช่วยเหลือเพื่อน เมื่อเห็นนายพรานถือหอกเดินมาใกล้ นกก็ไม่สามารถหยุดยั้งนายพรานได้อีก หากโฉบลงไปจิกนายพรานอีกก็ต้องถูกยิงตาย 
 
     กวางเห็นนายพรานถือหอกเดินมาด้วยความเร็ว จึงกัดเกลียวเชือกนั้นจนขาด จากนั้นกวางจึงกระโดดหนีเข้าป่าหลุดพ้นจากการถูกล่าอย่างหวุดหวิด แต่เต่ายังคงนอนนิ่งอยู่ตรงนั้นเพราะบอบช้ำมาก นายพรานจึงจับเอาเต่าใส่กระสอบแขวนไว้ที่ตอไม้ต้นหนึ่ง แล้วออกล่าเหยื่อต่อไป นกได้บินไปบอกกวางว่า เต่าถูกจับเสียแล้ว ให้กลับมาช่วยหน่อย
 
     ฝ่ายกวางเมื่อปลอดภัยแล้วก็ไม่ยอมทิ้งเพื่อนไปเหมือนกัน ได้ย้อนกลับมาช่วยเต่า โดยแสร้งทำคล้ายจะหมดกำลังให้พรานเห็น ล้มตัวลงนอนอย่างมีสติ นายพรานก็คิดว่า กวางตัวนี้คงจะหมดเรี่ยวหมดแรงเพราะถูกบ่วงบาดข้อเท้าเป็นแน่ จึงถือหอกเดินเข้าไป เมื่อกวางเห็นเช่นนั้นก็ลุกขึ้นวิ่งเหยาะๆ  หลอกล่อนายพรานเข้าป่าลึก ทำให้นายพรานเกิดความสับสน ครั้นรู้ว่าหลอกนายพรานมาได้ไกลแล้ว จึงวิ่งไปทางอื่นด้วยความเร็วดุจลมพัด เพื่อจะมาช่วยเต่า เมื่อไปถึงก็เอาเขายกกระสอบขึ้น วางลงบนพื้น ขวิดจนกระสอบฉีกขาด ในที่สุดก็สามารถช่วยเต่าออกมาได้อย่างปลอดภัย ด้วยความเกื้อกูลกันของสัตว์ทั้งสาม มีสุขร่วมสุข มีทุกข์ร่วมต้าน ทำให้พบกับความสุขสวัสดี
 
     เราจะเห็นว่า แม้สัตว์เดรัจฉานก็ยังมีความเป็นมิตรแท้ มีหัวใจของยอดกัลยาณมิตร คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แม้จะต่างเผ่าพันธุ์ แต่ก็ยังให้ความช่วยเหลือไว้วางใจกัน การคบหาสมาคมกับบัณฑิตผู้มีปัญญา จึงนำแต่ความสุขความเจริญมาให้ นกสตปัตตะในภพชาตินั้นก็ได้มาเป็นพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวาผู้เลิศด้วยปัญญา เต่าได้มาเป็นพระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายผู้มีฤทธิ์มาก ส่วนกวางก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั่นเอง
 
     บนเส้นทางการสร้างบารมีนั้น การมีเพื่อนแท้ มีกัลยาณมิตร มีความสำคัญมาก ยามใดเมื่อเราเกิดอุปสรรค ท้อแท้หมดกำลังใจ เพื่อนแท้ก็สามารถเป็นที่พึ่ง ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ เหมือนดังเรื่องที่หลวงพ่อได้นำมาเล่าให้ฟัง แม้ในยามคับขันที่อันตรายถึงชีวิต มิตรแท้ก็สามารถช่วยเหลือได้ นี่แหละคืออานิสงส์ของการมีเพื่อนดี มีสหายรัก เพราะถ้ามีพรรคมีพวกก็มีความสะดวก ชีวิตการสร้างบารมีก็จะสะดวกสบายราบรื่น
 
     ปัจจุบันนี้ โลกกำลังขาดแคลนกัลยาณมิตร ขาดแคลนมิตรที่ดี โดยเฉพาะมิตรแท้ที่เข้าถึงพระธรรมกาย เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเข้าถึงพระธรรมกาย เราก็จะมีมิตรคู่ใจที่รู้แจ้งเห็นจริงในทุกสรรพสิ่ง และสามารถไปรู้เห็นเรื่องราวของสังสารวัฏ เรื่องของกฎแห่งกรรมได้อย่างชัดเจน การทำหน้าที่กัลยาณมิตรและความเป็นมิตรแท้ของเราจะสมบูรณ์ที่สุด เมื่อเราได้เข้าถึงพระธรรมกาย ดังนั้น พวกเราจะต้องหมั่นฝึกฝนตนเอง จะได้เป็นกัลยาณมิตรให้กับตนเองและชาวโลก ไปแนะนำชาวโลกให้รู้จักความจริงของชีวิต ให้รู้จักเส้นทางไปสู่สวรรค์และนิพพาน

 

พระธรรมเทศนาโดย :  พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)
* มก. เล่ม ๕๗ หน้า ๓๐๐